Blog

  • แลนด์มาร์คใหม่ “ฮวาเจียง” สะพานแขวนสูงที่สุดในโลกแห่งกุ้ยโจว

    แลนด์มาร์คใหม่ “ฮวาเจียง” สะพานแขวนสูงที่สุดในโลกแห่งกุ้ยโจว

    ทั่วโลกได้เห็นความตระการตาของสะพานฮวาเจียง หรือ ฮวาเจียงแกรนด์แคนยอนด์ (Huajiang Grand Canyon Bridge) เจ้าของสถิติสะพานแขวนสูงสุดในโลกไปแล้ว ด้วยความสูง 625 เมตร ที่เทียบได้ว่าสูงกว่าสะพานโกลเดนเกต 9 เท่า ถือเป็นการทุบสถิติของตนเอง หลังจากปี 2016 จีนเคยสร้างสะพานตู้เก๋อที่มีความสูง 565 เมตรมาแล้ว ห่างออกไปจากสะพานแชมป์แห่งใหม่ราว 200 กิโลเมตร ในมณฑลกุ้ยโจว ซึ่งเป็นมณฑลเดียวกันกับที่ตั้งสะพานฮวาเจียง

    เพียง 3 ปี นับจากโครงสร้างใหญ่ชิ้นแรก หนักถึง 215 ตันถูกดึงขึ้นไปประกอบโครงสร้าง สะพานเหล็กทั้งหมดก็ค่อย ๆ ถักทอขึ้นด้วยเหล็กที่เป็นโครงสร้างหลัก ในทางการก่อสร้างเรียกว่าเหล็กถัก ที่จะต้องแข็งแกร่ง ทนทาน รับน้ำหนัก แรงสั่นสะเทือน ความสั่นไหว เพราะต้องไม่ลืมว่านี่คือสะพานแขวนที่ลอยเหนือจากพื้นล่างที่เป็นหุบลึกหรือโกรกธาร มีแม่น้ำเป่ยผานอยู่เบื้องล่าง

    ความยากอีกอย่างที่มีนัยสำคัญคือ “ไม่มีสลิงที่ใหญ่มากพอสำหรับสะพานที่สูงที่สุดในโลก” ทำให้นายช่างจีนต้องทำงานถักสลิงอยู่ท่ามกลางความสูง จนเกิดสะพานที่กล่าวขานได้ว่าเป็นที่ที่เป็นที่สุดของโลกใบนี้ได้

    สถิติน่าทึ่งของสะพานฮวาเจียง 9,000 ล้านบาท สร้างเสร็จใน 3 ปี

    การเก็บบันทึกสถิติการสร้างสะพานฮวาเจียง มีมาก่อนการเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นความยาว 2,890 เมตร กลางสะพานหลักยาว 1,420 เมตร ทำให้โครงการนี้กลายเป็นสะพานแขวนแบบโครงสร้างเหล็กถักที่มีช่วงสะพานยาวที่สุดในโลกที่สร้างบนพื้นที่ภูเขา ด้วยมูลค่าการก่อสร้าง 2,000 ล้านหยวน หรือราว 9,000 ล้านบาท ด้วยเวลาเพียง 3 ปี สร้างสะพานพาดข้ามโกรกธารฮวาเจียง หรือแกรนด์แคนยอนฮวาเจียง เจ้าของฉายา “รอยแยกที่สวยที่สุดบนโลก”

    ทั้งโครงการใช้เหล็กกว่า 22,000 ตัน ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นเหล็กในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน ปลายศตวรรษที่ 20 โดย “เติ้ง เสี่ยวผิง” อดีตผู้นำสูงสุดของจีนและรัฐบุรุษ ใช้อำนาจนำพาประเทศจีนสูงการปฏิรูปและเปิดประเทศ อันเป็นยุคที่ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ มีเทคโนโลยีใหม่ และการเปิดตลาดการค้า

    นอกจากนี้ยังช่วยให้การผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพและรวดเร็ว ปฏิรูปเหล็กที่มีปัญหาคุณภาพในห้วงสงครามกลางเมืองจีน ซึ่งตอนนั้นเน้นการผลิตเหล็กเช่นกัน ทำให้ถูกบันทึกอยู่ในพัฒนาการประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเหล็กจีน ซึ่งที่จริงย้อนไปได้หลายพันปี สมัยราชวงศ์ฮั่น ที่การหลอมเหล็กเริ่มมีบทบาทด้านการเกษตรและการสงคราม แต่หากนับอุตสาหกรรมเหล็กสมัยใหม่ของจีน ต้องนับจากการเริ่มพัฒนาปลายศตวรรษที่ 19 ที่ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีตะวันตก

    เปิดใช้งาน “สะพานฮวาเจียง” อย่างเป็นทางการ

    ช่วงเวลาของพิธีเปิดสะพานฮวาเจียงอย่างเป็นทางการ เกิดขึ้นในวันที่ 28 ก.ย.2568 ตามที่ทางการจีนเคยให้ข่าวสารกับสื่อจีนก่อนหน้านี้ว่า จะเปิดใช้งานได้ในช่วงกลางปี 2568 ซึ่งก่อนเปิดใช้งานได้ทดสอบการรับน้ำหนักของสะพานมาก่อน ด้วยการใช้รถบรรทุก 96 คัน รวมน้ำหนักกว่า 3,000 ตัน เข้าไปในพื้นที่ที่กำหนดบนตัวสะพาน ในลักษณะเป็นชุด ๆ เพื่อวัดการขยับและแรงกดในส่วนช่วงสะพานหลัก เสา สายเคเบิล และสายแขวน เพื่อทดสอบขีดความสามารถสูงสุดของโครงสร้างสะพานภายใต้การใช้งานปกติ

    เน้นการติดตามการขยับของเสาหลักบน 2 ฝั่ง การงอที่ฐานเสาและแรงดึงสูงสุดในสายเคเบิลของช่วงยึดสะพาน ใช้เวลาทดสอบ 5 วัน โดยในวันเปิดสะพานอย่างเป็นทางการ มีคณะผู้บริหารของมณฑลกุ้ยโจว นำโดยนายไช่ เฉาหลิน รองผู้ว่าราชการมณฑลกุ้ยโจวแห่งรัฐบาลประชาชน มณฑลกุ้ยโจว และนายหลู หยงเจิ้ง สมาชิกคณะกรรมการประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลกุ้ยโจว และหัวหน้าสำนักงานประชาสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลกุ้ยโจว ร่วมพิธี

    พร้อมกล่าวถึงความมั่นใจในความมั่นคงแข็งแรง แสดงถึงความก้าวหน้าในทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งของจีนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมา ท่ามกลางพื้นที่ภูเขาสูงชันและหุบเขาลึก ที่ถือว่าไม่ใช่แค่การสร้างสะพานแต่เป็นการสร้างอนาคตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับมณฑลกุ้ยโจว

