Blog

  • ศรัทธาอยู่ที่ชุมชน แต่เงินอยู่ที่ใคร ‘คำชะโนด’ บนทางแยกท่องเที่ยวนาคาวิถี ระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง

    ศรัทธาอยู่ที่ชุมชน แต่เงินอยู่ที่ใคร ‘คำชะโนด’ บนทางแยกท่องเที่ยวนาคาวิถี ระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง

    ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์เฉพาะตัวของป่าคำชะโนดที่ลอยอยู่กลางน้ำ สถานที่ที่หลายสรรพสิ่งหยั่งรากฐานมั่นคง วางสิ่งปลูกสร้าง และสามารถรองรับคณะศรัทธาจากทุกหัวระแหงวันละหลายหมื่นคนได้ 

    ทว่าป่าคำชะโนดกลับไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานหินหรือดินแกร่ง หากเกิดขึ้นจากกลุ่มกอของต้นคำชะโนดและไม้ลอยน้ำที่รากเกาะเกี่ยวประสานจนกลายเป็นผืนดินธรรมชาติค้ำจุนเกาะแห่งนี้ จนถูกขนานนามว่า เป็นเกาะที่ไม่เคยจม แม้ว่าพื้นที่โดยรอบจะมีน้ำท่วมอยู่แทบทุกปีก็ตาม

    เพียงฟังลักษณะเฉพาะตัวของพื้นที่ ก็คงกล่าวได้ไม่ยากนักว่า ‘ป่าคำชะโนด’ มีลักษณะพิเศษหรือ ‘วิเศษ’ ไม่เหมือนกับที่แห่งใดในประเทศ มากไปกว่านั้นเกาะแห่งนี้ยังมีเรื่องราวตำนาน ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคและสิ่งเหนือธรรมชาติไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าผีจ้างหนัง ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าศรีปทุมมา พญานาคผู้ปกครองดูแลป่าคำชะโนด และการเป็นหนึ่งในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 108 แห่งทั่วประเทศไทยที่ใช้ในงานพระบรมราชาภิเษก เมื่อปี 2562 

    จากความวิเศษและศักดิ์สิทธิ์ข้างต้น จึงดึงดูดให้คณะศรัทธาทั่วสารทิศเดินทางมาเกาะลอยน้ำแห่งนี้ จนทำให้จังหวัดอุดรธานีมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากเดิมในปี 2564 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 950,105 คน ขณะที่ปี 2565 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 2,826,371 คน 

    จำนวนผู้มาเยือนที่หลั่งไหลล้วนมาพร้อมกับเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู ขนาดที่จังหวัดอุดรธานีได้เปลี่ยนคำขวัญใหม่เป็น “กรมหลวงประจักษ์สร้างเมือง ลือเลื่องแหล่งธรรมะ อารยธรรมห้าพันปี ธานีผ้าหมี่ขิด ธรรมชาติเนรมิตทะเลบัวแดง แรงศรัทธาศรีสุทโธปทุมมาคำชะโนด”

    โดยเพิ่มคำว่า “แรงศรัทธาศรีสุทโธปทุมมาคำชะโนด” ต่อท้าย ส่วนเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามานั้น ผู้อ่านอาจพอจินตนาการกันได้เองว่า มากมายมหาศาลแค่ไหน 

    แต่คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจ เงิน รายได้เหล่านี้ กลับคืนสู่ท้องถิ่น และคนในชุมชนหรือไม่ เพราะหากไม่ตกคืนสู่คนในท้องที่ แล้วใครกันที่ได้รับผลประโยชน์ จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ที่มาจากพลังศรัทธาของคนนับแสนนับล้าน

    [1]

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบโชคหรือมนุษย์สร้างเอง

    “ผมมีทั้งความเชื่อและไม่เชื่อในป่าคำชะโนด ผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะปกป้อง คุ้มครองรักษา แต่ความไม่เชื่อของผมก็คือ ทำไมชาวบ้านถึงยังจนอยู่ ยังต้องเก็บขยะอยู่ ต้องเป็นผู้รักษาความปลอดภัยอยู่ ทำไมคนภายนอกมากราบไหว้ถึงถูกหวยเป็นล้านๆ บาท แต่คนที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ กลับไม่ได้อะไรเลย”

    นับตั้งแต่บทสนทนาระหว่างเรากับ ส้มผัก-สุรสิทธิ์ มั่นคง ศิลปินจากอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้น ‘ป่าคำชะโนด’ ก็กลายเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ปรารภไว้ว่าจะไปเยือน ทั้งเหตุผลส่วนตัวอย่างหวย และความใคร่รู้ใคร่สงสัยหลังได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับวังนาคินทร์แห่งนี้มานาน

    คำชะโนดตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นหมู่บ้านที่อยู่ไกลจากตัวเมือง ไกลทั้งในแง่ระยะทาง ความคิด และความรู้สึก เพราะยิ่งค่ำเส้นทางการเดินทางไปคำชะโนดก็ยิ่งมืด มืดในชนิดที่ว่า แทบไม่เห็นสิ่งอื่นนอกจากความมืดรายทาง และมีไฟถนนเพียงบางจุดเท่านั้น

    คำชะโนดในตอนกลางคืนและตอนกลางวัน แม้เป็นสถานที่เดียวกันแต่กลับแตกต่างกันอย่างลิบลับ เพราะยิ่งตกดึกก็ยิ่งเงียบงัน บรรยากาศทุกอย่างยิ่งช่วยให้เราจินตนาการถึงเรื่องลี้ลับได้ไม่ยาก ในขณะที่ตอนกลางวันกลับรู้สึกครึกครื้นเต็มไปด้วยทั้งนักท่องเที่ยว และแผงขายของ เช่น พานบายศรีที่มีเอกลักษณ์เป็นพญานาคเรียงขายตั้งแต่ปากทางเข้าวัดไปจนถึงในวัด

    “ป้าเอาโชคมาให้”

    “แวะมาดูหน่อยน้อง โชคทั้งนั้น”

    ทั้งพานบายศรีและเสียงเรียกเป็นระยะ เป็นเครื่องการันตีได้ว่า เราได้เดินทางมาถึงคำชะโนดแล้ว 

    เนื่องจากป่าคำชะโนดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มากราบไหว้ขอพรต้องถอดรองเท้าและหมวก ก่อนเดินข้ามสะพานพญานาค 7 เศียร ที่มีความเชื่อว่า เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกบาดาลกับโลกมนุษย์ ระยะทางตลอดการเดินเท้าเข้าไปผู้คนมักถือหมากพลูและบายศรีเพื่อนำไปกราบไหว้ บ้างมาพร้อมกับบายศรีพญานาค 9 เศียร หรือบายศรีมีรูปร่างเป็นคำว่า ‘รวย’ ที่ต้องใช้ 2 คนช่วยประคอง หรือจะเลือกซื้อตามจุดประสงค์ของแต่ละบายศรี เช่น เปิดทรัพย์ ขอโชคลาภ หรือขอการงาน 

