Blog

  • แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชียเปิดบินตรงข้ามภาคเส้นทางใหม่ “เชียงใหม่-อุดรธานี” 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ เชื่อมเหนือ-อีสาน และเดินทางต่อสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงประเทศลาวได้ประหยัดและสะดวกยิ่งขึ้น บินคุ้มราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท สำรองที่นั่งราคาโปรโมชั่นได้ตั้งแต่ วันที่ 3-31 ตุลาคม 2568 เดินทางได้ตั้งแต่เที่ยวบินปฐมฤกษ์ 1 ธ.ค.68-28 มี.ค.69

    นายสุรพันธ์ หอมขจร ผู้จัดการแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยทั้งเชียงใหม่และอุดรธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งสำหรับชาวไทยและต่างชาติ การเปิดเส้นทางบินข้ามภาค “เชียงใหม่-อุดรธานี” ของแอร์เอเชีย ถือเป็นเส้นทางข้ามภาคลำดับที่ 7 ของฐานปฏิบัติการบินเชียงใหม่ เชื่อมั่นว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับทุกคน โดยแอร์เอเชียให้บริการด้วยเครื่องบินในตระกูลแอร์บัส A320 จำนวน 180 ที่นั่ง และให้บริการ 4 วัน ต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดได้อย่างดี

    “สำหรับชาวเชียงใหม่ถือเป็นโอกาสดีในการบินสะดวกง่ายขึ้นสู่อุดรธานี หรือแม้แต่การเชื่อมต่อไปที่ประเทศลาว ผ่านเมืองเวียงจันทน์ สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเดินทางใหม่ๆ ในขณะที่ชาวอุดรธานีสามารถบินตรงเยี่ยมชมเมืองเชียงใหม่ได้ในช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุดเช่นกัน” นายสุรพันธ์กล่าว

    ทั้งนี้สายการบินแอร์เอเชียมีเส้นทางบินตรงจากเชียงใหม่ สู่ 9 เส้นทาง ภายในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ (ทั้งสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง) ขอนแก่น หัวหิน กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และเส้นทางใหม่สู่ อุดรธานี รวมทั้งบินตรง 3 เส้นทาง ระหว่างประเทศ สู่ฮานอย ไทเป และซัปโปโร(แวะรับส่งผู้โดยสารที่ไทเป)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aK8he4PIpoVcxIh5KeGMv

  • รมว.ท่องเที่ยว ยันจัดเก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ จะได้ข้อสรุปใน 4 เดือนนี้

    รมว.ท่องเที่ยว ยันจัดเก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ จะได้ข้อสรุปใน 4 เดือนนี้

    วันนี้ (วันที่ 3 ตุลาคม 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเก็บหรือไม่เก็บ แต่จะนำเรื่องนี้มาพิจารณาในช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้ พร้อมหาทางออกและข้อสรุปให้เร็วที่สุด 

    ทั้งนี้ในมุมของคนที่อยู่ภาคการท่องเที่ยวเข้าใจดีว่า เงินที่เก็บจากค่าเหยียบแผ่นดินจะมาใช้ในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวโดยมาตั้งเป็นกองทุนคล้ายๆ กองทุนการกีฬา

    ขณะเดียวกันหากมีการจัดเก็บ จะต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้กับนักท่องเที่ยวออกไปก่อน ว่ารัฐบาลจัดเก็บเพื่ออะไร มีมาตรการดูแลอะไรเป็นพิเศษจากการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีนโยบายที่จะการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐจากเดิมที่ต้องมีการให้ความช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยว กรณีที่ประสบเหตุด้านความปลอดภัย และวงเงินที่จัดเก็บยังเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการประกันภัยนักท่องเที่ยว 

    อีกทั้งยังสามารถนำไปค่าเหยียบแผ่นดิน ไปเป็นค่าใช้จ่ายบริหารและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศได้ด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในหลาย ๆ ประเทศก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้เช่นกัน

    สำหรับอัตราการเดินทางทางอากาศจะจัดเก็บอยู่ที่ 300 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่อัตราค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวฯ การเดินทางทางบกและทางน้ำ จะจัดเก็บในอัตราเท่ากันที่ 300 บาท (จากเดิม 150 บาทต่อคนต่อครั้ง)  แต่สามารถเดินทางเข้าไทยได้หลายครั้ง (Multiple Entry) ต่อระยะ 30-60 วัน