    สะพานฮวาเจียงย่นเวลาเดินทางจาก 2 ชั่วโมงเหลือ 2 นาที

    การเดินทางด้วยระยะเวลาที่น้อยลงไปอย่างชัดเจน จาก 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เหลือเพียง 2 นาที ในทันทีที่เปิดใช้สะพานฮวาเจียง คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนที่เดินทางข้ามสะพานด้วยรถยนต์ ลดเวลาการเดินทางได้มากหลายเท่าตัว และลดการใช้พลังงานจากรถยนต์ ประหยัดน้ำมันได้อีกมาก

    ขณะที่การวางโครงข่ายเส้นทางถนนของจีน เป็นการเชื่อมระหว่างมณฑล จากที่เคยต้องขับรถอ้อมไปยังเส้นทางเก่า ซึ่งอ้อมไกลจากหุบเขาลึก ก็สามารถข้ามสะพานได้อย่างรวดเร็ว

    ในเรื่องนี้ “เฉา จิง” นายกสมาคมพรรคและผู้จัดการทั่วไป บริษัท พัฒนาและท่องเที่ยวภูมิทัศน์กุ้ยโจว จำกัด ในฐานะประธานบริษัท การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการสะพานฮวาเจียงกุ้ยโจว จำกัด ให้ข้อมูลว่า การเปิดสะพานเป็นการเริ่มต้นการพัฒนาการท่องเที่ยว เนื่องจากสะพานแห่งนี้เชื่อมต่อระหว่าง 2 พื้นที่คือ เมืองอันซุ่น และอำเภอกว้านหลิง มณฑลชานซีหนาน ช่วยให้พื้นที่ใกล้เคียงถูกวางแผนพัฒนาเป็นเขตการท่องเที่ยวแบบบูรณาการทั้งบนและใต้สะพาน

    บนจุดสูงสุดได้ออกแบบให้มีร้านกาแฟ สร้างโดยบริษัทท้องถิ่นของมณฑลกุ้ยโจว ร่วมกับแบรนด์กาแฟระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ดื่มกาแฟบนสะพานสูงสุดของโลก สูงกว่าพื้นน้ำเป่ยผานที่อยู่เบื้องล่างถึง 800 เมตร และกีฬาเอ็กซ์ตรีม เช่น บันจีจัมป์ จากความสูงกว่า 500 เมตร มากกว่าการกระโดดบันจีจัมป์ที่ Bloukrans Bridge คือสะพานที่สูง กับความสูง 216 เมตร นี่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวจีนกำลังสื่อว่า สะพานฮวาเจียงสำคัญต่อการท่องเที่ยวจีนในอนาคต

    “คนไทย” กลุ่มแรก ร่วมพิธีเปิดสะพานฮวาเจียง

    บรรยากาศในพิธีเปิดสะพานค่อนข้างเรียบง่าย มีการแสดงสื่อวัฒนธรรมของมณฑลกุ้ยโจว ที่นับว่าอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีชนเผ่าท้องถิ่นอาศัยอยู่อย่างกลมกลืน มีสื่อจากที่ต่าง ๆ ทั้งสื่อจีน ฮ่องกง และไทยไปร่วมงาน

    องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เป็นองค์กรสื่อแห่งเดียวจากประเทศไทย ได้รับเชิญไปร่วมพิธีเปิดและถ่ายทอดภาพสำคัญในวันนั้น ในฐานะแขกของรัฐบาลท้องถิ่นและสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์กุ้ยโจว พร้อมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีก 9 แห่งและอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยว รวม 21 คน ได้รับเชิญไปในงานในฐานะคนไทยกลุ่มแรกที่ไปเยือนสะพานฮวาเจียง โดยจัดทำเป็นโครงการ “Bond of Friendship in Natural Landscape and Works of Video and Audio – International Youth Traditional Villages Travel”

    หลายเสียงของผู้ประกอบการไทยสะท้อนว่า ความสูงที่สุดในโลกของสะพานแขวนแห่งนี้ น่าจะเป็นจุดดึงดูดสำคัญ จากเส้นทางท่องเที่ยวกุ้ยโจวที่กำลังเปิดเส้นทางใหม่ ๆ ออกจากเมืองหลวง “กุ้ยหยาง” (Guiyang) จากเดิมที่กุ้ยโจวเป็นพื้นที่ภูเขานับล้านลูก สลับสันเขา ที่ราบสูงและลำธาร ที่นี่มีน้ำตกและหุบเขาตระการตา มีแหล่งท่องเที่ยวที่นิยม เช่น เสี่ยวชีคง หรือสะพานเจ็ดช่อง มีภูเขาฝานจิ้ง และน้ำตกหวงกั่วซู่ หนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

    รวมถึงวัฒนธรรมชนเผ่าอย่าง ชนเผ่าม้ง ชนเผ่าต่ง และชนเผ่าปู้ยี ที่อยู่ในแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวแลนด์มาร์คใหม่ “สะพานฮวาเจียง” ซึ่งที่นี่มีแคมป์ธรรมชาติ ออกแบบจุดชมวิวพร้อมน้ำตก ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสทัศนียภาพของธรรมชาติและชมทิวเขาทอดยาวอันเกิดจากรอยแยกของโลก เชื่อมกับการท่องเที่ยว หมู่บ้านชนเผ่าปู้ยีของท้องถิ่น ซึ่งทางการจีนมุ่งหวังสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม ช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและเรียนรู้วัฒนธรรมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ความหวังด้านการท่องเที่ยวจีนที่แสดงผ่านไปกับพิธีเปิดสะพาน เชื่อมโยงถึงวิสัยทัศน์และความกล้าลงทุน แม้กับพื้นที่กุ้ยโจวที่เคยเป็นพื้นที่ห่างไกล รายได้ของประชากรต่ำ วัด GDP ต่อหัวเคยรั้งท้ายจาก 31 มณฑลในเขตจีน แต่ในที่สุดก็ขยับขึ้นแซงหน้ามณฑลอื่น ส่วนภูเขาที่เคยเป็นอุปสรรคกั้นขวางการคมนาคม ก็เปลี่ยนโฉมหน้ามาสู่ภูมิทัศน์ท่องเที่ยวอย่างน่าจับตามอง

    น้ำอ้อย บุลสถาพร ผู้สื่อข่าว ศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม

    อ่านข่าว

    “เชื่อในสิ่งที่อยากเล่า” สู่หนังแห่งปีของ 4 ผู้กำกับรุ่นใหม่

    ศิลปะบนกีตาร์ของ “บอม สินเจริญ” แฟมิลี่ แต้มสีสันเล่างานศิลป์

    เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2568 เชื่อมต่อคนทำหนังกับนักลงทุนทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357192&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VRaCgmgbvuEI6J39cMztN

  • เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน

    เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน

    เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน

    2 ตุลาคม 2568 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยนายมาโนช หนองใหญ่ และนายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา นายบรรลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา พร้อมรองประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา ทีมเลขานุการนายกเมืองพัทยา ทีมเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และคณะทำงานนายกเมืองพัทยา ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อม ของระบบแสงไฟหลังคาคลุมสะพานท่าเทียบแหลมบาลีฮาย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้รับจ้าง ร่วมให้ข้อมูล 

    เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน

    นายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 68 รองนายกฯ มาโนช ได้มาตรวจรับงานพร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการสำนักช่างเรียบร้อยแล้ว ในวันนี้จึงมาลงพื้นที่ร่วมกับรองนายกเมืองพัทยา ประธานสภาเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาดูความเรียบร้อย และประชาสัมพันธ์ว่า หลังจากที่เราทำหลังคาคลุมสะพานท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย ซึ่งแล้วเสร็จไประยะนึงแล้ว แต่จริงๆ โครงการทั้งหมดยังมีเรื่องไฟส่องสว่างด้วย 

    เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน

    ซึ่งเราพยายามทำให้ล้อไปกับป้าย Pattaya City บนจุดชมวิว โดยในวันนี้ทางผู้รับจ้างก็จะมาแสดงไฟให้ดูว่าทั้งหมดซึ่งมี 8 รูปแบบ ว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง และคณะผู้บริหารจะได้มีการดูว่า จะจัดสีจัดแสงอย่างไรต่อไปในอนาคตเพื่อต้อนรับเทศกาล หรือจะเปิดในรูปแบบใดให้เหมาะสม แล้วก็สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติได้ ตั้งแต่ 18.00 – 06.00 น. ซึ่งมีทั้งหมด 31 เส้นด้วยกัน

    เมืองพัทยาเช็กความพร้อมแลนด์มาร์กใหม่ สีสันการท่องเที่ยวช่วงกลางคืน

    อย่างไรก็ดี เราพยายามที่จะปรับปรุงแลนด์มาร์คต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ขึ้น อย่างเช่นบริเวณที่เรายืนอยู่ตรงนี้ เมืองพัทยาก็เพิ่งทำใหม่เมื่อไม่นานนี้ ก็คือเป็นทุ่นที่สามารถที่จะรองรับนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางไปที่เกาะล้านหรือเกาะต่างๆ รวมถึงป้าย Pattaya City ที่เพิ่งทำเสร็จ รวมถึงรูปแบบของหลังคาคลุมสะพานท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮายแห่งนี้ ที่มีความสวยงาม ซึ่งตั้งใจว่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่นอกจากนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางไปยังเกาะแก่งแล้ว อาจจะมีกลุ่มคนที่ตั้งใจมาถ่ายรูปความสวยงามของเมืองพัทยา รวมถึงล้อไปกับการเดินไปทาง Walking Street ซึ่งก็มีการทำป้ายทั้ง 2 ฝั่ง คือฝั่งบาลีฮายและฝั่งทางเข้า Walking Street ตรงนี้ก็จะเป็นจุดที่เราคิดว่า จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของพัทยา ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378967574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Sb667MSoJ3mnHO_YDf3iC

  • งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย หลังออกพรรษา สัมผัสวิถีศรัทธาและวัฒนธรรมอีสาน

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย หลังออกพรรษา สัมผัสวิถีศรัทธาและวัฒนธรรมอีสาน

              งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย สัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ พร้อมชมขบวนแห่และกิจกรรมพื้นบ้านสนุก ๆ ของชาวลุ่มแม่น้ำโขง

              ถ้าอยากสัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติที่งดงามและเต็มไปด้วยศรัทธา งานบั้งไฟพญานาค 2568 ที่หนองคาย หลังวันออกพรรษา คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด งานนี้ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขง ที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมบรรยากาศสนุกสนาน เพลิดเพลินกับวิถีชีวิตท้องถิ่น และซึมซับเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน รายละเอียดและกำหนดการต่าง ๆ จะมีอะไรบ้างนั้น มาเช็กไปพร้อมกันเลย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 
    หนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย แจ้งกำหนดการจัดงานสืบสานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย ประจำปี 2568 ณ จังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก จังหวัดหนองคาย

              *** สำหรับใครที่ชมบั้งไฟพญานาค แนะนำให้มาวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่อำเภอรัตนวาปี หรืออำเภอโพนพิสัย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย กิจกรรม

              ชวนเที่ยวงานเทศกาลออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก ประจำปี 2568 Miracle of NAGA : The essence of Nongkhai 2025 ซึ่งจังหวัดหนองคายได้จัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณีออกพรรษาและความบันเทิงมากมาย ระหว่างวันที่ 4-8 ตุลาคม 2568 ทุกอำเภอตามลำน้ำโขง ประกอบไปด้วย อำเภอเมืองหนองคาย, อำเภอโพนพิสัย, อำเภอศรีเชียงใหม่, อำเภอสังคม, อำเภอรัตนวาปี และอำเภอท่าบ่อ รวม 6 อำเภอ โดยกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่

    • รับชมขบวนแห่เครื่องสักการะองค์พญานาคและขบวนวัฒนธรรม

    • การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การลอยกระทงกาบกล้วย/ลอยกะโป๋ไฟ และไหลเรือไฟ

    • การแสดงแสง สี เสียง เปิดตำนานบั้งไฟพญานาค

    • การแห่ปราสาทผึ้งทางน้ำแบบโบราณ

    • พิธีรำบวงสรวงองค์พญานาคราช และพิธีเปิดงานพร้อมกันทั้ง 4 อำเภอ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น.

              *** วันที่ 8 ตุลาคม พิธีตักบาตรเทโวโรหณะ ณ พุทธอุทยาน อำเภอโพนพิสัย มีดาราศิลปินคนดัง พิ้งค์กี้ – สาวิกา ไชยเดช และเดนิส เจลีลชา คัปปุน ร่วมรำบวงสรวงในปีนี้ด้วย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย จัดที่ไหนบ้าง

              งานสืบสานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นในหลายอำเภอที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งแต่ละแห่งมีกิจกรรมดังนี้ 

    • วันที่ 4-10 ตุลาคม 2568 บริเวณลานวัฒนธรรมหน้าวัดลำดวน ตลอดแนวริมโขง เทศบาลเมืองหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองหนองคาย

    • วันที่ 6-15 ตุลาคม 2568 ณ ลานนาคาเบิกฟ้า อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    • วันที่ 6-8 ตุลาคม 2568 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    • วันที่ 4-5 ตุลาคม 2568 ณ ลานวัฒนธรรมเทศบาลเมืองท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    • วันที่ 3-4 ตุลาคม 2568 ณ ลานเบิ่งเวียง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    • วันที่ 3-5 ตุลาคม 2568 ณ หน้าที่ว่าการอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

    จุดชมบั้งไฟพญานาค 2568

              บั้งไฟพญานาคสามารถชมได้ริมแม่น้ำโขง ที่อำเภอโพนพิสัย และอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ปรากฏการณ์ 15 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้ตรงกับคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีจุดชมบั้งไฟพญานาค ได้แก่

