Blog

  • อดีตผู้ใหญ่บ้าน โต้กลับแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันปราสาทคนาเป็นของไทย

    อดีตผู้ใหญ่บ้าน โต้กลับแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันปราสาทคนาเป็นของไทย

    อดีตผู้ใหญ่บ้าน โต้กลับแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันปราสาทคนาเป็นของไทย ย้อนเล่าเหตุการณ์ปี 54 ก่อนขึ้นปราสาทไม่ได้

    จากกรณีที่ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ปราสาทคนา ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อยู่ในระหว่างที่จะต้องสำรวจร่วม การจัดทำหลักเขตแดนตาม MOU ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ของใครของมัน ยังไม่มีใครครอบครอง ยังไม่มีใครควบคุม” ตามที่เป็นข่าว จากนั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงพื้นที่ดังกล่าวที่อยู่บนสันปันน้ำแผ่นดินของไทย อีกทั้งชาวกัมพูชายังสามารถขึ้นไปท่องเที่ยวได้ และมีการติดป้ายประชาสัมพันธ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวของกัมพูชาอย่างเป็นทางการอีกด้วย

    ขณะที่คนไทยและทหารไทยกลับไม่สามารถเข้าไปเที่ยวได้ เหมือนปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก ก่อนที่จะเกิดสงครามที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนต่างงุนงงกับการตอบคำถามของแม่ทัพภาคที่ 2

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ไปพบกับ นายวีรวัฒน์  อายุ 65 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านแนงมุด ม.1 ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าออกปราสาทคนา มาตั้งแต่วัยรุ่น เปิดเผยว่า ตั้งแต่ก่อนปี 2554 ประชาชนสามารถเข้าไปเที่ยวปราสาทคนาได้  ก็ไม่พบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาอยู่บริเวณนั้น หลังจากการสู้รบเมื่อปี 2554 ก็เข้าไม่ได้อีกเลย พอเข้าไปทหารบอกว่าฝั่งกัมพูชาไม่ให้เข้าไป

    ตนอยากรู้ว่าปราสาทคนา ที่อยู่บนพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย ทำไมคนไทยและทหารไทยเข้าไปไม่ได้ สงสัยทำไมแม่ทัพภาคที่ 2 บอกว่าไม่มีใครครอง และรอสำรวจร่วม แแต่ทหารกัมพูชาและคนกัมพูชาขึ้นมาเที่ยวได้ ไม่เหมือนกับปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย เพราะหลายคนก็อยากเข้าไปดูว่ามีปราสาทคนาอยู่ตรงนี้ ซึ่ง จนท. ไทยเราก็ไม่ให้ข้าม บอกว่ากัมพูชาไม่ให้เข้าไป มันมีฐานทหารอยู่บริเวณตัวปราสาท

     ตนอยากฝากถึงกองทัพ เอาแผ่นดินไทยตรงปราสาทคนากลับคืนมาให้ได้ อีกข้อสังเกตที่ว่าเป็นพื้นที่ร่วม แต่ทำไมกัมพูชาสามารถสร้างบันได เป็นพันๆ ขั้นขึ้นมาได้ แต่ฝั่งไทยกลับไปถึงแค่แหล่งน้ำโบราณ หนองคันนา ซึ่งเป็นสระใหญ่ขนาด 8-9 ไร่ แต่ไม่สามารถเข้าไปที่ตัวปราสาท ที่อยู่ห่างจากหนองคันนาไม่เกิน 200 เมตร ทั้งที่อยู่บนสันปันน้ำฝั่งไทย

    แต่ถ้าคนไทยอยากไปเที่ยวก่อนที่จะเกิดสงคราม ก็สามารถเข้าไปเที่ยวได้ แต่ต้องลงไปทางฝั่งประเทศกัมพูชาขึ้นบันไดมา ทั้งที่ถนนฝั่งไทยเข้าไปถึง มองว่าถ้ากัมพูชาทำบันไดมาได้ เราก็สามารถทำถนนเข้าไปและไปเที่ยวได้เหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีใครควบคุมและอยู่ระหว่างสำรวจเขตแดนร่วม ส่วนที่แม่ทัพบอกว่าเรื่องเขตแดนยังไม่แน่นอน ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะอยู่บนพื้นที่หลักเขตแดนที่ 20 – 21 ตรงกลางพอดี และอยู่บนสันปันน้ำของไทย

