Blog

  • “คลั่งรัก 2025”

    “คลั่งรัก 2025”

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    “คลั่งรัก 2025”

    10 ก.ย. 2568 04:03 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881674&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g7NeVEM074zKlAp2V5Yxx

  • มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่เชียงใหม่

    มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่เชียงใหม่

    ✨️มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่เชียงใหม่ 23 สาวงามทั่วโลกร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ล้านนา ก่อนประชันโฉมแข่งรอบต่อไป.การประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 (Miss International Queen 2025) เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และยกระดับ Soft Power ไทยสู่สายตาชาวโลก.โดยคืนวันที่ (8 ก.ย. 68) ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายเก่ง ชัยวารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานเชียงใหม่ นายกิตติคุณ คุ้มเกตุ ผู้แทนผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ และ นายจักรพงษ์ สิทธิหล่อ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ร่วมให้การต้อนรับ 23 สาวงาม ผู้เข้าประกวดจาก 23 ประเทศทั่วโลก กองประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 (Miss International Queen 2025) ซึ่งเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมกิจกรรมเก็บตัวและสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ระหว่างวันที่ 8 – 11 กันยายน […]

    รพ.สต.สล่าเชียงตอง ส่งต่อ ผู้ป่วยฉุกเฉินชายวัย 55 ปี ทาง Sky doctor หลังชาวบ้านช่วยกันหามมาส่ง รพ.สต. เนื่องจากน้ำป่าหลากสัญจรไม่ได้ ไข้สูงชัก-เลือดไหลไม่หยุด วันที่ 9 กันยายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 จัดนายสิบพยาบาล พร้อมกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย อำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือส่งต่อผู้ป่วยทางอากาศยาน ภายหลังจากในพื้นที่ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เกิดน้ำป่าไหลหลากในลำห้วยถนนทรุดพังขาดบางจุดไม่สามารถเดินทางได้ ส่งผลทำให้ไม่สามารถนำผู้บาดเข้ารักษาในทันที ซึ่งผู้บาดเจ็บเป็นชาย อายุ 55 ปี อยู่หมู่.6 ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ประสบปัญหามีดบาดหัวเขา ตั้งแต่ วันที่7/9/68 เวลาประมาณ 13.00 น. โดยมีดบาดบริเวณหัวเข่าข้างขวา ลึก 1ข้อนิ้วมือ ซึ่งต้องปล่อยทิ้งไว้นานหลายชั่วโมงเพื่อรอรับการรักษา หลังสถานการณ์น้ำลด ชาวบ้านได้ช่วยกันหามผู้ป่วยออกมาส่งยัง รพ.สต.สล่าเชียงตอง โดยใช้เวลาเดินทางเท้ามา 45 นาที ซึ่งมาถึง รพ.สต.สล่าเชียงตอง ด้วยอาการปวด […]

    ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง) ระยะเร่งด่วน วันนี้ (8 ก.ย. 68) นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง) ระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการลงพื้นที่ ณ สวนสุขภาพริมน้ำปิง ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้ลงเรือตรวจสอบความคืบหน้าและการดำเนินงานขุดลอกน้ำปิง จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้นำคณะ ลงพื้นที่ กองอำนวยการประสานงานและสนับสนุนการขุดลอกแม่น้ำปิง เพื่อติดตามฟังการรายงานของหน่วยที่เกี่ยวข้อง โดยด้านการดำเนินการขุดลอกน้ำปิง สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รายงานความคืบหน้าว่า ผลการดำเนินการปัจจุบันรวมทั้งโครงการ ระยะทาง 41 กิโลเมตร แล้วเสร็จ มากกว่า 74.57% โดยเฉพาะในเขตตัวเมือง พื้นที่สำคัญของเชียงใหม่ แล้วเสร็จ มากกว่า […]

    กระแสตอบรับคนละครึ่งเฟสใหม่ แนวโน้มมาดี ร้านค้าปลีกตัวเมืองเชียงใหม่คึกคัก ผู้ประกอบการเติมสต๊อคพร้อมรับความต้องการ ร้านค้าปลีกในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มเติมสต๊อคสินค้าอุปโภคบริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะสินค้าในครัวเรือนและชีวิตประจำวัน เตรียมพร้อมรับโครงการคนละครึ่งเวอร์ชั่นรัฐบาลอนุทิน หลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณบวกและมีแนวโน้มจะเริ่มโครงการได้เร็วที่สุดเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่ประชาชนเริ่มตรวจสอบแอพพลิเคชั่นเป๋าตังในสมาร์ทโฟนของตัวเองเพื่อไม่พลาดโอกาส พร้อมใช้งานได้ทันทีที่เปิดให้ลงทะเบียน ส่วนบรรยากาศที่ย่านสตรีทฟู้ดส์ตลาดสิริวัฒนา อ.เมืองเชียงใหม่ ผู้ประกอบการร้านอาหารตามสั่ง ทำอาหารให้กับลูกค้าอย่างอารมณ์ดี แม่ค้าบอกว่าอยากให้เริ่มโครงการให้เร็วที่สุดเพราะได้ประโยชน์ทั้งกับร้านค้าและประชาชน โดยลุ้นให้ทำให้ได้ภายในเวลา 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจ หากทำสำเร็จเชื่อว่าจะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน ร่วมแสดงความคิดเห็น FacebookFacebookXTwitterLINELine

