Blog

  • รายงานเผย

    รายงานเผย

    นิตยสาร Forbes รายงานล่าสุดว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีพันล้าน บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ใกล้จะก้าวสู่การเป็น “มหาเศรษฐีล้านล้าน” คนแรกของโลก โดยตอนนี้เขาก้าวขึ้มาได้ครึ่งทางแล้ว

    ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX กลายเป็นบุคคลแรกที่มีทรัพย์สินสุทธิ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสั้นๆ ขณะที่หุ้นของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของเขาฟื้นตัวจากช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักในแวดวงการเมือง (หลังจากขัดแย้งกับทรัมป์อย่างรุนแรง) ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ของเขาก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    สินทรัพย์สุทธิของชายวัย 54 ปีผู้นี้พุ่งสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันพุธ ก่อนที่จะลดลงเหลือ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ “Real-Time Billionaires”

    รองลงมาคือแลร์รี เอลลิสัน ซีอีโอของ Oracle ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิ 350.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta  ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิ 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการจัดอันดับของ Forbes

    หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและลาออกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มัสก์ก็สร้างความมั่งคั่งได้เป็นล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกเมื่อขายบริษัทซอฟต์แวร์สิ่งพิมพ์ออนไลน์ให้กับคอมแพค ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สัญชาติอเมริกัน ในราคาสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999

    ในที่สุด บริษัทต่อมาก็ควบรวมกิจการกับ PayPal และหลังจากออกจากธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชาวแอฟริกาใต้ผู้นี้ได้ก่อตั้งบริษัทจรวดอวกาศ SpaceX ในปี 2002 และก้าวขึ้นเป็นประธานบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla  ในปี 2004

    Agence France-Presse

    Photo – (แฟ้มภาพ) อีลอน มัสก์ มองดูระหว่างการแถลงข่าวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ณ ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2025 นิตยสารฟอร์บส์รายงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 ว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกไปเกือบครึ่งทางแล้ว (ภาพโดย Allison ROBBERT / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/36080&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xYwfTgnWJ6wwgWgvI9WBS

  • “TSU in becoming ม.ทักษิณ ประกาศเส้นทางแห่งการเติบโต” ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่ สู่ปีที่ 58 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “TSU in becoming ม.ทักษิณ ประกาศเส้นทางแห่งการเติบโต” ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่ สู่ปีที่ 58 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – มหาวิทยาลัยทักษิณ เฉลิมฉลองครบรอบ 57 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย จัดงาน “TSU in Becoming บนเส้นทางแห่งการเติบโต ตอกย้ำพลังการขับเคลื่อน “ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่” สู่ปีที่ 58 พร้อมประกาศท้าทายพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง ด้วย 12 เส้นทางแห่งการเติบโต มุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ”

    มหาวิทยาลัยทักษิณ จัดงาน “TSU in Becoming บนเส้นทางแห่งการเติบโต” 1 ตุลาคม 2568 เฉลิมฉลองครบรอบ 57 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย บอกเล่าเรื่องราวบนเส้นทางที่ทอดยาวจาก “อดีต” ส่งต่อการดำรงอยู่ใน “ปัจจุบัน” สู่ “การกลายเป็นในอนาคต” ที่ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่ ก้าวสู่ปีที่ 58 ของมหาวิทยาลัยทักษิณอย่างภาคภูมิ ณ หอเปรมดนตรี มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

    จากจุดเริ่มต้นในการส่งมอบคุณค่า บัณฑิตคุณภาพสู่สังคมมากกว่า 80,219 คน และการสร้างนิสิตระดับปริญญาตรี  โท และ เอก จำนวน 22,270 คน ในปัจจุบัน เข้าสู่การพัฒนาการเรียนรู้ การพัฒนากำลังคน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมชั้นแนวหน้าของประเทศ” ด้วยการเป็น “มหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม” ที่มีอัตลักษณ์ “รับผิดชอบ รอบรู้ สู้งาน มีประสบการณ์เชิงปฏิบัติ”

    ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง อาจสร้างความหวาดวิตก ผันแปรไม่แน่นอนในหลากหลายด้าน เกิดประเด็นคำถามสำคัญว่า “มหาวิทยาลัยจะดำรงอยู่อย่างไร?”

    รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า ใน วิกฤตมีโอกาส ใน โอกาสมีวิกฤต ในวิกฤต-โอกาส อาจเป็น “อากาศธาตุ” เพียงช้าฉวยคว้าไว้ไม่ได้ วันนี้มหาวิทยาลัยทักษิณพร้อมยืนหยัด ท้าทายพายุแห่งความอภิมหาโกลาหล บนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ และ “ความรักที่จะรู้ กระหายใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง จะพาเราเดินหน้าสู่สิ่งนั้นอย่าง ความหลงใหล (Passion) พุ่งเข้าใส่ (ปัญหา) ด้วยความกล้า กับ 12 เส้นทางแห่งการเติบโต เพื่อมุ่งสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ ภายในปี 2570″ นี้

    1. เรียนที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ต้องได้มากกว่า1ปริญญาบัตร และมากกว่า 1 ใบแสดงผลการเรียน และใบแสดงทักษะ
    2. ขยายเครือข่ายความร่วมมือพัฒนาหลักสูตร2ปริญญา และหลักสูตรพรีเมี่ยม กับสถาบันในต่างประเทศ
    3. การเรียนรู้แห่งอนาคต ด้วยMicro-Credentialและพัฒนาสมรรถนะกำลังคนตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ
    4. ขยายฐานการเรียบรู้แบบNon-degree, Pre-degreeและการศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงาน (WBL) และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Paced Learning) ผ่าน TSU for All/TSU MOOC for All และ TSU Credit Bank ที่เชื่อมต่อกับ National Credit Bank
    5. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการเรียนรู้ ฉลาดรู้ และรู้เท่าทัน
    6. พัฒนาหลักสูตรใหม่ รับการพัฒนาในระบบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต และBlended Learning
      แบบMajor+
    7. พัฒนาและรับรองคุณภาพบัณฑิต โดยการสอบประมวลผลการเรียนรู้ก่อนสำเร็จการศึกษา
    8. พัฒนาแพลตฟอร์มTSU-Portfolioเพื่อเป็นแฟ้มสะสมผลงาน ผลการเรียนดิจิทัลของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทักษิณ
    9. โครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รองรับการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์และสุขภาพ และเชื่อมโยงกับการบริการทางการแพทย์ผ่าน “ศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมมหาวิทยาลัยทักษิณ”
    10. สร้างนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการเป็นสะพานเชื่อมโยงจากท้องถิ่นกับโลกกว้าง ร่วมกับภาคี-หุ้นส่วนการพัฒนาที่“เท่าเทียม” (Inclusive Development)
    11. การทำให้พื้นที่ท้องถิ่นเข้าสู่การรับรู้ในระดับสากล ผ่านการจัดอันดับมหาวิยาลัยโลก (University World Rankings)
    12. มีระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเรียนรู้ และการสร้างวิถีชีวิตแบบ “TSU Campus Life” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพการเติบโตอย่างมีคุณค่า และสร้างสรรค์สังคมในฐานะพลเมือง และให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทเหนี่ยวนำการพัฒนาที่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์การพัฒนาเพื่อ “ชีวิตที่ดีกว่า” ของทุกคน

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณเน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยยังจำเป็นในฐานะ “หนึ่งในแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในทางเลือกอันมากมาย หลากหลาย ผสมผสาน เข้าถึงง่าย ไม่ไกลเอื้อม” จากการจัดการศึกษาสู่การพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น ควบคู่กับการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและการบริการวิชาการออกสู่สังคม เพื่อสร้างองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์งเกียรติแก่บุคลากรตัวอย่างประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 5 ราย ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิติมา ณ สงขลา บุคลากรในทุกมิติ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยการเคลื่อนไหวทางศิลปะ วัฒนธรรม ที่ทำให้เกิดคุณค่า มูลค่า และความสำนึกผูกพันในฐานะส่วนหนึ่งของ สังตัวอย่างด้านการเรียนการสอน

    ศาสตราจารย์ ดร.รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ บุคลากรตัวอย่างด้านการวิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.กุสุมาลย์ น้อยผา บุคลากรตัวอย่างด้านการบริการวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรวรรณ โภชนาธาร บุคลากรตัวอย่างด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และ นางสาวพิมพ์ณดา มณีวงค์ บุคลากรตัวอย่างสายสนับสนุน

    รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยทักษิณ ประจำปี พ.ศ.2568 จำนวน 5 ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ประสพชัย พสุนนห์ ด้านความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน ว่าที่ ร้อยตรี ดร.พรพรหม อธีตนันท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ดำรงค์ ชีวะสาโร ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและมหาวิทยาลัย นางสาวดวงนภา ทองอ่อน และพันตำรวจเอก ถาวร ผลกล้า ด้านผลงานดีเด่น นิสิตดีเด่นมหาวิทยาลัยทักษิณ ประจำปี พ.ศ.2568 จำนวน 4 ราย ได้แก่ นางสาววรรณธิชา คงแก้ว นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และ นางสาวอัฟซา มะ นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ด้านกิจกรรมและบำเพ็ญประโยชน์ นายภานุกร ตันฑสันติสกุล นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านนวัตกรรมสังคม และนางสาวอรปรียา กัลยา นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ด้านกีฬา นอกจากนี้ ยังได้จัดพิธีมอบ เหรียญที่ระลึก แก่ผู้ปฏิบัติงานครบ 25 ปีขึ้นไป จำนวน 26 ราย เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ

    งานครบรอบ 57 ปี ปิดท้ายอย่างงดงามด้วย TSU Blooming Beats Concert” โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ และตอกย้ำว่า “มหาวิทยาลัยทักษิณ” จะยังคงเดินบนเส้นทางการเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง ต่อยอด แตกหน่อ และก่อใหม่ สู่ปีที่ 58 อย่างมั่นคงและสร้างสรรค์

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/02/583192/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lYmqltSp9iGS5wIJQUEbM

  • วิจัยชี้ “คนอายุสั้น” มักมีลักษณะนี้เมื่อเดิน ใครเช็กแล้วตรงกันข้าม ขอแสดงความยินดีด้วย!

    วิจัยชี้ “คนอายุสั้น” มักมีลักษณะนี้เมื่อเดิน ใครเช็กแล้วตรงกันข้าม ขอแสดงความยินดีด้วย!

    ผู้ที่มีอายุสั้น มักมีลักษณะนี้เมื่อเดิน ถ้าไม่มี… ขอแสดงความยินดี!

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leicester พบว่า “ความเร็วในการเดิน” สามารถสะท้อนอายุขัยของคนเราได้ ผู้ที่เดินช้ากว่ามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรมากกว่าผู้เดินเร็ว

    ผลการศึกษาเปิดเผยอะไร

    นักวิจัยสำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวอังกฤษวัย 38‑73 ปีจำนวน 391,652 คน ติดตามข้อมูลเป็นเวลาเฉลี่ย 12 ปี พบว่าผู้ที่เดินเร็วมีอัตราเสียชีวิตต่ำกว่า ทั้งจากโรคหัวใจ มะเร็ง และสาเหตุอื่นๆ

    โดยผู้ที่เดินช้าถูกเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นภายใน 10 ปี ขณะที่การเดินเร็วช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

    ประโยชน์ของการเดินเร็ว

    การเดินเร็วไม่เพียงช่วยในเรื่องอัตราการเสียชีวิต แต่ยังมีผลเชิงบวกต่อสุขภาพหัวใจ การเผาผลาญ และความแข็งแรงทั่วไป

    องค์กรสุขภาพสาธารณะอย่าง NHS แนะนำให้ผสมผสานการเดินเร็วไว้ในชีวิตประจำวัน เช่น เดิน 10 นาทีต่อวัน ก็ช่วยส่งเสริมสุขภาพได้

    เกณฑ์การเดินเร็วที่แนะนำ

    การเดินเร็วโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเดินแล้วสามารถพูดได้แต่ไม่สามารถร้องเพลงเต็มเพลงได้ นั่นคือจังหวะที่เหมาะสม

    ควรนำการเดินเร็วมาเป็นกิจวัตรร่วมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น เดินไปทำงาน เดินช็อปปิ้ง หรือขึ้นบันไดแทนลิฟต์

    หากคุณไม่มีลักษณะ “เดินช้า” ตามที่งานวิจัยระบุ ขอแสดงความยินดี เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณมีโอกาสมีอายุยืนยาวกว่าคนที่เดินช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9848898/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-gcxXL8mHBWvbucS0wAZI

  • C

    C

    ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คว้ารางวัล “HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025” นำโดยคุณวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณกนกไพ วงศ์สถิตย์พร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคล ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและสามารถส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าและสังคมได้อย่างแท้จริง”

    CIMB THAI ตอกย้ำองค์กรแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน คว้ารางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025

    คุณกนกไพ วงศ์สถิตย์พร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า “ธนาคารมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจาก HR Asia เป็นปีที่ 4 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับพนักงานทุกคน เราเชื่อว่าการดูแลคนในองค์กรอย่างจริงใจ และการรับฟังเสียงของพนักงานอย่างแท้จริง คือหัวใจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0lv4bgp6t6w1tkrrtn4bze8p3tejgj&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uAErCxsTdbbMvh2GZ8THV

