Blog

  • G

    G

    บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามข่าวการเมือง-เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อาจถูกเลื่อนประกาศหรือระงับ หากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถเปิดทำการได้ ด้านนักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815

    GCAP GOLD ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนราคาทองคำ

    นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวตามกระแสการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนกังวลว่าหากการปิดทำการยืดเยื้อ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) หรือดัชนีอื่น ๆ อาจล่าช้า ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดยิ่งคลุมเครือ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หากสามารถตกลงเรื่องงบประมาณกันได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไรที่จะตามมาเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม หากสภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ และการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในคืนวันศุกร์ คาดว่าตลาดจะยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนล่าสุดจะเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.3%

    หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม แต่หากตัวเลขจ้างงานฟื้นตัวดีกว่าคาด ความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยอาจค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นควรจับตาการตีความของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นและทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังเฝ้าติดตามการให้สัมภาษณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น Philip Jefferson, Susan Collins, Austan Goolsbee, Lorie Logan และ John Williams เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป โดยคำแถลงเหล่านี้จะส่งผลต่อกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815 รับปัจจัยหนุนเชิงบวกจากภาวะ US Government Shutdown ในระยะนี้มองว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีแนวรับที่ $3,835 – $3,815 (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700 -58,500 บาท) และมีแนวต้านทำกำไรที่ $3,885-$3,900 (ราคาทองคำไทยประมาณ 59,600-59,800 บาท) พร้อมย้ำว่าการเข้าซื้อรอบนี้ควรเคร่งครัดในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ $3,790 (ราคาทองคำไทยประมาณ 58,000) หากหลุดระดับดังกล่าวควรชะลอการเข้าซื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywap8l8f9jbq0eadagrkstkbqpx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAsU4lFmrX_neshCuUz1

  • “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง


    3/10/2568 | 231 |

    บทสรุป
    นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็น 1 ใน 5 ด้าน ของนโยบายหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนประเทศในช่วง 4 เดือน ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะติดหล่ม โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3. การช่วยเหลือธุรกิจ SME 4. เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5. การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ ภายใต้ 1 ฐานรากโดยทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลัง มีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่อยู่ภายใต้เสากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวนั้นจะมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนเป็น 200 บาทต่อวัน จากโครงการเดิมที่สนับสนุน 150 บาทต่อวัน ซึ่งจะเปิดให้ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ์สามารถลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 และสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยวงเงินที่เหลือจากแต่ละวันสามารถสะสมใช้ได้จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ พร้อมเพิ่มสิทธิ์ให้ผู้เสียภาษีและพัฒนาทักษะผู้ค้ารายย่อย เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนและวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

    รายละเอียด
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงนโยบายคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 30 กันยายน 2568 และได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ว่า ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงติดหล่ม เนื่องจากการขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นหากไม่ทำอะไรเลยจะไม่เป็นเพียงแค่ “การติดหล่ม” แต่อาจจะถึงขั้น “ตกเหวได้” จึงได้เปิดยุทธศาสตร์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” กระตุ้นสั้น (Quick) คือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันทีภายใน 4 เดือน มีขนาดใหญ่ (Big) พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะติดหล่มได้ และที่สำคัญต้องกระจายตัว (Win) ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้แก่

    เสาที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 
    •    ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการเดิม เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย โครงการนี้จะเน้นให้ประโยชน์กับร้านค้ารายเล็ก หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ 
    •    เหตุผลที่เป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจาก “พลัส” คือ การจูงใจเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงินมากกว่าคนนอกระบบ 
    •    ต่อยอดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งเคยมีอยู่เดิม สำหรับช่วยเหลือประชาชนฐานราก ที่ไม่มีต้นทุนเพียงพอร่วมจ่ายคนละครึ่ง เน้น Reskill ให้กับผู้ค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะการจัดอบรมทักษะการ ขายของออนไลน์ (E-commerce) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมีการร่วมมือกับภาครัฐ และพัฒนาทักษะการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งมีระบบคำนวณและจัดทำบัญชีให้อยู่แล้ว บัญชีเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดสู่การขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคตได้ 
    •    การกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง จะมีมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับโรงแรมในเมืองรองที่ปรับปรุงและพัฒนาสถานประกอบการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และใช้เม็ดเงินภาษีไม่มาก