    🌧️“หน้าฝน ลูกป่วยบ่อย” อาการแบบนี้ ลูกเราเป็นโรคอะไรกันแน่ หาคำตอบได้ใน #MedCMUHotline วันนี้ค่ะ รับชมผ่านTikTok: https://cmu.to/ccsI1Facebook: https://cmu.to/CQfYs #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU ร่วมแสดงความคิดเห็น FacebookFacebookXTwitterLINELine

    “สองล้อ” ส่งนักปั่นเยาวชนร่วมชิงชัย ศึกเอเชี่ยน ยูธเกมส์ ที่ประเทศบาห์เรน “เสธ.หมึก” หวังเหรียญใดเหรียญหนึ่ง “สองล้อ” ส่งนักปั่นเยาวชนร่วมชิงชัยเอเชี่ยน ยูธเกมส์ ครั้งที่ 3 ที่ประเทศบาห์เรน ระหว่างวันที่ 22-31 ต.ค.68 ตามแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ และตามแนวทางการพัฒนากีฬาเป็นเลิศ ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ด้าน” เสธ.หมึก” วางเป้าหมายหวังคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งมาครอง “เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF ) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ เตรียมส่งนักกีฬาจักรยานประเภทถนนระดับเยาวชนทีมชาติไทยที่มีอายุระหว่าง 14-17 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554) ไปร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน ยูธเกมส์ 2025 (ครั้งที่ 3) ที่ประเทศบาห์เรน จะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 22-31 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3764781/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IK4KUlneRr329fwEOUMY7

  • พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน หวังรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน หวังรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    อุทัยธานี พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน เลขอื่นเหลือเต็มแผง หวังรัฐบาลใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าเดิม

    เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยสอบถามกับพ่อค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่บริเวณหน้าตลาดสด อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี หลังจากที่อีกไม่กี่วันนี้จะถึงวันประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 กันยายนนี้ โดยพบว่ามีพ่อค้ารายหนึ่งถึงกับบ่นอุบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ผู้คนจับจ่ายซื้อของกันน้อยลงทุกวัน อย่างสลากกินแบ่งรัฐบาลตอนนี้ก็ยังเหลือเต็มแผง

    โดย นายชุมพร อายุ 67 ปี เล่าว่า ตอนนี้เลขที่ขายดี มีแค่เลขดังของนายกฯ อนุทิน เท่านั้น อย่างเลข 32 15 58 09 ส่วนเลขอื่นๆ นั้นขายไม่ได้เลย ทำให้ตอนนี้ลอตเตอรี่ยังเหลือเต็มแผงอย่างที่เห็น เรียกได้ว่าตอนนี้แผงลอตเตอรี่ทั้งตลาดไม่เหลือเลขพวกนี้แล้วอย่างแน่นอน อยากฝากบอกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า อยากให้บริหารประเทศนี้ให้ดี ให้สมกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้ว่ารัฐบาลใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในทุกๆ เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2881697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s8URf_IV0uWSeHS03HfP3

  • นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

    นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

               การเปลี่ยนผ่านจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country: LDC) ไปสู่สถานะประเทศกำลังพัฒนา เป็นเป้าหมายสำคัญของบังกลาเทศ ซึ่งมีกำหนดการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น The Daily Star รายงานว่า นาง Nuria Lopez ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศ (EuroCham Bangladesh)ได้ตั้งคำถามถึงความพร้อมของบังกลาเทศในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านควรสะท้อนความพร้อมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะของภาคเอกชน มากกว่าการมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงของประเทศ 

               1. ความท้าทายของภาคเอกชนและความไม่พร้อม

               ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศระบุว่า การผลักดันให้บังกลาเทศเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่ “ศักดิ์ศรี” มากกว่าความพร้อมที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ และชี้ว่าผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การขาดแคลนพลังงาน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการเงินที่สูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นคง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการแข่งขันของบังกลาเทศเมื่อสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การเข้าถึงตลาดปลอดภาษีหรือความช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติ

               2. การพึ่งพาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป

               รายงานเน้นว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศที่ผ่านมา หรือที่นักวิเคราะห์หลายรายเรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์” มาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-Made Garments: RMG) ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักในการส่งออก อย่างไรก็ตาม Lopez ชี้ว่า การพึ่งพาภาคส่วนเดียวทำให้เศรษฐกิจขาดความหลากหลาย ซึ่งเป็นความเสี่ยง เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับสากล หลังการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และความสามารถในการแข่งขันทำให้บังกลาเทศ ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

               3. การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติ

               Lopez วิพากษ์วิจารณ์การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยตั้งคำถามว่าบังกลาเทศกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบเปิดหรือแบบป้องกัน การขาดคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ บ่งชี้ถึงการขาดนโยบายที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ระบบ Generalized System of Preferences (GSP)

    4. ข้อเสนอแนะ

    Lopez เสนอว่าบังกลาเทศควรมุ่งเน้นการกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออก และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านที่ขาดการเตรียมการ อาจนำไปสู่ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออกหรือการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    nuria-lopez-2.png

               ทั้งนี้ ความเห็นละข้อเสนอแนะของ Lopez สอดคล้องกับรายงานขององค์กรนานาชาติ ในหลากหลายประเด็น ดังนี้

               1. ความท้าทายจากการสูญเสียสิทธิประโยชน์ LDC

               ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank, 2023) การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จะทำให้บังกลาเทศสูญเสียสิทธิประโยชน์ด้านการค้าที่สำคัญ เช่น การเข้าถึงตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม RMG ที่มีสัดส่วนถึง 84% ของรายได้จากการส่งออกของบังกลาเทศในปี 2566 (สำนักงานส่งเสริมการส่งออก – Export Promotion Bureau, 2023) การวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับข้อกังวลของ ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศที่ระบุว่าการพึ่งพา RMG ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบาง การสูญเสีย GSP อาจทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น และลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามหรือกัมพูชา

               2. ความจำเป็นในการกระจายเศรษฐกิจ

               งานวิจัยจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank (ADB, 2024))ระบุว่า การกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออกและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เกษตรแปรรูป และเภสัชกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบังกลาเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา RMG อย่างไรก็ตาม การพัฒนาภาคส่วนใหม่ ๆ ยังถูกจำกัดโดยโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจารณ์ของ Lopez เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง

               3. การขาดนโยบายที่ชัดเจน

               รายงานจาก United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD, 2024) ชี้ว่า ประเทศที่เปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จำเป็นต้องมี “กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น” (Smooth Transition Strategy) ซึ่งรวมถึงการพัฒนานโยบายที่ชัดเจนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ Lopez กล่าวถึงจึงเป็นประเด็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น เวียดนาม ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2550 ได้พัฒนานโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติและการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง บังกลาเทศยังขาดกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจทำให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

               4. มุมมองจากภาคเอกชนอื่นๆ

               การวิเคราะห์จาก International Labour Organization (ILO, 2023) ระบุว่า ภาคเอกชนในบังกลาเทศเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและการขาดความโปร่งใส ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Lopez ที่ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างชาติในบังกลาเทศยังถูกจำกัดโดยความล่าช้าในการอนุมัติโครงการและการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน

               จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศมีความเสี่ยงสูง หากไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสม ความท้าทายหลัก ได้แก่ การพึ่งพาอุตสาหกรรม RMG มากเกินไป การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และการขาดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์จากหน่วยงานระดับนานาชาติ ยืนยันตรงกันว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  โดยเฉพาะการกระจายเศรษฐกิจ ที่จะต้องกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในภาคส่วนใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและเภสัชกรรม โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานที่มีทักษะ  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน  นอกจากนั้น จะต้องมีกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน  รัฐบาลควรจะจัดทำแผนงานระยะยาวที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC 

               กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศและแหล่งอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมของภาคเอกชนและความหลากหลายทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังขาดหายไป การมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีโดยไม่คำนึงถึงความท้าทายเหล่านี้ อาจนำไปสู่ผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การพัฒนานโยบายที่ชัดเจนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

    ที่มา

    • Lopez, N. (2025). LDC graduation must reflect readiness, not just prestige. The Daily Star. Retrieved from https://www.thedailystar.net/business/news/ldc-graduation-must-reflect-readiness-not-just-prestige-3981326
    • World Bank. (2023). Bangladesh Economic Update: Trade and Competitiveness.
    • Export Promotion Bureau. (2023). Export Statistics of Bangladesh 2022-23.
    • Asian Development Bank. (2024). Economic Diversification for Sustainable Growth in Bangladesh.
    • United Nations Conference on Trade and Development. (2024). Smooth Transition Strategies for LDC Graduation.
    • International Labour Organization. (2023). Private Sector Challenges in Bangladesh: A Policy Perspective.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sovh0xpqcrl6nhxhmzy76o15&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xti34ymDXflSSxAlCqVFc

  • ท่องเที่ยวพอใจโฉมหน้าครม.ใหม่ ‘อนุทิน’ หนุน คนละครึ่ง เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2

    ท่องเที่ยวพอใจโฉมหน้าครม.ใหม่ ‘อนุทิน’ หนุน คนละครึ่ง เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2

    นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โผ ครม.ใหม่ อนุทิน ชาญวีรกูล ในส่วนของคนนอกถือว่าครบเครื่อง ตอบโจทย์ภาคเอกชน ที่ได้คนเก่ง คนดี มีประสบการณ์ตรงกับกระทรวงที่รับผิดชอบทุกท่าน ทั้งด้านการคลัง การต่างประเทศ เศรษฐกิจ กฏหมาย ความมั่นคง เกรด A ทุกท่าน อย่างไรก็ตาม คนท่องเที่ยวฝากขอมาว่าหากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รัฐมนตรีที่มีประสบการณ์ตรงแบบนีบ้างน่าจะสามารถแก้วิกฤตท่องเที่ยวในช่วงนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจแบบ Quick Win 1. อิ่มคนละครึ่ง งบประมาณ 60,000 ล้านบาท สำหรับประชาชน 30 ล้านคน x 2,000 บาทต่อคน 2. เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2 งบประมาณ 3,000 ล้านบาท สิทธิละ 1,500 บาท x 2 ล้านสิทธิ เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรองและโรงแรมขนาดเล็ก 3. SME คนละครึ่ง 20,000 ล้านบาท สนับสนุน ผู้ประกอบการ SME  ในการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาสินค้า เทคโนโลยี องค์ความรู้ และความยั่งยืน

    4. เรียนดีคนละครึ่ง งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต เช่น AI / Digital Marketing / Green Innovation / อาหารไทย / ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ 5. ส่งเสริมคนไทยและต่างชาติเที่ยวไทยสู่เมืองรอง 2,000 ล้านบาท Joint Promotion ตั๋วเครื่องบิน รถเช่า รถตู้ รถบัส สู่เมืองรอง

