Blog

  • ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น(คะแนนเสียง)เศรษฐกิจสีเงิน

    ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น(คะแนนเสียง)เศรษฐกิจสีเงิน

    “คนละครึ่ง” รีเทริ์นอีกรอบต.ค.นี้ ตามเสียงเรียกร้องประชาชน พ่อค้า-แม่ขาย รัฐบาล “อนุทิน 1” เด้งรับทันควัน โครงการสุดฮอทยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนั้นไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19  ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ในภาวะเงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น

    โครงการ “คนละครึ่ง” จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงจุดที่สุดในเวลานี้ อย่างน้อยช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย และร้านค้าขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ

    โดยในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึง 5 เฟส ตั้งแต่ปี 2563 – 2565 ใช้งบกว่า 2.3 แสนล้านบาท แม้ว่าจะใช้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ประชาชนมองว่าคุ้มค่า รัฐบาลออกครึ่งหนึ่ง ประชาชนออกครึ่งหนึ่ง การตัดสินใจใช้จ่ายง่ายขึ้น ทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจมหาศาล

    ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและสำนักเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่าตลอดโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 4.2 แสนล้านบาท

    ล่าสุด รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ฟื้นโครงการคนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชั่น “ คนละครึ่ง 2.0” ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้นและไม่สนใจว่าจะถูกกล่าวหาว่าเลียนแบบนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ เพราะมองว่าประชาชนได้ปีระโยชน์และยังกระตุ้นเศรษฐกิจในท้ายปีได้อีกด้วย

    มาแน่ คนละครึ่ง เวอร์ชั่น 2.0 คนไทยเตรียมกระเป๋าตังให้พร้อม

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตซีอีโอกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลังในรัฐบาลอนุทิน1 โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “คนละครึ่ง” อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง?แต่คราวนี้จะกลับมาในเวอร์ชั่น “ คนละครึ่ง 2.0” ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้น รายละเอียดของเวอร์ชั่นใหม่มีโอกาสแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อไป

    หลายคนยังจำได้โครงการ คนละครึ่ง ที่รัฐบาลเคยทำในช่วงวิกฤตโควิด เป็นหนึ่งในมาตรการที่ “ประชาชนรู้สึกได้จริง” ว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพและยังทำให้ร้านค้าเล็ก ๆ ท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้น หลักการก็ง่ายๆรัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายอีก 50% ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ยังทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจทันที

    ผลลัพธ์ในครั้งนั้นชัดเจนมาก ประชาชนกว่า 20–28 ล้านคนเข้าร่วม เงินสะพัดในระบบกว่า 2 แสนล้านบาท ร้านค้ารายย่อยและหาบเร่แผงลอยได้ลูกค้ากลับมา

    นายวรภัคระบุด้วยว่าในวันนี้ค่าครองชีพยังสูง เศรษฐกิจฐานรากยังเหนื่อยการพิจารณานำ โครงการคนละครึ่ง กลับมาอาจเป็นอีกหนึ่งทางออกระยะสั้นที่จะช่วยทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ไปพร้อมกัน แน่นอนว่าไม่ใช่คำตอบถาวร แต่ในช่วงที่ประชาชนกำลังรับภาระหนัก การมีมาตรการที่ “สัมผัสได้จริง” อาจเป็นพลังใจและแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจเดินต่อ

    นายแบงก์ ชี้คนละครึ่ง “รัฐสวัสดิการ” ตรงจุด-ยั่งยืน

    ขณะที่ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง”ว่าหลายคนอาจคิดว่า “คนละครึ่ง” คือโครงการแจกเงินช่วงโควิด แต่จริงๆ แล้ว มันคือก้าวแรกของความตั้งใจที่จะสร้าง ระบบสวัสดิการแห่งรัฐที่ตรงจุดและยั่งยืน เพราะโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด เนื่องจากรัฐบาลต้องหาทางช่วยทั้งประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและร้านค้าธุรกิจเล็ก ให้พอประคองตัวไปได้ แต่เจตนาที่แท้จริง ไม่ใช่การ “แจก” อย่างเดียว

    • ประชาชน: ลดภาระค่าครองชีพ โดยออกแบบให้ไม่ใช่แค่รอรับเงิน แต่ต้องมีแรงจูงใจให้ออกมาทำงานและพัฒนาตัวเอง
    • ร้านค้า: เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าระบบ ได้แต้มต่อในการแข่งขันกับธุรกิจใหญ่
    • รัฐ: ดึงเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบและวางรากฐานภาษี

    หลักคิดสำคัญ คือ “ประชาชนลดภาระ ร้านค้าเพิ่มรายได้” รวมทั้งเป็นการทดสอบว่าประเทศไทยจะก้าวไปสู่ รัฐสวัสดิการแบบยั่งยืน โปร่งใส โดยอาศัย เทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนได้อย่างไร เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด โครงการถูกออกแบบโดยมี 3 แกนหลักของแนวคิดคือฝั่งประชาชน ควรแบ่งประชาชนเป็น 3 กลุ่ม

    1.กลุ่มรายได้น้อย  ได้สิทธิ์ในรูปแบบที่ช่วยลดต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น ช่วย ค่าเดินทางสาธารณะ ปัจจัยยังชีพ สำหรับคนเมือง หรือ แจก ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ให้กับเกษตรกร โดยไม่ต้องร่วมจ่าย (point system) 2.กลุ่มคนชั้นกลาง – ใช้ระบบ co-payment แต่ไม่ถึง 50:50 เช่น 30:70 สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหารและยา และ3.กลุ่มผู้มีรายได้สูง จ่ายภาษี – ได้สิทธิ์คืนภาษีคล้าย “ชอปช่วยชาติ” (tax rebate) แต่เจาะจงให้นำสิทธิไปใช้กับสินค้าไทย หรือใช้กับธุรกิจ SME

    ส่วนฝั่งร้านค้า นายปิติ กล่าวว่า โครงการตั้งใจสร้าง “แต้มต่อ” ให้กับร้านค้าขนาดกลาง ขนาดเล็กของไทย ไม่ใช่ช่วยรายใหญ่ จึงมีแนวคิดกำหนดเพดานสิทธิ์ และบังคับให้ร้านเข้าระบบ VAT และภาษี เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสและยั่งยืนให้คนได้ดี