    อย่างไรก็ดีในแนวทางดังกล่าวยังต้องรอสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงการประกันภัยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HpgNvX36qsl-zMdpjTw5v

  • เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ

    เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ

    เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ รักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    นายโกศล สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร กทม. กล่าวกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพการทิ้งขยะตามคอกต้นไม้บริเวณถนนหน้าพระลาน ฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวังว่า จากการตรวจสอบพบว่า ขยะในพื้นที่ดังกล่าวเกิดจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ขยะจากอาคารพาณิชย์ และขยะจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่งดงามของพระบรมมหาราชวังและเกาะรัตนโกสินทร์ สำนักงานเขตฯ จึงได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดมาตรการ ดังนี้ ย้ายจุดทิ้งขยะจากบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ (จุดที่ถูกร้องเรียน) ไปยังจุดรวมขยะบริเวณฝั่งท่าช้าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อทัศนียภาพรอบพระบรมมหาราชวัง เพิ่มรอบการเก็บขยะ และกำหนดเวลาชัดเจนให้อาคารพาณิชย์และผู้ค้านำขยะมาทิ้งตรงเวลา เพื่อให้สามารถเก็บและขนย้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาขยะตกค้าง

    ทั้งนี้ สำนักงานเขตฯ จะดูแลสิ่งแวดล้อม ความสะอาด และทัศนียภาพรอบพระบรมมหาราชวังและพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของชาติที่มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12753393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJYehCZ_1aXHSkLfiaHKZ

  • CIMBT จับมือบลจ.พรินซิเพิล ส่งกองทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ขายถึง 10 ต.ค.รับยีลต์สม่ำเสมอ : อินโฟเควสท์

    CIMBT จับมือบลจ.พรินซิเพิล ส่งกองทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ขายถึง 10 ต.ค.รับยีลต์สม่ำเสมอ : อินโฟเควสท์

    ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย [CIMBT] ผนึกกำลัง บลจ.พรินซิเพิล เปิดตัวกองทุนเปิด พรินซิเพิล มาเลเซียน ฟิกซ์ อินคัม อันเฮดจ์ Principal Malaysian Fixed Income Fund Unhedged (PRINCIPAL MYRFIUH) ที่จะมาช่วยเสริมพอร์ตลงทุนให้แข็งแกร่ง โดยเสนอขายครั้งแรก (IPO) 29 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568 ผ่านธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา และแอป CIMB THAI

    นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Segment ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวในงานเปิดตัวกองทุนว่า PRINCIPAL MYRFIUH เป็นกองทุนแรกในประเทศไทยที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศมาเลเซีย ธนาคารได้คัดสรรกองทุนนี้เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังตลาดตราสารหนี้ที่มีเสถียรภาพ และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายใต้สภาพแวดล้อมด้านอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้มาเลเซียที่เอื้อต่อการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว

    ธนาคารเล็งเห็นว่า มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Moody’s ให้อันดับเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียที่ระดับ A3 และ S&P ที่ระดับ A- ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว กองทุน PRINCIPAL MYRFIUH เน้นลงทุนเน้นตราสารหนี้มาเลเซียคุณภาพดี กองทุนไม่เคยเกิดการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่จัดตั้งมาเกือบ 30 ปี บริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์สูง ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยไทยมีแนวโน้มปรับลดลง การลงทุนในตราสารหนี้มาเลเซียคุณภาพดีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุน พร้อมสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมออย่างต่อเนื่องให้ลูกค้า

    นายอมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียปีนี้จะเติบโต 4.2-4.3% และมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะโตเหนือ 4% ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจมีศักยภาพสูงจากโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว อีกทั้งปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน รายได้และค่าจ้างมีอัตราเติบโต ภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนและก่อสร้าง สำคัญคือผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น กล้าใช้จ่าย การเมืองมีเสถียรภาพ มีการลงทุนจากต่างชาติต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้า แต่ด้วยสินค้าส่งออกมีคุณภาพสูง ทำให้มาเลเซียมีศักยภาพในการแข่งขัน ด้านการลงทุนในตราสารหนี้ รัฐบาลมาเลเซียมีวินัยทางการเงินและการคลัง มุ่งลดการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ทำให้อันดับความน่าเชื่อถือเครดิตเรตติ้งของพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียอยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเติบโตได้

    นายศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ของมาเลเซียอาจไม่คุ้นเคยในหมู่นักลงทุนไทย แต่กลับมีศักยภาพที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ผลตอบแทน ความมีเสถียรภาพด้านเครดิต อัตราเงินเฟ้อระดับต่ำ และนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ บลจ.พรินซิเพิล จึงเปิดตัวกองทุนเปิด PRINCIPAL MYRFIUH กองทุนแรกในประเทศไทยที่เน้นลงทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ลงทุนในกองทุนหลัก Principal Lifetime Bond Fund ภายใต้การบริหารจัดการโดย Principal Asset Management Berhad เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Principal Financial Group สถาบันการเงินระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับใน FORTUNE 500® โดยกองทุนมีประวัติยาวนานเกือบ 30 ปี ตราสารที่ลงทุนไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอด้วยกระบวนการลงทุนที่เข้มข้นและทีมงานมืออาชีพ จากที่กล่าวมาข้างต้น บลจ.พรินซิเพิลหวังว่า กองทุนนี้จะเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุนไทย และเป็นหนึ่งในพอร์ตการลงทุนของทุกท่าน

    นายศุภจักร เอิบประสาทสุข รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล เปิดเผยว่า กองทุนเปิด PRINCIPAL MYRFIUH ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันกองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวคือ Principal Lifetime Bond Fund (กองทุนหลัก) Share Class MYR โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชนมาเลเซียคุณภาพสูงระดับ Investment Grade (เครดิตเฉลี่ย AAA-AA1) ให้อัตราผลตอบแทน (Yield to Maturity) ราว 3.8% และ อายุตราสารเฉลี่ยของพอร์ต (Duration) ประมาณ 4.4 ปี พร้อมการันตีคุณภาพด้วย Morningstar 4 ดาว ผลตอบแทนกองทุนโดดเด่น YTD (Jan-Aug 25) 4.3% และเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 5.4% ต่อปี ที่สำคัญ กองทุนนี้มีนโยบายเปิดรับความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยง และยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มจากแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบมาเลเซียริงกิตที่คาดว่าอ่อนค่าในระยะข้างหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BGp_9xTwvpEDw4kMZHk63

  • นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเปิดเผยในวันนี้ (3 ต.ค.) ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ากัมพูชาในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.05 ล้านคน ลดลง 5.6% จาก 4.29 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ไทยครองอันดับหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. ด้วยจำนวน 962,462 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวร่วงลง 28.2%

    เวียดนามตามมาอันดับสองที่จำนวน 808,471 คน ลดลง 6.9% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ที่ 784,965 คน เพิ่มขึ้น 45.7%

    ทอง เมงเดวิด อาจารย์จากสถาบันการศึกษานานาชาติและนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย Royal University of Phnom Penh กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงสะท้อนสองสาเหตุ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจภูมิภาค และการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า สนามบินนานาชาติเตโชที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นประตูหลักสู่กัมพูชา โดยจะรองรับเที่ยวบินมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ดีขึ้น การรองรับเที่ยวบินตรงทั้งระยะไกลและเที่ยวบินภูมิภาคได้มากขึ้นจะทำให้การเดินทางมายังกัมพูชามีความสะดวกและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 4 เสาหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกเหนือไปจากการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าสำหรับการเดินทาง เกษตรกรรม การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06RTVLW9m1Qwka5HbmLKMo

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.07 น.

    กลยุทธ์ : ลุ้นปรับฐานระยะสั้น
    แนวรับ : $3,800  หรือ  58,650 บาท
    แนวต้าน : $3,900  หรือ  59,650 บาท

    ข่าว :  

    .

    วิกฤตงบประมาณสหรัฐฯ (Shutdown) : ทำเนียบขาวกดดันสภาให้ผ่านงบฯ โดย ปธน.ทรัมป์ขู่ปลดพนง.รัฐจำนวนมาก ความตึงเครียดการเมืองเพิ่ม “ความไม่แน่นอน” หนุนแรงซื้อทองในฐานะ Safe Haven

    สหรัฐฯ-จีน : ฝั่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณหวัง “คืบหน้าใหญ่” ในการเจรจาการค้า แต่ประเด็นจีนระงับนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ยังเป็นจุดเปราะบาง สะท้อนว่าสงครามการค้ายังยืดเยื้อ