    กิตติ พรศิวะกิจ

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า โฉมหน้าครม.เป็นความพยายามในการสร้างความสมดุลระหว่างการเมืองและความคาดหวังของประชาชนจากการเชิญคนนอกที่เป็นมืออาชีพในแต่ละด้านมาผสมผสานกับโควต้าตัวแทนพรรคการเมือง ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่งจากการมีโควต้าคนนอกมานั่งบริหารกระทรวงเศรษฐกิจหลักที่มีความพร้อมในการทำงานได้ทันที  ซึ่งการเชิญคนนอกมืออาชีพใช้ตรงกับงานก็เสมือนมีวัตถุดิบได้เชพเก่งมาปรุงแต่งย่อมทำให้คนคาดหวังรออาหารจานอร่อยจากเชพมือดีนั่นเอง

    “การเริ่มต้นของ รัฐบาลอนุทิน ถือว่า ทำได้ดีระดับหนึ่งในการดูแลความคาดหวังของสังคมกับการสร้างความสมดุลในการด้านความคาดหวังทางการเมือง แต่ผลจากทำงานของรัฐบาลจะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริง”

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขในระยะสั้น ผมมองว่าเศรษฐกิจที่ต้องใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นตามกระแส “คนละครึ่ง” ถือว่าช่วยประชาชนในตรงจุด ส่วนการต่างประเทศ ควรเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์บนเวทีต่างประเทศในการเรียกความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว  การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการปราบปรามกวาดล้างอาชญากรรม ยาเสพติด และ Call center รวมถึง รถสาธารณะที่มีปัญหาด้านการฉ้อโกงนักท่องเที่ยว

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในการเจรจาแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้สำเร็จ หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รัฐบาลอาจมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ก็ยังสามารถเดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ความปลอดภัยให้ประเทศได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมาย

    สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากสามารถทำให้เห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยได้อย่างปลอดภัย โอกาสในการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นทันที เพราะพื้นฐานของการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแกร่งและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลตั้งทีมโฆษกเฉพาะกิจด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ทำหน้าที่สื่อสารความคืบหน้าการจับกุมผู้กระทำผิด การปราบปรามขบวนการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ โดยแถลงข่าวอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังและความโปร่งใส การรายงานอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ไม่ใช่การต่อต้านข่าวลบ แต่เป็นการตอบสนองต่อข่าวสารอย่างทันท่วงที หากทำได้จริงจะเป็นผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาล แม้จะอยู่ในวาระเพียงไม่กี่เดือน

    ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งมีประสบการณ์ในแวดวงท่องเที่ยว หรืออย่างน้อยมีความสามารถในการบริหารจัดการและรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง ภาคเอกชนมีประสบการณ์ตรงกับปัญหาและความต้องการของนักท่องเที่ยว ถ้ารัฐบาลนำข้อเสนอแนะของเราไปปรับใช้อย่างจริงจัง จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/638398&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cisGgZZHvcw613zRWI05u

  • กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    ไอที

    กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    กรมวิทย์ฯบริการ เดินหน้าพัฒนาบุคลากรห้องปฏิบัติการคุณภาพ ร่วมให้ความรู้ในงาน Thailand Lab International 2025  เผยแผนลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์   รับเทรนด์การดูแลสุขภาพและสังคมสูงวัย คาด 3 ปีสามารถให้บริการครอบคลุมเกือบ 10 รายการ หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการควบคุมคุณภาพเครื่องมือแพทย์ในสถานพยาบาลขนาดเล็กในชุมชน และสนับสนุนผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทยยกระดับมาตรฐาน ลดค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาต่างประเทศ 

    ดร.จิตตกานต์  อินเที่ยง  ผู้อำนวยการศูนย์ห้องปฏิบัติการอ้างอิงการสอบเทียบ (ศอส.) สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ (สอช.)  กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)   เปิดเผยว่า   หลังจากสถานการณ์โควิด -19  ประชาชนให้ความสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทั้งยังต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ ประกอบกับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ  ทำให้ตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความหลากหลายของเทคโนโลยี   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหันมาให้ความสำคัญกับการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น

    กรมวิทย์ฯบริการ ซึ่งมีบทบาทในการเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ  ให้บริการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ที่ประยุกต์ใช้กับทุกอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์   จึงเริ่มพัฒนาห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ขึ้นเมื่อ  2-3 ปีที่ผ่านมา  โดยเริ่มจากการจัดหาเครื่องมือในการสอบเทียบมาตรฐานต่าง ๆ  รวมถึงปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการ 

    “ปัจจุบันห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ของกรมวิทย์ ฯบริการ มีการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับรอง ISO/IEC 17025  แล้ว คือ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อยื่นขอรับรองมาตรฐานอีก 2 รายการภายในปี 2569 คือ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว และเครื่อง Infusion Pump ที่ช่วยปรับปริมาณการหยดของน้ำเกลือ  นอกจากนี้ กรมวิทย์ฯบริการ  ยังมีแผนในการส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ที่ครอบคลุมทั้งเครื่องกระตุกหัวใจ เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย  เครื่องให้ออกซิเจน  เครื่องวัดสัญญาณชีพ และเครื่องจี้กระไฟฟ้า ภายใน 3 ปีข้างหน้า”