    ฝั่งงบประมาณ/แหล่งเงิน โดยเป้าหมายระยะยาว คือ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว รัฐต้องสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะการปฏิรูป VAT ให้เป็น multi-tier เหมือนหลายประเทศที่ใช้ เพื่อให้ระบบการคลังแข็งแรงขึ้น และให้โครงการสวัสดิการดำเนินต่อไปได้ โดยไม่กลายเป็นภาระการคลังในอนาคต แต่ด้วยข้อจำกัดช่วงโควิด ‘คนละครึ่ง’ ภาคหนึ่งจึงเป็นได้เพียงก้าวแรก ของความมุ่งหวังที่จะพัฒนาสู่ภาคสองที่สมบูรณ์ขึ้น ด้วยการต่อยอดสู่ Negative Income Tax, การปฏิรูปภาษี และระบบลงทะเบียนที่รอบด้าน รัดกุม ยิ่งขึ้น

    ดังนั้นหากวันนี้รัฐบาลจะนำ “คนละครึ่ง” กลับมาอีกครั้ง จึงหวังว่า มันจะถูกขยับขึ้นเป็น ภาคต่อ ที่ไม่ใช่เพียงแค่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นการปูทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ,หนุน SME ให้เติบโตอย่างแข็งแรง ,ลดเศรษฐกิจนอกระบบ ดึงทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีที่เป็นธรรม และสร้างสวัสดิการที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งภาระการคลังให้คนรุ่นหลัง 

    เพราะ “คนละครึ่ง” ไม่ใช่โครงการประชานิยม แต่คือ ก้าวแรกสู่รัฐสวัสดิการของไทย ที่ทุกฝ่ายรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น หมายเหตุ: โครงการ “คนละครึ่ง ภาคแรก” เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ ธนาคารกรุงไทย ภาคธุรกิจ และประชาชน ที่เชื่อมั่นและร่วมลงมือสร้างโครงการนี้ให้สำเร็จ

    ด้านนาย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” ว่า เห็นด้วยกับการฟื้นโครงการคนละครึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนมีการเรียกร้องให้รัฐบาลนำโครงการคนละครึ่งกลับมาหรือมาตรการที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนให้เกิดการใช้จ่าย แม้ว่าจะเป็นการกระตุ้นในระยะสั้น แต่ถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่ทั้งนี้รัฐบาลควรมีมาตรการระยะกลางและระยาวรองรับเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

    เป็นมาตรการที่ดีต่อประชาชนและร้านค้า เพราะเป็นมาตการที่เห็นผลเร็วและทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเงินไม่ใช่อยู่ดีๆมีเงินเข้ากระเป๋า ซึ่งไม่เกิดการกระตุ้นอย่างแท้จริง และพ่อค้าแม่ค้ายังได้รับผลประโยชน์ เกิดการแข่งขันพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ทำให้การค้าขายมีความคึกคักมากขึ้น

    รองประธานหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า อะไรดีก็ควรสานต่อทำให้ดี อะไรที่ค้างท่อก็ควรทำให้เสร็จเดินต่อให้สุด ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน

    คลัง เผย ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” แอปเดิม

    สำหรับรายละเอียดของโครงการ “คนละครึ่ง” กระทรวงการคลังออกมายืนยันแล้วว่าระบบการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” มีความพร้อมสมบูรณ์และสามารถเริ่มโครงการได้ทันที หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ โดยคาดว่าโครงการใหม่จะสามารถเริ่มต้นได้เร็วที่สุดภายในเดือนต.ค.นี้ ข้อมูลเบื้องต้น โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้อาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง คือ สัดส่วนการร่วมจ่ายที่เปลี่ยนไป

    โดยผู้เสียภาษีอาจได้รับสิทธิ์ในอัตรา 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังคงได้รับสิทธิ์ในอัตรา 50:50 โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นคือต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่แผงลอย ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการนี้ แต่อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและเงื่อนไขที่แน่ชัดยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอีกครั้ง

    อ่านข่าว:

     ผู้ค้า-เอกชนหนุนรับ “คนละครึ่ง” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 

    “ข้าวไทย” หืดจับ พณ.-เอกชน กระชับส่วนแบ่ง “ตลาดข้าว”ส่งออก

    “เนื้อโคขุน” สุรินทร์ ของดีเมืองไทย รสชาตินุ่ม อร่อยลิ้น ไร้กลิ่นสาบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nCwxbBdYnx-Q8XrdbaJE3

  • รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกของปี 2568 แม้จะขยายตัวได้ดีถึง 3.0% แต่ยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งสามารถกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดูแลภาคการส่งออกให้สามารถปรับตัวและแข่งขันในสถานการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายในประเทศและการปรับโครงสร้างภาคการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในระยะยาว ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวในอนาคต 

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดยระบุว่า ภัยคุกคามจากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้จะมีตัวเลขการขยายตัวที่ดีในครึ่งปีแรกก็ตาม แต่ความผันผวนในหลายภาคส่วนยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    จากการแถลงภาวะเศรษฐกิจและสังคมล่าสุด สภาพัฒน์ได้เน้นย้ำประเด็นที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ผลกระทบจากมาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่สภาพัฒน์กังวลมากที่สุด

    เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อีกทั้งยังอาจลุกลามไปยังห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่พึ่งพาตลาดส่งออก

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    ขณะเดียวกัน ปัญหาภาระหนี้สินทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่ยังคงสูงอยู่เป็นประวัติการณ์ก็เป็นข้อจำกัดสำคัญที่กระทบต่อการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ ทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงมีความเปราะบาง นอกจากนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟู

    ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ซึ่งอาจเกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง 

    นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม ยังเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและสร้างแรงกดดันต่อระดับราคาสินค้าเกษตร 

    รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวิระกุล นายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาบริหารในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย

    การฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจที่สำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำมากกว่าที่เป็นอยู่ การเลือกตัวรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

    รัฐมนตรีที่เปิดเผยหน้าตาและได้รับเสียงตอบรับที่ดี ได้แก่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจการคลัง การจัดเก็บภาษี และการบริหารที่ดินของรัฐ

    ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการดำรงตำแหน่งนี้ และมีความคาดหวังว่าจะสามารถนำพากระทรวงไปสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์ที่โดดเด่นในหลายองค์กรระดับชาติและนานาชาติ

    ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โครงการ “คนละครึ่ง” อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะทำให้เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปในระยะแรกอาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน  

    ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเสริมทัพด้วยมาตรการภาษีต่าง ๆ เช่น การใช้มาตรการ Easy E-receipt เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยกระชากเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำเกินไป

    วิเคราะห์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,130 วันที่ 11 – 13 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638478&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rxzklEZs95k8yXq8Ln0Sn

  • “สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีมเศรษฐกิจ

    “สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีมเศรษฐกิจ

    กทม.10ก.ย.-“สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีม ครม.เศรษฐกิจ ฟื้นนโยบายคนละครึ่ง

    นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองและแนวทางการบริหารประเทศ ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้เริ่มสร้างความหวังใหม่ให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน และการเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอย

    นายสุขุม ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วน คือการแสดงฝีมือให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์โดยเร็ว ก่อนที่จะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้สร้างผลงานเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวาง

    “วันนี้ไม่มีใครสนใจแล้วว่าใครคิด ใครเริ่มต้น สังคมสนใจเพียงว่าใครทำให้สำเร็จ ใครทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ หากภูมิใจไทยเดินหน้านโยบายนี้อย่างจริงจัง ก็ย่อมจะได้คะแนนนิยมกลับคืนมา” นายสุขุม กล่าว

    อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ยังมองว่า การจัดทัพ คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ชุดใหม่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากความเป็น “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ความสามารถ และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้องและต้องการทีมงานที่สามารถแก้ไขได้จริง

    “สิ่งที่เราเห็นคือนายกฯ พยายามตอบสนองสังคมในประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คือเศรษฐกิจ และค่าครองชีพ การที่เลือกคนนอกที่มีความเก่งกาจเข้ามา ก็เป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง ทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น” นายสุขุม กล่าว.-319.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สมุทรปราการ 8 ก.ย.- สมุทรปราการอ่วม! ระดับน้ำยังท่วมสูง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ด้าน สพท. สั่งปิดแล้ว 25 โรงเรียน ปรับให้สอนแบบออนไลน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สพท. สั่งปิด 25 โรงเรียนจังหวัดสมุทรปราการ 1 วัน พร้อมปรับการเรียนเป็นแบบออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ถนนสายสำคัญหลายเส้นถูกน้ำท่วม บางแห่งสูงกว่า 30 เซนติเมตร รวมถึงตรอกซอกซอยต่าง ๆ โดยบางพื้นที่น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ขณะเดียวกันหลายจุดยังคงมีน้ำท่วมขัง ระบายออกไม่ได้ เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายหลักสูง ประกอบกับน้ำทะเลหนุน เจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำ หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำ คาดว่าบ่ายวันนี้สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเกิดเหตุ หนุ่มวัย 17 ปี เข็นรถจักรยานยนต์ฝ่าน้ำ ถูกไฟรั่วจากแบริเออร์ก่อสร้างบนถนนแพรกษา ช็อตเสียชีวิตต่อหน้าเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่เร่งสอบหาสาเหตุและป้องกันเหตุซ้ำ -สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 8 ก.ย. – ศาลสั่งจำคุก 4 ปี “ลูกเกด ชลธิชา” สส.ประชาชน คดี ม.112 คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน ส่าสุดศาลให้กันประกันตัวแล้ว กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาต วันนี้ ( 8 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.595/65 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยในความผิด ดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ม.4 (3) จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 จำเลยได้โพสต์ข้อความ ลงในเฟซบุ๊กตัวเอง เกี่ยวกับราษฎรสาส์น […]

    กรุงเทพฯ 7 ก.ย. – โผ ครม. “อนุทิน 1” รื้อทั้งยวง หลัง “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว ทำภูมิใจไทยต้องเกลี่ยใหม่ “ไชยชนก” ดีอี “ซาบีดา” วัฒนธรรม รอเปิดคนนอก “กลาโหม-ยุติธรรม” แว่วพลตำรวจโท อดีตรองผู้การภาค 3 ติดโผ จับตา “ศักดิ์ดา” ร่วมด้วย​ ด้าน “นิพนธ์” จ่อดันลูกสาวเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโผ ครม.ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล […]

    ชัยภูมิ 7 ก.ย.-น้ำท่วมหนักใน 3 อำเภอของจังหวัดชัยภูมิ หลังฝนตกหนักตลอดทั้งคืน สภาพภายในวัดดอนไผ่ ริมถนนชัยภูมิ-นครสวรรค์ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (7 ก.ย.) หลังพายุฝนกระหน่ำตลอดทั้งคืน ระดับน้ำท่วมสูง 50 เซนติเมตร พระสงฆ์ต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปฉันอาหารอยู่บนที่สูง ขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลดลง นอกจากนี้ ยังเกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ย่านเศรษฐกิจในตัวอำเภอแก้งคร้อ และอำเภอบ้านเขว้า น้ำป่าสีแดงขุ่นไหลเข้าท่วมถนนสาย 225 ชัยภูมิ-นครสวรรค์ รวมถึงร้านค้า บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะที่วัดกลางโนนแดง และวัดดอนไผ่ สาเหตุมาจากกรมทางหลวงก่อสร้างถนน 4 เลน ตัดผ่านบ้านโนนแดง ต.โนนแดง อ.บ้านเขว้า ทำให้น้ำป่าที่ไหลมาจากเขาภูแลนคา ไม่สามารถไหลไปลงแม่น้ำชีได้.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    ร้อยเอ็ด 10 ก.ย. – ผลพวงอุทกภัยจากพายุหนองฟ้า ทำพนังกั้นลำน้ำยัง บ้านทรายมูล ต.ขวาว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ทรุดตัวและขาด ส่งผลมวลน้ำทะลักท่วมนาข้าวเกือบพันไร่ เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด ภาพนาทีน้ำจากตอนบนในพื้นที่ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ไหลทะลักท่วมพื้นที่ ทำให้พนังกั้นลำน้ำยัง บ้านทรายมูล ต.ขวาว อ.เสลภูมิ ถูกน้ำกัดเซาะจนทรุดและขาดกว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 6 เมตร และเอ่อเข้าท่วมนาข้าวของชาวบ้าน 3 ตำบล คือ ต.ขวาว, ต.นางาม และ ต.นางาม ชาวบ้านและผู้นำชุมชนต้องระดมเครื่องจักรกล ถุงบิ๊กแบ็ก เข้าอุดพนังที่ขาด เพราะวิตกว่ามวลน้ำจำนวนมากจะทำให้นาข้าวที่กำลังหว่านปุ๋ยรับรวง จำนวนเกือบ 1,000 ไร่ เสียหาย จนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ได้สั่งการให้ ปภ. ประสานนำเครื่องจักรกลหนักเข้าเสริมกั้นน้ำ นำถุงบิ๊กแบ็ก 280 ถุง เข้า จัดวาง […]