    บริเวณหน้าศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าปทุมมา มีเจ้าหน้าที่ประกาศออกไมโครโฟนเป็นระยะ ช่วยบอกวิธีการไหว้ ขอพร และข้อปฏิบัติต่างๆ เช่น ห้ามจุดธูปเทียนและเตือนว่า “ใครที่ไม่มีพานบายศรีสามารถนำเงินไปหย่อนที่ตู้บริจาคได้”

    แม้ว่าในพื้นที่ของวังนาคินทร์ จะมีข้อกำหนดว่า ‘ห้ามขูดและงดโรยแป้ง’ แต่ตลอดทางที่เดินวนรอบป่าคำชะโนดก็พบต้นไม้ถูกโรยแป้ง ขูดหาเลข และผู้มีศรัทธาอีกหลายคนได้มาสาธิตแชร์วิธีการขูดดูหวยว่าทำอย่างไร และต้องใช้ไฟฉายส่องถึงจะมองเห็นเลข ขณะที่ต้นคำชะโนดอีกหลายต้นมีเลขปรากฏคล้ายกับว่า ต้นไม้เหล่านี้ถูกของมีคมขีดเขียนขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์ 

    [2]
    มีเงินเป็นล้าน บ้านเป็นหลัง เพราะพ่อปู่

    พานบายศรีพญานาคที่มีคำว่า ‘รวย’ ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง และตามด้วยบายศรีน้อยใหญ่และพานใส่ของแก้บนอีกนับไม่ถ้วน โดยมีพ่อจ้ำ (ผู้อาวุโสที่ชาวบ้านเชื่อว่า สามารถติดต่อสื่อสารกับดวงวิญญาณได้) ยืนอยู่ข้างหน้ากำลังทำพิธี นับเป็นโชคดีของเราที่การมาเยือนป่าคำชะโนดครั้งแรกก็ได้เห็นการแก้บนรำบวงสรวงใหญ่ที่ใช้นางรำถึง 99 คน 

    คณะนางรำที่แต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนนาคี-นาคา มีอยู่ประมาณหลักสิบคน นอกเหนือจากนั้นเป็นเด็กชั้นประถมศึกษาและผู้สูงอายุในชุมชนละแวก ที่มารับงานรำเป็นอาชีพเสริม แลกรายได้ครั้งละประมาณ 200-300 บาท 

    ประเมินด้วยสายตาแล้ว ค่าใช้จ่ายการบวงสรวงครั้งนี้คงไม่ต่ำกว่าหลักแสน แว่วมาจากพี่ๆ นางรำขณะรอทำการแสดงว่า “ตอนที่โรคโควิด-19 ระบาด และคำชะโนดปิดไม่ให้เข้า เจ้าของงานบวงสรวงเขามายกมือไหว้ด้านหลังป่าขอให้พ้นวิกฤต ปีนั้นได้เงินมาล้านบาท ส่วนปีนี้ได้ต่ำๆ 10 ล้าน เลยกลับมาบวงสรวงอีก”

    ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพื้นที่บวงสรวงและทางเข้าสู่วังนาคินทร์ มีโต๊ะเจ้าหน้าที่เรียงรายอยู่ 3-4 โต๊ะ เป็นจุดที่ให้นักท่องเที่ยวสายมูเตลู หรือการท่องเที่ยวเชิงศรัทธามาใช้บริการจองนางรำ ติดต่อออร์แกไนซ์จัดโต๊ะบวงสรวง และพ่อจ้ำมาทำพิธีได้ที่โต๊ะแห่งนี้ โดยทางการจะจัดหาและเตรียมบริการไว้ให้ทุกอย่าง โดยคณะผู้ศรัทธามีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือจ่ายเงิน

    “ผมว่าคนแถวบ้านโนนเมือง ต้องขอบคุณพ่อปู่มากๆ เมื่อก่อนที่นี่มีแต่บ้านมุงหญ้า เดี๋ยวนี้มีรถฟอร์จูนเนอร์ มีร้านใหญ่ มีเงินเป็นล้าน มีบ้านหลังเป็นล้าน เพราะพ่อปู่ เพราะมีนักท่องเที่ยวมาซื้อบายศรีเยอะ ถ้าทำบวงสรวงแต่ละครั้งก็หลักแสนแล้วใช่ไหม คนแถวนี้มีแต่คนมีสตางค์ทั้งนั้น” วินัย ศรีชนะ เจ้าหน้าที่ประจำคำชะโนด กล่าว

    ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าในปี 2567 พบว่า ธุรกิจความเชื่อ หมอดู ฮวงจุ้ย และสายมูเตลู ทั่วประเทศ มีเงินสะพัดราว 1-1.5 หมื่นล้านบาท 

    [3]
    จากบายศรีถึงบวงสรวง

    “สิ่งหนึ่งที่พวกเราเฝ้าระวังมาตลอดคือ การไม่ให้นายทุนเข้ามาเทกโอเวอร์ เพราะศักยภาพเราจะไปสู้อะไรเขาได้ เขาผลิตทีละเยอะได้ หรือง่ายๆ เขามีสตางค์ พวกเราใช้แค่กฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันโดยให้ความสำคัญในการกระจายรายได้ โดยมีเงื่อนไขคือต้องเป็นสมาชิกในชุมชน และต้องมีส่วนร่วมในการดูแล เช่น ร่วมพัฒนาหมู่บ้าน งานประเพณีต่างๆ จะต้องมีส่วนร่วม” สมหวัง โมลา กรรมการวัดศิริสุทโธ กล่าว

    ฟังแล้วเหมือนเป็นโมเดลในฝัน ที่อยากให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง มีสหกรณ์ชุมชน และมีเงินสำรอง ผ่านเงื่อนไขช่วยกันพัฒนาดูแลพื้นที่ แต่ความเข้มแข็งของคนในชุมชนกลับเริ่มสั่นคลอนมากขึ้น สวนทางกับความดังของป่าคำชะโนดที่กลายเป็นพื้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ

    “ตอนนี้มีสิ่งที่เรากังวลเยอะ ที่เราเรียกว่าเป็นการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐ คือคุณอาจจะมองเห็นนะว่ามาจากฝ่ายปกครอง”

    “เขาแทรกแซงอย่างไร” เราถาม

    “อย่างเช่น กิจกรรมบวงสรวง เมื่อก่อนเป็นสิ่งที่ชุมชนเราดูแล คือฝ่ายปกครองคุณมีหน้าที่เข้ามาดูความเรียบร้อย นั่นเป็นหน้าที่ของท่านที่พวกเราต้องพึ่งพา แต่ทุกวันนี้เขากลับพาพวกพ้องมาทำงานแข่งกับเรา”

    สมหวังอธิบายต่อว่า อย่างงานบวงสรวงนางรำ 99 คน ที่เราเห็นไปเมื่อตอนเช้า ก็มาจากร้านที่รับจัดบวงสรวง ซึ่งเมื่อก่อนทางวิสาหกิจชุมชนจะทำบายศรีให้ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นนายทุนมาผูกขาด รับทำตั้งแต่บายศรีและจัดหาพ่อจ้ำ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทำงานอยู่ส่วนหน้า 

