Blog

  • “อรรถกร”หารือ ททท.วางแนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้า 4 เดือนดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับไทย 3 ล้านคน

    “อรรถกร”หารือ ททท.วางแนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้า 4 เดือนดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับไทย 3 ล้านคน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและภารกิจเร่งด่วน ว่า การท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการตลาดภาพรวม มาเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงเป็นรายประเทศ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงประเทศเดียว ยังมีคู่แข่งที่พัฒนาและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้าน

    ทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนจากนี้ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทย 2–3 ล้านคน แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างการใช้จ่ายในประเทศ

    นอกจากนี้ ด้วยกรอบเวลาการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น โดยตั้งโจทย์ใหม่ร่วมกับ ททท. ในการดึงกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และตะวันออกกลาง พร้อมรักษาตลาดยุโรปและอเมริกา เช่น สแกนดิเนเวีย รัสเซีย และโปแลนด์ ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังได้รับความสำคัญควบคู่กันไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000094683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v5O0glM8DVlNEPEkIqth0

  • กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้โอกาสพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง | BT

    กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้โอกาสพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง | BT

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัว กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย (Galaxy Resorts Thailand) ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคใหม่ โดยชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ผ่านการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวบันเทิงระดับโลก และยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี

    ภาพรวมท่องเที่ยวไทย ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้สะท้อนภาพความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อาจหดตัวลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงถึง 17.5% จากช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ซึ่งเคยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน

    โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง 7% โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่ลดลง 9.5% และ 25.9% ตามลำดับ แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการลดลงของตลาดหลักได้ ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันที่สูงขึ้น ความกังวลด้านความปลอดภัย และค่าบริการที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ในทางตรงกันข้าม ประเทศในเอเชียอย่างมาเก๊า ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ กลับมีการเติบโตและฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหนุนจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง การจัดกิจกรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง และการสร้างสรรค์แหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม

    โมเดลความสำเร็จจากมาเก๊า สู่ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

    กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของมาเก๊าเป็นบทพิสูจน์ว่า การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับภาคการท่องเที่ยวได้ แม้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน

    ประเทศไทยเคยเผชิญกับข้อจำกัดในการจัดอีเวนต์ระดับโลก เช่น การยกเลิกคอนเสิร์ต G-DRAGON เนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่และสภาพอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ได้ทุกฤดูกาล การสร้างศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE ที่ทันสมัย พร้อมด้วยโรงแรมและรีสอร์ตหรูในพื้นที่เดียวกัน คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของหลายประเทศในเอเชีย และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

    ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย เชื่อว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเร่งการเติบโตของการท่องเที่ยว ดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ และพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    ตอกย้ำความมุ่งมั่น ผ่านคอนเสิร์ตระดับโลก “Jackson Wang”

    เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรม กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดคอนเสิร์ต Jackson Wang “MAGICMAN 2 WORLD TOUR 2025 – 2026” ซึ่งจะประเดิมทัวร์ในเอเชียที่อิมแพ็ค อารีน่า กรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนจะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ กาแล็กซี อารีน่า ในมาเก๊า

    นายเควิน เคลย์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Jackson Wang ใน “MAGICMAN 2 World Tour” สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอความบันเทิงระดับโลกสู่เอเชีย และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในประเทศไทย คอนเสิร์ตนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงสองมหานครแห่งไลฟ์สไตล์อย่างกรุงเทพฯ และมาเก๊าเข้าด้วยกัน พลังและความคิดสร้างสรรค์ของ Jackson สอดคล้องกับเป้าหมายของเราในการมอบประสบการณ์พรีเมียมที่น่าจดจำ

    วิสัยทัศน์ระยะยาวและการลงทุนในอนาคต

    นอกเหนือจากความร่วมมือด้านความบันเทิงระดับโลก กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการลงทุนระยะยาว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    นายเคลย์ตัน กล่าวเสริมว่า “เรายังคงมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวที่สะท้อนความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เราพร้อมที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของเอเชีย ดึงดูดนักเดินทางระดับโลก พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/1484753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbRG_AHCrF-OYtE4YixJR

  • หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม

    หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม

    หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม ‘ทะเลหมอกดอยภูลังกา’ งดงามสุดตา

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

    เข้าสู่เดือนตุลาคม จังหวัดพะเยาสัมผัสอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดหมอกปกคลุมทั้งในพื้นที่ราบและแหล่งท่องเที่ยวบนภูเขา โดยเฉพาะ “ดอยภูลังกา” อ.ปง กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่เริ่มเดินทางขึ้นไปสัมผัสความงดงามของทะเลหมอกยามเช้าที่แผ่ปกคลุมทั่วหุบเขา

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดพะเยาเริ่มเข้าสู่บรรยากาศของอากาศที่หนาวเย็น โดยอุณหภูมิในพื้นที่ราบลุ่มอยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียส ทำให้มีหมอกปกคลุมตามชุมชนและถนนในหมู่บ้าน ประชาชนเริ่มนำเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่

    ขณะที่บนยอด ดอยภูลังกา อ.ปง อุณหภูมิได้ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด หมอกปกคลุมอย่างสวยงาม สร้างทัศนียภาพของ ทะเลหมอกสุดสายตา ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างเดินทางขึ้นไปสัมผัสความงดงามในยามเช้า

    คาดการณ์ว่าในช่วงฤดูหนาวนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ดอยภูลังกาจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากทะเลหมอกแห่งนี้ถือเป็น แลนด์มาร์กสำคัญ ของจังหวัดพะเยา

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปเยือน ควรเตรียม เสื้อกันหนาว ให้พร้อม และตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการท่องเที่ยว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/918483&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nReqwQBIK6BlfBsq7-t47

  • เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ พนมรุ้ง ปี 2568

    เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ พนมรุ้ง ปี 2568

              ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เดือนตุลาคมนี้ สัมผัสความงามทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโบราณสุดมหัศจรรย์

              ใครอยากหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทั้งงดงามและมีเอกลักษณ์ แนะนำให้มาปราสาทพนมรุ้ง บุรีรัมย์ ในเดือนตุลาคม เพราะนี่คือช่วงเวลาที่คุณจะได้ชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมซึมซับบรรยากาศสถาปัตยกรรมขอมโบราณที่งดงามและเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่างไรมาดูกันเลย

    พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู
    ปราสาทพนมรุ้ง

    ปราสาทพนมรุ้ง

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง วันไหน

              จากข้อมูลเฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park แจ้งเกี่ยวกับปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง วันที่ 5-7 ตุลาคม 2568

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู 2568 ปราสาทพนมรุ้ง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง การเข้าชม

              สำหรับการเข้าชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าจับจองพื้นที่ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป บริเวณลานหน้าปราสาท ทิศตะวันออก โดยพระอาทิตย์จะตกประมาณ 17.55 น.