     ดร.จิตตกานต์   กล่าวอีกว่า  เป้าหมายสำคัญของการส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ดังกล่าว  คือ  ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องการควบคุมคุณภาพของเครื่องมือแพทย์ ที่ใช้อยู่ในสถานพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลขนาดเล็กและสถานพยาบาลในชุมชน  ขณะเดียวกันยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ รวมถึง ผู้ผลิตหรือพัฒนาเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสอบเทียบจากต่างประเทศ  นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย ให้มีการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    สำหรับการร่วมจัดแสดงนิทรรศการและสัมมนาวิชาการในงาน Thailand Lab International 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 3-5 กันยายนที่ผ่านมา  ดร.จิตตกานต์    กล่าวว่า   งานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าและงานประชุมนานาชาติด้านเครื่องมือวัดที่ใช้ภายในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  โดยมีผู้ประกอบการชั้นนำด้านเทคโนโลยีเครื่องมือวัดในห้องปฏิบัติการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมแสดงงานกว่า 250 หน่วยงาน   กรมวิทย์ฯ บริการ  ซึ่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน  ได้มีการนำเสนอทั้งภาคนิทรรศการและการสัมมนาวิชาการ   โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติการ  โดยเฉพาะเรื่อง “การตรวจสอบระหว่างใช้งานของเครื่องมือวัด” หรือ  “Intermediate check of measuring instruments”  ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ

     ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว เป็นการตรวจสอบความพร้อมในการใช้งาน เฝ้าระวังความผิดปกติ ลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจว่าเครื่องมือยังคงทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดที่ตั้งไว้    ซึ่ง  Intermediate check ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาห้องปฏิบัติการคุณภาพตามมาตรฐาน  ISO/IEC 17025    

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/445707&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZNtla77AUfhNXBER4fWWJ

  • การตรวจสอบปลาแมคเคอเรลกระป๋องนำเข้าที่ผลิตในประเทศจีน

    การตรวจสอบปลาแมคเคอเรลกระป๋องนำเข้าที่ผลิตในประเทศจีน

    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 หน่วยงานสาธารณสุขของชิลีได้ทำการตรวจสอบตัวอย่างสินค้าปลาแมคเคอเรล กระป๋องที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น โดยผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งชิลีมีการนำเข้าปลากระป๋อง (ปลาแจ๊คแมคเคอเรล หรือ “จูเรล”)  ที่มีอยู่ในตลาดเป็นจำนวนกว่า 30 ล้านกระป๋อง และจัดจำหน่ายในซูเปอร์มาเก็ต ร้านชำ ห้างค้าส่ง รวมทั้ง มีการจำหน่ายไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลเกี่ยวกับการติดฉลากไม่ตรงกับคุณลักษณะของสินค้า เช่น สายพันธุ์ปลาไม่ถูกต้อง หรือมีการผสมสายพันธุ์ เป็นต้น ทั้งนี้ สินค้าที่พบความผิดปกติทั้งหมดเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน จัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Coliseo, Barquito, Novamar, Unimarc และ Acuenta (แบรนด์สินค้าของ Walmart) นอกจากการตรวจสอบดังกล่าว หน่วยงานสาธารณสุขได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการและชาวประมงในอุตสาหกรรมปลากระป๋องด้วย ซึ่งผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เห็นว่าปลากระป๋องจากแบรนด์ที่มีการตรวจสอบมีคุณภาพต่ำ มีการใช้ปลาสายพันธุ์อื่นมาผสมกับปลาแจ๊คแมคเคอเรล  นอกจากนี้ จากการศึกษาและเก็บตัวอย่างปลากระป๋องจำนวนกว่า 200 ตัวอย่าง ของมหาวิทยาลัย Catholic University ของชิลี พบว่าปลาจากตัวอย่างดังกล่าวมีความแตกต่างด้านสัณฐานวิทยาอย่างชัดเจนกับปลาแจ๊คแมคเคอเรล หรือ “จูเรล”ของชิลี และได้มีการทดสอบเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบข้อมูลยืนยันว่าปลากระป๋องส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ “caballo sardina” หรือซาร์ดีนสเปน chub mackerel หรือมีการผสมสายพันธุ์อื่น ๆ ในกระป๋องเดียวกัน 

    ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงในวงกว้างระหว่างในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการชิลีในอุตสาหกรรมประมง เกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจที่ผิดแก่ผู้บริโภค และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวประมงที่จับปลาแมคเคอเรลในท้องถิ่น โดยสมาคมชาวประมงชิลี (Pescadores Industriales del Biobío) ได้เรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุขให้มีการสอบสวน กำหนดบทลงโทษ และนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องออกจากตลาด รวมถึง การเพิ่มเติมเงื่อนไข/กฎระเบียบในการควบคุมผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีการระบุลักษณะที่แท้จริง ถูกต้องและมีข้อมูลทางโภชนาการ (2) การห้ามนาเข้าอาหารที่ดัดแปลง ปนเปื้อนหรือปลอมแปลง และ (3) การติดฉลากจะต้องปราศจากความคลุมเครือหรือสร้างความเข้าใจที่ผิด ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับของการติดฉลาก และการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น[1] 

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 หน่วยงานสาธารณสุขระดับภาค (Regional Health Authority: Seremi de Salud) ได้ยืนยันว่าปลากระป๋องที่มีการผลิตและนำเข้าจากประเทศจีน และวางจำหน่ายในชิลีโดยใช้ชื่อ “ปลาแมคเคอเรล หรือ จูเรล” ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบุ โดยจากการวิเคราะห์ทางสายพันธุ์ของสถาบันโภชนาการและเทคโลยีอาหาร (Institute of Nutrition and Food Technology: INTA) มหาวิทยาลัยชิลี ได้ข้อสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหามีการใช้สายพันธุ์ปลา caballo ไม่ตรงกับปลาแมคเคอเรล สายพันธุ์ Trachurus murphyi แต่เป็นปลาแมคเคอเรล สายพันธุ์ Scomber spp. ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ปลาแจ๊คแมคเคอเรลตามที่ตลาดต้องการ ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขระดับภาคได้ดำเนินการกับสินค้าผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง 5 แบรนด์ ที่พบปัญหา นำออกจากตลาด รวมทั้ง แบรนด์ La Mar ได้มีการขอนำเข้ามาจัดจำหน่ายในชิลี อย่างไรก็ดี สินค้าที่ให้นำออกจากตลาดดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และปลอดภัยต่อการบริโภค[1]