    “เราเคยถามพวกเขาว่า ท่านมาทำอยู่ตรงนี้ แล้วไม่สนับสนุนคนในพื้นที่ ท่านทำไปทำไม เขาก็บอกว่าเป็นสิทธิของเขา เขาหามาได้เขาก็ทำ แต่ที่พวกเรารู้สึกคือมันควรจะเข้าชุมชน กิจกรรมมันเริ่มจากชาวบ้าน แต่พวกคุณมาใช้อำนาจโดยใช้คำว่ามาดูแล แต่คำว่าดูแลของพวกคุณ คุณกลับพยายามตัดตลาด จนตอนนี้ชาวบ้านไม่ได้ทำบวงสรวงแล้ว”

    [4]

    ชุมชน ส่วนกลาง และความไว้เนื้อเชื่อใจ

    เมื่อปี 2566 คำชะโนด ตกเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง ที่ไม่ใช่เรื่องคนได้โชคลาภหรือหวยราคาแพงแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่หนึ่งในคณะกรรมการนับเงินขโมยเงินจากตู้บริจาคในพื้นที่วังนาคินทร์ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอขณะนับเงินบริจาค

    ในข่าว พงษ์ศักดิ์ ศรีชนะ กำนันตำบลบ้านม่วง และผู้จัดการคำชะโนด ให้สัมภาษณ์ว่า มีการขโมยเงินจริงและมีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว คนร้ายเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนึ่งในตำบลบ้านม่วงที่ถูกแต่งตั้งมาเป็นกรรมการคำชะโนด มีหน้าที่นับเงินบริจาคในตู้ ที่อ้างว่ายักยอกเงินไปเพียง 600 บาทเท่านั้น และทำเพียงคนเดียว

    จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ชาวบ้านอยากกลับเข้ามาบริหารเงินคำชะโนดเอง เพราะหลังจากมีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ส่วนกลางเข้ามาช่วยจัดสรรและดูแล

    แต่ครั้งนั้น กำนันตำบลบ้านม่วงให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ ณ ขณะนั้น ทางทหารและทางจังหวัดลงมาแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นผู้ใหญ่บ้านในตำบลบ้านม่วงให้มาดูแล หลังจากคำชะโนดมีเงินสะพัดในพื้นที่ 30-40 ล้านบาท ซึ่งการเข้ามาของคณะกรรมการช่วยให้คำชะโนดมีการบริหารและการจัดระเบียบที่มากขึ้น 

    “ผมไม่เข้าใจว่าชาวบ้านจะเอาอะไรอีก สถานที่ขายพานบายศรีหน้าเกาะคำชะโนดก็เป็นของชาวบ้านโนนเมืองเท่านั้น รวมทั้งร้านค้า สถานที่ขายปลา และรวมทั้งวัดศิริสุทโธก็ให้หมดแล้ว หมู่บ้านอื่นไม่ได้มายุ่งเลย 

    “ตอนนี้ที่คณะกรรมการคำชะโนดชุดปัจจุบันยังไม่ได้ให้คือ ตู้บริจาคในเกาะคำชะโนด ทางชาวบ้านคงอยากมาบริหารเอง แต่ต้องยอมรับว่า คำชะโนดมีปัญหาก็แก้ไปทีละอย่าง คณะกรรมการชุดปัจจุบันเรามีการบริหารจัดการจนมีเงินกองกลางจำนวนมาก แต่หากเจ้าหน้าที่คนไหนไม่ดีเราก็ไล่ออก 

    “หากจะให้ชาวบ้านมาบริหารกันเองรับรองไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น ส่วนคลิปที่มีการปล่อยออกไป จะมีการประชุม แจ้งความกับคนปล่อยคลิปอีกครั้งหนึ่ง และการทำแบบนี้สร้างความแตกแยกในชุมชนคำชะโนดด้วย” เป็นคำพูดของพงษ์ศักดิ์เมื่อปี 2566 

    แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 2 ปี แต่เหมือนว่าเรื่องราวยักยอกเงินครั้งนั้น ก็สร้างความบาดหมางและไม่ไว้เนื้อเชื่อใจตราบจนวันนี้ ในวันที่เรามีโอกาสได้คุยกับคนในชุมชน

    สมหวังให้ข้อมูลว่า “ปกติคนที่ถือไมโครโฟนนำไหว้ต้องเป็นคนในชุมชน แต่มติของชุมชนเราให้ผู้ศรัทธาเขาไหว้กันเอง และปัจจัยที่อยากถวาย เราไม่แนะนำให้นำใส่พานบายศรี เพราะเรามองว่า พวกคุณ (ส่วนกลาง) จะสามารถเก็บเกี่ยวปัจจัยจัดเก็บได้ จึงให้ใส่ในตู้บริจาคเพราะมันเคยเป็นปัญหามาก่อน ความไว้ใจมันไม่มีแล้วนะครับ เพราะพวกคุณเคยเอาเงินไปส่วนหนึ่ง 

    “ดังนั้นเราจึงหลีกเลี่ยง และแนะนำให้ชาวบ้านนำปัจจัยใส่ตู้บริจาคเพื่อความบริสุทธิ์ใจ คนที่มาเขาจะใส่หรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา ณ ตอนนี้พอเรามองเข้าไปในคำชะโนดมันกลายเป็นสถานที่ที่มีขั้นตอนเลยว่า คุณจะต้องเอาปัจจัยใส่บายศรี มันเลยเป็นเหมือนมุมมองว่า คนที่มาคำชะโนด ถ้ามีสตางค์ไม่ถึง 3,000 บาท มาไม่ได้”

     กรรมการวัดศิริสุทโธยังเปรียบเทียบต่อว่า เงินบริจาคที่ต้องนำใส่พานบายศรีที่เกิดขึ้น จึงเสมือนทางส่วนกลางกำลังเรียกเก็บค่าเข้าคำชะโนด แถมทำให้วิถีปฏิบัติต่างๆ ในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการรับบัตรคิว การบวงสรวง และการใช้ชีวิตทั่วไปของคนในพื้นที่ก็มีความเข้มงวดมากขึ้น 

    “คำชะโนด มันกลายเป็นสถานที่เข้มงวด เหมือนสถานที่ท่องเที่ยว และใช่ วิถีชีวิตเราไม่เหลือแล้ว”

    [5]

    ชุมชนจะอยู่อย่างไร

    “ถ้าเรามองตอนนี้มันรู้สึกคล้ายๆ กับว่า เขาพยายามทำลายร่องรอยของเรา ร่องรอยดั้งเดิมของเรา แล้วมันจะเหลือแค่ร่องรอยที่เขาสร้างขึ้นใหม่”

    สมหวังอธิบายต่อว่า แต่เดิมชาวบ้านเคยเข้าออกพื้นที่คำชะโนดได้ตามปกติ เช่น การเดินทางมาสักการะหรือแก้บน แต่ปัจจุบันต้องแลกบัตรคิว เพื่อเข้ามาในสถานที่ที่เคยเป็นส่วนกลางของชุมชนมาก่อน นอกจากนี้วิถีการบวงสรวงก็ต่างไปจากเดิม แต่ก่อนพิธีกรรมต้องงดใช้เสียง เพื่อให้อยู่ในความสำรวม แต่ปัจจุบันมีการเปิดเพลง มีการใช้เอฟเฟกต์ประกอบการแสดง เช่น แสง สี และเสียง จนทำให้กลิ่นอายวิถีดั้งเดิมกำลังจะหายไป