    EU ขึ้นกำแพงเหล็ก : สหภาพยุโรปเตรียมปรับภาษีนำเข้าเหล็กจาก 25% เป็น 50% พร้อมลดโควตา เพื่อตอบโต้สินค้าราคาถูก (โดยเฉพาะจากจีน) เสี่ยงยกระดับ “สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง” ทั่วโลก

    ตลาดหุ้นร้อนแรง : หุ้นสหรัฐฯ ทำ All-Time High นำโดยเทคโนโลยี สภาพ Risk-on แย่งสภาพคล่องจากทอง ทำให้ Upside ของทองถูกจำกัดเป็นระยะ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ภาพใหญ่ (Trend) : ยังเป็นขาขึ้นแข็งแกร่ง หนุนโดยความไม่แน่นอนด้านนโยบาย/การค้าและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ภาพสั้น (Momentum) : เกิดสัญญาณ Bearish Divergence มีโอกาสย่อเพื่อพักฐาน

    ตัวแปรถ่วง-หนุน

    ถ่วง : หุ้นทำนิวไฮ/กระแสเสี่ยงสูง, ข่าวดีด้านดีลการค้า

    หนุน : ข่าวลบงบประมาณสหรัฐฯ/ชัตดาวน์, การยกระดับมาตรการกีดกันการค้า

    กลยุทธ์ :

    .

    สำหรับคนยังไม่มีสถานะ : รอจังหวะ “ย่อใกล้แนวรับ” แถว $3,800 ค่อยทยอยสะสม (แบ่งไม้ 2-3 ไม้ เพื่อลดความเสี่ยง Slippage)
    สำหรับคนที่มีของอยู่แล้ว : หากราคาดีดใกล้ $3,900 ให้ แบ่งขายทำกำไรบางส่วน เพื่อล็อกกำไร และเว้นเงินไว้รับตอนย่อ

    จุดคุมความเสี่ยง : วาง Stop/hedge หากหลุด $3,780 ลงไป (ยอมรับรีเทสลึก) เพื่อรักษาทุน

    จังหวะเสริมน้ำหนัก : หากทะลุและยืนเหนือ $3,900 ได้ด้วยวอลุ่ม-เปลี่ยนโหมดเป็น Follow Breakout โดยย้ายจุดคุมความเสี่ยงตาม Low ระยะสั้น

    เช็กปฏิทินข่าว : ติดตามพัฒนาการงบประมาณสหรัฐฯ/ผลประชุม-ถ้อยแถลงสำคัญ และท่าทีการค้า US-China/EU เพราะมีผลต่อทิศทางในทันที

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-3-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qUE6TIDpqxy4T9QulmJvC

  • ‘ดร.เอ้’ เปิดตัว ‘ไทยก้าวใหม่’ พาประเทศสตรอง ‘คุณหญิงกัลยา’ นั่งปธ.พรรค

    ‘ดร.เอ้’ เปิดตัว ‘ไทยก้าวใหม่’ พาประเทศสตรอง ‘คุณหญิงกัลยา’ นั่งปธ.พรรค

    ‘ดร.เอ้’ นําทัพ เปิดตัว ‘ไทยก้าวใหม่’ ชูนโยบายธนู 4 ดอก เปลี่ยนประเทศไทยให้สตรอง ประกาศวิสัยทัศน์ ก้าวสู่การเมืองยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์-ความกล้า ส่วน ‘คุณหญิงกัลยา’ นั่งประธานพรรค

    3 ต.ค. 2568 – ที่อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพมหานคร ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงข่าวเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมแถลงวิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่

    โดย ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ทุกชาติที่พัฒนาแล้วในโลก ยกระดับคนจากความยากจนสู่ความมั่งดั่งจากการสร้างคนด้วยการศึกษา เพราะการศึกษาคือปากท้อง คือเศรษฐกิจ อนาคต ยาแก้จน อาวุธที่มีอานุภาพสูงสุด ดังนั้นสิ่งที่จะฟื้นฟูประเทศไทย ต้องเริ่มต้นจากการสร้างคน เริ่มต้นจากการศึกษา พรรคไทยก้าวใหม่ จึงประกาศชูการศึกษาเป็นธงนำการพัฒนาประเทศไทย เพื่อพาคนไทยพ้นความยากจน

    พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นภายใต้สโลแกน “พรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” เราต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นชาติที่อยู่ด้วยมันสมองมากกว่าแรงงาน สามารถส่งออกนวัตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างชาติที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน และเราต้องการสนับสนุน SMEs ไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบในประเทศ สามารถผงาดขึ้นเป็นบริษัทที่มั่นคง ทันสมัย และสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งเรายังต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมไทย เด็กไทย โดยมีเป้าหมายว่าคนไทยต้องมาที่หนึ่ง และประเทศไทยต้องก้าวใหม่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง

    ดร.สุชัชวีร์ ยังชูนโยบายธนู 4 ดอก เปลี่ยนแปลงประเทศพรรคไทยก้าวใหม่ วางนโยบายหลัก 4 ประการ ที่เสมือนธนู 4 ดอก ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สตรอง ก้าวพันความยากจน ก้าวล้ำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก้าวหน้าปราบทุจริตคอร์รัปชัน

    ธนูดอกที่หนึ่ง “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย” เพราะเด็กไทยทุกคนเป็นเหมือนลูก การลงทุนกับเด็กไทยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดทางเศรษฐกิจ คือ 1.การศึกษาฟรีจริง ๆ ถึงระดับปริญญา เงินอุดหนุนต้องถึงพ่อแม่โดยตรง เด็กจบมาไม่เป็นหนี้มีโอกาสตั้งตัวได้ทุกคน 2.ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ลดประกัน ลดประกวด ลดประเมิน เพิ่มทักษะเพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพครู 3.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สอง เด็กไทยได้เรียน AI Coding เป็นภาษาที่สาม เพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก 4.ขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน ที่ทำร้ายลูกหลานไทย

    ธนูดอกที่สอง “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน” เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ได้เอื้อให้คนสร้างฐานะ ไม่ได้เอื้อให้ธุรกิจแข่งขันได้ รัฐต้องสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในสังคม คือ 1.ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัดกรรม อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ 2.สนับสนุนให้คนไทย จากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัดกรรม สนับสนุนการสร้างตลาดทั้งในและต่างประเทศ 3.ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์ และงานนวัดกรรมของคนไทย 4.ผลักดันให้รัฐลงทุนในเครื่องมือทางเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ SMEs และ Startup ไทยได้ใช้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน 5.สร้างระบบนิเวศทางการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่ออุตสาหกรรมมูลค่าสูง จ้างงานคนไทยในแผ่นดินไทย

    ธนูดอกที่สาม “สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข” เพราะความปลอดภัยและสุขภาพดี คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย และแผ่นดินไทย คือ มรดกของลูกหลานไทย คือ 1.ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติสะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตออย่างโปร่งใส 2.แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยี ไม่ให้เกิดซ้ำซาก การบริหารซ้ำซ้อน 3.รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย AI และ เทคโนโลยีอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า แก้ปัญหาการอนุญาตก่อสร้างผิดกฎหมาย ตรวจสอบตันตอปล่อยมลพิษ โดยไม่เกรงใจใคร 4.สนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน ปลดล็อกกฎหมายที่กดทับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการผลิตยาของไทย

    ธนูดอกที่สี่ “สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน” เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอรัปชัน คือ 1.ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษา เด็กไทยมีวินัย ยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่ทนกับการทุจริต คอรัปชัน ส่งเสริมคนดี ให้ทำงานเพื่อสังคม 2.สร้าง Open Data เพื่อประชาชน ข้อมูลโครงการรัฐ เงินงบประมาณ ต้องเปิดเผย เข้าถึงง่าย แบบ Real Time 3.ป้องกันการคอร์รับชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยระบพิจิทัล Blokchain และ A 4.สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องคอรัปชัน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ไม่มีทิศทาง ไม่รู้อนาคต ไม่รู้จะสู้ชาติอื่นอย่างไร เราจึงคล้ายคนอ่อนแรงใกล้เข้าขั้นวิกฤตในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไม่ได้ต้องการยากระตุ้นชั่วคราว แต่ยารักษาที่ดีที่สุดคือการศึกษาที่จะทำให้ประเทศก้าวออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ แก้จน แก้ปัญหาปากท้อง เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนการเมืองด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญพลังของความรู้ จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นและกลับมาแข็งแรงสตรองได้” ดร.สุชัชวีร์ ระบุ

    ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า เราจะเป็นพรรคการเมือง ที่ตั้งใจจะเปิดพื้นที่ให้คนมีใจคนมืออาชีพ คนมีฝีมือ และคนไทยทุกคนได้เข้ามาทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมทำงานกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อไม่ทำแบบเดิม ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าหากพรรคการเมืองขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังความรู้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่า และลับมาสตรองได้