    บทวิเคราะห์ / ความเห็น สคต. ณ กรุงซันติอาโก

              ปลากระป๋อง เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ที่ได้จากการแปรรูปปลา และปลาที่นิยมบริโภคมี ชนิด คือ ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล (ปลาทู ปลาซาบะ) ซึ่งประเทศจีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาแมคเคอเรลสูงที่สุดในโลก โดยปลาแมคเคอเรลมีหลากหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีราคาถูก (ปลาซาบะ) และมีการบริโภคทั่วไปในครัวเรือน การแข่งขันในตลาดจึงมีทั้งสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสินค้าทั่วไป โดยผู้ประกอบการไทยควรตระหนักถึงการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและติดฉลากที่ถูกต้องตรงกับการใช้วัตถุดิบการผลิตจริง รวมทั้งจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้าของประเทศปลายทาง ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานอื่น ๆ โดยในส่วนของประเทศชิลีมีการกำหนดเงื่อนไขการติดฉลากที่เข้มงวด ซึ่งภายหลังจากการเกิดเหตุการณ์ปัญหาการใช้วัตถุดิบที่ไม่ตรงตามที่กำหนดในฉลากของสินค้านำเข้าจากประเทศจีน อาจส่งผลกระทบให้ชิลีมีการตรวจสอบสินค้าในกลุ่มเดียวกันที่มาจากประเทศอื่น ๆ รวมทั้งจากไทยด้วย 

              ที่ผ่านมา จีนครองส่วนแบ่งตลาดปลากระป๋อง (แจ๊คแมคเคอเรล) เป็นอันดับที่ 1 ในชิลี ที่ร้อยละ 98 และไทยเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งประปัญหาตามที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้ปลากระป๋องจากไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดชิลีมากขึ้น ทั้งนี้ สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังชิลี และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากอาหารทะเลกระป๋องและสำเร็จรูป โดยเฉพาะทูน่า ซาร์ดีน แมคเคอเรล เป็นที่นิยมในการบริโภค ซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีราคาค่อนข้างถูก โดยในปี 2568 (เดือนมกราคม – กรกฎาคม) ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังชิลีคิดเป็นมูลค่า 39.74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.49 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปของไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร จึงมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ไทยจะขยายส่วนแบ่งตลาดชิลีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ปัญหาฯ ปลากระป๋องจากจีน ทำให้ผู้บริโภคชาวชิลีตระหนักถึงความถูกต้องของวัตถุดิบและแหล่งที่มาของสินค้าปลากระป๋อง และเป็นโอกาสของสินค้าปลากระป๋องจากไทยที่จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดปลากระป๋องในชิลี รวมไปถึงในตลาดอื่นในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าไทย การได้รับมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ และการมีความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ชิลี ที่ช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้

    ________________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c8tr9nrfrilr6a94a84kpkjk&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HHXwzqeZ2QxYO0osGp7s9

  • ฉะเชิงเทรา เปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา เปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/09/2025 21:40

    ฉะเชิงเทรา พิธีเปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 และ พิธีลงนามความร่วมมือ การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสร้างสรรค์ Soft Power

    5

    515151

    ผู้ว่าฯ ปัตตานีให้กำลังใจผู้ผ่านการบำบัดสิ่งเสพติด

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซ้อมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ หยุดให้บริการแบบบางส่วน

    “นครเกมส์ 2568” เปิดฉากยิ่งใหญ่! นักเรียน-นักศึกษา-ประชาชนร่วมชิงชัยกีฬากรีฑาเมืองคอน

    เยาวชนฟาฎอนีต่อต้านสิ่งเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันห่างไกลพืชกระท่อม

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ระบบนำทางเป่ยโต่วมีสถานีฐานเกือบ 7,000 แห่งทั่วจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หางโจวจัดแข่งทักษะ ‘ไลฟ์สด’ ขายสินค้าเกษตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1307808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16-Yd13DsR2USHUKehi5LS

  • ‘อนุทิน’ สั่งเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” เมินอายุรัฐบาล 4 เดือน

    ‘อนุทิน’ สั่งเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” เมินอายุรัฐบาล 4 เดือน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังเดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเพื่อประชุมหารือกับสมาชิกพรรคนั้น

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามนายอนุทินถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)

    'อนุทิน' สั่งเดินหน้า

    นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังคงผลักดันต่อถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน

    ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาฯ

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 69 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 73

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่ เหลือเพียง 3 ระยะ

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปีโดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638384&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m8OQdv0qvc7tIzXkAXI9w

  • ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    เศรษฐกิจ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไม่เดินหน้า ขาดการลงทุนเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร

    • ประเทศไทยเผชิญกับดักรายได้ปานกลางจากการขาดเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ โดยภาคส่งออกและท่องเที่ยวเผชิญความท้าทาย นอกจากนี้ยังมีกับดักเชิงโครงสร้างที่พึ่งพาแรงงานมากกว่านวัตกรรม และปัญหาเชิงสังคมรุมเร้า
    • “ปิยะชาติ” เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ที่เป็นทางออก โดยต้องเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก และใช้ประโยชน์จาก 7 โอกาสที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรมูลค่าสูง, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการเงินเพื่อความยั่งยืน
    • การก้าวข้ามกับดักต้องอาศัยการปรับวิธีคิดเพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันของคนในชาติในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยมีภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง
    • ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้าง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

    ประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากเรื่องของเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังมาจากจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโมเดลการสร้างรายได้เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศ ที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างโอกาสเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi) ดีกรีนักธุรกิจไทยหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับเชิญเข้าร่วมสภาที่ปรึกษาอนาคตของ World Economic Forum ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อ “Out of the Trap” พาประเทศไทยพ้นกับดัก

    สำหรับภาพปัญหาที่เป็นกับดักฉุดรั้งประเทศไทย คือ ไทยเผชิญบททดสอบที่ซับซ้อนจากปัจจัยภายในและแรงกดดันภายนอก และยังซ้ำเติมจากปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมที่กำลังเผชิญปัญหาคนเกิดน้อย คุณภาพแรงงานชั้นกลางลดลง และสังคมสูงวัยที่คนมีอายุยืนขึ้น ซึ่งกระทบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    นอกจากนี้ยังประสบปัญหาหนี้สินภาครัฐ ครัวเรือนและหนี้ภาพรวม ทำให้ต้นทุนดำรงชีวิตสูงขึ้น ตลาดแรงงานเองมีปัญหาทักษะไม่ตรงความต้องการ (skill mismatch) รวมถึงความสามารถการศึกษาค่อนข้างตกต่ำ ความไม่โปร่งใสและการขาดความไว้วางใจที่รัฐบาลมักกังวลความโปร่งใสทำให้ไม่เห็นปัญหาจริง และทำให้การทำงานร่วมกันถูกมองเป็นการฮั้วมากกว่าการสนับสนุนประเทศ

    ส่วนกับดักใหญ่ที่ฉุดรั้งให้ไทยไม่เติบโตเต็มศักยภาพ ได้แก่ กับดักรายได้ปานกลางที่ปัญหาใหญ่มาจาก “ไม่มีเงินใหม่” เข้าระบบเศรษฐกิจมากพอ หากดูโครงสร้าง GDP พบการบริโภค การลงทุนเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเพียงการหมุนเวียนของเงินก้อนเดิม

    แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่ง 2 เครื่องยนต์หลัก กำลังเผชิญความเหนื่อยล้า การส่งออกถูกกดดันจากสงครามการค้าและกำแพงภาษีที่ไม่แน่นอน 

    ขณะที่การท่องเที่ยวยังพึ่งปริมาณนักเดินทางที่เข้ามามากกว่าคุณภาพ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวไม่สูงพอจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ คือ ประเทศเหมือนบริษัทที่มีรายได้แต่ไม่สร้างกำไรเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดที่มากขึ้นได้แท้จริง

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    “เวลาที่เจอปัญหาซับซ้อนควรกลับมามองว่าอยากทําอะไร ถ้าโจทย์อยากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ต้องดูว่าต้องมี GDP เท่าไหร่ ประเทศต้องมองว่าจะทำอะไรที่มีกําไร ถ้าไม่มีกําไรจะลงทุนต่อยาก รายได้ประชาชนที่หมุนเวียนจะลดลง”

    ประการที่ 2 กับดักเชิงโครงสร้างที่ปัจจุบันมีโครงสร้างเหมือนประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปพึ่งพิงแรงงานและเงินทุนเป็นหลัก โดยขาดการพัฒนาความสามารถยกระดับการผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) ที่จะสร้างการเติบโตยั่งยืน ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่สร้างนวัตกรรม ประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้วมีความสามารถด้านผลิตภาพรวม โดยส่วนใหญ่ 60% คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการลงทุนนวัตกรรม มีระบบสถาบันที่ดีมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ยกระดับเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ทั่วถึง

    จากสถานการณ์ภายนอกขณะนี้โลกอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยสหรัฐใช้นโยบาย “America First” พร้อมใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือดึงรายได้ ขณะที่จีนพยายามเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ด้วยการผลักดัน “Globalization” ที่ตนเองเป็นศูนย์กลาง

    นอกจากนี้โลกสร้างกติกาใหม่ไม่ใช่แค่การค้าแต่ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือมาตรการ “CBAM” กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้ง

    ดังนั้นทางออกประเทศต้องเริ่มปรับวิธีคิดมองตำแหน่งบนเวทีโลกว่าอยู่ตรงไหนแล้วจะแข่งอย่างไร เพราะการตั้งเป้าแข่งขันในเวทีโลกจะทําให้คนในประเทศมีวาระร่วม (common agenda) ไม่อย่างนั้นจะมีแต่ปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

    “เหมือนทีมฟุตบอลที่เก่งในบ้านตัวเอง แต่เมื่อก้าวไปพรีเมียร์ลีกจะรู้มาตรฐานจริง การเปรียบเทียบเช่นนี้จะทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาจุดใด ที่สำคัญคือการสร้างเป้าหมายร่วมให้คนในชาติเห็นตรงกัน เมื่อมีศัตรูหรือคู่แข่งร่วม ความขัดแย้งภายในจะลดลง”ปิยะชาติ ระบุ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ส่วนประเด็นสำคัญถัดมาต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัด โดยเสนอแนวคิด “777” ประกอบด้วยทำความเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก (7 Transitions) ได้แก่