    “พวกเรามองว่า ความสำรวมมันหายไป กลิ่นอายดั้งเดิมที่ชุมชนสร้างมามันไม่เหลือ คือคุณต้องการแบบนี้ใช่ไหม สิ่งที่เห็นชัดเจนมากตอนนี้คือคนที่นำทำพิธีที่เรียกว่าพราหมณ์ หรือพ่อจ้ำปกติต้องเป็นคนในชุมชน คนในชุมชนไม่เรียกพ่อจ้ำ เราเรียกว่าเป็นผู้ทำพิธี ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกัน แต่ตอนนี้เป็นคนจากส่วนกลางทั้งหมด”

    นอกจากปัญหาภายในที่เราทราบในพื้นที่แล้ว เมื่อกล่าวถึงคำชะโนดคงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘หวย’ ปัญหาที่พ่อค้าแม่ค้าเดินตามนักท่องเที่ยวให้ซื้อหวย และขายเกินราคาที่กฎหมายกำหนด ก็เป็นชื่อเสียงอีกด้านที่ดังไม่แพ้กันเมื่อพูดถึงวังนาคินทร์แห่งนี้

    “(กลุ่มคนขายหวย) ที่นั่งตามพื้น ไม่มีที่ขายเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ใช่คนบ้านดุง เราขายงานฝีมือเป็นหลัก ทำบายศรีอะไรแบบนี้ ส่วนมากหวยที่คนในหมู่บ้านขายก็มีเป็นร้านอยู่ตรงนั้น พวกเขาขายมานาน มาพร้อมกับบายศรี ที่ออกทีวีดังๆ วิ่งขายไม่เป็นระเบียบ มีเรื่องแย่ๆ มาจากคนที่อื่น” นันทนา แสนสุข กรรมการวิสาหกิจชุมชนคำชะโนด กล่าว

    “ส่วนกลางเขาอ้างว่า เข้ามาจัดระเบียบมาดูแลบ้านเรา แต่ดูแลอย่างไรให้มันแย่กว่าเดิม ถามว่าแย่อย่างไร คุณเห็นข่าวไหมที่คนวิ่งไปขายลอตเตอรี่จนชื่อเสียงหายดังไปทั่วประเทศ คือเราพยายามผลักดันไม่ให้มี อย่างคนในชุมชน เราก็ให้ 10 คนที่เป็นคนดั้งเดิมมาขาย” 

    สมหวังเสริมว่า อย่างพื้นที่ด้านหน้าก่อนขึ้นสะพานพญานาค 7 เศียร ทางชุมชนก็มีมติกันว่าไม่ให้ตั้งเต็นท์หรือร้านค้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีพื้นที่ 

    เหตุผลหลักที่กรรมการวัดศิริสุทโธบอกกับเราว่า ทำไมชุมชนถึงเข้มแข็งและช่วยกันดูแลผลประโยชน์ นั่นเป็นเพราะชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ จึงมีการท่องเที่ยวเป็นอาชีพหลัก ซึ่งหากส่วนกลางพยายามมาตัดตอนเรื่องตลาดและรายได้ของชุมชน เขาก็ตั้งคำถามว่าแล้วชุมชนจะอยู่อย่างไร

    [6]

    ศรัทธาจะสามารถอยู่ยั่งยืนได้หรือไม่

    ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ความขัดแย้งระหว่างวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่กับส่วนกลาง ยังคงส่งผลจนถึงวันนี้ แม้ในวันที่เรามีโอกาสมาเยือนคำชะโนด พื้นที่ศรัทธานาคา ที่คนในพื้นที่เชื่อว่า ‘พ่อปู่ศรีสุทโธ’ จะคอยปกปักรักษาคุ้มครอง

    แต่หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากผลประโยชน์ที่ได้รับ พื้นที่สงบสุขรื่นรมย์ที่เป็นดั่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังจะเงียบสงบได้อีกนานหรือไม่ 

    แน่นอนว่าความเชื่อเรื่องพญานาคได้สร้างงาน สร้างอาชีพที่อยู่ในสายพานการท่องเที่ยวเชิงนาคาวิถีมากมาย ตั้งแต่การทำบายศรีพญานาค หมากพลู การบวงสรวง นางรำ การแก้บน และการขายเสื้อยืดสกรีนรูปพญานาค ที่อาจส่งผลให้ GDP เศรษฐกิจเติบโตและทำเงินได้อย่างมหาศาล 

    แต่เราจะทำอย่างไรให้เกิดการบริหารที่โปร่งใส จะจัดสรรทรัพยากร และกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจเชิงนาคาวิถีนี้อย่างไร ให้ไม่เหมือนการทำธุรกิจแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ใช่เพียงการกอบโกยหาผลประโยชน์ในพื้นที่ 

    อีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ความยั่งยืน’ การท่องเที่ยวเชิงนาคาวิถีแน่นอนว่าสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็สร้างขยะที่มาจากการไว้ขอพรหรือ ‘ขยะศักดิ์สิทธิ์’ ที่มาจากความศรัทธาเช่นกัน 

    มากไปจนถึงป่าคำชะโนดเป็นสถานที่ที่มีลักษณะพิเศษเป็นเกาะลอยน้ำ แต่เกาะลอยน้ำแห่งนี้หากในทุกปีมีสิ่งก่อสร้าง สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น รากฐานที่คอยพยุงให้ลอยเหนือพ้นน้ำ จะยังคงยืนหยัดได้อีกนานหรือไม่

    คงเป็นคำถามที่เราคงเหลือเวลาในการหาคำตอบไม่มากนัก

    Tags: , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/faotothefuture-kham-chanot-udon-thani/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-yZjR_hptnGc_5XoNX8G1

  • ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ครั้งแรกในรอบ 7 ปี ซึ่งภาวะชัตดาวน์ คือ การที่รับบาลสหรัฐหยุดทำงานชั่วคราว เพราะไม่มีงบประมาณในการดำเนินการต่อเนื่อง โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งของ 2 พรรคการเมือง 

    สำหรับการชัตดาวน์ครั้งนี้พรรครีพับลิกันพยายามผลักดันร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุนรัฐบาลโดยไม่มีโครการริเริ่มอื่นๆ หรือ Clean CR เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อไปได้ชั่วคราว แต่พรรครีพับลิกันมีเสียงในสภาเพียง 53 เสียง ไม่ถึง 60 เสียง ตามกติกา ทำให้ต้องพึ่งเสียงจากพรรคเดโมแครต ขณะที่พรรคเดโมแครต เรียกร้องนโยบายด้านสุขภาพ เช่น ต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพ ทำให้เจรจาไม่กันไม่ลงตัว 