    ปราสาทพนมรุ้ง

              ทั้งนี้ ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ 15 ช่องประตู เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน หากมีฝนตก หมอก เมฆเยอะ หรือเมฆลงต่ำ จะไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

    ค่าเข้าชม

              ค่าเข้าชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง มีดังนี้

    • คนไทย 20 บาท

    • ต่างชาติ 200 บาท 

    *** รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู 2568 ค่าเข้าชม

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park

              หนึ่งปีมีไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าตรงกับ 15 ช่องประตูแห่งปราสาทพนมรุ้ง ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ธรรมชาติกับศิลปะโบราณผสานกันอย่างลงตัว ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้ง เที่ยวอีสาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295456.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20VhQ-buGJG8aaBgET__xp

  • เปิดตัว “พูนพงษ์” นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 กางแผนเดินหน้า 8 ภารกิจเร่งด่วน ยกระดับภาคธุรกิจ เติมพลังเศรษฐกิจไทย

    เปิดตัว “พูนพงษ์” นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 กางแผนเดินหน้า 8 ภารกิจเร่งด่วน ยกระดับภาคธุรกิจ เติมพลังเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เปิดตัว “พูนพงษ์” นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 กางแผนเดินหน้า 8 ภารกิจเร่งด่วน ยกระดับภาคธุรกิจ เติมพลังเศรษฐกิจไทย

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คนที่ 31 ประกาศเดินหน้าภารกิจเร่งด่วน 8 ด้าน ขับเคลื่อนองค์กรสู่กลไกหลักในการยกระดับธุรกิจไทยให้ทันสมัย เข้มแข็ง และแข่งขันได้ในระดับสากล มุ่งพัฒนาบริการดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ขยายตลาดออนไลน์ ดูแลผู้ทำบัญชี อำนวยความสะดวกนักลงทุนต่างชาติ ปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ 

     เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ตนรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง    ที่มารับตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคนที่ 31 ซึ่งเป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่มีความผูกพันมากว่า 30 ปี และได้มีส่วนสร้างบ้านหลังนี้ให้มีความเข้มแข็ง ในโอกาสที่ตนได้มารับตำแหน่งอธิบดีในครั้งนี้ได้มองเห็นโอกาสหลายด้านในการพัฒนาองค์กรให้เติบโต พร้อมที่จะให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการทุกระดับ รวมทั้งมุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นกลไกหลักในการยกระดับธุรกิจไทยให้ทันสมัย เข้มแข็ง และแข่งขันได้ในระดับสากล”

     อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ตนได้วางภารกิจเร่งด่วน 8 ด้าน เพื่อยกระดับงานให้บริการและพัฒนาผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน ประกอบไปด้วย 1) การยกระดับบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยขณะนี้กรมฯ มีความพร้อมให้บริการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ 100% แต่เราจะยังไม่หยุดพัฒนารูปแบบการใช้งานและปรับปรุงฟังก์ชันต่างๆ ให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น 2) การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นปัจจุบัน เป็นการทำงานหลังบ้านที่จะเชื่อมต่อข้อมูลนิติบุคคลเข้ากับระบบของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจทั้งการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มความเร็วในการดำเนินธุรกิจที่สำคัญเราจะผลักดันให้มีการนำข้อมูลธุรกิจไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ วิเคราะห์เชิงนโยบาย และป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยภาครัฐสามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด 3) การส่งเสริมศักยภาพ SME ให้ตรงตามความต้องการ โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านอาหาร สุขภาพและความงาม ธุรกิจครอบครัว และบริการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ทันต่อสภาพตลาดในยุคปัจจุบันและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริม   การพัฒนาระบบหลังบ้าน โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ 4) การเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการผ่านการค้าออนไลน์ โดยเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซทั้งไทยและต่างชาติ สร้างโอกาสให้ผู้ค้ารายเล็กได้มีช่องทางการตลาดที่หลากหลายมากขึ้น สามารถสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ขายสินค้า/บริการผ่านโลกออนไลน์ให้เป็น รวมถึงเราจะขยายความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ เพื่อร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วย

     5) ดูแลผู้ทำบัญชีเพื่อส่งเสริมธุรกิจให้มีธรรมาภิบาล เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญ เพราะผู้ทำบัญชี       ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบัญชีให้ห้างหุ้นส่วนและบริษัท การจัดทำบัญชีที่มีมาตรฐานและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลจะช่วย ชี้ทิศทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเราจะดูแลและอำนวยความสะดวกให้ผู้ทำบัญชี โดยจะส่งเสริมทั้งการอบรมพัฒนามาตรฐานวิชาชีพบัญชี ไปจนถึงสร้างเครื่องมือดิจิทัลด้านบัญชีให้ธุรกิจมีผู้ช่วยออนไลน์ที่ดี 6) อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกกฎหมาย การลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากการดึงเม็ดเงินให้เข้ามาลงทุนในประเทศแล้ว ยังมีการถ่ายทอดทักษะเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับธุรกิจไทยด้วย เป็นการเพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ผู้ประกอบการไทย ดังนั้น การอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ขั้นตอนการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการออกใบอนุญาตฯ และยกระดับความโปร่งใสในการทำธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำควบคู่กันไป 

    7) การป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด กรมฯ จะบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบ อย่างเต็มที่ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างระบบธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย พร้อมเดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเอาผิดกับการใช้บุคคลต่างชาติแอบอ้างถือหุ้นแทน (นอมินี) บัญชีม้านิติบุคคล และการปลอมแปลงเอกสารนิติบุคคล เป็นต้น และ 8) การแก้ไข กฎ ระเบียบให้ทันสมัยเอื้อต่อภาคธุรกิจ เพื่อปรับปรุงงานให้บริการที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจยุคใหม่ ลดความซ้ำซ้อนและความยุ่งยากในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศและเพื่อให้กฎหมายธุรกิจของไทยมีความทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ”

     ภารกิจเร่งด่วนทั้ง 8 ข้อนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมเดินหน้าภารกิจดังกล่าวทันทีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีระบบธุรกิจที่ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/448999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZOn2NaVOpshGDWI07bwVT

  • “Quick Big Win” คนละครึ่งพลัสกระตุ้นบริโภค…นโยบายเฉพาะหน้ารับมือเศรษฐกิจทรุดตัว

    “Quick Big Win” คนละครึ่งพลัสกระตุ้นบริโภค…นโยบายเฉพาะหน้ารับมือเศรษฐกิจทรุดตัว

    เศรษฐกิจไทยช่วงก่อนและไตรมาสสุดท้ายปีพ.ศ.2568 ออกอาการนิ่งจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ประดังกันเข้ามา ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ซึมกระทบส่งออกและท่องเที่ยว การบริโภคที่อ่อนแอ วิกฤตขัดแย้งกัมพูชา นายกรัฐมนตรีถูกศาลให้พ้นจากตำแหน่ง นำมาสู่รัฐบาลเสียงข้างน้อย “หนูติดปีก” เข้ามาบริหารประเทศแบบเฉพาะกิจ 4 เดือนยุบสภา ประเทศไทยเผชิญการเมืองย้อนยุค 3 ก๊กเต็มรูปแบบกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น เศรษฐกิจโลกที่ออกอาการอ่อนแอเริ่มส่งผลกระทบภาคส่งออกอย่างชัดเจนก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 14.4 แต่เดือนสิงหาคม (USD) ขยายตัวเหลือร้อยละ 5.79 เชิงเงินบาทขยายตัวติดลบร้อยละ -5.53 ส่งออกช่วงจากนี้มีแนวโน้มลดลง ด้านการบริโภคในประเทศซบเซาอัตราการขยายตัวต่ำกว่าประมาณการณ์