    ดร.สุชัชวีร์ ทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อให้เราดูแลคนไทยทุกคน ไม่มีท่าน ไม่มีเรา เราขออาสาได้ดูแลตัวท่าน และลูกหลานท่าน เพื่ออนาคตของประเทศไทย เราเชื่อว่า ประเทศไทยจะก้าวใหม่ ประเทศไทยจะเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้แล้วจริงๆ มาร่วมกับเราพรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง

    สําหรับรายชื่อตําแหน่งอื่นๆ ภายในพรรค ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรค นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ผู้ช่วยเลขาธิการด้านเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรค ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองหัวหน้าพรรค นายชยพงศ์ สายฟ้า รองหัวหน้าพรรค นายอนุพงษ์ มาคำ รองหัวหน้าพรรค นายกิติ วงษ์กุหลาบ รองหัวหน้าพรรค นายณัฐวัฒน์ บูรณะกนก รองหัวหน้าพรรค นางสาวจิตติกานต์ แจ้งเจนจิต เหรัญญิกพรรค นายภคภณ เทพอินทร์ชัย นายทะเบียนสมาชิกพรรค นางสาวธัญชนก นานา กรรมการบริหารพรรค นายธนกร บรรพศิริ กรรมการบริหารพรรค นายธีรคุปต์ ธรรมมณีวงศ์ กรรมการบริหารพรรค น.ต.ปวิณ ปีตะวรรณ กรรมการบริหารพรรค

    ทั้งนี้ สัญลักษณ์พรรค มีลักษณะเป็นลูกศร สีเหลืองเลมอน ชี้ขึ้นทางขวา โดยสีเหลืองเลมอน แสดงถึงพลังงาน ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และความหวัง สีกรมท่าหมายถึง ความมั่นคงสุขุม และความเป็นมืออาชีพ โดยโลโก้ไทยก้าวใหม่ สื่อสารการก้าวใหม่ การพัฒนาด้วยพลังความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ บนรากฐานที่มั่นคง และความเป็นอาชีพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/872506/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pkDrlCf-W3dx4u-vfFfWu

  • “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก”  เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

    “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

    “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก”  เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด ผลักดันประเทศอยู่ได้ด้วยมันสมองมากกว่าแรงงาน

    พรรคไทยก้าวใหม่เปิดตัว

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ฤกษ์เปิดตัวพรรคและทีมผู้บริหารอย่างเป็นทางการ โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ดำรงตำแหน่งประธานพรรค พร้อมด้วยผู้บริหารสำคัญ อาทิ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา เป็นรองหัวหน้าพรรค

    นายสุชัชวีร์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ภายใต้สโลแกน “ไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” ว่า พรรคจะนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากหลุมดำทางเศรษฐกิจด้วยพลังของความรู้ และมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นชาติที่อยู่ได้ด้วยมันสมองและนวัตกรรมมากกว่าแรงงาน พร้อมสนับสนุน SME ไทยให้สามารถผงาดขึ้นอย่างมั่นคง

    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยังบอกถึงนโยบายหลักด้วยว่า จะใช้ “ธนู 4 ดอก” เพื่อปฏิรูปประเทศ ประกอบไปด้วย สร้างคนใหม่พลิกโฉมการศึกษาไทย สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่คนไทยต้องมาก่อน สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข และสร้างค่านิยมใหม่คนดีต้องมีที่ยืน โดยเน้นย้ำว่าการศึกษาคือปากท้อง เศรษฐกิจ และอนาคต และเป็นยารักษาที่ดีที่สุดที่จะช่วยแก้จนและแก้ปัญหาปากท้องได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ โลโก้ของพรรคเป็นรูป “ธนู” สื่อถึงความหวังที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ คนไทยต้องมาที่หนึ่ง และประเทศไทยต้องก้าวใหม่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง

    ภายหลังการเปิดตัวพรรคนายสุชัชวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นพรรคน้องใหม่ที่มีเวลาเตรียมตัวน้อยก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าแต่พร้อมลงสู้ศึก และตนพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะเป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งของพรรค ส่วนการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่ เราตั้งใจสร้างสังคมนิยมใหม่ที่ส่งเสริมคนดีในการปราบปรามคอร์รัปชัน และขอคะแนนเสียงให้ได้ สส. มากพอในการเลือกตั้ง