    อย่างไรก็ตาม การชัตดาวน์นี้ ไม่กระทบกับหน่วยงาน เช่น การป้องกันชายแดน โรงพยาบาล และการควบคุมการบิน แต่กระทบกับหลายส่วน อาทิ โครงการอาหารช่วยเหลือ โรงเรียนอนุบาลที่ได้รับเงินช่วยเหลือ และการเปิดบริการในอุทยานแห่งชาติ 

    ในส่วนของพนักงานที่มีหน้าที่จำเป็นยังต้องทำงานต่อไป แม้จะไม่ได้รับค่าจ้าง แต่หลังจบชัตดาวน์รัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้ ขณะที่พนักงานที่มีหน้าที่ไม่จำเป็น จะถูกพักงาน

    ทั้งนี้ การเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก 

    ดังนั้น “โพสต์ทูเดย์” จึงได้หยิบยก บทวิเคราะห์ของ บล.เอเซีย พลัส ซึ่งได้ย้อนรอยผลกระทบ GOVERNMENT SHUTDOWN ของสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา ต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และตลาดการเงิน

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    โดยผลกระทบ GOVERNMENT SHUTDOWN ของสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น ดังนี้ 

    14 พ.ย.-19 พ.ย.1995 (Clinton vs. Republican Congress)

    • ระยะเวลา : 5 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ขัดแย้งงบประมาณเรื่องการลดการใช้จ่ายรัฐบาล
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : เศรษฐกจิสะดุดเล็กน้อย แต่จำกด
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนกังานรัฐบาลถูกพักงาน ประมาณ 800,000 คน
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : หุ้นผันผวนเล็กน้อย

    16 ธ.ค.1995-6 ม.ค.1996 (Clinton vs. Republican Congress)

    • ระยะเวลา : 21 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ต่อเนื่องจากรอบแรก, ขัดแย้งเรื่อง Medicare, การใช้จ่ายรัฐ
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : GDP ไตรมาสนั้นชะลอตัว
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงานถูกพักงานจำนวนมาก
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : ตลาดการเงินแกว่งตัวระยะสั้น

    1 ต.ค.-16 ต.ค.2013 (Obama vs. Republican House)

    • ระยะเวลา : 16 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ขัดแย้งเรื่องงบประมาณและ Obamacare
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกจิ ประมาณ 24 พันล้านดอลลาร์, GDP ลดลง ประมาณ 0.3%
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงานประมาณ 850,000 คน พักงาน, ค่าจ้างล่าช้า
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : หุ้น S&P 500 ผันผวน, พันธบตัรสหรัฐฯ ถูกจับตามากขึ้น

    22 ธ.ค.2018-25 ม.ค.2019 (Trump vs. Democrats)

    • ระยะเวลา : 35 วัน (ยาวนานสุด)
    • สาเหตุหลัก : ขัดแย้งเรื่องงบประมาณ “กำแพงชายแดนเมก็ซิโก” 
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : ความเสียหาย ประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์ (สูญเสียถาวร ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์), GDP ไตรมาส 1 ชะลอ
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงาน ประมาณ 800,000 คน ไม่ได้รับค่าจ้าง กระทบครัวเรือน
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน :  ตลาดหุ้นผันผวนสูง แต่ได้แรงหนุนจาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2018 

    Shutdown ย่อย (1976-1990) หลายครั้ง

    • ระยะเวลา : ส่วนใหญ่ 1-3 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ความขัดแย้งงบประมาณเล็กๆ ระหว่างสภาคองเกรสกับประธานาธิบดี
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงานบางส่วนพักงานชั่วคราว
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : ตลาดการเงินไม่สะท้อนมาก

    จะเห็นได้ว่า ระยะเวลาการ SHUTDOWN ที่ยาวนาน จะส่งผลต่อการชะลอตัวของ GDP ชัดเจน โดยเฉพาะ 2013 และ 2018-2019 ขณะที่ตลาดแรงงาน พนักงานรัฐบาลหลายแสนคนถูกพักงาน และค่าจ้างล่าช้า ทำให้กระทบการบริโภค ส่วนตลาดการเงิน สร้างความผันผวนระยะสั้นต่อหุ้นและพันธบัตร แต่ส่วนใหญ่ฟื้นตัวเร็วหลังมีข้อตกลง

    ในแง่มุมของตลาดหุ้นช่วงที่เกิด GOVERNMENT SHUTDOWN ตั้งแต่ปี 1976-2019 ดัชนี S&P500 ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 0.3% ขณะที่ SHUTDOWN ครั้งก่อน (2018-2019) ปรับตัวสูงขึ้นราว 10.3% เนื่องจากได้แรงหนุนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) หยุดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2018 อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวราว 2% นอกจากนี้สถิติดัชนี S&P500 หลังจากที่เกิด GOVERNMENT SHUTDOWN 12 เดือน มีแนวโน้มขยับขึ้นเฉลี่ย 12.3% 

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่กังวลต่อประเด็น GOVERNMENT SHUTDOWN มากนัก และเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องสะท้อนได้จาก FUND FLOW จาก ETF วานนี้ (1 ต.ค.) ยังไหลเข้าตลาดหุ้นทุกทวีป 1.6 หมื่นล้านเหรียญ โดยเห็นน้ำหนักเอนเอียงมาที่ตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น 1.8 พันล้านเหรียญ (ยอดซื้อสุทธิ 1 เดือน 2.1 หมื่นล้านเหรียญ เป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของยอดซื้อสะสมทั้งปีนี้ที่ 6.1 หมื่นล้านเหรียญ YTD) คาดเป็น SENTIMENT บวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วย ที่ย่อตัวลงมาพอสมควร

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NbcwS4w5QDfd4duaBV8ws

  • มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษา 265 ทุน แก่เยาวชน 5 จังหวัดเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษา 265 ทุน แก่เยาวชน 5 จังหวัดเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

    ประชาสัมพันธ์

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษา 265 ทุน แก่เยาวชน 5 จังหวัดเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันนี้ (พฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ, นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา และทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการมอบทุน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมมูลค่า 2,255,000 บาท

    พิธีมอบทุนจัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศลร่วมเป็นผู้ประสานงาน

    นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักด้านงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 50 ปี เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องยุติการเรียนเพราะปัญหาด้านการเงิน ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลนิธิได้จัดสรรงบประมาณกว่า 17.8 ล้านบาท เพื่อมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/448943&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pk1BPJ70e5sPc0J5wMyv_

  • แจงกระทู้สด เยาวชนขาด “ภูมิความรัก” ต้นตออบายมุขและยาเสพติด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    แจงกระทู้สด เยาวชนขาด “ภูมิความรัก” ต้นตออบายมุขและยาเสพติด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109641&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lBoEbisiT0hz2nxb0MrRA

  • น่ากลัวกว่าที่คิด! ค้นพบช่วงเวลาที่การ “ดื่มกาแฟ” อาจทำให้เกิดสโตรก-หัวใจวาย ถึงชีวิตได้

    น่ากลัวกว่าที่คิด! ค้นพบช่วงเวลาที่การ “ดื่มกาแฟ” อาจทำให้เกิดสโตรก-หัวใจวาย ถึงชีวิตได้

    ดื่มกาแฟผิดเวลา เสี่ยง “สโตรก-หัวใจวาย” ถึงชีวิต! งานวิจัยเตือนช่วงเวลาดื่มที่ปลอดภัย

    งานวิจัยใหม่เผยว่าการดื่มกาแฟในช่วงเวลาที่เหมาะสมของวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน หากดื่มไม่ถูกเวลา อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจนถึงขั้นเสียชีวิต

    กาแฟดื่มกันมากแค่ไหน?