    1.การเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics Transition) ที่โลกกำลังเปลี่ยนระเบียบอำนาจ ประเทศไทยต้องหาจุดแข็งของเราในโลกที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านในเรื่องนี้

    2.การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Economic Transition) ที่วิธีคิดกำลังเปลี่ยนจากประสิทธิภาพสูงสุดมาสู่ความมั่นคงของซัพพลายเชนการผลิต โดยไทยต้องคิดสร้างซัพพลายเชนที่ทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันจบในประเทศ

    3.การเปลี่ยนผ่านทางสังคม (Societal Transition) ต้องหาวิธีจัดการปัญหาสังคมสูงวัย คนเกิดน้อย หนี้สินครัวเรือน และการรีสกิล อัพสกิล ของแรงงานรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    4.การเปลี่ยนผ่านทางสภาพแวดล้อม (Environmental Transition) โดยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นกฎหมายและข้อบังคับที่ต้องสร้างกลไกตลาดสำหรับ Green Product และ Service ให้เกิดขึ้น

    5.การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Technological Transition) การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี เช่นการที่ต้องใช้ AI โดยในส่วนนี้ยังคงต้องเน้นในเรื่องของการที่ AI เข้ามาช่วยเสริมสร้างคุณค่าของมนุษย์ (Empower human values) ไม่ใช่ทดแทน

    6.การเปลี่ยนผ่านในเรื่องของทุนมนุษย์ (Human Capital Transition) ซึ่งสิ่งสำคัญคือการต้องยกระดับการศึกษาของต้องพัฒนาคนให้มองได้กว้างและลึก และมีความสามารถทำงานร่วมกับ AI และมนุษย์

    และ 7.การเปลี่ยนผ่านเรื่องระเบียบโลก (World Order Transition) โลกเข้าสถานการณ์ที่ไม่มีหน่วยงานใดทำงานโดยอิสระได้อีกต้องเน้นการทำงานแบบ Public Private People Partnership (PPPP) และส่งเสริมความร่วมมือภายในประเทศ

    สำหรับโอกาสการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใช้ 7 โอกาสที่เป็นเครื่องยนต์ที่ไทยมีจุดเด่นได้แก่

    1.เกษตรกรรม บวกด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture Plus Technology) โดยเน้นไปที่การสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกสินค้าไม่ใช่เน้นขายถูก

    2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition): ใช้ต้นทุนที่เรามี เช่น แสงแดด สายลม น้ำ และ Bio-mass เพื่อผลิตพลังงานสะอาด สร้างความได้เปรียบในการลงทุนจากต่างประเทศ

    3.สุขภาพและการดูแล (Health and Wellness): พัฒนาเป็น Premium Sector โดยเฉพาะ โดยดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา เช่น การเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นรีสอร์ทสำหรับฟื้นตัวของผู้ป่วยที่ต้องการใช้จ่ายสูง

    4.การท่องเที่ยว (Tourism): เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณมาสู่การเน้นคุณภาพ (spending per head สูง) และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Long Stay

    5.ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub): ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเราที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่ดี เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าดิจิทัล

    6.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Sector): ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลงไปอยู่ในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (unique selling point)

    7.การเป็นศูนย์กลางการเงินในลักษณะที่เป็น Transition Finance Hub โดยพัฒนากรุงเทพฯ เป็นฮับ Green Finance, Inclusive Finance, Sustainable Finance และ Blended Finance เป็นสถานที่นักลงทุนมาพูดคุยยกระดับตลาดให้มีความสนใจเรื่องผู้คนและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

    ปิยะชาติ กล่าวว่า การที่ทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดัก โดยเฉพาะกับดักเศรษฐกิจระยะสั้น หรือ Quick Wins ต้องเร่งสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น โดยการทำงานกับเวทีโลกอย่างแข็งขันและนำเสนอสิ่งที่มีสินค้าไปขายในตลาดที่มีกำลังซื้อ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง 

    ขณะที่นโยบายระยะยาวควรเน้นปรับโครงสร้างระบบเงินทุน ปรับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ตอบโจทย์เวทีโลก เปลี่ยนหน่วยงานกำกับให้มีบทบาทส่งเสริมด้วย (Duo Mandate) ปฏิรูประบบภาษี และจัดการเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่มีขนาดใหญ่ และลดความซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการเพื่อให้ประเทศแข่งขันได้

    ส่วนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของไทยนั้น ปิยะชาติ กล่าวว่า ระบบทุนนิยมนั้นภาคเอกชนเป็นพระเอก เพราะคล่องตัวและความสามารถการแข่งขันสูง แต่เอกชนเดินคนเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำเข้มแข็งกล้าสื่อสารประชาชนในสิ่งที่ทำ 

    รวมทั้งที่สำคัญการมีบทบาทในเวทีโลกเป็นวิธีแก้ปัญหาในประเทศ และกล้าตัดสินใจเรื่องที่อาจไม่ถูกใจ เช่น การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีที่ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง

    “ไทยมีศักยภาพสูงมาก เปรียบเสมือนห้องครัวที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศครบ แต่ขาดหัวหน้าเชฟที่จัดการและดึงศักยภาพได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องการ คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ กล้าสื่อสารเป้าหมายร่วมกับสังคม และสร้างกลไกความร่วมมือที่โปร่งใสเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินทิศทางเดียวกัน หากทำได้จะคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและก้าวข้ามกับดักเศรษฐกิจที่เผชิญ”นายปิยะชาติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nU_HhX8z6Q8tnP5a6YES8