  • น้ำท่วม ‘แม่ฮ่องสอน’ เส้นทางถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่ทหารส่งถุงยังชีพทางอากาศช่วยเหลือราษฎร

    น้ำท่วม ‘แม่ฮ่องสอน’ เส้นทางถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่ทหารส่งถุงยังชีพทางอากาศช่วยเหลือราษฎร

    สถานการณ์น้ำท่วมที่บ้านห้วยแห้ง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน (2 ตุลาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อิทธิพลของพายุ ‘บัวลอย’ มีฝนตกหนักในพื้นที่ เกิดน้ำป่าน้ำท่วมฉับพลัน เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด การดำเนินการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ทหารต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงสิ่งของไปช่วยเหลือราษฎร ขณะที่เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบขาดแคลนเสื้อผ้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ขอรับบริจาคช่วยเหลือเด็กเป็นการด่วน

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไชยวุฒิ พุทธวัตร์ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผย (2 ตุลาคม 2568) ว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำท่วมหมู่บ้านห้วยแห้ง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถนนถูกตัดขาด ไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้

    โรงเรียนบ้านห้วยแห้งได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลให้เด็กนักเรียนต้องการความช่วยเหลือ ขอรับบริจาค เสื้อผ้า ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กระเป๋าเป้ รองเท้านักเรียน รองเท้าแตะ ที่นอน หมอน มุ้ง อาหารแห้ง ขนม นมกล่อง ให้น้องๆ โรงเรียนบ้านห้วยแห้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่โดนพายุซัดไม่มีอะไรเหลือเลย ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลทะลัก พังกำแพงของโรงเรียน เสียหายจำนวนมาก

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo02.jpg

    โดยสามารถติดต่อเพื่อบริจาคได้ที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต2 เลขที่ตั้ง 179  ถ.เวียงใหม่ ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 58110 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์จาก กรมทหารพรานที่ 36 ได้ปฏิบัติภารกิจลำเลียงถุงยังชีพจำนวน 30 ชุด พร้อมน้ำดื่ม 100 แพ็ค ที่ได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนตำบลแม่คง ขนส่งทางอากาศเข้าพื้นที่ บ้านห้วยแห้ง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    ภารกิจครั้งนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเกิดเหตุดินสไลด์ปิดเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน ทำให้ราษฎรไม่สามารถเดินทางออกมารับความช่วยเหลือได้ การขนส่งทางอากาศจึงเป็นทางเลือกสำคัญ เพื่อให้สิ่งของจำเป็นถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    น้ำท่วมอยุธยา ชาวบ้านต้องพายเรือพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

    สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2 ตุลาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ยังคงระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม่น้ำน้อยและคลองสาขาหลายแห่งมีระดับน้ำสูงขึ้นเฉลี่ยราว 10 เซนติเมตร และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo05-1.jpg

    โดยที่ชุมชน ม.3 ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา  ระดับน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมเต็มพื้นที่ของชุมชน ระดับน้ำสูง 1 เมตร สภาพบ้านเรือนหลายหลังเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง น้ำท่วมจวนจะถึงพื้นบ้าน บางหลังน้ำท่วมจนถึงพื้นบ้าน ส่วนถนนทางเข้าชุมชนถูกน้ำท่วม ชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจรเข้าออกจากชุมชนมาที่ถนนสายหลัก ในการไปทำงาน ซื้อข้าวของ รวมถึงผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

    ส่วนชาวบ้านในชุมชนติดกับคลองหงส์ ที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ในหมู่ที่ 5 ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบในชุมชนที่อยู่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมสูง 30–40 ซม. ชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำเข้าออก และถูกฝูงปลิงควายเกาะกัดดูดเลือด

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo06-2.jpg

    กรมอุตุฯ เผย ทั่วไทยฝนลดลง จับตา 5-6 ต.ค.‘พายุ’อีกลูกเข้าเวียดนาม

    กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไป (2 ตุลาคม 2568) พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และตาก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากมีลมตะวันออกพัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังอ่อน

    สำหรับบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

    อนึ่ง พายุดีเปรสชันบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุหมุนเขตร้อน และจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 3-4 ต.ค. 2568 คาดว่า ในช่วงวันที่ 5-6 ต.ค. 2568 จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo07.jpg