    ในสหราชอาณาจักรมีการบริโภคกาแฟประมาณ 98 ล้านแก้วต่อวัน โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนดื่มกาแฟประมาณ 2–3 แก้วต่อวัน แม้ว่าการบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเลือกช่วงเวลาดื่มอย่างเหมาะสมมีผลต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

    ช่วงเวลาในการดื่มกาแฟมีผลต่อความเสี่ยงเสียชีวิต

    จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal ทีมวิจัยได้วิเคราะห์พฤติกรรมการดื่มกาแฟของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันประมาณ 40,000 คน โดยเก็บข้อมูลทั้งกาแฟที่มีและไม่มีคาเฟอีน

    ผู้เข้าร่วมทั้งหมดไม่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือปัญหาระบบไหลเวียนโลหิตในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา ผลที่ได้พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟในช่วงเช้าเป็นหลัก มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือต่อระบบไหลเวียนโลหิตลดลงถึง 31% ภายในระยะเวลา 10 ปี เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มกาแฟเลย

    กาแฟช่วงเช้าดีอย่างไร?

    นอกจากลดความเสี่ยงโรคหัวใจแล้ว ผู้ที่ดื่มกาแฟในช่วงเช้ายังมีโอกาสเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลดลง 16% นักวิจัยเชื่อว่าโมเลกุลบางชนิดในกาแฟช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และการดื่มในช่วงเช้าจะช่วยให้สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    กาแฟช่วงค่ำ อาจลบผลดี

    ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ดื่มกาแฟตลอดทั้งวันหรือในช่วงค่ำ ไม่พบว่ามีความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการดื่มช่วงดึกอาจรบกวนระบบนาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock) ส่งผลให้ประโยชน์ทางสุขภาพของกาแฟลดลงหรือหายไป

    ดื่มกาแฟ “ให้ถูกเวลา” เพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี

    งานวิจัยนี้เน้นย้ำว่า “เวลา” คือปัจจัยสำคัญในการดื่มกาแฟ การดื่มก่อนเที่ยง โดยเฉพาะในช่วงเช้า อาจเป็นกุญแจในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการดื่มช่วงค่ำเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9848890/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35kHOysX4OMYsGLgQpX3H3

  • S

    S

    เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๘ ดร.บวร เทศารินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ มอบหมายให้ นางสาวกัญณัฎฐ์ ทับเกตุ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ ร่วมพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี ๒๕๖๘ และโครงการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด โดยมี นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นประธาน, นายจามร อินทฉาย ผู้อำนวยการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนกล่าวรายงาน มีโรงเรียนรอบ ๆ ปูนแก่งคอยเข้ารับทุน จำนวน ๑๔ โรงเรียน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๕๑๐,๐๐๐.-บาท ณ อาคารพัฒนาและฝึกอบรมปูนแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

    #เรียนดีมีคุณธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/9861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j0swQ4KCGo19KE6pnIhfM

  • เปิดเส้นทางท่องเที่ยว ขอพรไหว้ 9 อ๊าม รับประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต 21-29 ต.ค.นี้

    เปิดเส้นทางท่องเที่ยว ขอพรไหว้ 9 อ๊าม รับประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต 21-29 ต.ค.นี้

    เสียงประทัดที่ดังกึกก้อง ควันธูปที่อบอวลไปทั่วเมือง และจิตวิญญาณแห่งศรัทธาที่สืบทอดมานานกว่า 200 ปี กำลังจะกลับมาปลุกเมืองภูเก็ตให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งใน “ประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2568” หนึ่งในเทศกาลที่ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 29 ตุลาคม 2568

    ปีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ศตวรรษแห่งตำนาน แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมโบราณ ขบวนแห่สุดอลังการ และชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์

    แต่นอกจากการถือศีลกินผักแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นหัวใจของงานบุญครั้งใหญ่นี้ คือการเดินทางไปสักการะองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ ณ “9 อ๊าม (ศาลเจ้า)” เพื่อขอพรเสริมสิริมงคลให้ชีวิตรุ่งโรจน์ในทุกด้าน ไทยรัฐออนไลน์จะพาทุกท่านไปเปิดแผนที่เส้นทางบุญ ตะลุยไหว้พระขอพรให้ครบทั้ง 9 อ๊ามกัน

    ปักหมุดเส้นทางบุญ ขอพร 9 อ๊าม เสริมมงคลรอบด้าน

    แต่ละศาลเจ้าล้วนมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและองค์เทพประธานที่ให้พรในด้านที่แตกต่างกันไป เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปเริ่มต้นเส้นทางแห่งศรัทธากันเลย

    1. อ๊ามกะทู้ (Kathu Shrine): ปฐมบทแห่งตำนาน ขอพรด้านเสน่ห์และบารมี

    • องค์เทพ: ฮั่นตงก๊วน (เทียนฮู้หง่วนโส่ย)
    • ขอพรเด่นด้าน: เสริมเสน่ห์ เมตตามหานิยม เพิ่มอำนาจบารมี เป็นที่รักและเกรงขาม
    • ห้ามพลาด: ที่นี่คือศาลเจ้า “แห่งแรก” และเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีถือศีลกินผักในภูเก็ต การมาเยือนที่นี่เปรียบเสมือนการได้สัมผัสต้นกำเนิดแห่งศรัทธาอย่างแท้จริง

    2. อ๊ามจุ้ยตุ่ย (Jui Tui Shrine): ศูนย์กลางแห่งศรัทธา ขอพรความเจริญก้าวหน้า

    • องค์เทพ: กิ๋วอ๋องไต่เต่ (ราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์)
    • ขอพรเด่นด้าน: ความสำเร็จสมปรารถนาในทุกเรื่อง ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและการงาน
    • ห้ามพลาด: เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่และเป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมในปัจจุบัน หากต้องการสัมผัสพลังศรัทธาของผู้คนนับหมื่น ต้องมาที่นี่

    3. อ๊ามบางเหนียว (Bang Liao Shrine): คุ้มครองการงานและการค้า

    • องค์เทพ: ซำจงอ๋อง (สามกษัตริย์ผู้ซื่อสัตย์)
    • ขอพรเด่นด้าน: ความสำเร็จในธุรกิจการค้า หน้าที่การงานมั่นคง และความยุติธรรม
    • ห้ามพลาด: เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ

    4. อ๊ามสามกอง (Lim Hu Tai Su Shrine): เทพเจ้าแห่งการรักษา

    • องค์เทพ: หลิมฮู้ไท่ซือ
    • ขอพรเด่นด้าน: สุขภาพแข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บ และการศึกษาเล่าเรียน
    • ห้ามพลาด: ด้วยประวัติขององค์เทพที่เป็นพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษา ที่นี่จึงเป็นที่พึ่งทางใจของผู้ที่ต้องการขอพรเรื่องสุขภาพโดยตรง