    เมื่อถามถึงการแบ่งขั้วทางการเมืองที่ชัดเจน นายสุชัชวีร์ยืนยันว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงระยะยาวให้กับประเทศพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยไม่มีข้อจำกัดในการร่วมงานกับพรรคใดตราบใดที่มีโอกาสได้ทำงานสร้างคนและ ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมให้กับสังคมไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886785&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21oiCopCeAkmHboZ5SJvLu

  • สลด! นศ.จบชีวิตตัวเองหลังได้รับแจ้งผลผิด ไม่อนุมัติให้จบการศึกษา ทั้งที่ได้เกียรตินิยม | เดลินิวส์

    สลด! นศ.จบชีวิตตัวเองหลังได้รับแจ้งผลผิด ไม่อนุมัติให้จบการศึกษา ทั้งที่ได้เกียรตินิยม | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศเผยเรื่องราวการเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจของนักศึกษาหนุ่มจากสหราชอาณาจักร เนื่องจากความผิดพลาดของระบบ หลังจากครอบครัวของเขาเปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

    อีธาน บราวน์ นักศึกษาจากสหราชอาณาจักรวัย 23 ปี ได้ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในเดือนธันวาคม 2567 นับเป็นเวลาสามเดือนหลังจากที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์แห่งสกอตแลนด์ แจ้งข้อมูลผิดพลาดว่า ผลการเรียนของเขาไม่ดี และเขาไม่มีหน่วยกิตการเรียนเพียงพอที่จะสำเร็จการศึกษาได้ในภาคเรียนนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเรียนจบด้วยคะแนนสอบระดับเกียรตินิยม

    เทรซี สกอตต์ มารดาของบราวน์ เป็นผู้พบศพบุตรชายในห้องนอนของเขาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่เขาควรจะเข้ารับปริญญา เธอเปิดเผยกับสำนักข่าวเอสทีวีนิวส์อย่างสุดสะเทือนใจว่า “คุณตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่ามันเป็นฝันร้าย แต่มันไม่ใช่”

    เทรซี สกอตต์ ในวันแถลงข่าวสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 (Jane Barlow/PA Images via Getty Images)

    อีธานเป็นนักศึกษาวิชาเอกภูมิศาสตร์ ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะสำเร็จการศึกษาในช่วงฤดูร้อนปี 2567 แต่ก่อนหน้านั้น ในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยกลับแจ้งผลผิดพลาดว่า เขา “เก็บหน่วยกิตที่จำเป็นสำหรับการสำเร็จการศึกษาได้ไม่ครบ”

    อาเมอร์ อันวาร์ ทนายความของครอบครัวอีธาน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 ว่า ครอบครัวของบราวน์เชื่อว่า “มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ทำให้ชีวิตของอีธานพังทลาย” และเชื่อว่าการตัดสินใจจบชีวิตของเขา เป็นผลมาจากความผิดพลาดของการแจ้งผลการจบการศึกษาดังกล่าว

    มารดาของอีธานกล่าวเสริมกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า “ความจริงก็คือ อีธานทำคะแนนการเรียนได้ในระดับเกียรตินิยม แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะแจ้งกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาเรียนได้ไม่ดีก็ตาม… มันทำให้หัวใจฉันแตกสลายที่ได้รู้ถึงความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อให้เกิดขึ้นกับลูกชายของฉัน”

    หลังเกิดเหตุ ครอบครัวได้ติดต่อมหาวิทยาลัยในวันที่ 13 มกราคม  2568 เพื่อขอคำอธิบาย ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนภายในโดยมหาวิทยาลัย 

    ต่อมา มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ยอมรับในแถลงการณ์ ว่าเกิด “ความผิดพลาดอันน่าเศร้า” ในการคำนวณผลการเรียนของอีธาน โดยระบุว่าความผิดพลาดนี้ “ควรจะถูกตรวจพบในระหว่างกระบวนการของคณะกรรมการคุมสอบ” 

    มหาวิทยาลัยยังกล่าวถึงความบกพร่องเพิ่มเติมว่า บราวน์ไม่ได้รับการส่งตัวไปยังหน่วยงานสนับสนุนนักศึกษา เมื่อเขา “เผยความกังวลด้านสุขภาวะ”

    มหาวิทยาลัยได้จัดทำรายงานการสอบสวนภายในโดยศาสตราจารย์อาวุโส และได้ส่งต่อรายงานดังกล่าวแก่ครอบครัวของบราวน์ โดยรองอธิการบดีและผู้จัดทำรายงานได้เข้าพบตัวแทนครอบครัวในต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งขออภัยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้ตาย