    กทม. 10 ก.ย.-สิงโตในสวนสัตว์เอกชน ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ลากไปรุมกัด อาการสาหัส นักท่องเที่ยวบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.ย.68) ได้รับรายงานว่า เกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่ ภายในสวนสัตว์ของเอกชน จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ลงไปให้อาหาร โดยไม่ปฏิบัติตามกฎของบริษัท จึงทำให้ถูกสิงโตรุมทำร้าย เบื้องต้นอาการสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาล ประสานพนักงานสอบสวนเชิญตัวเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์มาสอบปากคำ และลงบันทึกประจำวัน โดยยังไม่มีญาติของเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายมาแจ้งความแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวบันทึกไว้ได้ บริเวณส่วนจัดแสดงสิงโต มีรั้วขนาดใหญ่เปิดให้รถเข้า-ออก เป็นพื้นที่เปิด ให้นักท่องเที่ยวขับรถเข้าไปด้านใน มีป้ายกำกับชัดเจนห้ามเปิดกระจกและห้ามลงจากรถ ด้านในจะมีรถของสวนสัตว์จอดดูแลความปลอดภัย และบางช่วงมีการจัดแสดงโชว์ให้อาหารสิงโตที่อยู่ด้านใน.-สำนักข่าวไทย

    เกาะกง 10 ก.ย. – “พล.อ.ณัฐพล” แถลงผลหารือ GBC สมัยพิเศษ ที่เกาะกง มุ่งแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนี้จะมีการดำเนินการถอนอาวุธหนักภายใน 4 สัปดาห์ โดยให้คณะกรรมการไอโอที ร่วมสังเกตการณ์ด้วย และเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 1 สัปดาห์ ต้องแล้วเสร็จใน 1 เดือน ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างไทย-กัมพูชา .-สำนักข่าวไทย

    มหาดไทย 10 ก.ย.- “ภูมิธรรม” เผยเตรียมไปเยี่ยม “ทักษิณ” มองไม่ได้ทำผิดมาตั้งแต่ต้น เป็นเพราะอำนาจจัดการจนเป็นรัฐบาลนอกระบบ รับเห็นภาพนายใหญ่ในชุดนักโทษ แล้วสะเทือนใจ ยกเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย คนหนึ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำคุกในเรือนจำคลองเปรม ซึ่งจากนี้จะมีกรอบเวลาให้เข้าเยี่ยมได้ มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าใครจะเข้าไปเยี่ยมบ้าง ว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ความรู้สึกส่วนตัว ตนต้องไปเยี่ยมนายทักษิณแน่นอน เพราะตนไม่ได้รู้สึกว่าท่านได้ทำอะไรผิดมาตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนถึงปัจจุบัน ถูกกระทำโดยอำนาจการจัดการ ในการเข้าสู่การเป็นรัฐบาลนอกระบบ เพราะฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่ตั้งขึ้นมา รอวันพิสูจน์ ซึ่งในสายตาตนนายทักษิณเป็นนักสู้คนหนึ่ง และเมื่อวานเห็นภาพนายทักษิณ สวมชุดคอกลมสีฟ้า และดูเหมือนจะกล้อนผมด้วยก็สะเทือนใจ ตนคิดว่าท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าจะหนีไปเลยก็ไปได้ เพราะอยู่นอกประเทศอยู่แล้ว และก็อยู่เมืองนอกไม่ได้ลำบาก ซึ่งการที่ตัดสินใจกลับมา ถือว่าเป็นคนที่รับผิดชอบต่อตัวท่านเอง และประชาชนที่เคารพนับถือท่าน ในสายตาตนนายทักษิณเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยคนหนึ่ง เมื่อถามว่า เรื่องนายทักษิณจะกระทบกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะการที่นายทักษิณยอมรับโทษนั้นอาจจะมีทั้งกระแสเห็นใจและตีกลับหรือชื่นชมว่าได้ทำตามกระบวนการยุติธรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นความรู้สึกต่างๆของผู้คน จะรู้สึกอย่างไรก็เป็นไปตามความรู้สึกของคนเหล่านั้น แต่ตนเชื่อว่าคนที่เห็นใจและเข้าใจมีเยอะอยู่ และเรื่องพรรคเพื่อไทยไม่ต้องกังวล เราก็จะอยู่ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1583779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ag8pNKLNwu_dKNL2GFUAN

  • สมาคม

    สมาคม

    สมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

      บุษกร ภู่แส

      กรุงเทพธุรกิจ

       ในห้วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมือง ประเทศไทย หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับการโหวตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยและกรอบเวลา เพียง 4 เดือนก่อนเลือกตั้งใหม่ สิ่งที่ตามมา หลังการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี คือการจับตา “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ที่นายอนุทิน ดึง “คนนอก” มาเข้าร่วมอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นักการทูต มากประสบการณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

      สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาพรวมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการดึงคนนอก 3 คน เข้ามาร่วมคณะทำงานด้วย ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ในด้านนั้นๆ อยู่แล้ว ไม่ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรวมทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็มีประสบการณ์ด้าน ต่างประเทศอยู่แล้ว และด้วยข้อจำกัด ด้านเวลาของรัฐบาลเพียงแค่ 4 เดือน จึงมองว่า น่าจะทำให้การบริหารงานไม่ต้องมานับหนึ่งหรือมาเรียนรู้งานกันใหม่

      “คณะรัฐมนตรีใหม่ชุดนี้คือทีม ที่ ‘ไม่ต้องนับหนึ่ง’ เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์ตรงในด้านที่รับผิดชอบ จึงเชื่อว่าจะเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องแม้เวลาจะมีไม่มาก”

       เชียร์ต่อยอด ‘คุณสู้เราช่วย’

       หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนแรงคาดหวัง ของภาคอสังหาริมทรัพย์คือการสานต่อ โครงการดีจากรัฐบาลก่อนโดยเฉพาะนโยบาย ที่ช่วยให้ประชาชนฐานรากสามารถเข้าถึง ที่อยู่อาศัย ผ่านสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ได้รับเสียงตอบรับ ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้วไม่ต้องรื้อ เรายินดีหากรัฐบาลชุดใหม่จะต่อยอด โดยเฉพาะการเปิดทาง ให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่ออย่างเท่าเทียม”

       พร้อมกันนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่อ่อนไหว อย่างกรณี ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน หากปล่อยให้ยืดเยื้อ หรือกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ

       หนุนดึงคนเก่งสร้างความเชื่อมั่น

       ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

       “นี่คือโอกาสทองของรัฐบาลใหม่ ที่จะพิสูจน์ฝีมือให้เห็นผลงานจริง แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือนก็ตาม”

        ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเลือกเดินนโยบายในแนวทาง “Quick Win” ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาอันสั้น เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการตรึงเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

       อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมของการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีจะได้รับเสียงตอบรับเชิงบวก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามข้อจำกัดด้านเวลา และงบประมาณ ที่ทำให้การขับเคลื่อน นโยบายเศรษฐกิจต้องดำเนินอย่างรอบคอบ “รัฐบาลอนุทิน” จึงอาจต้องเลือกทำ เฉพาะสิ่งจำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างภาระทางการคลัง เช่น การแจกเงิน หรือมาตรการลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุม ชัดเจน

       “มาตรการใดที่ออกมา ต้องเน้น สร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะสั้น โดยไม่ทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว”

       4 เดือนชี้ชะตาอนาคตการเมือง-เศรษฐกิจ

       แม้รัฐบาลนี้จะถือเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ด้วยเสียงข้างน้อยและวาระสั้น แต่การเริ่มต้นอย่างมีทิศทาง พร้อมทีมเศรษฐกิจที่มากประสบการณ์ ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ หากบริหารจัดการอย่างมีเป้าหมาย

       ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงไม่เพียง คาดหวังว่าจะมีนโยบายกระตุ้นออกมา เท่านั้น แต่ต้องการเห็นความชัดเจน ความต่อเนื่อง และความเป็นมืออาชีพ ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่จะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง ก่อนที่เสียงของประชาชนจะสะท้อนกลับมาอีกครั้งในคูหาเลือกตั้ง

       “รัฐบาลอนุทิน” กับภารกิจ 120 วัน ก่อนเลือกตั้งอาจไม่สามารถปฏิวัติเศรษฐกิจ ได้ทั้งหมด แต่สามารถ “ปูทาง” และ “ส่งสัญญาณ” ถึงทิศทางที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้ตลาด และนักลงทุน ภายใต้ทีมเศรษฐกิจที่มากด้วยประสบการณ์ภายใต้เวลาที่จำกัด

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้ว ไม่ต้องรื้อ เรายินดี หากรัฐบาลชุดใหม่ จะต่อยอด โดยเฉพาะ การเปิดทางให้ประชาชน เข้าถึงสินเชื่อ อย่างเท่าเทียม”  สุนทร สถาพร

       “อาจต้องเลือกทำเฉพาะ สิ่งจำเป็น เลี่ยงนโยบาย ประชานิยมที่สร้างภาระการคลัง เช่น แจกเงิน ลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุมชัดเจน” ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zEd7i2FDw3gL3jXQ2-FQi

  • เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

    เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

     
              คืบหน้า โครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้ง พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่อะไรบ้าง ช่วยเหลือทั้ง ร้านค้า-ประชาชน ได้รับประโยชน์มากขึ้น

    คนละครึ่ง
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

              จากกรณี รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าเริ่มโครงการคนละครึ่งได้ในเดือนตุลาคม 2568 โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ทางแอปฯ เป๋าตัง รวมทั้งเตรียมจูงใจร้านค้าให้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการไม่เก็บภาษีย้อนหลังด้วยนั้น

              อ่านข่าว : รัฐบาล ไม่เก็บภาษีย้อนหลังร้านค้าเข้าร่วมคนละครึ่ง – เพิ่มสิทธิประโยชน์ประชาชนอีก

               วันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ที่เตรียมจะนำกลับมาใช้อีกครั้ง เบื้องต้นมีแนวทางสำคัญที่น่าสนใจนี้ 

    การใช้งาน และลงทะเบียน

              – ยังคงใช้งานผ่าน เป๋าตัง ผู้ที่เคยใช้งานแล้วไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

              – ผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม สามารถลงทะเบียนใหม่ได้

    เล็งเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวัน

              เดิม :  กำหนดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน 150 บาท

              ใหม่ : เตรียมปรับเพิ่มเป็น 200 บาทต่อวัน

    คนละครึ่ง

    ขยายสิทธิ์เพิ่มจำนวน

              – มีแนวคิดขยายจำนวนสิทธิ์ ให้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมมากขึ้น

    เพิ่มรูปแบบการใช้จ่าย (50:50 หรือ 60:40)

              ประชาชนทั่วไป: รูปแบบ 50:50 (เหมือนเดิม) รัฐออกครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง 

              กลุ่มผู้เสียภาษี: อาจเป็นแบบ 60:40 มีสิทธิพิเศษจูงใจคนในระบบภาษี โดยรัฐช่วยออกให้มากขึ้น (รอพิจารณาตามข้อกฎหมายและวินัยการคลัง)

    การช่วยเหลือเรื่องภาษี

              ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 

              – อาจมีมาตรการ ลดหย่อนภาษี สำหรับผู้เข้าร่วมในระบบ 

              – ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

    จะเปิดให้ใช้งานได้เมื่อไหร่

              – สามารถเริ่มต้นได้ภายใน 4 เดือน

    ขอบคุณข้อมูลจาก Thaipbs, ข่าวช่อง 3
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view294863.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lpa_wITZZPaJawlKeyZkd

  • 6 หุ้นเด่น รับผลบวกเปิดตัว iPhone 17 ขายทำกำไรฉุดราคาหุ้นร่วง

    6 หุ้นเด่น รับผลบวกเปิดตัว iPhone 17 ขายทำกำไรฉุดราคาหุ้นร่วง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ Apple ประกาศเปิดตัว iPhone 17 Series อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2568 จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ Phone 17, iPhone 17 Air, iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max โดยไทยติดกลุ่มประเทศ Tier 1 เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในวันที่ 12 ก.ย.2568 เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. ตามเวลาไทย และเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 19 ก.ย.2568

    ดังนั้นส่งผลดีต่อหุ้น 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7, บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART, บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI, บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ CPW, บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX และบริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE 

    บล.กรุงศรี ระบุว่า การเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ทุกครั้งมักจะเห็นแรงเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาสถิติผลตอบแทนก่อนและหลังการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ย้อนหลัง 7 ครั้งล่าสุด พบว่า การลงทุนในช่วงเวลาก่อนเปิดตัวประมาณ 4 สัปดาห์ และขายทำกำไรในช่วงเปิดตัวเป็นช่วงเวลาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด โดยหุ้นกลุ่มจำหน่ายมือถือมีความน่าจะเป็นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงถึง 75-100% 

    บล.โกลเบล็ก ระบุว่า การเปิดตัว iPhone 17 ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกและจัดจำหน่ายสินค้าไอทีได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ ADVICE, COM7, SYNEX, SPVI, JMART และ CPW