    กระทรวงการคลังคาดการณ์ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 ทั้งปีอาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.8 – 2.0 รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่งพลัส) วงเงินประมาณ 6.2 – 6.4 หมื่นล้านบาทประชาชนเข้าถึงประมาณ 33 ล้านคน มีทั้งแบบจ่ายงวดเดียว 1,700 บาท (ของเดิมได้อยู่แล้ว 300 บาท) และโครงการคนละครึ่งรัฐสมทบ 2,000 – 2,400 บาท (กลุ่มยื่นแบบภาษีได้ 60 : 40) คาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้คงได้ใช้เงินแน่ เงินเท่านี้อาจเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 0.2 – 0.3 แต่คงดีกว่าไม่ได้ ในความเห็นควรมีอีก 2 เฟส ปลายธันวาคมเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่นำเงินไปใช้จ่ายต่างจังหวัดเพื่อกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึงและอีกงวดให้ครม. อนุมัติให้เสร็จก่อนยุบสภาซึ่งเข้าใจว่าอาจปลายมกราคมปีหน้าเพราะหลังจากนั้นรัฐบาลรักษาการอาจทำไม่ได้ นัยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสุญญากาศทางการเมืองคงมุ่งหาเสียงอาจไม่มีคนดูแลเศรษฐกิจ

    ประเด็นที่อยากฝาก “รัฐบาลอนุทิน” ซึ่งช่วงหลังฟอร์มดีคะแนนนิยมของนิด้าโพลระบุว่าดีวันดีคืน อยากให้ทีมเศรษฐกิจผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแพ็กเก็จรองรับเศรษฐกิจอย่างน้อยครึ่งปีแรกของปีพ.ศ. 2569 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกออกอาการอ่อนแอ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนรุนแรง ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายสิงหาคม เงินสกุลเหรียญสหรัฐ (USD) อ่อนค่าประมาณร้อยละ 13.625 ส่งผลกระทบเงินสกุลต่างๆ กรณีประเทศไทยเงินบาทแข็งค่าในช่วงเดียวกัน 1.843 บาท/USD หรือแข็งค่าร้อยละ 5.378 เปรียบเทียบกับเงินดอลล่าร์สิงคโปร์แข็งค่าร้อยละ 5.396 และเงินริงกิตของมาเลเซียแข็งค่าร้อยละ 6.031แสดงให้เห็นว่าเงินบาทของไทยไม่ได้แข็งค่าสุดโต่งประเทศเดียว

    ขณะที่ราคาทองคำแท่งตลาดโลกปรับตัวสูงมาโดยตลอดจากราคา ณ ต้นมกราคมอยู่ที่ 2,636 USD/ออนซ์ (1 ออนซ์เท่ากับทองหนัก 2 บาท) ล่าสุดราคาปรับตัวสูงทำลายสถิติ 3,868 USD/ออนซ์ (2 ต.ค.68) สูงขึ้นถึงร้อยละ 46.54 สำหรับทองคำแท่ง (99.99) ราคาในประเทศน้ำหนักหนึ่งบาทราคา 61,440 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน สวนทางราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่องจากอุปสงค์ความต้องการที่ลดลง ราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กช่วง 8 เดือนแรกราคาลดลงประมาณร้อยละ 13.24 เทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน E20 ลดลงร้อยละ 10.83 ข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ความผันผวนของเศรษกิจโลกที่แสดงออกในรูปของความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจากเศรษฐกิจภายในที่อ่อนแอบวกกับมาตรการภาษีโต้ตอบทางการค้าและภาวะวิกฤตทางการคลัง “Government Shutdown” กระทบต่อการอ่อนค่าของเงินสกุลเหรียญสหรัฐส่งผลทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่อง อีกทั้งความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกอาจทรุดตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ทำให้มีการโยกเงินเปลี่ยนไปถือทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

    ความท้าทายของทีมเศรษฐกิจนอกจากประเด็นที่กล่าวถึงไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนของภาคส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกอาการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดกล่าวคือเดือนสิงหาคมส่งออกขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐร้อยละ 5.79 แต่เงินบาทแข็งค่าทำให้ขยายตัวเชิงเงินบาทหดตัว -5.53 จากค่าเฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 4.72 เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในช่วง 8 เดือน ประเทศคู่ค้าหลักส่งออกชะลอตัว เช่น สหรัฐอเมริกาขยายตัวเพียงร้อยละ 12.76 จากค่าเฉลี่ย (ม.ค. – ก.ค.) ร้อยละ 30.07 เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งการนำเข้าให้ทันการปรับภาษีของทรัมป์ (Reciprocal Tariff) ขณะเดียวกันส่งออกไปจีนซึ่งเป็นลูกค้าอันดับ 2 ขยายตัวเพียงร้อยละ 5.87 ต่ำสุดจากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันขยายตัวร้อยละ 19.42 ส่งออกไปฮ่องกงขยายตัวร้อยละ 0.9 และญี่ปุ่นหดตัวร้อยละ -5.26

    ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากส่งออกชะลอตัวแฝงมากับเงินบาทแข็งค่าคือสินค้าเกษตรกรรมหดตัวเชิงเงินบาทร้อยละ 22.8 สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรหดตัวร้อยละ 17.09 ขณะที่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิตหดตัวร้อยละ 0.69 ที่น่ากังวลคือเกษตรกรชาวนา (ข้าว) ในเชิงปริมาณส่งออก 8 เดือนแรกส่งออกลดลงร้อยละ 24 ในเชิงมูลค่าเงินบาทหดตัวร้อยละ 35.63 การที่รัฐบาลออกนโยบายแก้เศรษฐกิจระยะสั้น Quick Big Win ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส งบประมาณก้อนแรก 6.4 หมื่นล้านบาท อาจแทบไม่มีผลต่อ GDP แต่เม็ดเงินเหล่านั้นจะมีส่วนสำคัญต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่ราคาสินค้าตกต่ำซึ่งแนะนำว่าจะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย
    3 เฟส

    ขณะเดียวกันเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เก็บเกิบภาษีจริงซึ่งรมว.คลังระบุว่ามีเม็ดเงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมที่จะคืนให้กับภาคเอกชนให้เร่งดำเนินการซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม ด้านมาตรการสร้างความเชื่อมั่นจากความไม่แน่นอนของรัฐบาลซึ่งพอรับตำแหน่งวันแรกประกาศจะยุบสภาล่วงหน้าภายใน 4 เดือน ต่างชาติอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมและจารีตการเมืองแบบไทยๆ อาจลังเลที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน แต่ภาพรวมการนำเข้าสินค้าทุน-เครื่องจักรช่วงตั้งแต่ต้นปีขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 22.15 เทียบกับปีที่แล้วขยายตัวร้อยละ 9.16 และการนำเข้าวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูปขยายตัวร้อยละ 11.83 สะท้อนการลงทุนเอกชนและการผลิตยังเดินหน้าโดยหวังรองรับการส่งออกจะยังขยายตัวได้ในปีหน้าประเด็นที่ต้องติดตามส่งออกช่วงที่เหลือของปีและปีพ.ศ. 2569 จะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่ เนื่องจากการพึ่งพาการบริโภคในประเทศซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอจะทำให้กำลังการผลิตเดินไม่เต็มตามศักยภาพและมีสินค้าคงคลังสูงทำให้มีปัญหาสภาพคล่องตามมา มาตรการที่รัฐบาลต้องเร่งแก้คือการท่องเที่ยวของต่างชาติลดลงอย่างเป็นนัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาโดยเฉพาะตลาดจีนนักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคมหายไปถึงร้อยละ 35 – 40 จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวไปจนถึงอาจหดตัวกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงร้านค้าแผงลอย ร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการด่วนรองรับการท่องเที่ยวในช่วงไฮท์ซีซั่น

    รัฐบาลอนุทินที่เข้ามาในจังหวะนี้เป็นทั้ง “ความท้าทาย” จะไปรอดจากภาวะการเมืองแปรปรวน เศรษฐกิจไม่เอื้อ ปัญหาขัดแย้งกัมพูชายกระดับเป็นความคลั่งชาติรอวันปะทุ อาจเป็น “โอกาส” หากสามารถแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น จุดแข็งของรัฐบาลคือตัวท่านนายกรัฐมนตรีมาจากเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นมืออาชีพ-เก๋าทางการเมือง กอปรทั้งมีการดึง “Economic Team” จากคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน โดยให้เร่งแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนปากท้องของประชาชน การแก้หนี้รายย่อย ปัญหาการส่งออกและขัดแย้งกัมพูชา เนื่องจากมีเวลาไม่มากไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือยิ้มสวยๆ ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องแก้ให้ตรงจุด ตรงประเด็น มาตรการที่ดูเท่แต่เห็นผลระยะยาว ขอให้เก็บไว้ก่อน หากปีหน้าเลือกตั้งจบสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลค่อยว่ากันใหม่ครับ …

    บทความโดย: ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/quick-big-win-gdp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ICKKSJkYjxb61u6r-veUt

  • เมกะเทรนด์อสังหาฯ มุ่งโรดแมปเศรษฐกิจสีเขียว

    เมกะเทรนด์อสังหาฯ มุ่งโรดแมปเศรษฐกิจสีเขียว

    ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า อาคารสมัยใหม่ต้องมีการรับรอง มาตรฐานที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น LEED, WELL, WiredScore หรือ SmartScore สิ่งนี้จะ เป็น “แต้มต่อ” ในตลาดที่ผู้เช่าองค์กร ส่วนใหญ่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และมองหาอาคารที่สอดคล้องกับนโยบายองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม

       ชูนวัตกรรมปั้น ‘Smart City’ สาน Net Zero สู่ ‘เมืองน่าอยู่-ยั่งยืน’

       ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ และเพื่อให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน สร้าง Smart City ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ร่วมกัน บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด หรือ EnCo เปิดเวที “Thailand’s Real Estate Outlook 2026 : เจาะทิศทางอสังหาฯ ไทย ปี 2569 พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน” ระดมแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ผ่าน 2 หัวข้อสำคัญ “Challenges & Opportunities”และ “Green Living, Smart City : อสังหาฯ นำทางสู่เมืองแห่งความยั่งยืน” ขับเคลื่อนร่วมกัน ในการสร้างโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืนบนแนวทาง Sustainable Way ที่เชื่อมโยง ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

       ศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) ฉายภาพ “Good City Living for a Sustainable Future เมืองที่ดี สร้างคุณภาพชีวิต และอนาคต ที่ยั่งยืน” มองว่า โลกธุรกิจกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่จากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้ EnCo ดำเนินธุรกิจภายใต้ วิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริหารจัดการอาคารสถานที่ด้วยบริการที่เป็นเลิศ ให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ตามกรอบนโยบายของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

       พร้อมสร้างสรรค์ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานมาตรฐาน LEED Platinum เป็นศูนย์รวมธุรกิจด้านพลังงานที่ออกแบบโดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ร่วมสร้าง Smart City และนำเทคโนโลยี Green Living มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สู่การบริหารองค์กรด้วยนวัตกรรม Smart and Green สร้างคุณค่าระยะยาวให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

       ลุยพัฒนามาตรฐาน Green Building

       ในปี 2569 EnCo ตั้งเป้าพัฒนามาตรฐานอาคารสำนักงานให้เช่า Mix-used ให้เป็น Green Building ตามหลักแนวทางการบริหารจัดการและปรับปรุงอาคารเพื่อความยั่งยืน พร้อมรองรับการพัฒนาในภาคส่วนอื่นๆ โดยได้นำแนวคิดจากหลากหลายมุมมองมาประยุกต์ใช้”

       “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความแปรปรวน ไม่แน่นอน การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่หลายองค์กรยังใช้งานไม่ถูกทาง พฤติกรรมผู้บริโภคก็ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อฝ่าวิกฤติ สร้างโอกาสใหม่”

        ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ หัวใจสำคัญดั้งเดิมคือการเลือกทำเล (Location) แต่ในโลกปัจจุบัน “ทำเลที่ดี” อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้าง “เมืองที่มีคุณค่าในตัวเอง” เป็นเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมสร้างความสุข ความปลอดภัย ความสัมพันธ์กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็น อีโคซิสเต็มของเมืองที่ยั่งยืนและจับต้องได้

       “การจะยั่งยืนได้นั้น ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นหัวใจ สร้างเมืองให้น่าอยู่ ทำให้ผู้คนเกิดความผูกพันกับสถานที่และเมืองที่อาศัยอยู่”

       เสนาฯ ชูแนวคิด “ยั่งยืนที่ไม่ขาดทุน”

       ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวทาง Green Living, Smart City หรืออสังหาฯ สีเขียว ต้องไม่ถูกจำกัดไว้เพียงตลาดบน แต่ต้องสร้างได้ในราคาที่คนทั่วไปเอื้อมถึง โดยเฉพาะกลุ่ม Affordable Segment ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของเสนาฯ

       “ถ้าเขียวแล้วคนไม่เข้าถึง ความยั่งยืนก็เป็นเพียงทฤษฎีที่ใช้ไม่ได้จริง!”