    งานบั้งไฟพญานาค หนองคาย

    ภาพจาก : wan-in view / shutterstock.com

    • อำเภอโพนพิสัย ได้แก่ ริมโขงวัดไทย, ริมโขง อบต.จุมพล อำเภอโพนพิสัย, ริมโขงบ้านหนองกุ้งเหนือ, ริมโขงบ้านหนองกุ้งใต้ 

    • อำเภอรัตนวาปี ได้แก่ ริมโขงพุทธอุทยานบ้านน้ำเป, ริมโขงบ้านน้ำเป, ริมโขงบ้านท่าม่วง, ริมโขงบ้านตาลชุม, ริมโขงบ้านหนองแก้ว, ริมโขงบ้านโพนแพง, ริมโขงวัดราชโพนเงิน, ริมโขงบ้านอาญา, ริมโขงบ้านเปงจาน, ริมโขงบ้านต้อนน้อย-บ้านต้อนใหญ่

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย จุดจอดรถ

              จุดจอดรถเทศกาลออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย ประจำปี 2568 ได้แก่

    จุดจอดรถ (ฟรี)

         1. เทศบาลเมืองหนองคาย ประมาณ 50 คัน

         2. โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา ประมาณ 80 คัน

         3. สถานีขนส่งเทศบาลเมืองหนองคาย ประมาณ 50 คัน

         4. วัดโพธิ์ชัย ประมาณ 100 คัน

         5. โรงเรียนเทศบาล 3 ยุวบูรณ์บำรุง ประมาณ 30 คัน

    จุดจอดรถ (มีค่าจอดรถ)

         6. วัดยอดแก้ว ประมาณ 50 คัน

         7. วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ (วัดหอก่อง) ประมาณ 20 คัน

         8. วัดศรีสุมังคล์ ประมาณ 30 คัน

         9. พื้นที่เอกชนซอยวัดลำดวน ถนนมีชัย ประมาณ 50 คัน

         10. วัดศรีคุณเมือง ประมาณ 50 คัน

              *** สามารถดูรายละเอียดการจัดงานต่าง ๆ จุดจัดงานทั้ง 6 อำเภอ พร้อมข้อมูลร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรมที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวต่อเนื่อง ข้อมูลความปลอดภัย สถานีตำรวจ โรงพยาบาล จุดบริการต่าง ๆ ฯลฯ ได้ที่เว็บไซต์ mapmuang.com

    งานบั้งไฟพญานาค 2568 หนองคาย ที่พัก

              ถ้าใครตั้งใจไปงานบั้งไฟพญานาค 2568 ที่หนองคาย แล้วกำลังหาที่พัก ไม่ต้องห่วงเลย เพราะมีตัวเลือกเยอะมาก ทั้งแบบโรงแรม รีสอร์ต หรือเกสต์เฮ้าส์เล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขง ที่สะดวกเดินไปชมบั้งไฟ

    • อำเภอเมืองหนองคาย จะมีโรงแรมใหญ่ ๆ หลายแห่ง ใกล้ถนนคนเดินและริมแม่น้ำ เดินไปชมบั้งไฟได้สบาย

    • อำเภอโพนพิสัย / ศรีเชียงใหม่ / รัตนวาปี จะเน้นรีสอร์ตหรือโฮมสเตย์แบบบ้าน ๆ สไตล์พื้นบ้าน เหมาะกับคนชอบบรรยากาศชิล ๆ ริมน้ำ

              ทั้งนี้ ราคาที่พักช่วงงานอาจสูงขึ้นนิดหน่อย เพราะคนไปเที่ยวเยอะ แนะนำจองล่วงหน้า หรือเลือกพักใกล้ตัวเมืองหนองคาย แล้วนั่งรถไปอำเภออื่นก็ได้

              อย่าพลาดงานบั้งไฟพญานาค 2568 ที่หนองคาย มาสัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ ชมขบวนแห่และกิจกรรมพื้นบ้าน เพลิดเพลินกับบรรยากาศสนุกสนาน พร้อมซึมซับวิถีวัฒนธรรมอีสานกัน ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ วันออกพรรษา งานออกพรรษา 2568 เที่ยวหนองคาย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295429.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hk67FxcvQuNffRyH_M6Jy

  • กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างเสถียรภาพราคายาง

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างเสถียรภาพราคายาง

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างเสถียรภาพราคายาง


    2/10/2568 | 107 |

    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายเพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามความร่วมมือ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวว่า การเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่พร้อมสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติของการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งสามารถนำผลิตภัณฑ์จากยางพารามาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว สนามกีฬา และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

    “ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ทั้งนี้ ความร่วมมือของ 4 กระทรวงและการยางแห่งประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้การใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาครัฐเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมให้ยางพาราไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428573&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IVBgm9p7ALmtTo5Ry-GHy

  • ไทวัสดุ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขยายต่อสาขาใหม่ ลุยปักหมุดเมืองรองภาคกลาง-ตะวันออก เปิด “ไทวัสดุ สาขานครนายก” สาขาที่ 89 ของประเทศ กระตุ้นตลาดอสังหาฯและท่องเที่ยวโต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ไทวัสดุ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขยายต่อสาขาใหม่ ลุยปักหมุดเมืองรองภาคกลาง-ตะวันออก เปิด “ไทวัสดุ สาขานครนายก” สาขาที่ 89 ของประเทศ กระตุ้นตลาดอสังหาฯและท่องเที่ยวโต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ไทวัสดุ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน ภายใต้บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าเต็มกำลังในไตรมาสสุดท้ายปี 68 เปิดตัว “ไทวัสดุ สาขานครนายก” เป็นสาขาที่ 89 ของประเทศและแห่งแรกของจังหวัดนครนายก เพื่อตอบรับความต้องการวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้านที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่เมืองรองที่มีศักยภาพสูง ด้วยงบลงทุน 310 ล้านบาท เนื้อที่ขนาด 24 ไร่ บนพื้นที่อาคาร 16,000  ตารางเมตร ตั้งอยู่บนทำเลสำคัญ บนถนนช้างใจดี แยกบุ่งกระเบา เชื่อมต่อกับจังหวัดปทุมธานี สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา โดย “ไทวัสดุ สาขานครนายก” เป็นโมเดิร์นเทรดทันสมัยที่รวมวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อบ้านครบวงจรกว่า 40,000 รายการ การเปิดสาขาใหม่ครั้งนี้ ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายก ทั้งนี้ในพิธีเปิดงาน “ไทวัสดุ สาขานครนายก” ได้รับเกียรติจาก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมแสดงความยินดี

    นายธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซีอาร์ซี ไทวัสดุ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า นครนายกเป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ด้วยทำเลที่ใกล้กรุงเทพฯ เชื่อมโยงด้วยเส้นทางคมนาคมสำคัญหลากหลายสาย และยังเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตผลไม้เศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงของประเทศ เช่น มะยงชิด และมะปรางหวาน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและการเกษตร แต่ยังทำให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์และระบบสาธารณูปโภคของจังหวัดที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยและการลงทุน จึงทำให้มั่นใจว่า “ไทวัสดุ สาขานครนายก” พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในทุกมิติของการสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งบ้าน ด้วย 3 กลยุทธ์หลักที่โดดเด่นดังนี้