    อัพเดทเส้นทางพายุดีเปรสชันในมหาสมุทรแปซิฟิก (ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) เช้าวันนี้  (2 ต.ค.2568) มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนได้ (เนื่องจากพายุนี้ยังอยู่ในทะเล) จะเคลื่อนตัวทางตะวันตกเฉียงเหนือผ่านเกาะลูซอล ประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน ในช่วงวันที่ 3-4 ต.ค.2568 และจะเคลื่อนตัวไปทางเกาะไหลหลำ และขึ้นฝั่งที่ประเทศจีนตอนใต้หรือประเทศเวียดนามตอนบน ช่วงวันที่  6-7 ต.ค. 2568

    พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ยังไม่ควรตื่นตระหนกติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นระยะ

    Flood-situation-in-Mae Hong Son-Ayutthaya-Roads-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/flood-situation-in-mae-hong-son-ayutthaya-roads-cut-off-officials-send-relief-bags-by-air-to-help-residents&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N4ZIQMIaIFZppSkqp7M84

  • DIT เดินหน้า “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-เพิ่มรายได้เกษตรกร วางรากฐานเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    DIT เดินหน้า “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-เพิ่มรายได้เกษตรกร วางรากฐานเศรษฐกิจไทยยั่งยืน


    กรมการค้าภายใน ( DIT)  รับลูก รมว.ศุภจี ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ ดูแลเกษตรกร–ประชาชน-ผู้ประกอบการ วางรากฐานเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เผย กรมการค้าภายใน (DIT) เร่งขับเคลื่อนมาตรการด้านการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยยึดแนวทาง “Quick Big Win” เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็วางรากฐานเศรษฐกิจการค้าและการส่งออกให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    นายวิทยากร ระบุว่า ภารกิจสำคัญอันดับแรกคือ การลดค่าครองชีพของประชาชน DIT  ได้เดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ โดยใกล้สุดเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่จังหวัดศรีสะเกษ และจัดต่อเนื่องในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดทั้งปี 2569 รวมทั้งมหกรรมลดราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ เทศกาลกินเจ ตรุษจีน และช่วงเปิดภาคเรียน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ครัวเรือน คาดว่าจะลดรายจ่ายประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกันนี้ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลดราคาปุ๋ย และยา ในโครงการธงเขียว ด้วย

    นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “อีกหนึ่งมาตรการที่ถือเป็น Quick Big Win คือการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม คาดว่าจะช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี นอกจากนั้นยังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ด้านเวชภัณฑ์จำเป็น กรมฯ ยังได้เข้ามากำกับต้นทุนสินค้าสำคัญ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ โดยมาตรการดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกกว่า 1,100 ล้านบาท

    นอกจากการดูแลค่าครองชีพแล้ว DIT ยังมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีปัญหาสำคัญเรื่องการนำเข้าจากพื้นที่เผาและก่อมลพิษ โดยได้กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ประกันราคารับซื้อที่เกษตรกรพอใจเพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคง ส่วนมันสำปะหลัง ได้มีส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้นเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา และสนับสนุนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต รวมถึงผลักดันการใช้พันธุ์ต้านทานโรคใบด่างและควบคุมการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด”

    “สำหรับผลไม้และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กระเทียม หอมแดง และหอมใหญ่ ที่มีผลผลิตออกกระจุกตัวและเน่าเสียง่าย DIT ได้ร่วมกับห้างค้าปลีกและเครือข่ายจำหน่ายทั่วประเทศในการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เก็บเกี่ยว รวมถึงเชื่อมโยงการซื้อขายล่วงหน้าและจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและรักษาระดับราคาที่เป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

    นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดทำตัวอย่างการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับทดแทน โดยกรมได้เริ่มแปลงตัวอย่างกับสินค้ากล้วยหอม ในอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสามารถส่งออกกล้วยหอมไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ในราคาดี ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้มีการปรับเปลี่ยนพืชเดิมมาปลูกกล้วยหอมกันมากขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวจะได้มีการนำไปต่อยอดกับสินค้าเกษตรตัวต่อไป อาทิ แปลงลำไยในจังหวัดลำพูน ที่จะมีการปลูกอาโวคาโด แซมในแปลงลำไย เป็นต้น”

    “มาตรการ Quick Big Win ดังกล่าวจะดำเนินการทันที โดยผลการดำเนินมาตรการจะมีผลเป็นการวาง้โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ และเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งในระยะยาว ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งให้เกิด Quick Win พร้อมกับการสร้างรากฐานการค้าไทยที่โปร่งใส ยั่งยืน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นายวิทยากร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36067&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y4wITRof7EdrdmBmAvpZr