    ทนายอันวาร์ ระบุว่า ครอบครัวมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับปัญหาการขาดการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและวิชาชีพที่มหาวิทยาลัยจัดหาให้สำหรับนักศึกษาที่มีปัญหา และกล่าวว่านักศึกษารายนี้เคยรายงานปัญหาด้านสุขภาพจิตของตัวเองก่อนหน้านี้ แต่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด

    มหาวิทยาลัยกลาสโกว์กล่าวในแถลงการณ์ว่า ได้ตรวจสอบบันทึกทั้งหมดแล้ว และ “มั่นใจ” ว่าความผิดพลาดในการคำนวณเกรดของบราวน์ เป็นเหตุการณ์เฉพาะกรณีและไม่มีนักศึกษาคนอื่นได้รับผลกระทบ 

    มหาวิทยาลัยระบุว่ากำลังดำเนินการ “ทบทวนอย่างละเอียด” เกี่ยวกับการจัดการด้านวิชาการและสุขภาวะ รวมทั้งทบทวนโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการด้านการสอบ 

    “เราขออภัยอย่างสุดซึ้งที่เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เกิดขึ้น และเข้าใจถึงความทุกข์ใจอย่างสุดซึ้งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของอีธาน” แถลงการณ์ระบุ

    เทรซี สกอตต์ บอกผู้สื่อข่าวจากเอสทีวีนิวส์ ว่า สิ่งที่ทำให้เธอมีกำลังใจในการต่อสู้ คือการรู้ว่าลูกชายของเธอเป็นฝ่ายถูกและมหาวิทยาลัยทำผิด พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยกลาสโกว์ “ล้มเหลว” ในการช่วยเหลือและสนับสนุนลูกชายของเธอ ทั้งในแง่วิชาการและในแง่ตัวบุคคล 

    ที่มา : people.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5169759/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw020Lu-2A3tXUWO5djBHzPf

  • คณะนิติศาสตร์ นิด้า เปิดรับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคพิเศษ

    คณะนิติศาสตร์ นิด้า เปิดรับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคพิเศษ

    นิติศาสตรมหาบัณฑิต ครั้งที่ 4/2568 ภาคพิเศษ

    คณะนิติศาสตร์ นิด้า เปิดรับสมัครนักศึกษา 

    นิติศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 24 ภาค 4/2568 

    นิติศาสตร์มหาบัณฑิต (น.ม.) ที่ใช่ เพื่ออนาคตที่มั่นคงในสายกฎหมาย กฎหมายไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกเรียนกับหลักสูตรที่ใช่

    • ก.ต./ก.อ. รับรอง
    • มหาวิทยาลับในกำกับของรัฐ
    • อาจารย์เชี่ยวชาญในวงการกฎหมาย

    ภาคพิเศษ (เรียนวันเสาร์-อาทิตย์) หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต เปิดรับสมัคร 4 สาขาวิชาเอก

    • สาขาวิชาเอกกฎหมายเอกชน
    • สาขาวิชาเอกกฎหมายมหาชน
    • สาขาวิชาเอกกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
    • สาขาวิชาเอกกฎหมายธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    สาขาวิชาเอกกฎหมายมหาชน สามารถเทียบโอนรายวิชาจากหลักสูตรประกาศนียบัตรทางกฎหมายปกครองฯ (ก.ศป.) ของ NIDA และศาลปกครองได้ 4 วิชา (12หน่วยกิต) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    ตั้งแต่บัดนี้ – ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

    (เปิดเทอม วันเสาร์ 10 มกราคม 2569)

    รายละเอียดและเอกสารการรับสมัครที่ https://law.nida.ac.th/how-to-apply-master-of-laws/ 

    สมัครออนไลน์ได้ที่ https://entrance.nida.ac.th/registrar/applogin.asp 

    *สมัครและแนบหลักฐานการสมัครในระบบออนไลน์*

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    Line ID : @LLMLAWNIDA

    หรือ 088 022 6789

    #LawNIDA #NIDA #NIDAThailand


    คณะนิติศาสตร์ นิด้า รับสมัครนักศึกษา ป.โท นิติศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 25

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/master-of-gsl-nida-25/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35MxRCCss3R5xVgnOTOYjJ