    1. ปักหมุดสาขาแรกในนครนายก ครองที่หนึ่งในใจเรื่องวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน

    การเปิดตัว “ไทวัสดุ สาขานครนายก” ถือเป็นสาขาแรกของจังหวัด และเป็นแลนด์มาร์กค้าปลีกวัสดุก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำที่หนึ่งในใจของผู้บริโภค ด้วยการเป็น ศูนย์รวมสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านครบวงจร กว่า 40,000 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง ปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง สีทาอาคาร ไปจนถึงสินค้าสำหรับงานซ่อมแซมและการตกแต่งบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ สุขภัณฑ์ เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเพื่อบ้านอย่างครบครัน มีจุดเด่นสำคัญคือ Construction Showroom ที่จัดแสดงสินค้าตัวอย่างกว่า 5,000 รายการ ช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็นและสัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพและการเลือกใช้

    นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ด้วยบริการ Omni-channel ที่ให้ชาวนครนายกเลือกช้อปได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วทั้งที่หน้าร้าน หรือทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ www.thaiwatsadu.com แอปพลิเคชัน Thaiwatsadu รวมถึงบริการ Chat & Shop และ Call Center 1308 รวมทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานการสร้างบ้าน ซ่อมแซม และตกแต่งที่อยู่อาศัยสำหรับชาวนครนายกอีกด้วย

    1. ทำเลศักยภาพ “Gateway of Central-East” เชื่อมทุกโอกาสการเติบโต

    ไทวัสดุ สาขานครนายก ตั้งอยู่บนถนนช้างใจดี แยกบุ่งกระเบา ในจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง ได้แก่ สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และปทุมธานี ทำให้สามารถเข้าถึงทั้งเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก อีกทั้งนครนายกยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองธรรมชาติใกล้กรุง ที่มีชื่อเสียงด้านแหล่งท่องเที่ยว เช่น น้ำตกสาริกา เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขาช่องลม รวมถึงเป็นแหล่งผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอย่าง มะยงชิด และมะปรางหวาน ปัจจัยเหล่านี้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีผู้มาเยี่ยมเยือนจ.นครนายก กว่า 213,720 คน  สะท้อนศักยภาพการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัย โรงแรม รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไทวัสดุพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดเชื่อมต่อการพัฒนาเมืองในภาคกลาง-ตะวันออก ด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทั้งการก่อสร้าง การซ่อมแซม และการตกแต่ง ช่วยหนุนทุกการเติบโตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    1. เสริมแกร่งเศรษฐกิจท้องถิ่น–ยั่งยืน หนุนแผนพัฒนาจังหวัดเมืองรอง

    “ไทวัสดุ สาขานครนายก” ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มศูนย์รวมสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งซ่อมแซมที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครนายก พ.ศ. 2566–2570 “เมืองน่าอยู่ สู่หมุดหมายท่องเที่ยวที่หลากหลาย และการพัฒนาเป็นแหล่งเกษตรมูลค่าสูง” โดยพบว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดนครนายก (GPP) ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้น 2.64% หรือประมาณ 33,478 ล้านบาท  และมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว (GPP Per Capita) เพิ่มขึ้น 2.15% หรือประมาณ 126,440 บาท/คน/ปี  สำหรับการเปิดไทวัสดุ สาขาแรกของนครนายก จะช่วยยกระดับตลาดก่อสร้างที่อยู่อาศัย ธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างการจ้างงานกว่า 200 อัตรา กระจายรายได้สู่ชุมชน และผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตต่อเนื่องอย่างมั่นคง

    “การเปิดสาขานครนายกในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทวัสดุในการยึดหลักปรัชญา CRC Care ของเซ็นทรัล รีเทล โดยเฉพาะด้าน Care for the Economy ที่มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เมืองรอง นครนายกถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างและการพัฒนาโครงการในอนาคต แต่ยังสร้างการจ้างงานกว่า 200 อัตรา เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และโอกาสที่มั่นคงแก่คนในพื้นที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโต นอกจากนี้ ไทวัสดุ ยังให้ความสำคัญในเรื่องการอยู่เคียงข้างสังคม  โดยร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าสนับสนุนเงินบริจาคแก่ โรงพยาบาลนครนายก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้สาขา ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ด้านสาธารณสุขของคนในชุมชนต่อไป” นายธนวัฒน์ กล่าวเสริม

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/02/583353/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kgl2_o-JZfDMuA2lCzYDp

  • รมว.ท่องเที่ยวฯมอบนโยบายททท.4เดือนดึงจีนเที่ยวไทย2-3ล้านคน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประเทศ

    รมว.ท่องเที่ยวฯมอบนโยบายททท.4เดือนดึงจีนเที่ยวไทย2-3ล้านคน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประเทศ

    วันนี้, 17:20น.

              รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งปั๊มท่องเที่ยวไทย มอบนโยบาย Big Impact Act Fast ให้ ททท. เร่งดำเนินการ หวังให้ท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สั่ง ททท. โฟกัส 7 ตลาดประสิทธิภาพสูง พร้อมออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ตั้งเป้า 4 เดือนดึงจีนเที่ยวไทย 2-3 ล้านคน ควบคู่กระตุ้นตลาดภายในประเทศ หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประเทศ

              นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญ Big Impact Act Fast

              ประกอบด้วย 1.เน้นย้ำการขับเคลื่อนและส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายให้ท้าทายยิ่งขึ้นภายในเวลา 4 เดือน โดยให้ความสำคัญกับ 7 ตลาดที่มีประสิทธิภาพเป็นลำดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

               2.Travel Safe, Worry Free เสริมความมั่นใจ ปลอดภัยทั่วไทย ด้วยศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอปพลิเคชั่น Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซีย

               3.Smart Safety, Smart Tourism ใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยใช้ระบบ AI Detect ช่วยตรวจสอบและสแกนใบหน้า เชื่อมโยงข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติการณ์เสี่ยงก่ออาชญากรรม ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนไทย

               4.Thailand Together บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพร้อมให้การต้อนรับและรองรับการท่องเที่ยวสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย โดยมอบหมาย ททท. เข้าสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงในพื้นที่ต่าง ๆ  ตลอดจนขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าบ้านและเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

              มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว เสริมสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพการบริการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

              อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการท่องเที่ยวในปีนี้อาจซบเซาลงบ้าง จึงวางแผนในการปรับเปลี่ยนจากการทำการตลาดแบบภาพรวมกลุ่มประเทศมาเน้นการเจาะกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงเป็นหลัก โดยได้มอบโจทย์ให้ ททท.ทำการบ้านและวางกลยุทธ์แบบเฉพาะเจาะจงเป็นรายประเทศ เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรม และความต้องการของนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน

              ‘วันนี้เราต้องปรับมายด์เซ็ตของตัวเอง เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ยังมีประเทศอื่นที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งอาจตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้าน จึงต้องใช้คำว่าเรียนเชิญเข้ามาท่องเที่ยว ไม่ได้ทำเพียงแค่การเชิญชวน ซึ่งทำกันอยู่แล้วอีกต่อไป’

              สำหรับในช่วง 4 เดือนต่อจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าหมายในการดึงตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามาเที่ยวไทยให้ได้ประมาณ 2-3 ล้านคน โดยเบื้องต้นได้กระตุ้นไปที่ ททท.ว่าต้องการให้ทำให้ได้  แม้จะเป็นตัวเลขที่หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่ามีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการร่วมมือของภาครัฐที่ต้องช่วยกันมากขึ้น โดยหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวให้กลับมาใช้จ่ายและช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในฐานะประเทศยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวต่อไป 

              นายอรรถกรกล่าวด้วยว่าตามกรอบเวลาการทำงานของรัฐบาล ที่ประกาศอย่างชัดเจนของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะอยู่ในช่วง 4 เดือน ทำให้ตัวเองมีเวลาในการทำงานระยะสั้น จึงจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศเป้าหมาย (destination) ทั้งการเข้ามาเที่ยวซ้ำและมาเที่ยวเป็นครั้งแรก ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศก็ไม่ได้ทิ้ง จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองควบคู่กันไปด้วย

     #มาตรการดึงจีนเที่ยวไทย

    Cr:ข่าวสารท่องเที่ยวททท.

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zLr3do6zm4SUcwClIXb9O

  • จุดเปลี่ยนใหญ่! รัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี เขย่าอุตสาหกรรมไทย สู่ทางรอดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    จุดเปลี่ยนใหญ่! รัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี เขย่าอุตสาหกรรมไทย สู่ทางรอดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศนโยบายผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าให้ไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2593 จากเดิมที่มีเป้าหมายจะบรรลุ Net zero ในปี 2608 ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทย นับตั้งแต่ได้มีการตั้งเป้าหมาย Net zero อย่างเป็นทางการกับประชาคมโลกในปี 2021

    โดยการปรับเป้า Net zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปีนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเขย่าอนาคตของอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากภาครัฐของไทยส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทยในโลกอนาคต”

    SCB EIC มองว่า การตั้งเป้า Net zero เร็วขึ้น 15 ปี ของภาครัฐ จะช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยปรับตัวได้เท่าทันกับจังหวะก้าวของโลก โดยหากไทยยังคงเป้าหมายเดิมไว้ในปี 2608 จะทำให้ไทยบรรลุ Net zero ช้ากว่า 111 ประเทศถึง 15 ปี และเสี่ยงหลุดจากวงจรการค้าโลกในอนาคต เนื่องจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ที่มีเป้า Net zero 2050 มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากประเทศและบริษัทที่มีเป้าหมาย Net zero ไม่ช้าไปกว่าเป้าหมายที่ประเทศหรือบริษัทของตนเองกำหนดไว้

    โดยนโยบาย Net zero 2050 ของรัฐบาลใหม่ จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชนไทยให้เท่าทันโลก เนื่องจากการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องไปอีกในช่วง 25 ปีข้างหน้า โดยภาคเอกชนเพียงลำพังจะไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจนนำไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ทั้งนี้ แม้เป้าหมายใหม่จะถือเป็นความก้าวหน้า แต่ในระดับโลก ไทยเพียงแค่ “กลับเข้าสู่มาตรฐานสากล” เช่นเดียวกับญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป และเวียดนาม ที่ได้ประกาศเป้าหมาย Net zero 2050 ไปก่อนแล้ว

    นโยบาย Net zero 2050 จะทำให้อุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มเติบโต จากความต้องการใช้สินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้น ได้แก่

    1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แผงโซลาร์

    2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อาทิ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

    3. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ

    4. กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย อาทิ ธุรกิจรีไซเคิล ธุรกิจจัดการขยะและน้ำเสีย

    5. กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพ

    6. กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ เช่น ไฮโดรเจน เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) และ

    7. กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS)

    โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ที่รัฐบาลไทยกำลังให้การส่งเสริมอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของผู้ผลิตและผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี หรือผู้ซื้อรถไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000-100,000 บาท เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากในประเทศให้เปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ก่อนประกาศนโยบาย Net zero 2050 ภาคอุตสาหกรรมไทยก็เผชิญแรงกดดันจากคู่ค้าในตลาดโลกให้บรรลุเป้าหมาย Net zero เร็วกว่าเป้าประเทศ 15 ปีอยู่แล้ว ซึ่งนโยบาย Net zero 2050 จะเพิ่มแรงกดดันจากฝั่งในประเทศ

    โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจะเร่งทยอยออกมา เช่น การตั้งเป้าหมายรับซื้อพลังงานหมุนเวียน การเก็บภาษีคาร์บอน และการบังคับใช้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System : ETS) จะสร้างแรงกดดันให้อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องเร่งปรับตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ, โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล, เคมีภัณฑ์, วัสดุก่อสร้าง (เหล็ก ซีเมนต์), อะลูมิเนียม, ขนส่ง และรถยนต์สันดาปภายใน (รถน้ำมัน) โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ จะยังสามารถเติบโตต่อได้ หากสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในไทยได้มีความพยายามในการปรับตัวบ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในไทย มีการตั้งเป้าบรรลุ Net zero 2050 หรือแม้แต่กลุ่ม บมจ.ปตท. (PTT) ก็ได้มีการประกาศเป้าหมาย Net zero 2050 เช่นเดียวกัน โดยได้มีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว ดังนั้น โจทย์ต่อไปคือการเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กต้องปรับตัวเพื่อเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้นพร้อม ๆ กันด้วย

    ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากเป้า Net zero 2050 แรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดยผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ผ่านการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้

    1. ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ขั้นตอนนี้จะทำให้ผู้ประกอบการทราบว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมไหนในการดำเนินธุรกิจ

    2. ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติหรือมาตรฐานของอุตสาหกรรม โดยมาตรฐาน SBTi (Science Based Targets initatives) เป็นมาตรฐานการตั้งเป้าหมาย Net zero ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในระดับสากล

    3. ค้นหาเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยต้องประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้

    4. ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการสร้างกลไกในองค์กรที่จะช่วยให้การดำเนินการตามแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบรรลุผล เช่น การกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารให้ยึดโยงกับผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

    5. ติดตาม ประเมินและรายงานผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทราบถึงความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ดังที่กล่าวไปตอนต้น หรือการใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green finance) หรือเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition finance) เพื่อสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การผลิตสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ หรือโรงแรมสีเขียว เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอน โดยมาตรการภาครัฐจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ระยะเวลาและต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน สามารถสัมฤทธิผลได้ในที่สุด

    ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก คือการออกมาตรการสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรแต่ขาดแรงจูงใจในการปรับตัว ตัวอย่างเช่น การเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การลดการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นต้น

    ส่วนที่สอง คือการออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ขาดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการปรับพฤติกรรม เช่น การให้องค์ความรู้ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการที่ขาดแคลนเงินลงทุน หรือการสนับสนุนเงินทุนแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปปรับปรุงบ้านพักให้สามารถประหยัดการใช้พลังงานมากขึ้น เป็นต้น

    SCB EIC มองว่า นโยบาย Net zero 2050 คือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะมาตรฐานคาร์บอนต่ำจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลกในอนาคต ประเทศและธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันจะถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทาน และสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือวันนี้จะได้เปรียบทั้งในด้านการเข้าถึงตลาดใหม่ แหล่งเงินทุนสีเขียว และการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ในทางกลับกันผู้ที่รออาจต้องเผชิญต้นทุนการปรับตัวที่สูงขึ้น และความเสี่ยงในการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ดังนั้น การบรรลุ Net zero 2050 จึงไม่ใช่แค่เป้าหมายของภาครัฐ แต่เป็น “เกมใหม่” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเล่น โดยภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องมองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์หลัก ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ เพราะในโลกอนาคต ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L3lEIWIu_7fyBVMikPIPB

  • เจาะประเด็น ‘ชัตดาวน์สหรัฐ’ ดอลลาร์อ่อนค่า การบริโภคหดตัว จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก

    เจาะประเด็น ‘ชัตดาวน์สหรัฐ’ ดอลลาร์อ่อนค่า การบริโภคหดตัว จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก

    หนึ่งในประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังจับตามองในเวลานี้ คือ สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Government Shutdown หรือการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรก

    ผลกระทบที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดในรอบหนึ่งเดือน ซ้ำเติมด้วยรายงานการจ้างงานภาคเอกชนที่ออกมาน่าผิดหวัง พลิกกลับมาหดตัวเป็นครั้งแรก สร้างแรงกดดันให้ตลาดเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

    ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 ครั้งนั้นการชัตดาวน์ของสหรัฐฯ กินเวลา 35 วัน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมีไม่มากนัก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ดูเหมือนจะเป็นสินทรัพย์เดียวที่ได้รับแรงกดดัน

    หากพิจารณาจากภาพปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เปราะบางกว่ามาก ทำให้เราเห็นการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ พร้อมกับเงินทุนที่ไหลเข้าพันธบัตร และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ย

    ด้าน จอร์จ กอนคัลเวส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคสหรัฐฯ ของ MUFG กล่าวกับ Bloomberg Television ว่า “คุณเริ่มเห็นการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์แล้ว หากภาวะ Shutdown ยืดเยื้อ มันอาจสร้างความปั่นป่วนได้”

    ผลกระทบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Government Shutdown คือ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายนของรัฐบาล ซึ่งเดิมมีกำหนดจะเผยแพร่ในวันนี้ (3 ตุลาคม) มีแนวโน้มสูงที่จะถูกเลื่อนออกไป

    ฌอน ออสบอร์น หัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินของ Scotiabank กล่าวว่า “สำหรับตลาด การติดตามเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยากขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางการเลื่อนการเปิดเผยข้อมูลบางส่วน”

    การขาดข้อมูลสำคัญจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับทั้งนักลงทุนและเฟดเองในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ทั้งนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของทรัมป์, ปัญหาการขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ในปีนี้

    ‘คลื่นปลดคน’ ที่อาจฉุดเศรษฐกิจ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า หากการชัตดาวน์กินเวลานาน เช่น 2-3 เดือน อาจทำให้การบริโภคซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีปัญหา

    พูนกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลรอบนี้คือ การส่งสัญญาณของทรัมป์ที่วางแผนปลดแรงงานครั้งใหญ่ หากเกิดขึ้นจริงจะเริ่มเห็นผลกระทบกับเศรษฐกิจมากขึ้น

    “สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนไป หลังจากนั้นอาจเห็นการจ้างงานลดลง และนำไปสู่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ติดลบ ซึ่งจากสถิติแล้วเมื่อเห็นการติดลบ จะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเฉลี่ย 2% ในช่วง 3 เดือนถัดจากนั้น”

    ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัสเซลล์ โวท ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณทำเนียบขาว ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าหน่วยงานรัฐบาลกลางบางแห่งจะเริ่มกระบวนการเลิกจ้างพนักงานภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งต่อมา แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ก็ได้ออกมายืนยันว่าการเลิกจ้างจะเกิดขึ้น “ในเร็วๆ นี้” แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่าหน่วยงานหรือตำแหน่งใดจะตกเป็นเป้าหมาย

    การขู่เลิกจ้างพนักงานอย่างถาวร ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในการชัตดาวน์ครั้งก่อนๆ พนักงานส่วนใหญ่มักจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว แต่จะยังคงสถานะพนักงานไว้และกลับมาทำงานได้เมื่อรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง

    ด้าน ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน กล่าวกับ Fox Business ว่า ภาวะชัตดาวน์เปิดโอกาสให้พรรครีพับลิกัน “ทำบางสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ในภาวะปกติ เพราะเราจะไม่มีทางได้รับเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตสำหรับเรื่องเหล่านั้น” และเสริมว่า “ตอนนี้ทำเนียบขาวมีอำนาจตัดสินใจว่าบริการใดที่จำเป็น โครงการและนโยบายใดควรดำเนินต่อไป และสิ่งใดที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน”

    ชัตดาวน์สหรัฐฯ อาจฉุดตลาดหุ้นให้ปรับฐาน

    ณัฐชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า การชัตดาวน์ที่เกิดขึ้นจะทำให้หน่วยงานรัฐบาล พิพิธภัณฑ์ และอุทยานแห่งชาติปิดทำการชั่วคราว ข้าราชการกลางราว 8 แสนคน มีโอกาสถูกพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่การจ่ายเงินประกันสังคม และ Medicare จะยังดำเนินต่อไป แต่มีโอกาสล่าช้า

    ล่าสุด ทรัมป์เริ่มออกมาส่งสัญญาณว่า หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข มีโอกาสสูงขึ้นที่พนักงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางจะถูกเลิกจ้างอีกเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ลดลง 32,000 ตำแหน่ง ทรุดตัวแรงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง มีโอกาสจะทำให้ภาพเศรษฐกิจจริง ของสหรัฐฯ ในช่วงถัดไปมีความเปราะบางมากขึ้น และจะส่งผลกระทบไปยังภาพ ของการบริโภคภายในประเทศที่จะเริ่มเผชิญกับภาวะราคาสินค้าที่ทยอยขยับขึ้น ในช่วงถัดไปเช่นกัน มองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่รออยู่ซึ่งอาจกระทบกับภาพเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในช่วงถัดไปได้