    5. อ๊ามกิ้วเที้ยนเก้ง (Kiw Tean Keng Shrine): อุ่นใจทุกการเดินทาง

    • องค์เทพ: เก้าเทียนเสียนลวี่ (เทพมารดรแห่งสวรรค์ชั้นเก้า)
    • ขอพรเด่นด้าน: เดินทางปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายและสิ่งไม่ดีทั้งปวง
    • ห้ามพลาด: ตั้งอยู่บริเวณสะพานหิน ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีส่งพระในวันสุดท้าย การมาขอพรที่นี่จึงถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง

    6. อ๊ามปุดจ้อ (Pud Zhou Shrine): เทพแห่งความเมตตา

    • องค์เทพ: กวนอิมโพธิสัตว์ (พระอวโลกิเตศวร)
    • ขอพรเด่นด้าน: ขอบุตร, ความรักและครอบครัว, การรักษาโรค และขอคำชี้แนะทางสว่างในการแก้ปัญหา
    • ห้ามพลาด: ด้วยบารมีแห่งความเมตตาของเจ้าแม่กวนอิม ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาขอพรในเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องการที่พึ่งทางใจ

    7. อ๊ามจุ้ยบ่อถ้อง (Sui Boon Tong Shrine): ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย

    • องค์เทพ: ฉุ่ยบ้วยเนี่ยวเนี้ย (พระแม่คงคา)
    • ขอพรเด่นด้าน: ปัดเป่าทุกข์ภัย สิ่งอัปมงคล และเสริมสร้างความสุขความปลอดภัยให้คนในครอบครัว
    • ห้ามพลาด: เหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าชีวิตติดขัด การมาขอพรที่นี่จะช่วยชำระล้างสิ่งไม่ดีและนำพาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

    8. อ๊ามแสงธรรม (Seang Tamm Shrine): ขอพรแห่งสติปัญญาและชัยชนะ

    • องค์เทพ: องค์ซุนไต่สิน (ซุนหงอคง หรือ เห้งเจีย)
    • ขอพรเด่นด้าน: สติปัญญาไหวพริบ ชัยชนะในการแข่งขัน การเรียน และการเอาชนะอุปสรรค
    • ห้ามพลาด: สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่ต้องใช้ไหวพริบ พลังขององค์ซุนไต่สินจะช่วยให้คุณผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

    9. อ๊ามเคารัง (Khoa Rang Shrine): ขอชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุข

    • องค์เทพ: ซำก้วนไตเต่ (มหาเทพตรีโลกบาล)
    • ขอพรเด่นด้าน: ชีวิตที่สงบสุข ปราศจากอุปสรรค สุขภาพกายใจแข็งแรง และอายุยืนยาว
    • ห้ามพลาด: องค์เทพซำก้วนไตเต่คือมหาเทพผู้ดูแลทุกข์สุขของ 3 โลก (สวรรค์, โลก, และน้ำ) การขอพรที่นี่จึงเป็นการขอพรเพื่อความสงบร่มเย็นของชีวิตอย่างแท้จริง

    ประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงเทศกาล แต่คือหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตและลมหายใจแห่งศรัทธา การได้ร่วมเดินทางไปบนเส้นทาง 9 อ๊าม จะทำให้คุณได้อิ่มบุญ อิ่มใจ และได้รับพลังบวกกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม

    สำหรับผู้ที่สนใจตารางพิธีกรรมและกำหนดการโดยละเอียด สามารถรับแผ่นพับได้ที่ ททท.สำนักงานภูเก็ต (จันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น.) ชมและดาวน์โหลดข้อมูล E-Magazine ได้ที่นี่ มาร่วมสัมผัสพลังแห่งความศรัทธาที่ตราตรึงใจ และเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของภูเก็ต

    ข้อมูล: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2886632&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JlXISe_wV9AjKwp9avdZO

  • ‘ไทย’ ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ ‘ท่องเที่ยว’ แค่ประเทศเดียว! ‘อรรถกร’ ชี้ต้องปรับ Mindset ลุยดึงทัวริสต์จีนอีก 2-3 ล้านคน

    ‘ไทย’ ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ ‘ท่องเที่ยว’ แค่ประเทศเดียว! ‘อรรถกร’ ชี้ต้องปรับ Mindset ลุยดึงทัวริสต์จีนอีก 2-3 ล้านคน

    ธุรกิจ

    02 ต.ค. 2025 เวลา 16:00 น.

    ‘อรรถกร’ สั่งการ ‘ททท.’ แก้โจทย์หินภาคท่องเที่ยวไทยปี 68 ซบเซา เร่งกระตุ้นโค้งท้ายปี ดึง ‘นักท่องเที่ยวจีน’ กลับมา 2-3 ล้านคนในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดใหม่ ย้ำประเทศไทยต้องปรับ Mindset ว่าไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเพียงประเทศเดียว ยังมีประเทศอื่นอัปเลเวลช่วงชิงฐานนักท่องเที่ยวแข่งกับไทย

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ในช่วงเช้าของวันนี้ (2 ต.ค.) ว่า ยอมรับว่าภาคการท่องเที่ยวไทยในปีนี้อาจจะซบเซาลงบ้าง แต่ด้วยกรอบเวลาการทำงาน 4 เดือนของรัฐบาลชุดใหม่ จึงได้วางแนวทางการทำงานระยะสั้น มุ่งเน้นไปที่ตลาดกลุ่มประเทศเป้าหมายที่ต้องการเรียนเชิญให้เดินทางกลับมาเที่ยวประเทศไทย

    “วันนี้เราต้องปรับมายด์เซ็ต (Mindset) ของตัวเองก่อน ไม่ใช่ว่าเราเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเพียงประเทศเดียว ยังมีประเทศอื่นที่เขาพัฒนาขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเช่นกัน ซึ่งอาจตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าเราในบางด้าน เราจึงต้องใช้คำว่า เรียนเชิญ ไม่ใช่แค่ เชิญชวน อีกต่อไป”

    สำหรับการดำเนินงาน จะปรับเปลี่ยนจากการทำการตลาดแบบภาพรวมกลุ่มประเทศ มาเป็นการทำการบ้านและวางกลยุทธ์เฉพาะเจาะจงเป็นรายประเทศ เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวให้กลับมาใช้จ่ายและช่วยโปรโมทประเทศไทยในฐานะประเทศยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวต่อไป

    “ทั้งนี้ได้มีการตั้งโจทย์ใหม่ร่วมกับผู้บริหาร ททท. ซึ่งเป็นตัวเลขเป้าหมายที่สูงกว่าคาดการณ์เดิมและต้องไขว่คว้าให้มากๆ ถึงจะไปถึง”

    ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา 2-3 ล้านคนในช่วง 4 เดือนของอายุรัฐบาล นายอรรถกร กล่าวว่าเป็นเป้าหมายที่ตนตั้งขึ้นเองและได้แจ้งกับ ร.อ.ธรรมนัส ไว้  เบื้องต้นได้กระตุ้นไปที่ผู้ว่าการ ททท.แล้วว่า “เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ” แม้จะเป็นตัวเลขที่หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่ามีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ 