    เสาที่ 2 แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)
    •    รัฐบาลจะนำเงินคงเหลือจากกองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ร่วมกับธนาคาร เพื่อซื้อหนี้เสียของประชาชนออกมาบริหาร 
    •    จากนั้นจะทำการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดระยะเวลาผ่อน ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาหายใจได้อีกครั้ง 
    •    ไม่ได้มีแค่สินเชื่อสำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แต่ยังมีสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปตามความเสี่ยง เพื่อลดความต้องการกู้นอกระบบ

    เสาที่ 3 การช่วยเหลือธุรกิจ SME สำหรับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ SME ประกอบด้วย
    •    การค้ำประกันสินเชื่อ โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท 
    •    การคืนภาษีเร่งด่วน โดยให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีเงินที่สามารถคืนได้ทันทีกว่า 160,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ 
    •    โครงการพี่ช่วยน้อง ที่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน 

    เสาที่ 4 เพิ่มการออมภาคประชาชน 
    •    “เสี่ยงโชคเพื่อออม” ผ่านสลากออมทรัพย์ออนไลน์ โดยจะปรับปรุงระบบการซื้อสลากออนไลน์ และจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อทุกครั้งเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติ 
    •    ผู้ซื้อจะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปี หรือถือครองครบ 5 ปี เพื่อเป็นหลักประกันในยามเกษียณ 
    •    จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อเป็นทางเลือกในการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

    เสาที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ
    •    การลงทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระยะยาว
    •    ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุนสูงถึง 470,000 ล้านบาท เนื่องจากติดปัญหาด้านการขออนุญาตในเรื่องต่าง ๆ 
    •    รัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติทั้งหมดให้เกิดขึ้นภายใน 4 เดือน 
    •    การ Reskill แรงงาน โดยจะนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ BOI จำนวน 10,000 ล้านบาท มาจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เกษตรชีวภาพ และดิจิทัล 

    1 ฐานราก โดยทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ “ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังมีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา” และตั้งอยู่บนความโปร่งใส สามารถอธิบายที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณได้
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3umwN7jjYZS3uKqFYJnyRI

  • เปิดนโยบาย ‘พรรคไทยก้าวใหม่’  ดร.เอ้ ชู ‘ธนู 4 ดอก’ พลิกโฉมประเทศไทย

    เปิดนโยบาย ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ดร.เอ้ ชู ‘ธนู 4 ดอก’ พลิกโฉมประเทศไทย

    วันนี้(3ต.ค.68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ พร้อมด้วยกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมเปิดตัว “พรรคไทยก้าวใหม่”

    พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สร้างการเมืองยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วย “อุดมการณ์ ความกล้าหาญ และพลังของความรู้” พร้อมชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เพื่อปฏิรูปประเทศให้แข็งแรง ก้าวข้ามความยากจน และสร้างอนาคตที่มั่นคง

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    นโยบายธนู 4 ดอก พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่หนึ่ง “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย”

    เพราะเด็กไทยทุกคนเป็นเหมือนลูก การลงทุนกับเด็กไทยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดทางเศรษฐกิจ 

    1. การศึกษาฟรีจริงๆ ถึงระดับปริญญาเงินอุดหนุนต้องถึงพ่อแม่โดยตรง เด็กจบมาไม่เป็นหนี้มีโอกาสตั้งตัวได้ทุกคน
    2. ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ลดประกัน ลดประกวด ลดประเมิน เพิ่มทักษะเพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพครู
    3. ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สอง เด็กไทยได้เรียน AI Coding เป็นภาษาที่สาม เพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
    4. ขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน ที่ทำร้ายลูกหลานไทยอย่างไม่ลดละ

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่สอง “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน”

    เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ได้เอื้อให้คนสร้างฐานะ ไม่ได้เอื้อให้ธุรกิจแข่งขันได้ รัฐต้องสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในสังคม 