    บล.เอเซียพลัส ระบุว่า COM7 จะได้อานิสงค์จากการเปิดตัวของ iPhone 17 และได้รับผลกระทบเชิงลบจากฤดูกาลในไตรมาส 3/2568 น้อยกว่าหุ้นอื่นๆ ในกลุ่ม ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2568 ส่วนในไตรมาส 4/2568 นอกจากจะได้ผลบวกจากฤดูกาลแล้ว ยังเป็นไตรมาสแรกที่ได้ประโยชน์เต็มไตรมาสจาก iPhone 17 อีกด้วย 

    สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้น วันนี้ (10 ก.ย.2568) ล่าสุด เวลา 12.15 น. COM7 ปรับลดลง 2.97% หรือลดลง 0.75 บาท มาอยู่ที่ 24.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 25.25 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 24.20 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 383.69 ล้านบาท

    JMART ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดวันก่อนหน้า อยู่ที่ 10.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 10.90 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 10.30 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 183.47 ล้านบาท

    SPVI ปรับลดลง 4.17% หรือลดลง 0.10 บาท มาอยู่ที่ 2.30 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 2.34 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 2.26 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 4.81 ล้านบาท

    CPW ปรับลดลง 1.79% หรือลดลง 0.04 บาท มาอยู่ที่ 2.20 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 2.22 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 2.18 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 0.54 ล้านบาท

    SYNEX ปรับลดลง 1.60% หรือลดลง 0.20 บาท มาอยู่ที่ 12.30 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 12.50 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 12.30 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 18.35 ล้านบาท

    ADVICE ปรับลดลง 2.56% หรือลดลง 0.15 บาท มาอยู่ที่ 5.70 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 5.85 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 5.65 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 10.24 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730170&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13tHe79-sa7Xq-G7FWTRl2

  • เปิดประวัติรู้จัก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งแม่ทัพดุสิตธานี ว่าที่ รมว.พาณิชย์

    เปิดประวัติรู้จัก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งแม่ทัพดุสิตธานี ว่าที่ รมว.พาณิชย์

    เปิดประวัติรู้จัก

    เปิดประวัติรู้จัก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งแม่ทัพดุสิตธานี ว่าที่ รมว.พาณิชย์

    ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ หรือที่ใครๆ รู้จักในชื่อ ‘แต๋ม’ คือนักบริหารหญิงแกร่งที่ผ่านสมรภูมิธุรกิจมาอย่างโชกโชน ตลอด 36 ปีในเส้นทางอาชีพ เธอได้พิสูจน์ฝีมือใน 3 อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ล้วนแต่ต้องเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไอที ดาวเทียม และการท่องเที่ยว-บริการ ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการนำทัพองค์กรฝ่าวิกฤต ‘ศุภจี’ กำลังจะก้าวสู่บทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในเวทีการเมือง หลังมีรายงานว่าเธอได้รับการทาบทามจาก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ให้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ เพื่อนำความรู้ความสามารถมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    เปิดประวัติรู้จัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มากด้วยประสบการณ์แกร่งในองค์กรระดับชาติและนานาชาติและเป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจจากการดำรงตำแหน่งผู้บริหารในหลายองค์กรสำคัญ 

    • อดีตผู้จัดการทั่วไป IBM ASEAN ในกลุ่มธุรกิจบริการเทคโนโลยีระดับโลก ทำงานกับ IBM มายาวนานกว่า 20 ปี
    • ปี 2554 เธอก้าวสู่การเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านดาวเทียมของประเทศ และสามารถนำพาองค์กรฟื้นตัวจากภาวะขาดทุนไปสู่ความมั่นคงทางธุรกิจ
    • ปี 2559 นางศุภจีเข้ารับตำแหน่ง Group CEO ของ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวของไทย
    • เป็นผู้ผลักดันแผน “Repositioning Dusit” เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทันสมัยและมีมาตรฐานสากลมากขึ้น
    • ผู้ริเริ่มโครงการใหญ่ระดับหมื่นล้านบาทอย่าง Dusit Central Park ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานที่โดดเด่นของกรุงเทพฯ 

    คุณวุฒิการศึกษาและการอบรม

    • ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน และการบัญชีต่างประเทศ มหาวิทยาลัย Northrop มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • Director Certification Program รุ่น 89/2007
    • Advanced Audit Committee Program รุ่น 23/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
    • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง รุ่น 16/2556 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
    • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่น 19 วิทยาลัยการยุติธรรม
    • หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์ เพื่อสังคม” (นมธ.) รุ่น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เปิดประวัติรู้จัก

    ประสบการณ์อันล้ำค่า สู่งานใหญ่ระดับชาติ

    จากเส้นทางอาชีพที่เต็มไปด้วยความท้าทายและชัยชนะ ทำให้ ‘ศุภจี’ ได้รับการยอมรับในฐานะนักบริหารที่เข้าใจเรื่อง ‘การดิสรัปชัน’ เป็นอย่างดี เธอไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งแค่การบริหารภายในองค์กร แต่ยังเป็นผู้ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ

    การก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะด้วยประสบการณ์ตรงในการฟื้นฟูธุรกิจจากวิกฤต และความสามารถในการมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับองค์กร ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าเธอจะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซา และขับเคลื่อนการค้าไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง ต้องรอลุ้นกันว่า ‘ศุภจี’ จะใช้วิสัยทัศน์และประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมาพลิกโฉมวงการพาณิชย์ของไทยได้สำเร็จหรือไม่ และเธอจะสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับเศรษฐกิจชาติได้เหมือนที่เคยสร้างให้กับองค์กรต่างๆภายในระยะเวลา 4 เดือนได้หรือไม่ต้องคอยติดตาม 

    เปิดประวัติรู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/607213&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kilzbKjsZuUdtIgJZS5W2

  • “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน

    “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน

    ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินรัฐมนตรี 7 คน กรณีพ้นตำแหน่ง “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน “พิชัย” อดีต รมว.พาณิชย์ 380 ล้าน

    วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตรัฐมนตรี 7 คน กรณีพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีทรัพย์สิน 1,095,378,283 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีนาฬิกา 22 เรือน รวม 22.6 ล้านบาท เครื่องประดับ 61 ชิ้น รวม 69.4 ล้านบาท ทองคำแท่ง 46 กิโลกรัม มูลค่า 100.6 ล้านบาท แจ้งมีหนี้สิน 410,756,723 บาท

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แจ้งมีทรัพย์สิน 1,475,132,790 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน เงินให้กู้ยืม ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และพระเครื่องชื่อดังต่างๆ หลายรายการ

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 78,477,444 บาท

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีทรัพย์สิน 505,115,586 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน 5 แปลง เป็นของตนเองและภริยาที่ จ.ระยอง เชียงใหม่ และ กทม. รวมมูลค่า 380 ล้านบาท