  • ‘ทางรอดเดียวของธุรกิจไทย’ ฝ่าวิกฤติ ‘กฎ-เงิน-ตลาด’ สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    ‘ทางรอดเดียวของธุรกิจไทย’ ฝ่าวิกฤติ ‘กฎ-เงิน-ตลาด’ สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    sustainability

    ‘ทางรอดเดียวของธุรกิจไทย’ ฝ่าวิกฤติ ‘กฎ-เงิน-ตลาด’ สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ใช่ทางเลือกที่สวยงามอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว โดยมีสามแรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว

    • ธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ได้แก่ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มงวดขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) ซึ่งกระทบต้นทุนการส่งออก
    • ความเสี่ยงด้านการเงินจากการไม่ปรับตัว ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และพลาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวที่ให้เงื่อนไขพิเศษ เช่น ดอกเบี้ยต่ำ
    • ความต้องการของตลาดและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียคำสั่งซื้อหากไม่ปรับตัว
    • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และสถาบันการเงิน

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ใช่ทางเลือกที่สวยงามอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว โดยมีสามแรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว

    แรงกดดัน 3 มิติ กฎมาแน่ กลัวเงินหาย ขายให้จึ้ง

    ดร. ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการ ด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะ 3 ปัจจัยหลัก

    • กฎมาแน่ (Regulations are Coming): กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลกกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ CBAM (ภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป) ที่ทำให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูงขึ้น หากกระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือ EUDR (กฎหมายสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) ที่กระทบสินค้าเกษตรสำคัญอย่างยางพารา หากไม่ปรับลดการปล่อยคาร์บอนในระดับผลิตภัณฑ์ ธุรกิจไทยจะแข่งขันได้ยากขึ้นทันที
    • กลัวเงินหาย (Fear of Losing Money): การไม่ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินสองมิติ คือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากคู่แข่งหันไปใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวยังจะ พลาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ที่ภาคการเงินเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม
    • ขายให้จึ้ง (Selling Compellingly): ความต้องการของตลาดและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน บริษัทขนาดใหญ่และคู่ค้าต่างประเทศเริ่มกำหนดข้อบังคับ (Requirement) ให้ซัพพลายเออร์ใช้สินค้าและบริการที่มีคาร์บอนต่ำหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ อาจนำไปสู่การ สูญเสียคำสั่งซื้อ ในอนาคต และยังรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน การทำธุรกิจสีเขียวจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

    ความท้าทายของ SME ต้นทุนและความรู้

    ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียน เป็นกลุ่มผู้นำในการปรับตัว โดยมีความตระหนักและเริ่มดำเนินการแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการขยายผลการเปลี่ยนแปลงนี้ไปสู่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมักเผชิญกับแรงกดดันผ่านห่วงโซ่อุปทานและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทั้งปัญหา ต้นทุนที่สูงขึ้น 

    ในระยะแรกจากการเปลี่ยนไปใช้วัสดุหรือเทคโนโลยีสีเขียว และการขาด Economy of Scale ทำให้สินค้าสีเขียวมีราคาต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่ง การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่การยอมขาดทุนในระยะสั้น แต่เป็นการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ ๆ

    สู่ความสำเร็จ บทบาทร่วมของทุกภาคส่วน (Ecosystem)

    ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยมีบทบาทที่ชัดเจน ดังนี้

    1. ภาครัฐบาล ต้องวาง นโยบายที่ชัดเจนและแน่นอน เพื่อลดความไม่แน่นอน และ สร้างแรงจูงใจ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับโครงการสีเขียว
    2. ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้นำและพี่เลี้ยง” ช่วยเหลือและให้ความรู้แก่ซัพพลายเออร์รายย่อยในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง แทนที่จะตัดออกจากการค้า
    3. สถาบันการเงิน มีบทบาทสำคัญในการเป็น ศูนย์กลางความรู้ (Knowledge Hub) และ ผู้สนับสนุนทางการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียว โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นเข็มทิศในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยเริ่มดำเนินการในระยะแรกสำหรับภาคพลังงานและการขนส่ง ก่อนขยายไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในปี 2568 (ข้อมูลอ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย)