       ที่ผ่านมาเสนาฯ ใช้โมเดล “เช่าออม” เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัย และได้รับการตอบรับอย่างดีถึง 900 รายภายในปีเดียว การผสมผสานนโยบายเชิงสังคมเข้ากับโมเดลธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

       “เราต้องทำให้เขียวแล้วอยู่ได้ ต้องทำกำไรได้ เพื่อที่จะยั่งยืน ไม่ใช่ต้นทุน แต่กลายเป็นทรัพย์สิน”

       ปัญหาไม่ใช่แค่เงินทุน.แต่คือ “ระบบคิด”

       อุปสรรคสำคัญของการสร้างเมืองสีเขียวไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็น “ความเข้าใจของคน” และ การจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย “นโยบายเมืองไม่ยากในแง่ไอเดีย แต่ยากในแง่ปฏิบัติ เพราะเมืองเต็มไปด้วยเรื่องเร่งด่วนที่ทำให้เรื่องยั่งยืนถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ”

    หนึ่งในข้อเสนอเชิงระบบที่น่าสนใจ คือการผลักดันให้สถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์การเงินระยะยาว เช่น การ “ฟิกซ์ดอกเบี้ย” 30 ปี ในอัตราที่เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้าน เหมือนประเทศญี่ปุ่น มีการกำหนดดอกเบี้ยคงที่ 3% เป็นเวลา 20 ปี เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน

       พลังวัสดุ…สู่โครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว

       ณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือ SCG กล่าวว่า โรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างที่ทำราคาถูก แต่ไม่คำนึง สิ่งแวดล้อมกับโรงงานผลิตที่ให้ความสำคัญมาตรฐานทุกขั้นตอน ควรเลือกแบบไหน? เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า การทำให้เกิด “กรีน อีโคโนมี” คนที่ทำต้องมีกำไร อยู่ได้

       ฉะนั้นทุกคนใน value chain ต้องมี เป้าหมายร่วมกัน ยกตัวอย่าง ปกติบ้านเดี่ยวจ่ายค่าไฟ 3,000 บาท หากใช้อิฐมวลเบาจะประหยัดค่าไฟ 20% ถ้าผู้บริโภครู้และเข้าใจในมูลค่าที่จะได้รับ เข้าใจถึงความคุ้มค่าในระยะยาว หรือกรณีแผ่นดินไหวที่ผ่านมา พบว่าโครงการที่ใช้วัสดุคุณภาพ จะได้รับผลกระทบน้อย และการดูแลรักษาระยะยาวค่าใช้จ่ายถูกลง เพราะประหยัดพลังงาน กลายเป็นเมืองที่ดี

       “การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่ลดต้นทุน แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ความคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การออกแบบที่ไม่ได้มองแค่ราคาถูก แต่มองระยะยาวทำให้โครงการเกิดความยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคเข้าใจเรื่องความคุ้มค่า จะเข้าใจความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งต้องให้ความรู้ เป็นเรื่องที่ท้าทาย ต้องช่วยกันทั้ง value chain ทำความเข้าใจกับผู้บริโภค”

       การทำ Green Building หรือ อาคารสีเขียว มีต้นทุนที่ต้องจ่าย และทุกคนต้องร่วมกันจ่าย เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งอุปสรรค คือ “แนวคิด” และ พฤติกรรมคน ต้องมีการสื่อสาร เช่น การพัฒนาโครงการ หรือบ้าน หากใช้อิฐมวลเบาจะทำให้ประหยัดต้นทุนฐานรากได้ถึง 20%

       “เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากมองระยะสั้นไปมองระยะยาว ทำงานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและเกิดความคุ้มค่าในระยะยาว เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีให้คนรุ่นหลัง”

       อย่างไรก็ตาม “Green Building” ยังคงมีต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงเริ่มต้น และนี่คือจุดที่ ผู้เล่นใน value chain ต้องร่วมมือกัน ทั้ง ผู้ผลิต พัฒนาโครงการ ผู้บริโภค และภาครัฐ เพื่อปรับวิธีคิดใหม่ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนระยะยาว”

       ภาครัฐต้องปรับ.เอกชนต้องขับเคลื่อน

       สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนทุกมิติ ผ่านกลยุทธ์ 3 กุญแจขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ PROFIT มุ่งสร้างรายได้และผลกำไร เพื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วน PEOPLE และ PLANET ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เมืองน่าอยู่ เน้นนโยบายที่ยั่งยืน

        แสนสิริเป็นองค์กรเกี่ยวกับบิลด์อินดัสตรี้ แล้วตัวเราทำคาร์บอนอีมิสชั่นไปสู่บรรยากาศโลกจากการก่อสร้าง

       “รัฐบาลควรออกนโยบายที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ เช่น กลุ่มฟรีแลนซ์หรือ Gig Economy ซึ่งกำลังเติบโตและต้องการ ที่อยู่อาศัยแบบยืดหยุ่น”

       มาตรฐานคือพลังขับเคลื่อน”ตลาดสีเขียว”

       ภัสสรีภัคว์ ศรีกัญจนานนท์ หัวหน้า แผนกบริหารอาคาร ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า อาคารสมัยใหม่ต้องมีการรับรอง มาตรฐานที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น LEED, WELL, WiredScore หรือ SmartScore สิ่งนี้จะ เป็น “แต้มต่อ” ในตลาดที่ผู้เช่าองค์กร ส่วนใหญ่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และมองหาอาคารที่สอดคล้องกับนโยบายองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม

       “การทำ Green Building หรือ อาคารสีเขียว มีต้นทุน ถ้าไม่ใช่บริษัทข้ามชาติมักให้ความสำคัญน้อยเพราะมีต้นทุน ดังนั้นภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนช่วยให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการทำมากขึ้น เช่น ลดภาษีให้ผู้ทำอาคารเขียว เก็บภาษีอาคารที่ก่อให้เกิดมลพิษแม้การทำอาคารเขียวจะมีต้นก่อสร้างสูง 40% ในครั้งแรก แต่ระยะยาวต้นทุน การดูแลรักษาลดลง 10-20%”

       ท่ามกลางการแข่งขันตลาดอาคารสำนักงานที่รุนแรง หากอาคารมีมาตรฐานอาคารเขียวจะเป็นตัวช่วยเพิ่มขีดแข่งขันได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เช่าส่วนใหญ่มีเป้าหมายจะเป็นองค์กรสีเขียว สานเป้าหมาย Net Zero เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJJVFY_T-SK4ZCHKvDWrm

  • หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน

    หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน

    นับวันเสียงเตือน “หุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์” ดังถี่ขึ้นทุกที ทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ต่างก็ทำ All time high ไม่พัก ตั้งแต่ต้นปีจนเวลานี้ 

    รวมๆ แล้วในช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 60% -70% ได้แล้ว ท่ามกลางวัฏจักรยักษ์ขาขึ้นระยะยาวของ AI Supercycle ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาล่วงหน้าว่า ปลายรอบของ Cycle นี้ คืออะไรและเมื่อไหร่

    เสียงเตือนหุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

    นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank เตือน “ฟองสบู่ AI คือ สิ่งเดียวที่ยังคงพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไว้” ซึ่งจริงหรือไม่ก็ได้แต่รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

    ล่าสุด Bloomberg ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบัน ไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีไหน “หุ้นสหรัฐฯ” แพงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว 

    ในอดีตความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากปี 1929 ไปสู่ 1965 และ 1999 จนถึงวันนี้ ทุกครั้งที่ Valuation พุ่งแรง สุดท้ายก็ตามมาด้วยการปรับฐาน