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีทรัพย์สิน 229,576,169 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีทรัพย์สิน 298,209,794 บาท โดยแจ้งว่ามีพระสมเด็จพิมพ์พระประธานและสร้อยทองคำขาว 1 องค์ มูลค่า 43 ล้านบาท

    นายอิทธิ ศิริลัทธยากร กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 22,983,856 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eroxQtpQtkTHXTnL_U9UW

  • พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    sustainability

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ แหล่งน้ำจืด “ลับ” ใต้ท้องทะเล มีค่าความเค็มต่ำเท่าน้ำดื่ม  สร้างความหวังแก้ปัญหาโลกขาดน้ำ

    • คณะวิจัยนานาชาติค้นพบแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งเคปคอด สหรัฐอเมริกา
    • น้ำที่พบมีคุณภาพดี มีความเค็มต่ำมากจนเกือบเทียบเท่าคุณภาพน้ำดื่มมาตรฐาน
    • การค้นพบนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำจืดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
    • นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำในการนำมาใช้ประโยชน์

    คณะทีมวิจัยนานาชาติ Expedition 501 ทำการขุดเจาะนอกชายฝั่งเคปคอด จนค้นพบชั้นหินอุ้มน้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยได้ตรวจสอบตัวอย่างนับพัน พบว่าเป็นน้ำจืดที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับคุณภาพน้ำดื่ม นักวิจัยจึงทำการศึกษาจะติดตามวัฏจักรไนโตรเจนและวัดอายุของแหล่งกักเก็บใต้ท้องทะเลแห่งนี้

    นี่เป็นเพียงหนึ่งในแหล่งเก็บ “น้ำจืดลับ” จำนวนมากที่ทราบกันว่ามีอยู่ในน้ำเค็มตื้นทั่วโลก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่กำลังรุนแรงในขณะนี้ 

    “เราจำเป็นต้องค้นหาทุกความเป็นไปได้ที่เรามี เพื่อค้นหาน้ำเพิ่มเติมให้คนในโลก แม้แต่ในสถานที่ที่ไม่คิดว่าจะมีน้ำจืดอยู่” แบรนดอน ดูแกน นักธรณีฟิสิกส์และนักอุทกวิทยาจากวิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโด และ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ร่วมของคณะสำรวจกล่าวกับนักข่าวเอพี 

    สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปี ความต้องการน้ำจืดทั่วโลกจะเกินปริมาณน้ำสำรองถึง 40% ส่วนหนึ่งมาจากศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเอไอและคลาวด์คอมพิวติ้งให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง กำลังทำให้แหล่งน้ำจืดชายฝั่งมีสภาพทรุดโทรม 

    ในรัฐเวอร์จิเนียเพียงรัฐเดียว พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดหนึ่งในสี่ของรัฐถูกนำไปใช้ที่ศูนย์ข้อมูล ซึ่งคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในห้าปี จากการประมาณการบางส่วน ศูนย์ข้อมูลขนาดกลางแต่ละแห่งใช้น้ำมากถึง 1,000 ครัวเรือน รัฐต่าง ๆ ในเขตเกรตเลกส์ต่างประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาล

    เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เกือบจะขาดแคลนน้ำจืดในปี 2018 ระหว่างภัยแล้งครั้งใหญ่ที่กินเวลานานถึง 3 ปี แม้จะเชื่อว่าแอฟริกาใต้มีแหล่งน้ำจืดซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเล เช่นเดียวกับในเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ดของแคนาดา ฮาวาย และจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ 

    เจซ เอเวอเรสต์ ผู้จัดการโครงการ Expedition 501 นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรในเอดินบะระ สกอตแลนด์ กล่าวถึงน้ำใต้ทะเลว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าปรากฏการณ์นี้มีอยู่ทั้งที่นี่และที่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน จนกระทั่งโครงการนี้” 

    ในปี 2015 มีการสำรวจชั้นหินอุ้มน้ำจากระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า และประเมินค่าความเค็มของน้ำเบื้องล่างอย่างคร่าว ๆ

    โครงการ Expedition 501 เป็นโครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์จากกว่าสิบประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐ และ European Consortium for Ocean Research Drilling (โครงการนี้ได้รับเงินทุนจากสหรัฐก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะขอตัดงบประมาณ)

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าชั้นน้ำใต้ดินที่พวกเขาเก็บตัวอย่างอาจเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการน้ำของมหานครนิวยอร์กเป็นเวลา 800 ปี พวกเขาพบน้ำจืดหรือเกือบน้ำจืดที่ระดับความลึกทั้งสูงและต่ำกว่าพื้นทะเลมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีปริมาณน้ำมากกว่านั้น

    โครงการ Expedition 501 สามารถเจาะลึกลงไปใต้พื้นทะเลได้ลึกถึง เกือบ 400 เมตร ตัวอย่างที่เก็บมาจากใต้พื้นทะเลมีค่าความเค็มตั้งแต่ 1-4 ส่วนต่อพันส่วน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณเกลือในมหาสมุทรที่ 35 ส่วนต่อพันส่วนอยู่มาก โดยน้ำบางพื้นที่มีระดับความเค็มผ่านมาตรฐานน้ำจืดของสหรัฐที่ต่ำกว่า 1 ส่วนต่อพันส่วน

    ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าน้ำนั้นปลอดภัยต่อการบริโภคหรือนำไปใช้หรือไม่

    “นี่คือสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน น้ำอาจมีแร่ธาตุที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากน้ำซึมผ่านชั้นตะกอน อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้ก่อให้เกิดชั้นน้ำใต้ดินที่เราใช้สำหรับน้ำจืด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีคุณภาพสูงมาก” โจเซลีน ดิรุจจิเอโร นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ ผู้ศึกษาระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วและไม่ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจกล่าว

    โดยทั่วไปแล้ว ระดับความเค็มของตะกอนใต้พื้นทะเลจะใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลที่อยู่เบื้องบน แต่นอกชายฝั่งนิวอิงแลนด์ พื้นใต้ทะเลกลับมีแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ผิดปกติ 

    รีเบคก้า โรบินสัน ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ กำลังศึกษาคำถามเหล่านี้โดยการวิเคราะห์วัสดุที่รวบรวมได้จากแหล่งกักเก็บนอกชายฝั่งสามแห่งใกล้เกาะแนนทัคเก็ต กล่าวว่า “น้ำที่เรานำมาตรวจสอบ มีระดับความเค็มใกล้เคียงกับระดับน้ำดื่ม เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ฉันไม่คิดว่าน้ำในทะเลจะจืดเหมือนกับน้ำที่เราดื่มกัน”