    1. ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่
    2. สนับสนุนให้คนไทย จากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สนับสนุนการสร้างตลาดทั้งในและต่างประเทศ 
    3. ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์ และงานนวัตกรรมของคนไทย
    4. ผลักดันให้รัฐลงทุนในเครื่องมือทางเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ SMEs และ Startup ไทยได้ใช้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
    5. สร้างระบบนิเวศทางการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง จ้างงานคนไทยในแผ่นดินไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่สาม “สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข”‘

    เพราะความปลอดภัยและสุขภาพดี คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย และแผ่นดินไทย คือ มรดกของลูกหลานไทย 

    1. ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติ  สะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตอสาเหตุอย่างโปร่งใส 
    2. แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยี ไม่ให้เกิดการซื้อที่ซ้ำซาก การบริหารซ้ำซ้อน
    3. รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย AI และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า แก้ปัญหาการอนุญาตก่อสร้างผิดกฎหมาย ตรวจสอบต้นตอปล่อยมลพิษ โดยไม่เกรงใจใคร
    4. สนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน ปลดล็อกกฎหมายที่กดทับ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการผลิตยาของไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ธนูดอกที่สี่ “สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน” 

    เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอร์รัปชัน 

    1. ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษา เด็กไทยมีวินัย ยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่ทนกับการทุจริต คอร์รัปชัน ส่งเสริมคนดี ให้ทำงานเพื่อสังคม
    2. สร้าง Open Data เพื่อประชาชน ข้อมูลโครงการรัฐ เงินงบประมาณ ต้องเปิดเผย เข้าถึงง่าย แบบ Real Time 
    3. ป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ AI 
    4. สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชัน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ไม่มีทิศทาง ไม่รู้อนาคต ไม่รู้จะสู้ชาติอื่นยังไง เราจึงคล้ายคนอ่อนแรงใกล้เข้าขั้นวิกฤตในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่ยากระตุ้นชั่วคราว แต่คือ “ยารักษาที่ดีที่สุด” นั่นคือ “การศึกษา” ที่จะทำให้ประเทศก้าวออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ แก้จน แก้ปัญหาปากท้องได้ เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนการเมืองด้วย “อุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้” จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และกลับมาแข็งแรงสตรองได้” ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

    พรรคไทยก้าวใหม่ คืออะไร? 

    พรรคไทยก้าวใหม่ ก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ด้วยความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถก้าวไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ หากขับเคลื่อนด้วย “อุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้”

    โดยมีนโยบายที่เปรียบเสมือน “4 ธนูดอก” ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สตรอง ก้าวพ้นความยากจน ก้าวล้ำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก้าวหน้าปราบทุจริตคอร์รัปชัน

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    เปิดนโยบาย 'พรรคไทยก้าวใหม่'  ดร.เอ้ ชู 'ธนู 4 ดอก' พลิกโฉมประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aT9iYCXamS2oC7cJbbjCD

  • ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ส่งผลเสียต่อเยอรมนี

    ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ส่งผลเสียต่อเยอรมนี

    รายงานของบริษัท BCG ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าความต้องการใช้ไฟฟ้าในทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเหตุผลที่เป็นเช่นนี้แตกต่างกันออกไปตามแต่ละภูมิภาค โดยในสหภาพยุโรป (EU) ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากในภาคการขนส่ง เช่น จากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้น ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในขณะที่เอเชีย มาจากภาคอุตสาหกรรม เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นข่าวร้ายของเยอรมนี โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในเยอรมนีเติบโตน้อยกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ค่อนข้างมาก นับตั้งแต่ปี 2004 เยอรมนีเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่ สหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในช่วงเวลาเดียวกันถึง 60% และจีนเพิ่มมากถึง 275% ด้านนาย Patrick Herhold ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในยุโรป จึงทำให้บริษัทเยอรมันเสียเปรียบด้านการแข่งขันอย่างมากโดยปัจจุบันการลงทุนจำนวนมากในเยอรมนีเป็นเพียงการลงทุนเพื่อรักษาและทดแทนโรงงานเดิม แต่ไม่ได้ขยายกำลังการผลิตแต่อย่างใด ส่งผลให้การขยายตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในปัจจุบันหยุดชะงัก ซึ่งในรายงานฉบับนี้ถูกส่งออกมาในช่วงเวลาที่ประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน (Energiewende หมายถึง นโยบายการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนี ที่อธิบายถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานฟอสซิล-นิวเคลียร์ที่มีอยู่ ให้เป็นระบบพลังงานที่ยั่งยืนผ่านพลังงานหมุนเวียน) กำลังสร้างความแตกแยกในเยอรมนีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ นาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ วางแผนที่จะนำเสนอรายงานการติดตามตรวจสอบนโยบายการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนีที่จะเป็นกำหนดอนาคตของ Energiewende ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของสภาหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK – Der Deutsche Industrie- und Handelskammertag) ได้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดในเยอรมนีจะต้องเพิ่มขึ้น 15 – 41% เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนีได้ ในทางกลับกันผลการศึกษาของ Greenpeace กลับให้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม สำหรับนาง Sophia van Vügt ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานขององค์กรกล่าวว่า เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและสร้างความคุ้มค่าของนโยบายพลังงานของเยอรมนี ควรจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