    โอกาสของไทย พลิกวิกฤตสู่การเป็นผู้นำ

    แม้จะมีความไม่แน่นอนในเวทีโลก โดยเฉพาะด้านนโยบายของบางประเทศ แต่แนวโน้มด้านความยั่งยืนยังคงเดินหน้าต่อไปทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดำเนินธุรกิจสีเขียวนอกจากจะ ลดความเสี่ยง ใน Supply Chain และ ลดต้นทุนพลังงาน ในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการ ดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพ และ สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ในสายตาผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1200615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jMhGqLrzQxRaN20LrflWm

  • ลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค. 68

    ลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค. 68

    เปิดไทม์ไลน์ ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” หรือ คนละครึ่ง 2568 เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค. 68

    หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้กันงบประมาณปี 2569 เพื่อนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว เพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงคาดว่าในสัปดาห์หน้า หลักการจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสามารถให้ประชาชนลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือนตุลาคมนี้

    คนละครึ่งพลัส คืออะไร

    โดยล่าสุด (2 ต.ค. 68)  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า วันนี้สภาพเศรษฐกิจแย่มาก ประชาชนได้รับความเดือดร้อน การซื้อขายไม่คล่องตัว นำไปสู่ปัญหาหนี้สิน ซึ่งประเทศไทยคนก็เป็นหนี้เยอะอยู่แล้ว ตนอธิบายในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาลว่า เศรษฐกิจเหมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม ถ้าไม่ทำอะไรมันจะตกเหว นี่คือการออกนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าควรจะมีอะไรที่ฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมมอบนโยบายว่าต้อง Quick (เร็ว) Big (ใหญ่) Win (ประชาชนได้ประโยชน์) โดยแนะนำคนละครึ่ง ทำอย่างไรให้คิดถึงเรื่องระยะยาวด้วย จึงใช้คำว่า “คนละครึ่งพลัส”

    “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากเดิมอย่างไร

    คนละครึ่งพลัส หลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้อง บิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    ส่วนเรื่องของ Win คือ สิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย

    สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    พลัสที่ 1 คนในระบบภาษีจะได้ 60% หรือ 2,400 บาท จากเดิม 50% แต่ประชาชนที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท เพื่อสะท้อนให้กับเรตติ้งเอเจนซี่รู้ว่าเราคำนึงถึงวินัยการคลัง

    พลัสที่ 2 กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เราจะเพิ่มทักษะการขายของออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้า จากเคยขายของเพียงในตลาด จะสามารถขยายตลาดออนไลน์ได้ ทำให้มีรายได้อย่างยั่งยืน และจะทำระบบบัญชีแบบง่ายๆ เหมือนบัญชีครัวเรือน ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังกำลังประสานกับธนาคารเพื่อให้ปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง ถ้าทำบัญชีถูกต้องธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นการได้ผลยาวที่ครบวงจร แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน ซึ่งการออกแบบคนละครึ่งพลัสจะทำควบคู่กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปกติจะได้เงิน 300 บาทต่อเดือนเพื่อไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น เพียง 2-3 วันเงินก็จะหมด 

    เราจึงของบประมาณที่เหลือจากปีที่แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีกรุณาอนุมัติให้วันสุดท้ายของปี 2568 (30 ก.ย.) ที่เราประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที ไปเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากได้ 300 บาท เราเติมไปอีก 1,700 บาท รวมกันเป็น 2,000 บาท คนกลุ่มนี้เราจะเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่ง 2,000 บาท สิทธิจะเท่ากับคนละครึ่งพอดี

    ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้วันไหน

    •  15 ต.ค. 68 เปิดลงทะเบียนร้านค้า โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย 1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป 2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ 3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ
    • 20-26 ต.ค. 68 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน
    • 29 ต.ค. 68 เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    “คนละครึ่งพลัส” แบ่งสิทธิผู้ร่วมโครงการเป็น 3 กลุ่ม

    กลุ่มที่ 1 : ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน

    • จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท
    • ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว
    • ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

    กลุ่มที่ 2 : ผู้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน (ยื่นแบบภาษี)

    • จะได้รับสิทธิพิเศษในโครงการคนละครึ่ง ที่ปรับเปลี่ยนจาก 50:50 เป็น 60:40
    • โดยรัฐบาลจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท
    • สามารถจับจ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท

    กลุ่มที่ 3 : ผู้อยู่นอกระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน

    • จะได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qjek-T7bMzohPwzves0zj

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.24 น.