    หุ้นสหรัฐฯ ได้ทำ New High ของ Valuation สูงกว่า Dot Com Bubble ปี 2000 และ Great Depression ปี 1929 เสียอีก

    พร้อมเตือนว่า ทุกครั้งที่มูลค่าหุ้นขึ้นไปแตะจุดสูงสุด มักเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดใกล้ “ปลายรอบ” 

    เพราะทุกวันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจนรอบด้าน ทั้งจากนโยบายกีดกันทางค้าของสหรัฐฯ ที่ไม่น่าจบสิ้นง่ายๆ “โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงป่วนโลกด้วยมาตรการต่างๆ อีก ด้วยการไล่เก็บภาษีต่างๆ อีก นำโดยภาษีนำเข้ายาที่สูงถึง 100% หลังปิดดีลการรีดภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ในอัตราที่เพิ่มขึ้น จบไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

    ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นจากมาตรการภาษีต่างๆ และแรงกดดันต่อเฟดจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาลงอย่างไรต่อไป หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่สูงกับกระแส shutdown ที่เกิดขึ้นทุกปี 

    นี่คือสัญญาณที่นักลงทุนต้องจับตา เมื่อ Valuation ของตลาดสหรัฐฯ แพงสุดขนาดนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่า มันคือความเสี่ยง หรือยังเป็นโอกาสที่ทุกคนคาดหวังกันแน่? และยังมีตลาดหุ้นอีกหลายแห่งที่ Valuation ก็เริ่มตึงตัวด้วยเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้อาจสร้างแรงกดดันให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกพลิกผันได้เสมอ 

    ฉะนั้น การเลือกตลาดหุ้นลงทุนในเวลานี้ ผมอยากให้มองหาประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และควรมีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นเฉพาะตัวและมี Valuation ที่ไม่สูง ซึ่งหนึ่งในตลาดหุ้นที่น่าสนใจ คือ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผมขอฉายภาพให้เห็นอย่างนี้ 

    ส่องตลาดญี่ปุ่น เมื่อหุ้นคุณค่า ชนะหุ้นเติบโต

    ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่หุ้นคุณค่า (Value Stock) ชนะหุ้นเติบโต (Growth Stock) ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ภาพของตลาดหุ้นโลกเป็นช่วงเวลาที่หุ้น Growth กลุ่มเทคโนโลยี AI เติบโตได้ดีมาก แต่ยกเว้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นไว้หนึ่งแห่ง ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ คุณปู่ Warren Buffett นักลงทุนไอดอลสาย VI ของโลก ก็ใส่เงินลงทุนเพิ่มในหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้งในหุ้นกลุ่มค้าปลีก ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังช่วงท้ายครับ 

    ผมเห็นนักวิเคราะห์ได้มีการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างหุ้น Value และหุ้น Growth ใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นโลก และหุ้นสหรัฐฯ โดยใช้ดัชนี MSCI เปรียบเทียบกันในช่วง 2 ปี (มกราคม 2023 – เมษายน 2025) 

    อัตราส่วนของ MSCI Japan Value Index หรือ MSCI Japan Growth Index สะท้อนว่าหุ้น Value ของญี่ปุ่นมีผลตอบแทน “ดีกว่า” หุ้น Growth ชัดเจน โดยค่า Index ล่าสุดอยู่ที่ 117.55 เพิ่มขึ้นประมาณ 17.55% 

    ขณะที่ตัวแทนหุ้นโลกอย่าง MSCI World Value Index หรือ MSCI World Growth Index และตัวแทนหุ้นสหรัฐฯ MSCI USA Value Index หรือ MSCI USA Growth Index พบว่าค่า Index อยู่ต่ำกว่า 100 แปลว่าหุ้น Value ให้ผลตอบแทน “แพ้” หุ้น Growth

    หากถามว่าปีนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแพงไปหรือยัง? และยังมีโอกาสไปต่อหรือกำลังอยู่ในช่วงพักตัว?

    มุมมองของผม ในปี 2025 ดัชนี Nikkei-225 เพิ่งได้ “ขยับขึ้นไป” ทำ All time high ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำสถิติทะลุจุดสูงสุดเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงยุคฟองสบู่ปี 1989 แม้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน Forward P/E ยังซื้อขายอยู่ในระดับ 19 เท่า ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ระดับ 18 เท่า ขณะที่ในช่วง 1 ปีย้อนหลัง ดัชนี Nikkei-225 ปรับตัวขึ้นมาราว 20.13% 

    ผมมองว่า Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นซื้อขายในระดับที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในหลายประเทศ ญี่ปุ่นถูกมองว่ามีราคาหุ้นที่ “ถูก” หรือ “ยังมี upside 

    ” ให้ขยับขึ้นได้อีก ถ้าปัจจัยพื้นฐานดีขึ้น 

    ปัจจัยหนุน Valuation ชี้ตลาดไปต่อหรือพัก?

    ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างถึง 5% (Shunto wage negotiations) ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพลิกออกจากภาวะเงินฝืดเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อได้สำเร็จ และปีนี้ยังเดินหน้าปรับขึ้นค่าจ้างข้าราชการ เฉลี่ย 3.62% นับเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนสูงสุดในรอบ 34 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2534 ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคในประเทศ

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการลงทุนในภาคธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ล้อไปกับเทรนด์ AI 

    ขณะที่ญี่ปุ่นสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% และลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นลงจาก 27% เหลือ 15% ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความ Surprise เชิงบวกต่อตลาด แม้ญี่ปุ่นจะต้องลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเปิดตลาดให้สินค้าของสหรัฐฯ เข้าถึงมากขึ้น รวมถึงรถยนต์ รถบรรทุก ข้าว และสินค้าเกษตรบางประเภท ญี่ปุ่นจึงมีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันหรือได้รับผลกระทบจำกัดจากนโยบายกีดกันทางการค้า

    ด้านเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ปัจจุบัน 3% ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีท่าทีค่อยเป็นค่อยไปในการปรับขึ้นดอกเบี้ยและลดการทำ QE ทำให้ตลาดหุ้นไม่เกิดสภาวะแตกตื่น (Panic) เหมือนปีที่แล้ว 

    นักวิเคราะห์มองว่า การจับจ่ายของผู้บริโภคฟื้นตัวจากค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อจะช่วยให้ เงินเฟ้อค่อยๆ ลดลงจนต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ BOJ ในระยะ 3 ไตรมาสข้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วได้

    Bloomberg Consensus ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นปี 2025 จะเติบโตได้ราว 1.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะยังทรงตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ 2% สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ดี 

    นักวิเคราะห์ยังประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นแข็งแกร่ง หลังจากครึ่งปีแรกเติบโตดี และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงครึ่งหลังของปี 2025 โดยคาดว่าทั้งปีนี้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ 9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นญี่ปุ่น

    อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอีกครั้งคือ การปฏิรูปภายในประเทศ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ความจริงจังและกดดันให้บริษัทปรับปรุง Corporate Governance เพื่อเปลี่ยนภาพบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นให้สร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงขึ้น ผ่านมาตรการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง

    ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่มีกระแสเงินสดสูง ได้ทำการซื้อหุ้นคืนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การจ่ายเงินปันผลก็ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเข้มงวดกับการดำเนินการ Delist บริษัทที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งครึ่งปีแรกนี้ มี 59 บริษัทถูก Delist ออกจากตลาดหุ้น 

    ปัจจัยเหล่านี้ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 

    ด้านความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังคงเติบโตในอัตราต่ำๆ 0-1% แนวโน้มนโยบายรัฐบาลและการใช้จ่ายภาครัฐ ในด้านการพึ่งพาภาคส่งออกระดับสูง ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีความเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก หรือสงครามการค้า และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลาของข้อตกลงฯในการลดภาษีด้วย และที่สำคัญด้านการดำเนินนโยบายการเงิน หาก BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงและเร็ว อาจส่งผลกดดันราคาหุ้น และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

    แต่ในความวิตกกังวลต่อหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาปรับมุมมองต่อหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาปัจจัยเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มนโยบายการเงินของ BOJ และอัตราแลกเปลี่ยน โดยหากเงินเยนอ่อนค่ามักช่วยเพิ่มรายได้แก่บริษัทส่งออก ถือเป็นอีกตลาดหุ้นโลกที่ควรกระจายลงทุนในภาวะโลกมีความไม่แน่นอนสูง

    Warren Buffett ใส่เงินลงทุนเพิ่ม เดิมพันหุ้นกลุ่ม “Sogo Shosha”

    ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติหลายรายเข้าลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นหลังคุณปู่ Buffett เพิ่มเงินลงทุนหุ้นญี่ปุ่นอีกแล้ว เรามาดูคุณปู่ลงทุนหุ้นอะไรอีกเหรอครับ

    เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คุณปู่ Warren Buffett ได้เพิ่มการลงทุนในหุ้น “Mitsui” สัดส่วนเกิน 10% ผ่านบริษัท Berkshire Hathaway Inc. ของคุณปู่เรียบร้อยแล้ว จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Mitsui และหนุนแรงบวกต่อหุ้นเทรดดิ้งเฮาส์ (Sogo Shosha) โดยเฉพาะราคาหุ้น Mitsui พุ่งทันทีกว่า 2.2% และบริษัทเทรดดิ้งเฮาส์รายอื่นๆ อย่าง Mitsubishi, Itochu, Marubeni, และ Sumitomo ก็ปรับตัวขึ้นตาม ซึ่งทั้ง 4 ตัวนี้ติดพอร์ต Berkshire มา 5 ปีแล้ว

    นับตั้งแต่ปี 2020 Berkshire เข้าลงทุนทั้ง 5 หุ้นเทรดดิ้งเฮาส์ชั้นนำของญี่ปุ่น มูลค่าถึง 2.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแต่ละตัวถือไม่เกิน 10% แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อบริษัทญี่ปุ่น “ผ่อนปรนเงื่อนไข” ทำให้ Buffett สามารถลงทุนเพิ่มได้ และคาดว่า Berkshire ยังอาจขยายเพิ่มสัดส่วนได้อีกในอนาคต

    Sogo Shosha จัดเป็นบริษัทการค้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และมีบทบาทสำคัญที่คอยเชื่อมโยงตลาดโลกกับธุรกิจในประเทศ ซึ่งยังมีอีก 2 บริษัทในกลุ่มนี้ด้วย คือ Toyota Tsusho และ Sojitz โดยบริษัทเทรดดิ้งเฮ้าส์ 5 แห่งนี้ ดำเนินธุรกิจที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ธุรกิจเคมีภัณฑ์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี เหมืองแร่ และบริการก่อสร้าง ไปจนถึง ฟาร์มปลาแซลมอน ซึ่งได้ขยายธุรกิจมากมาย จนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งและได้รับความเชื่อมั่นจากหุ้นส่วนธุรกิจทั่วโลก 

    วันนี้ คุณปู่ Buffett เดิมพันใหญ่ในกลุ่ม “Sogo Shosha” ญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่า หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่แค่บริษัทเทรดสินค้า แต่คือธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีความหลากหลายกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มุ่งเน้น “การคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น” นี่คือการยืนยันว่า เทรดดิ้งเฮาส์ญี่ปุ่นน่าดึงดูดนักลงทุนระยะยาว 

    การที่ Buffett หนุนหลังทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ “เติบโตแซงดัชนี Topix” ของญี่ปุ่นไปได้ แต่ใดๆ แล้ว กว่าคุณปู่ Buffett จะเฟ้นหาหุ้นคุณภาพ ราคาเหมาะสมลงทุนจนมีกำไรมาได้ นั่นเป็นเพราะว่า คุณปู่และ Berkshire ทำการบ้านศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและแน่นอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในแต่ละครั้งด้วยนะครับ 

    แนะ Rebalance หุ้นสหรัฐฯ ขายทำกำไร กระจายลงทุนหุ้นญี่ปุ่น

    ผมยังยืนยันว่า ในสภาวะโลกการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน การปรับพอร์ต Rebalance ในช่วงนี้ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นครับ

    กลยุทธ์การลงทุนที่ดี คือ เน้นสร้างพอร์ตเติบโตมั่นคงในระยะยาว ซึ่งปกติผมจะแนะนำให้จัดพอร์ต Core & Satellite สัดส่วนลงทุน 80% และ 20% ตามลำดับ เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตได้ง่าย เพราะจะเห็นว่า พอร์ตหลักและพอร์ตรองในตอนนี้มีสินทรัพย์ตัวไหนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเกินสัดส่วนแล้ว ก็ถึงเวลาต้องปรับพอร์ตให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนตามกรอบเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการลดความเสี่ยงและรักษาทิศทางการลงทุนของคุณให้อยู่บนแผนที่วางไว้ ที่สำคัญช่วยให้มั่นใจว่าพอร์ตของคุณไม่เบี่ยงเบนมากเกินไปในช่วงที่ตลาดผันผวน

    ในพอร์ตหลัก ให้เน้นลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ หุ้นกู้คุณภาพ และถ้าเป็นหุ้นเน้นหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่จะถือหุ้นสหรัฐฯ กันมากกว่า 

    ฉะนั้น หากวันนี้พอร์ตหลักของคุณถือหุ้นสหรัฐฯ อยู่และมีกำไรสูงจนทำให้เกินสัดส่วนที่เคยกำหนดไว้ ผมแนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วน เพื่อนำเงินมากระจายลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นบ้าง ทางเลือกลงทุนที่ง่าย แนะนำให้ปรึกษาขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุน ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์หรือสอบถามผมและทีมงานเข้ามาได้เช่นกันครับ 

    แต่จริงๆแล้ว หากคุณสนใจลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น แต่ไม่สะดวกการเลือกหุ้นญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับการเลือกลงทุนตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ที่ผมมักจะแนะนำให้ลงทุนเป็นตัวดัชนีหรือ ETF ของตลาดนั้นๆ แทน เพราะจะสะท้อนการเติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศครับ เหมือนกับลงทุนผ่านดัชนี Dow Jones ของสหรัฐฯ ที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนของญี่ปุ่น จะเป็น ดัชนี Nikkei 225 ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 225 บริษัทชั้นนำที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว แบบครอบคลุมบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คนทั่วโลกรู้จัก เช่น Toyota, Sony, SoftBank, Nintendo, Panasonic, และ Uniqlo (Fast Retailing) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและมีส่วนแบ่งการตลาดระดับโลก ซึ่งหนึ่งใน ETF “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ที่น่าสนใจอย่าง JP Morgan BetaBuilders Japan ETF จะเห็นได้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้ว +18% ครับ 