    รายงาน BCG ฉบับล่าสุดเปรียบเทียบเยอรมนีกับประเทศ/ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไว้ ดังนี้

    1. Energiewende มีปัญหาเรื่องต้นทุน – ฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของเยอรมนีมักจะถกเถียงกันเป็นประจำว่า พลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟฟ้าในเยอรมนีถูกลง หรือแพงขึ้นกันแน่ ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนของแผงโซลาร์เซลล์ลดลง 86% นับตั้งแต่ปี 2010 ในช่วงเวลาเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนอกชายฝั่งก็มีราคาถูกลง 49% ต้นทุนการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลดลง 88% เมื่อเทียบกับเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ในทางตรงกันข้ามราคาของไฮโดรเจนสีเขียวซึ่งสามารถช่วยผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้แม้ในฤดูหนาว และราคาของระบบการจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS – Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะช่วยดักจับและกักเก็บ CO ที่สร้างขึ้นไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ กลับมีราคาลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ พลังงานหมุนเวียนต้องการเครือข่ายไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ต้นทุนของโครงสร้างเครือข่ายไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมาก รายงานระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาส่วนประกอบและชิ้นส่วนของการสร้าง/ดูแลรักษาเครือข่ายไฟฟ้ากำลังสูงเพิ่มขึ้นมากกว่า 65% สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาราคาพลังงานไม่ลดลง แม้ว่าเยอรมนีจะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากจีนและสหรัฐฯ แต่ราคาไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ ราคาไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ และเอเชียกลับลดลง

    2. เอเชียอนุมัติโครงการพลังงานเร็วกว่ายุโรป – ความเร็วในกระบวนการอนุมัติโครงการใหม่มีความแตกต่างกันอย่างมากในทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในจีน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนบกและฟาร์มกังหันพลังงานลมจะได้รับใบอนุญาตภายใน 1-2 ปี และในอินเดีย 2 – 4 ปี ในขณะที่ใน EU และสหรัฐฯ ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี ความแตกต่างนี้สะท้อนอย่างชัดเจนเมื่อดูการอนุมัติระบบโครงสร้างเครือข่ายไฟฟ้าแรงสูงในจีน การอนุมัติโครงการดังกล่าวใช้เวลาเพียง 4 ปี ในอินเดียใช้เวลา 6 ปี แต่ใน EU และสหรัฐฯ กลับต้องใช้เวลานานถึง 13 ปี

    3. การลงทุนกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเยอรมนีนั้น ก็สามารถพบได้ในประเทศอื่น ๆ เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนีไม่ใช่ประเทศเดียวที่วางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซหลายแห่ง แต่ในจีน สหรัฐอเมริกา อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น ต่างก็วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซใหม่ให้มากขึ้นเช่นกัน แม้แต่การขยายเครือข่ายไฟฟ้าก็กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในเยอรมนีค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 23% ของค่าไฟฟ้าของลูกค้าแบบครัวเรือนปกติ ในปี 2023 ในฝรั่งเศสตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 28% และในสหรัฐฯ 49% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของภาษีในราคาไฟฟ้าในเยอรมนีนั้นสูงเป็นพิเศษโดยอยู่ที่ประมาณ 25% โดยรายงานของ BCG ยังแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในภาคพลังงานมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แม้ว่าบริษัทพลังงานจะลงทุนรวมประมาณเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกระหว่างปี 2017 – 2023 แต่คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณสิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างปี 2024 – 2030