    กลยุทธ์ : Buy on Dips
    แนวรับ : $3,790  หรือ  58,600 บาท
    แนวต้าน : $3,900  หรือ  59,600 บาท

    ข่าว :  

    .

    ตลาดแรงงานสหรัฐฯอ่อนแรง : ตัวเลข ADP ลดลงสุทธิ ~32,000 ตำแหน่ง สวนทางคาดชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ กด Bond Yield 10Y ลงแถว 4.10% และหนุนคาดการณ์ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

    ความไม่แน่นอนการเมืองสหรัฐฯ : วิกฤต Government Shutdown ถูกใช้เป็นเกมต่อรองการเมือง เพิ่มดีมานด์สินทรัพย์ปลอดภัย

    สัญญาณ “แตกเสียง” ในเฟด : ลอรี โลแกนและกรรมการบางส่วน ส่งสัญญาณยังไม่รีบลดดอก หรืออาจลดเพียงครั้งเดียวในปีนี้ กดอารมณ์เก็งกำไร

    ตลาดหุ้นยัง Risk-on : หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะเทคโนโลยีและเฮลท์แคร์ ทำจุดสูงสุดใหม่ แย่งกระแสเงินจากทองคำ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยหนุน : ยีลด์และดอลลาร์อ่อนจากแรงกดดันเศรษฐกิจ + ความไม่แน่นอนการเมือง หนุนทองในฐานะ Safe Haven

    ปัจจัยถ่วง : หุ้นสหรัฐฯแรงต่อ (Risk-on) และ เฟดส่งสัญญาณแบ่งฝ่าย ทำให้การไต่ขึ้นของทองจำกัดเป็นช่วงๆ

    เทคนิคอล : เทรนด์หลักยัง ขาขึ้น แต่ RSI รายวัน > 77 (Overbought) เสี่ยงเจอแรงขายทำกำไรระยะสั้น ก่อนไปต่อ

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลัก: Buy on Dips

    แนวรับ : $3,790 / 58,600 บาท (จุดรับหลัก หากย่อไม่หลุดยังมองรีบาวด์ได้)
    แนวต้าน : $3,900 / 59,600 บาท (ต้านจิตวิทยา ผ่านได้ลุ้นเป้าใหญ่)
    เป้าหมายถัดไป : $4,000 / 60,500 บาท
    ไอเดียเทรด : ทยอยรับใกล้ $3,790 แบ่งขายทำกำไรแถว $3,900 ถ้าทะลุยืนเหนือ $3,900 ได้ ให้ตามโมเมนตัมไปลุ้น $4,000
    ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้า : หุ้นสหรัฐฯร้อนแรงดึงสภาพคล่องจากทอง + น้ำเสียงเฟดฝั่ง “เบรก” อาจกดการขึ้นเป็นช่วงๆ (ระวังสัญญาณ Overbought)

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-2-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Xa7BU4vT-yTwKrtmrwBF

  • ปธ.เฟดชิคาโกเตือนการขาดแคลนข้อมูลช่วงชัตดาวน์ กระทบการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ปธ.เฟดชิคาโกเตือนการขาดแคลนข้อมูลช่วงชัตดาวน์ กระทบการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ออสตัน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโกเปิดเผยในวันพุธ (1 ต.ค.) ว่า การขาดแคลนข้อมูลจากทางการขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ (ชัตดาวน์) จะทำให้เจ้าหน้าที่เฟดประเมินภาวะเศรษฐกิจได้ยากขึ้น

    กูลส์บีเน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อในภาคบริการที่ปรับตัวขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเขาระบุว่า นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านราคายังคงมีอยู่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาษีน้อยที่สุด แม้ว่าจะมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานมากมายจากภาคเอกชน แต่ข้อมูลสถิติเงินเฟ้อไม่ได้มีมากมายเช่นนั้น

    กูลส์บีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า หากไม่มีข้อมูลเหล่านั้น ก็จะมีปัญหา เฟดกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ต้องคิดว่า เศรษฐกิจถึงจุดเปลี่ยนแล้วหรือยัง และถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านั้น มันก็จะยุ่งยากมากขึ้น

    ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจจะไม่สามารถทำงานได้ในช่วงชัตดาวน์ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันพุธ โดยรายงานประจำเดือนของสำนักงานสถิติแรงงานเกี่ยวกับราคาผู้บริโภคมีกำหนดการเผยแพร่ในวันที่ 15 ต.ค. และเจ้าหน้าที่เฟดจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 28-29 ต.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fAt0qOHvACdfeWJPFzrMa