    ส่วนคนที่ต้องการลงทุนเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม จะมีกลุ่มการเงินและธนาคารที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น หรือหากต้องการเฟ้นหาหุ้นรายตัว ผมมีข้อมูลวิเคราะห์หุ้นรายตัวที่คัดกรองเชิงลึกให้แล้ว สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ Jitta.com ครับ 

    ในวันนี้ “หุ้นญี่ปุ่น’ ยังเป็นขุมทรัพย์หุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่ให้คุณคว้าโอกาสลงทุนในระยะยาวได้ เพราะตลาดญี่ปุ่นมีปัจจัยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม การปรับโครงสร้างบริษัท การจ่ายปันผล และที่สำคัญแรงหนุนจากนักลงทุนระดับโลกอย่างคุณปู่ Buffett ที่ยังทยอยเก็บสะสมไม่หยุด ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องหันมามองหุ้น Value ของญี่ปุ่น 

    ผมหวังว่า คุณจะลองทำการบ้านศึกษาข้อมูลการลงทุนหุ้นญี่ปุ่นอย่างจริงจังและมองเห็นโอกาสเลือกลงทุนหุ้นญี่ปุ่น ติดพอร์ตไว้เป็นขุมทรัพย์หุ้นคุณค่า และที่สำคัญ คุณอย่าละเลยและหมั่นตรวจสอบคุณภาพสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อให้พอร์ตของคุณเติบโตได้ดีในระยะยาว

    ขอให้การลงทุนของคุณเป็นไปตามแผนและได้ผลตอบแทนที่ดีตามเป้าหมายครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/usstock-bubble-japan-valuestock-buffett/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AbL8ZPEebFvs8k8lK5Bz4

  • เร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี 6 มาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลหนุนธุรกิจ SME และการท่องเที่ยว

    เร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี 6 มาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลหนุนธุรกิจ SME และการท่องเที่ยว

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า รัฐบาลชุดนี้มีการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเกินคาดโดยเฉพาะการทำงานของ คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับฟังเสียงของประชาชน

    จากการพูดคุยได้เสนอ7 ข้อสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเน้นไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการดำเนินการ แต่ได้รับการตอบมา 6 ข้อ มีดังนี้

    ข้อที่ 1.โครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเสนอให้เร่งดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพราะเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศและเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนอย่างเห็นผลในช่วงท้ายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของ GDP

    ข้อที่ 2. มาตรการที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารทั่วไป (ร้านนิติบุคคล) ร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีควรจะได้รับการดูแลมากกว่าร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

    อย่างไรก็ตาม การจะนำร้านอาหารเข้าสู่ระบบภาษีอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนภาษีและการตรวจสอบอย่างละเอียด คาดหวังว่าเมื่อร้านอาหารสามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้แล้ว อาจได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและโปร่งใส

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    จากนโนบายที่ออกมาล่าสุด ร้านนิติบุคคได้เข้ารวมโครงการคนละครึ่งแต่เป็นร้าน “ไซส์ S” เท่านั้น ซึ่งร้านจะต้องมีได้1.8 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาทต่อปี จะตกอยู่ในช่วงประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน ถือเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังถือเป็นร้านที่มีการเติบโตและมีการหมุนเวียนทางการเงินที่พอสมควร

    ข้อที่ 3. การสนับสนุนด้านการเกษตรและร้านอาหาร ปัญหาของเกษตรกรในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำมาก โดยเฉพาะสินค้าที่ขายในตลาดเกษตร เช่น ข้าว, ยางพารา และผลไม้ มองว่า ร้านอาหาร ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาผลผลิตนี้เช่นกัน เนื่องจากร้านอาหารต้องจ่ายราคาสูงขึ้นสำหรับวัตถุดิบที่มีราคาผันผวน

    โดยได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง และช่วยร้านอาหารในการปรับราคาหรือหาแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาสมเหตุสมผลเพื่อลดต้นทุน

    ข้อที่ 4 Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) สำหรับธุรกิจ SME และร้านอาหาร การใช้สินเชื่อ แบบ Soft Loan จะเป็นการช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ได้ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากธุรกิจ SME ถือเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

    กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการเงินกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาและอนุมัติ แต่ต้องมีการทำงานที่รวดเร็วเพื่อช่วยเหลือธุรกิจในทันที

    ข้อที่ 5 ให้การสนับสนุน SME โดยการช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง การขอสินเชื่อ ซึ่งบางครั้งการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้การ ค้ำประกัน หลักทรัพย์ ซึ่งการจัดการสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ อาจทำให้การกู้ยืมเงินง่ายขึ้น

    การเข้าไปขอสินเชื่อ SME โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถนำทรัพย์สินมาค้ำประกันได้

    ข้อที่ 6 การขยายสิทธิพิเศษให้กับธุรกิจ SME โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ ของรัฐได้ แนะนำว่า การขยายสิทธิพิเศษ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ การค้ำประกันจากรัฐ จะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น และลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำกัด

    นอกจากนี้การ ขยายขนาดธุรกิจให้เป็นไปในลักษณะที่ใช้เงินทุนจากรัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ที่เป็นของธุรกิจเอง

    ทิศทางธุรกิจร้านอาหาร และ ผู้ประกอบการควรรับมืออย่างไร

    ภาคธุรกิจร้านอาหารในช่วงสิ้นปี 2568 และการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป

    มาตรการที่รัฐบาลนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาเป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง โดยเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับร้านอาหารและการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนที่เข้มงวดมากขึ้นและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจในอนาคต คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณ 1.8-2.5% หากมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วย ขณะที่ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การให้ Soft Loans เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับร้านอาหารและธุรกิจ SMEs ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ

    ความสำคัญของการให้โอกาสร้านอาหารขนาดเล็กเข้าร่วมในโครงการของรัฐบาล โดยมีการกำหนดมาตรการให้ร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี สามารถสมัครเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งการช่วยเสริมกำลังให้ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กเติบโตและยั่งยืนในระยะยาว

    การดำเนินมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภาคธุรกิจและในภาพรวมของประเทศ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและต้องเปิดโอกาสให้ทุกธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต

    จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจร้านอาหารต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในปีต่อๆ ไป โดยต้องใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/640446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38CjEZUcmzxhfniQ5j7WO0

  • “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ

    “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ


    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม

    เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม 
     
    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืนบ่อยครั้ง) และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
     
    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น
     
    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต
     
    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องมองไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor)  ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ
     
    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน 
     
    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด
     
    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคีไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rFBm-b60JmBCAX6rFLJo1