    จาก Handelsblatt 3 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kbvzw9azhv6ctq1i8cupac9l&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e59em6kWUb39x3eare6Nv

  • “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกั | TOPNEWS

    “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกั | TOPNEWS

    “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกั

    • เผยแพร่ : 03/10/2025 00:28

    “บิ๊ก”น้องชาย”เม”โพสต์เดือดรัวๆ หลังพี่สาวออกโหนฯ ฟาดลงพื้นที่ฉ่ำ-คนมีการศึกษาเขาทำกันแบบนี้เหรอ | TOP DARA

    #กรรชัย
    #เมพรีมายา
    #แซ็ค
    #หมอกลาง
    #พี่หนุ่ม
    #น้องชาย
    #บิ๊ก
    #ทองแท้หรือกรวด
    #พรีมายา
    #io
    #InformationOperation
    #หมอต่อ
    #ยาย่า
    #แจ้งตำรวจบุกรุก
    #หนุ่ม กรรชัย
    #พริมยาคลินิก
    #อยากได้ให้ไปฟ้องเอา
    #ศัลยกรรม
    #Primaya
    #DermatigeAesthetics
    #เดอร์มาทีจเอสเธติกส์
    #แถลงเดือด
    #โหนกระแส
    #ฮุบธุรกิจ
    #คนดัง
    #วงการบันเทิง
    #บันเทิง
    #ดราม่า
    #topdara

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1340792&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oQvJoL74GBJ28h1-PCgtP

  • แอสคอทท์จัดงานวิ่งการกุศล มอบรายได้ 280,000 บ.หนุนการศึกษาให้มูลนิธิมือต่อมือ : อินโฟเควสท์

    แอสคอทท์จัดงานวิ่งการกุศล มอบรายได้ 280,000 บ.หนุนการศึกษาให้มูลนิธิมือต่อมือ : อินโฟเควสท์

    ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย (แอสคอทท์) ภายใต้เครือ CapitaLand Investment ตอกย้ำพันธกิจ #AscottCARES ด้านการพัฒนาชุมชนและความยั่งยืน โดยจัดงาน Ascott Star Rewards Charity Run 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง กิจกรรมวิ่งการกุศลนี้ตั้งชื่อตามโปรแกรมสมาชิก Ascott Star Rewards ที่มอบสิทธิประโยชน์แก่แขกผู้เข้าพักทั่วโลก โดยมีนักวิ่งกว่า 1,000 คนทั้งแขกของโรงแรม พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งจัดขึ้นที่สวนหลวง ร.9 กรุงเทพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา

    แอสคอทท์สามารถระดมทุนเพื่อการกุศลได้รวมทั้งสิ้น 280,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้แก่มูลนิธิมือต่อมือ องค์กรไม่แสวงหากำไรในเมืองพัทยาที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส โดยแบ่งเป็นรายได้จากกิจกรรมจำนวน 100,000 บาท และเงินสมทบเพิ่มเติมอีก 180,000 บาท จากกองทุน CapitaLand Hope Foundation (CHF) องค์กรการกุศลของกลุ่ม CapitaLand การสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของแอสคอทท์ในการสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคม แต่ยังช่วยขยายโอกาสให้เด็ก ๆ ได้รับทุนการศึกษาและการสนับสนุนด้านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน

    คุณคณิต แสงมุกดา ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว แอสคอทท์ กล่าวว่า “เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นกิจกรรม Ascott Star Rewards Charity Run เติบโตอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่สอง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในฐานะบริษัทด้านการบริการ เราเชื่อมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายและประสบการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ ไม่เพียงสำหรับแขกผู้มาเยือนเท่านั้น แต่รวมถึงชุมชนที่ให้การต้อนรับพวกเขาด้วย กิจกรรมนี้สะท้อนคุณค่าของ Ascott CARES ที่มุ่งสร้างความเชื่อมโยงและประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่เพียงสำหรับแขกผู้เข้าพัก แต่ยังรวมถึงชุมชนที่โอบรับเราไว้ กิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการบริการสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักเดินทางและชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้จริง เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิมือต่อมือในการมอบโอกาสและอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นแก่เด็ก ๆ พร้อมทั้งขอขอบคุณแขกและสมาชิก Ascott Star Rewards ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้”

    การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #GivingAsOne ซึ่งเป็นแคมเปญระดับโลกของ CapitaLand เพื่อผนึกพลังจากพนักงาน ลูกค้า และสาธารณชน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านกิจกรรมอาสาสมัครและการสนับสนุนที่มีคุณค่าในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ โดยเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 280,000 บาท จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการของมูลนิธิมือต่อมือ ครอบคลุมทั้งการศึกษา โภชนาการ และการดูแลด้านสวัสดิการ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่เด็กด้อยโอกาสอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534088&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tCZcn2KKy6NAdfmDtbq3q

  • ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม
    🔹 ระบอบไซออนิสต์ ได้ดำเนินแนวทางแห่งสงครามและการยึดครองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนถึงปัจจุบัน
    🔹 ระบอบนี้ยังคงยึดมั่นในนโยบายของสงครามและสันติภาพที่บีบบังคับ แม้จะอยู่ในระหว่างการเจรจาสันติภาพก็ตาม และในหลายทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงในการเจรจาแคมป์เดวิด ออสโล และออสโล 2 ก็ยังคงดำเนินเป้าหมายแห่งการยึดครองและอาชญากรรมต่อไป
    🔹 แม้หลังจากการเสียชีวิตของ ยัสเซอร์ อาราฟัต ระบอบนี้ก็ยังมีการขุดหลุมศพของเขาและทำการทดสอบทางการแพทย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้มีการติดตามการลอบสังหารเขา
    🔹 ประวัติศาสตร์และการกระทำของระบอบนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การเจรจาอย่างเป็นทางการก็ไม่สามารถหยุดยั้งการก่อการร้ายและอาชญากรรมของพวกเขาได้

  • นักศึกษาโลจิสติกส์ SPU เรียนรู้ผู้ประกอบการยุคใหม่ จากศิษย์เก่าสู่แรงบันดาลใจธุรกิจจริง – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    นักศึกษาโลจิสติกส์ SPU เรียนรู้ผู้ประกอบการยุคใหม่ จากศิษย์เก่าสู่แรงบันดาลใจธุรกิจจริง – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    นักศึกษาโลจิสติกส์ SPU เรียนรู้ผู้ประกอบการยุคใหม่ จากศิษย์เก่าสู่แรงบันดาลใจธุรกิจจริง

    วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม พานักศึกษาออกไปสัมผัสโลกธุรกิจจริง ผ่านการศึกษาดูงาน ณ บริษัท มีเดียไลฟ์ ครีเอชั่น โดยมีศิษย์เก่า SPU เจ้าของกิจการให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากเส้นทางการสร้างธุรกิจ

    กิจกรรมครั้งนี้เชื่อมโยงการเรียนการสอนในห้องเรียนสู่โลกการทำงานจริง

    • โลจิสติกส์ & การตลาด — เรียนรู้การบริหารจัดการซัพพลายเชนควบคู่กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล
    • ธุรกิจ Live สด — เปิดมุมมองการสร้างแบรนด์และการขายออนไลน์ที่กำลังมาแรง
    • นำเข้า–ส่งออก — เข้าใจการค้าโลกและโอกาสใหม่ ๆ บนเวทีสากล
    • แนวคิดผู้ประกอบการ — สร้างแรงบันดาลใจ “เรียนไป สร้างรายได้ไป” ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

    กิจกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ (4.3.2 กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้สาธารณะ, 4.3.3 การอบรมระยะสั้น/อาชีวศึกษา, 4.4.1 การเข้าถึงของนักศึกษารุ่นแรก) ที่เน้นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ อีกทั้งยังสนับสนุน SDG 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (8.4.1 นักศึกษาเข้าฝึกงาน, 8.5.1 การจ้างงานที่มั่นคง) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงาน ตลอดจนส่งเสริม SDG 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (9.3.1 ธุรกิจสปินออฟ, 9.4.1 รายได้วิจัยจากภาคอุตสาหกรรม) เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับระบบนิเวศผู้ประกอบการ