    การสูบน้ำบาดาลปริมาณมากออกจากบ่อโดยไม่ทำให้บ่อพังทลายถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง นักวิจัยจึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อกำหนดตำแหน่งสูบน้ำ อัตราการไหลผ่านอุปกรณ์ และตำแหน่งที่วางอุปกรณ์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่เราได้เรียนรู้เพื่อปรับให้เหมาะสมที่สุด 

    ในขั้นตอนต่อไป โรบินสันจะศึกษาต้นกำเนิดและประวัติของไนโตรเจนในน้ำตัวอย่าง โดยการตรวจสอบองค์ประกอบของตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ

    “เราจะศึกษาวัฏจักรไนโตรเจนของน้ำและผลกระทบจากน้ำจืด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการไนโตรเจนเพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นวัฏจักรของมันจึงเป็นเครื่องหมายของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับจุลินทรีย์ การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามเส้นทางการไหลของไนโตรเจนสามารถบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับประวัติของมันได้” โรบินสันกล่าว

    โรบินสันจะวัดความเข้มข้นและองค์ประกอบไอโซโทปของไนโตรเจน ด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์มวลอัตราส่วนไอโซโทป ส่วนอายุของน้ำจะถูกวัดโดยใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสี เช่น คาร์บอน-14 และฮีเลียม-4

    อายุของน้ำจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาว่าสามารถนำน้ำนี้มาใช้ได้หรือไม่ หากเป็นน้ำที่มีอายุ 100-200 ปีจะถูกกักเก็บและมีจำกัด ส่วนน้ำที่มีอายุน้อยกว่านั้น จะบ่งชี้ว่าชั้นน้ำใต้ดินยังคงเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำใต้ดินและกำลังได้รับการฟื้นฟู แม้จะใช้เวลานานก็ตาม

    หลังจากนี้ชั้นหินจะถูกเก็บถาวรและเปิดให้เข้าถึงเฉพาะวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมสำหรับชุมชนวิทยาศาสตร์ เมื่อการวิจัยเสร็จทั้งหมดข้อมูลข้อมูลการสำรวจทั้งหมดและผลลัพธ์การวิจัยจะถูกเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

    ที่มา: AP NewsDWScitech Daily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1197954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uINLEJ_QQxYIXRCcB2HfF

  • งามไส้! รัฐบาลอิ๊งค์ทิ้งขี้กองโต สว.คุ้ยไทยไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

    งามไส้! รัฐบาลอิ๊งค์ทิ้งขี้กองโต สว.คุ้ยไทยไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

    สว.สุดทน หลังพบข้อมูลไทยยังไม่พร้อมเจ้าภาพซีเกมส์ โลโก้ไร้วี่แวว งบไม่พอ-ที่พักนักกีฬาจ่อวิกฤต หวั่นเสียหน้าทั่วโลก

    10 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เพื่อพิจารณาความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 โดยมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยเชิญผู้แทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย , กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณเข้าชี้แจงเมื่อ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

    ในที่ประชุมนายเลอสันติ์ เสาหล่อน หัวหน้างานแข่งขันกีฬานานาชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังเร่งส่งข้อมูลที่จำเป็นให้กับประเทศสมาชิกภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยเฉพาะคู่มือการเดินทาง คู่มือทางการแพทย์ และการขอใช้สนามฝึกซ้อม ซึ่งทุกอย่างกำลังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่อง โลโก้ สัญลักษณ์ประจำการแข่งขัน ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด ทำให้ยังไม่สามารถเปิดตัวให้ชาวต่างชาติรับรู้ได้

    ส่วนเรื่องงบประมาณปี 69 กกท. ได้รับจัดสรรมาแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท และกำลังขอ งบกลางปี 2568 ที่ยังได้ไม่ครบ เพิ่มเติมอีก 450 ล้านบาทภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหากได้มาครบก็จะทำให้มีงบสำหรับซีเกมส์เกือบ 2,500 ล้านบาท

    ด้านนายธีรเดช ถิรพร ที่ปรึกษางบประมาณ จากสำนักงบประมาณ ได้เตือนว่า การของบกลางเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และหากงบประมาณที่ขอมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ก็จะต้องผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน พร้อมทั้งย้ำให้ กกท. เร่งทำแผนให้ชัดเจนและขอมาโดยเร็วที่สุด

    นายธัชชญาณ์ณัช เปิดเผยว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย ควรจะแสดงบทบาทและเร่งจัดการเรื่องสำคัญๆ โดยเฉพาะโลโก้และสิทธิประโยชน์จากการถ่ายทอดสด เพราะหากยังล่าช้าเช่นนี้จะทำให้ รัฐบาลต้องเสียรายได้มหาศาล นอกจากนี้ยังเจอปัญหาใหญ่เรื่อง สนามแข่งและที่พักนักกีฬา เนื่องจากช่วงเดือนธันวาคมเป็นช่วง High Season ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาจองห้องพัก ทำให้ห้องพักหายากและราคาสูง ซึ่งเรื่องนี้ต้องรีบแก้ไขให้เสร็จภายใน 3 เดือนข้างหน้า

    คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ความพร้อมของประเทศไทยเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดงบประมาณ จึงได้เสนอแนะให้ กกท. ลอง หยิบยืมเงินจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ที่มีงบฉุกเฉินสำรองอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาทมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ต้องปรึกษาบอร์ดกองทุนฯ ซึ่งประธานก็คือรองนายกฯ ที่ตอนนี้ยังไม่มีการตั้ง ครม.ใหม่ ทำให้ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปคุยกับใคร

    ด้าน นางประทุม วงสวัสดิ์ สว.กล่าวว่า แม้จะยังไม่มีงบประมาณ แต่เจ้าหน้าที่ก็ควรเริ่มลงพื้นที่ได้แล้ว เพื่อทำ Action Plan และตรวจสอบความพร้อมของสถานที่แข่ง ทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการจราจร โดยเฉพาะการรับมือกับนักกีฬาและกองเชียร์จากประเทศกัมพูชา พร้อมเน้นย้ำว่าการวางแผนเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้พลังของเรา อย่ามัวแต่ติดคำว่าใช้งบประมาณอย่างเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย ทั้งในการจัดการแข่งขันและการต้อนรับแขกต่างชาติ

    ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพราะการเป็นเจ้าภาพควรจะมีการเตรียมแผนล่วงหน้าแล้ว และจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/859049/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dFn240B2ahZDlXOnfigR3