    สำหรับกลุ่มประเทศเป้าหมายหลักที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (Middle East) เช่น ซาอุดีอาระเบีย ขณะเดียวกันจะยังคงรักษาตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกา เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย รัสเซีย และโปแลนด์ ซึ่งมีตัวเลขที่ดีขึ้นในปีที่ผ่านมาไว้ด้วย นอกจากนี้การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในประเทศก็ยังคงดำเนินควบคู่ไปด้วย

    ‘ไทย’ ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ ‘ท่องเที่ยว’ แค่ประเทศเดียว! ‘อรรถกร’ ชี้ต้องปรับ Mindset ลุยดึงทัวริสต์จีนอีก 2-3 ล้านคน

    นายอรรถกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญ Big Impact Act Fast ได้แก่

    1. เน้นย้ำการขับเคลื่อนและส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายให้ท้าทายยิ่งขึ้นภายในเวลา 4 เดือน โดยให้ความสำคัญกับ 7 ตลาดที่มีประสิทธิภาพเป็นลำดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย และเน้นการสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่เป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง

    2. Travel Safe, Worry Free เสริมความมั่นใจ ปลอดภัยทั่วไทย ด้วยศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซีย โดยมีฟังก์ชันสำหรับแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุในทุกจังหวัด

    3. Smart Safety, Smart Tourism ใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยใช้ระบบ AI Detect ช่วยตรวจสอบและสแกนใบหน้า เชื่อมโยงข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติการณ์เสี่ยงก่ออาชญากรรม ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนไทย

    และ 4. Thailand Together บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพร้อมให้การต้อนรับและรองรับการท่องเที่ยวสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย โดยมอบหมาย ททท. เข้าสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงในพื้นที่ต่างๆ  ตลอดจนขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าบ้านและเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1201446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MMqlqcWCFWdFj97nsKK5k

  • 2 โรงแรมดังเซ็นทารา คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” จาก ททท.

    2 โรงแรมดังเซ็นทารา คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” จาก ททท.

    เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว และ เซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน คว้ารางวัล Thailand Tourism Sustainability Awards สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ (ซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ และยัน ไวไชท์ (ขวา) ผู้จัดการทั่วไป      เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน รับมอบรางวัลแห่งความยั่งยืนในงานพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความภาคภูมิใจเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ และเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน คว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ในงานพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รางวัลด้านความยั่งยืนอันทรงคุณค่าในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ และเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ในการมุ่งดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ในทุกการให้บริการแขกผู้เข้าพัก เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

    วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ (ขวา) ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ และยัน ไวไชท์ (ซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป       เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ถ่ายภาพร่วมกับฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ (กลาง) ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนในเวทีนี้ ซึ่งเราไม่หยุดยั้งที่จะนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการให้บริการแขกผู้เข้าพัก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดและส่งมอบประสบการณ์เข้าพักอย่างเหนือระดับในคราวเดียวกัน” วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ กล่าว

    “เราให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายและการให้บริการลูกค้าโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นเสมอ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและอนุรักษ์เสน่ห์ทางธรรมชาติของอำเภอหัวหินให้เป็นมรดกเมืองท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อไปในอนาคต” ยัน ไวไชท์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช   รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน กล่าว

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมกับแผนระยะยาวในการลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง อาทิ การลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% และลดการใช้น้ำและการทิ้งขยะไปสู่หลุมฝังกลบ 20% ภายในปีพ.ศ. 2572  รวมทั้งการตั้งเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) ภายในปีพ.ศ. 2593

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/731322&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wkNZA098LtyxwUynEaRzS

  • ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” จาก ททท.

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” จาก ททท.

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม คว้า

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ซึ่งพัฒนาและบริหารงานโดย EGCO Group คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ประเภทแหล่งท่องเที่ยว จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568 จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบครั้งแรกในปีนี้ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความยอดเยี่ยมและผ่านเกณฑ์ด้านการบริหารจัดการความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า 90% รางวัลนี้ตอกย้ำศักยภาพของศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในภาคใต้ ที่เปลี่ยนโรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย มาเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านไฟฟ้าและพลังงานที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในอำเภอขนอมและภาคใต้ อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม คว้า

    นายประสิทธิ์ เลาหวิรภาพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจในประเทศ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวในนามผู้แทนบริษัทที่เข้ารับรางวัลว่า “ภายใต้วิสัยทัศน์เป็นบริษัทไทยชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยความใส่ใจที่จะธำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม EGCO Group มุ่งพัฒนาศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ด้านไฟฟ้าและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนเติบโตไปเป็นพลเมืองโลก ที่ตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวอย่างยั่งยืน อาทิ การจัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งต่อความรู้และแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและในภาคใต้ นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ยังคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น โดยผสมผสานการนำเสนอประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของชุมชนชาวขนอม ควบคู่กับกระบวนการเรียนรู้ด้านพลังงานอย่างกลมกลืน ตลอดจนยังมีบทบาทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นด้วย”

    ในเบื้องต้น ก่อนที่ศูนย์เรียนรู้ฯ จะได้รับ “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ประเภทแหล่งท่องเที่ยว อันทรงเกียรตินี้ ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน STGs STAR โดยศูนย์เรียนรู้ฯ ได้รับการประเมินระดับสูงสุด 5 ดาว ซึ่งเกณฑ์ STGs STAR เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ ททท. โดยครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและชุมชน สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันและพัฒนาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยก้าวสู่ความยั่งยืนพร้อมเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในเวทีนานาชาติ

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เปิดต้อนรับผู้เยี่ยมชมและนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2562 โดยการปรับปรุงโรงไฟฟ้าขนอม หน่วยที่ 1 ที่หยุดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว และมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์จากการเป็นโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างบนเรือขนาดใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า “โรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำ” ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานและกระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนสะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลของโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายในศูนย์เรียนรู้ฯ จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 7 โซน ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัย โดยปัจจุบันมีผู้เยี่ยมชมเฉลี่ย 15,000 คนต่อปี

    สำหรับการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จัดโดย ททท. ทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่มีการพัฒนาคุณภาพและรักษามาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สำหรับการประกวดฯ ครั้งที่ 15 ในปี 2568 มีผลงานที่ได้รับรางวัลทุกประเภทจำนวนทั้งสิ้น 151 รางวัล และมีการมอบ “รางวัลแห่งความยั่งยืน” (Thailand Tourism Sustainability Awards) ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบครั้งแรกในปีนี้ ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความยอดเยี่ยมในด้านการบริหารจัดการความยั่งยืน และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม จำนวน 69 รางวัล ทั้งนี้ ในปี 2566 ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเคยได้รับเกียรติบัตรรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 14 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ด้วย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12752941&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XPxb281H0hPKkv1wVOjSg