    การต้อนรับและการถ่ายทอดประสบการณ์จากศิษย์เก่า SPU ยังเป็นตัวอย่างของ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (17.2.1 ความร่วมมือกับภาคธุรกิจ, 17.4.3 การเผยแพร่การเรียนรู้ SDGs สู่ชุมชน) ที่แสดงถึงพลังความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่า ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา

    นี่ไม่ใช่แค่การศึกษาดูงาน แต่คือโอกาสสร้างแรงบันดาลใจและเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการที่พร้อมแข่งขันในระดับโลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/10/02/spu-new-generation-entrepreneurs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fipP9NVqUgfEh9nok-sxh

  • ถอดเคสความสำเร็จ “อาตี๋ รีวิว” ยูทูบเบอร์สายไอทีไทย สร้างยอดขาย 1 ล้านเหรียญจาก YouTube Shopping

    ถอดเคสความสำเร็จ “อาตี๋ รีวิว” ยูทูบเบอร์สายไอทีไทย สร้างยอดขาย 1 ล้านเหรียญจาก YouTube Shopping

    ในยุคที่ Creator Economy กำลังเติบโต แพลตฟอร์มต่างๆ ได้เพิ่มเครื่องมือสร้างรายได้ที่มากกว่าแค่ค่าโฆษณา และหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในประเทศไทยคือช่อง “อาตี๋ รีวิว” ของคุณตี๋โอ วุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของ Affiliate Marketing บนแพลตฟอร์มวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    อาตี๋ รีวิว ซึ่งเป็นช่องรีวิวแอปพลิเคชันและแกดเจ็ตไอทีที่มีผู้ติดตามกว่า 6 แสนคน ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเข้าร่วมโปรแกรม YouTube Shopping และสามารถสร้างยอดขายรวมได้สูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32.3 ล้านบาท จากการไลฟ์สดขายสินค้าเพียง 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวมเป็นเวลาแค่ 12 ชั่วโมงเท่านั้น

    arteereview2

    คุณภาพของผู้ชม สำคัญกว่าปริมาณ

    สิ่งที่น่าสนใจและเป็นการทลายความเชื่อเดิมๆ คือ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นโดยมีผู้ชมไลฟ์สดในแต่ละครั้งเพียง 30 – 100 คนเท่านั้น

    คุณตี๋โอเผยว่า เดิมทีเขาคาดหวังยอดขายเพียงหลักล้านบาทและไม่คิดว่าฟีเจอร์ที่ค่อนข้างใหม่อย่าง YouTube Shopping จะมีผู้ใช้งานและกำลังซื้อสูง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “จำนวนผู้ชมไลฟ์สด ไม่สำคัญเท่ากับศักยภาพและกำลังซื้อของผู้ชม” ผู้ชมบน YouTube มักเป็นผู้ที่มีความสนใจหรือหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ มาก่อนแล้ว (High-Intent Audience) เมื่อพวกเขาเจอคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือจากครีเอเตอร์ที่เชี่ยวชาญ การตัดสินใจซื้อจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

    ความน่าเชื่อถือ (Credibility) คือหัวใจสำคัญ

    คุณตี๋โอย้ำว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ช่องประสบความสำเร็จคือ “ความน่าเชื่อถือและความจริงใจ” ที่สั่งสมมาตั้งแต่เริ่มทำช่องในปี 2019 การรีวิวอย่างตรงไปตรงมาและให้ความรู้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทำให้เมื่อมีการแนะนำหรือติดแท็กสินค้า แฟนๆ จึงเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน

    เทคนิคและกลยุทธ์สู่ยอดขายล้านเหรียญ

    นอกเหนือจากความน่าเชื่อถือแล้ว “อาตี๋ รีวิว” ยังใช้เทคนิคที่นักการตลาดและครีเอเตอร์สายไอทีสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้

    1. Keyword Optimization: การใส่คีย์เวิร์ดที่แม่นยำ ทำให้ผู้ชมที่กำลังค้นหาสินค้า สามารถเจอไลฟ์หรือวิดีโอของช่องได้โดยตรง
    2. Product Tagging: การติดแท็กสินค้าในวิดีโอและไลฟ์สด เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ชมกดซื้อได้ทันที แม้จะไม่ได้ดูไลฟ์จนจบก็ตาม
    3. Content Structure: วางโครงสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจ ตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ชมอยากรู้ และนำเสนออย่างจริงใจ