    โดย ณ วันนี้ ตลาดหุ้นยังอยู่ได้บนความคาดหวังเดียว นั่นก็คือการลดดอกเบี้ย Fed ที่รออยู่ในช่วงถัดไป ซึ่งจะทำให้ในช่วงนี้ เราจะเห็นภาพการปรับตัวที่แข็งแกร่งกว่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นกลุ่มวัฏจักรในสหรัฐฯ แต่หากในท้ายที่สุดกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับความคาดหวังราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแล้ว เชื่อว่าการปรับฐานที่รุนแรงของหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ไม่น้อย

    รมช.คลังห่วง สถานการณ์ยืดเยื้อบานปลายจะกระทบไทย

    วรภัค ธัญญวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงกรณี Government Shutdown ของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อไทย โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งปิดทำการ (Shutdown) หลังสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณทันเส้นตาย 1 ตุลาคม ทำให้บริการของรัฐที่ไม่จำเป็น ต้องหยุดชะงัก มีเจ้าหน้าที่ราว 750,000 คน ถูกสั่งพักงาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจในประเทศทันที

    วรภัค อธิบายต่อว่า ภาวะนี้นำไปสู่ผลกระทบภายในสหรัฐฯ ได้แก่ มี หน่วยงานหลายแห่งปิด รวมถึงอุทยานแห่งชาติ ศุลกากร และหน่วยงานสถิติแรงงาน (BLS) ซึ่งจะทำให้การรายงานการจ้างงานเดือนกันยายน เลื่อนออกไป ซึ่งกระทบตลาดแรงงานและการตัดสินใจของ Fed ที่กำลังพิจารณาลดดอกเบี้ย

    นอกจากนี้ ที่สำคัญ รัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณว่า shutdown รอบนี้อาจไม่ใช่การ ‘พักงานชั่วคราว’ แต่เป็นการ ‘ปลดถาวร’ ข้าราชการบางส่วน ทำให้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอหนักขึ้น

    โดยผลกระทบเศรษฐกิจขึ้นกับระยะเวลา ซึ่งครั้งก่อนเมื่อปี 2018 – 2019 ทำ GDP หายไป 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 3 พันล้านดอลลาร์

    รมช.คลังกล่าวต่อว่า ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อบานปลาย อาจจะมี ผลกระทบต่อประเทศไทยได้ ดังนี้

    • ค่าเงินบาทและตลาดการเงิน นักลงทุนอาจจะผันเงินไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย ค่าเงินอาจจะผันผวน SET รับแรงกดดัน

    • การส่งออก คำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม อีกทั้งศุลกากรสหรัฐฯ ที่ทำงานล่าช้าอาจทำให้สินค้าค้างท่าเรือ

    • การท่องเที่ยว ถ้าผู้บริโภคอเมริกันระมัดระวังการใช้จ่าย การเดินทางท่องเที่ยวอาจลดลงบ้าง

    • ความเชื่อมั่นการลงทุน ความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่ก็เปิดโอกาส หาก Fed ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด เงินทุนบางส่วนอาจไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค

    วรภัคยังกล่าวถึงแนวทางที่ไทยควรเตรียมรับมือ ถ้าสถานการณ์ลุกลาม บานปลาย ได้แก่

    • ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน: ธปท. ต้องพร้อมใช้เครื่องมือดูแล FX ไม่ให้กระทบภาคส่งออก/นำเข้า

    • บริหารความเสี่ยงด้านส่งออก: หาตลาดเสริม (เช่น จีน อาเซียน ตะวันออกกลาง) และประสานทูตพาณิชย์กับฝ่ายสหรัฐฯ ถ้ามีปัญหาติดขัดด้านศุลกากร

    • เตรียมมาตรการ ช่วยเหลือภาคธุรกิจ: อาทิเช่นมาตรการ soft landing เช่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs และ FX hedging สำหรับผู้ส่งออกที่ถูกกระทบจากตลาดสหรัฐ

    ภาพ: Chip Somodevilla / Staff / GettyImages

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-shutdown-weak-dollar/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rl0spryJS4dgw3VZm1LkZ

  • ‘อรรถกร’ มอบ ททท. เร่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ‘อรรถกร’ มอบ ททท. เร่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ททท. พร้อมขานรับนโยบาย ‘อรรถกร’ โฟกัสตลาดใหญ่ 7 ประเทศ เดินหน้านโยบาย Big Impact Act Fast เร่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ-ฟื้นเศรษฐกิจไทย ชูมาตรการความปลอดภัยเข้ม ‘เที่ยวไทยมั่นใจ ปลอดภัยทุกย่างก้าว’ รองรับซีเกมส์ปลายปีนี้ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

    2 ต.ค. 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายแก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งเดินหน้ากระตุ้นท่องเที่ยวไทย มอบนโยบาย Big Impact Act Fast ให้ ททท. เร่งดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และมุ่งโฟกัสตลาดหลัก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ พร้อมเสริมมาตรการสร้างความปลอดภัยด้วยแนวคิด “เที่ยวไทยมั่นใจ ปลอดภัยทุกย่างก้าว” ในการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น พร้อมรับฟังอุปสรรคและมุ่งขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญ Big Impact Act Fast ได้แก่ 1. เน้นย้ำการขับเคลื่อนและส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายให้ท้าทายยิ่งขึ้นภายในเวลา 4 เดือน โดยให้ความสำคัญกับ 7 ตลาดที่มีประสิทธิภาพเป็นลำดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย และเน้นการสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่เป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง

    2.Travel Safe, Worry Free เสริมความมั่นใจ ปลอดภัยทั่วไทย ด้วยศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซีย โดยมีฟังก์ชันสำหรับแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุในทุกจังหวัด 3. Smart Safety, Smart Tourism ใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยใช้ระบบ AI Detect ช่วยตรวจสอบและสแกนใบหน้า เชื่อมโยงข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติการณ์เสี่ยงก่ออาชญากรรม ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนไทย

    และ4. Thailand Together บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพร้อมให้การต้อนรับและรองรับการท่องเที่ยวสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย โดยมอบหมาย ททท. เข้าสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงในพื้นที่ต่าง ๆ  ตลอดจนขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าบ้านและเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

    โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ททท. ได้ให้การต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างอบอุ่น ณ สำนักงานใหญ่ ททท. โดยยืนยันความพร้อมที่จะเดินหน้าขานรับนโยบายและเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจัง สำหรับมาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว เสริมสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพการบริการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/872130/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AN0qe5r2ISXnGD0iqvw7p

  • แจงกระทู้ “คนละครึ่งพลัส” ปรับอายุเป็น 16 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    แจงกระทู้ “คนละครึ่งพลัส” ปรับอายุเป็น 16 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fxNZ_U4L6T6Hsti0Ud3BN