    สำหรับแผนในอนาคต คุณตี๋โอตั้งเป้าที่จะใช้ YouTube Shopping ในการนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ติดตาม รวมถึงวางแผนทำคอนเทนต์เปรียบเทียบสินค้า (เช่น สมาร์ทโฟน A vs B) เพื่อตอบโจทย์ผู้ชมที่อยู่ในช่วงตัดสินใจซื้อ พร้อมติดตะกร้าสินค้าให้เลือกซื้อได้ทั้งสองตัวเลือก

    กรณีศึกษาของ “อาตี๋ รีวิว” เป็นการตอกย้ำว่าแพลตฟอร์ม YouTube ได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแค่ช่องทางรับชมวิดีโอ แต่ได้กลายเป็น Ecosystem ของ E-Commerce ที่ทรงพลัง ซึ่งเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถสร้างรายได้มหาศาลโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ชมหลักหมื่นหลักแสนเสมอไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1617955/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lQxhLYZ2pDQGPpOI0u43w

  • “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    2 ต.ค. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานการประชุมระหว่างประเทศ TCCT – OECD Competition Day 2025 เพื่อขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปการแข่งขันของประเทศ ภายใต้โครงการ OECD – Thailand Country Programme ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมี Mr. Yoshiki Takeuchi รองเลขาธิการ OECD และนายไมตรี สุเทพากุล ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เข้าร่วมงาน

    ระยะที่ 2 โดยมีหัวข้อหลักคือ “นโยบายการแข่งขัน” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว และพลวัตทางการค้าโลก เป็นต้น ท่ามกลางสภาวะดังกล่าว กรอบการกำกับดูแลการแข่งขันที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และเข้มแข็ง จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเงื่อนไขที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายประเด็น เช่น สภาพตลาดและการแข่งขันของไทยในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน กิจการด้านพลังงานและกิจการด้านโทรคมนาคม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า เป็นต้น เพื่อยกระดับนโยบายและพัฒนากฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

    นายเอกนิติ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า วิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นไปเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างกลไกการขับเคลื่อนใหม่เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง โดยมีแก่นสำคัญคือ การทำให้กระบวนการแข่งขันในตลาดดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ ปราศจากการบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขัน เกิดการไหลเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดนวัตกรรม เศรษฐกิจเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคเชิงระบบราชการ แต่กรอบการแข่งขันที่เข้มแข็งและเป็นธรรมย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการมีกฎกติกาที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขัน ดังนั้นความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการแข่งขัน จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงการยึดหลัก “ความเป็นกลางในการแข่งขัน” (Competitive Neutrality) ซึ่งจะช่วยให้ทุกกิจการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนสามารถแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง
     

    ด้าน รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า การจัดประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนานโยบายและกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากรายงานการประเมินกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของประเทศไทย (OECD Peer Review) เป็นแนวทางหลักในการยกระดับกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของสำนักงาน กขค. ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

    ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตื่นตัวในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดด โดยแนวความคิดในโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจาก disruption ทั้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจและตลาดการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ล้าสมัยกะทันหัน จึงต้องปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการแข่งขันของตลาดโลก ประเทศไทยเองต้องพัฒนาขีดความสามารถ สร้างตลาดเพื่อการแข่งขันทางการค้าให้ทันต่อพลวัต ปรับปรุงนโยบายและ
    แนวทางการใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อเสริมสร้างการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดและการกระจายผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยของไทยให้เข้าสู่ตลาดที่นับวันจะเป็นตลาดข้ามชาติได้มากขึ้น และสามารถแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดข้ามชาติได้อย่างเป็นธรรม  

    ท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินงานของสำนักงาน กขค. ได้ตอกย้ำเป้าหมายหลัก คือ การแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดที่เป็นประโยชน์ด้านการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ โดยประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนเองได้มีการดำเนินงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือด้านการแข่งขันทางการค้า อันเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการค้าถือเป็นนโยบายสำคัญของชาติ และพร้อมผลักดันให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรีและเป็นธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/608110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uy9GBKzAf1ZAmFLAahatl