    RELATED

    TOP สังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/258569/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fXAnl7lkyuwANAuACyrIB

  • ทกจ.เชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อนทท.มุสลิม  | เดลินิวส์

    ทกจ.เชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อนทท.มุสลิม  | เดลินิวส์

    ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.ลำพูน นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่  พานำชมโคมแสนดวงที่ลานวัดทั้งหมดสวยงามมาก และวันนี้ทางคณะสื่อมวลชนได้ร่วมกิจกรรมเดินทางไปตามเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 (ลำพูน-ลำปาง) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ระหว่างวันที่ 4-5 ต.ค.68 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อนำเสนอข่าว

    นอกจากพาชมความสวยงามของโคมแสนดวงที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหารแล้ว จากนั้นเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุณไชย อยู่กลางเมืองลำพูน ที่มีความโดดเด่นคือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของภาคเหนือ เปิดเมื่อปี พ.ศ.2522 เป็นต้นมา ก่อนนั้นใช้วัดเป็นที่รวบรวมศิลาจารึก โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาต่างๆไว้ก่อน แล้วย้ายมาไว้ที่แห่งนี้

    ใกล้กัน เข้าชมพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง ได้ชมสลุงหลวงน้ำทิพย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2541 ที่นี่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลในอดีต และสินค้าโบราณ อุปกรณ์เครื่องแต่งกายข้าราชการโบราณ เครื่องใช้ไฟฟ้าในอดีต ให้ได้ชมศึกษาเรียนรู้จำนวนมาก

    โดยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งใน จ.ลำพูน ชวนเที่ยวชมชุมชนมัสยิดอัลซอรี่ลำพูน อยู่ ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน ชุมชนแห่งนี้น่าประทับใจที่ได้ชมวิถีวัฒนธรรมชาวมุสลิม จากหลายแหล่ง ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน มารวมตัวกัน มาอยู่ที่แห่งเดียวกัน มัสยิดแห่งนี้จดทะเบียนขึ้นกับกรมศาสนาเมื่อ พ.ศ.2538 โดยมี บิหลั่น นิพนธ์ วารุษ มัสยิดอัลซอรี่ ให้การต้อนรับพร้อมแนะนำสถานที่

    จากนั้นเดินทางชม ลำพูนไหมไทย เรียนรู้ภูมิปัญญา ศิลปะแห่งผ้าไหมยกดอกลำพูน ที่เป็นเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยแท้ 100% ชาวบ้านลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลี้ยงไหม จนได้ผ้าไหมเป็นผืน นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ควรค่าในการอนุรักษ์รักษาไว้ และเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน อยู่ ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน

    ต่อมาได้สัมผัสความศรัทธา ณ มัสยิดอัลฟาลาฮ์ ศูนย์กลางชาวมุสลิมลำปาง คณะสื่อมวลชนได้เริ่มต้นทริปด้วยการเข้าเยี่ยมชม มัสยิดอัลฟาลาฮ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ มัสยิดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาอิสลามและการทำละหมาด 5 เวลาต่อวันเท่านั้น แต่ยังเป็น โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับแขกและสถานที่บรรยายธรรม

    ทั้งนี้มัสยิดอัลฟาลาฮ์ยังเป็นที่ตั้งของชมรมมุสลิมลำปาง และมีบทบาทสำคัญในการอบรมศีลธรรมแก่เยาวชนมุสลิม โดยเข้าร่วมโครงการ “ลานบุญ ลานปัญญา” ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นศูนย์รวมจิตใจและปัญญาของชุมชนมุสลิมในลำปาง

    ตามรอยตำนาน “ชามตราไก่” กิจกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเยี่ยมชม โรงงานเซรามิกธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด (ผู้ผลิตถ้วยตราไก่) ที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปี ผู้ก่อตั้งคือ อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิน) ปัจจุบันดูแลกิจการโดยทายาทรุ่นที่สอง คุณยุพิน และคุณพนาสิน ธนบดีสกุล คณะฯ ได้รับความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวิวัฒนาการของการทำ “ถ้วยตราไก่” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดลำปาง

    พร้อมกันนั้นยังได้เดินทางไปสัมผัสวิถีชุมชนที่ ท่ามะโอ เพื่อร่วม Work Shop ผ้าย้อม และพลาดไม่ได้กับการชิม “ข้าวซอยมุสลิม” ร้านอาหารแนะนำที่โดดเด่นด้วยเมนูเนื้อไก่และเนื้อวัวที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน จนได้เนื้อที่ นุ่มละลายในปาก สร้างความประทับใจด้านอาหารฮาลาลอย่างยิ่ง

    ซึ่งในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองลำปางในอดีตที่ มิวเซียมลำปาง เพื่อทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของนครลำปาง ประวัติความเป็นมาของประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สำเนียงภาษาท้องถิ่น เอกลักษณ์ของท้องถิ่นคนลำปาง วิถีชีวิต วัฒนธรรม

    สถานีสุดท้ายของทริป Muslim-Friendly Tourism คือการเข้าเยี่ยมชม วิสาหกิจชุมชน “กลุ่มสมุนไพรลูกประคบเซรามิก” บ้านศาลาบัวบก อ.เกาะคา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการทำเซรามิก คณะฯ ได้ฟังความเป็นมา และร่วมกิจกรรมผ่อนคลายด้วยการ ประคบเท้าด้วยลูกเซรามิกสมุนไพร เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาการทำเซรามิกเข้ากับการดูแลสุขภาพอย่างลงตัว

    การเดินทางในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการ ยกระดับและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม สะท้อนความพร้อมของลำปางในการเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจและเป็นมิตรสำหรับนักเดินทางจากทุกศาสนา การท่องเที่ยวในลักษณะที่เน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นนี้ จะเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในอนาคตของภาคเหนือตอนบน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5176930/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nd53gLRPc869QlYH7Jx1i

  • กุนซือ รมว.ท่องเที่ยวฯเร่งเครื่อง Quick Win รัฐบาลบูมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    กุนซือ รมว.ท่องเที่ยวฯเร่งเครื่อง Quick Win รัฐบาลบูมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    การเมือง

    กุนซือ รมว.ท่องเที่ยวฯเร่งเครื่อง Quick Win รัฐบาลบูมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    วันจันทร์ ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “ธันว์”ว่าที่ปรึกษา รมว.ท่องเที่ยวฯ พร้อมงัดประสบการณ์สร้างสรรค์กิจกรรมบูมท่องเที่ยวคุณภาพ เด้งสนอง Quick Winรัฐบาล ตั้งแท่นเชื่อมคอนเนคชั่นต่างชาติช่วยเสริมอีกแรง

    เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 68 นายธันว์ วุฒิธรรม บุตรชายนายถิรชัย วุฒิธรรม ผู้คร่ำหวอดในวงการกีฬาไทยมาหลายทศวรรษ ที่ถูกทาบทามให้นั่งเป็นที่ปรึกษารมว.ท่องเที่ยงและกีฬา ที่รายชื่อจะเข้าที่ประชุมครม.วันที่ 7 ต.ค.68  กล่าวว่า ที่ผ่านมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในธุรกิจพลังงานในบริษัท 2 แห่ง ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Media Agency แถวหน้าของประเทศไทย แต่ในขณะนั้นบริษัทอยู่ในภาวะการณ์ลำบาก เมื่อเข้ามารับภารกิจก็ปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการ ปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัวด้าน Hospitality เพราะมีความชื่นชอบด้านนี้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยวและกีฬา จึงทำให้มีคอนเนคชั่นกับแบรนด์ระดับโลกและมีเพื่อนฝูงต่างชาติค่อนข้างมาก ด้วยเหตนี้ได้รับการชักชวนให้มาช่วยงานที่กระทรวง เพื่อใช้ประสบการณ์สร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและมีคุณภาพกลับเข้าประเทศไทย โดยภารกิจดังกล่าวต้องควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทุกชาติ ที่ถือเป็น Quick Win ของรัฐบาล

    “เมืองไทยมีครบทุกรส สำหรับนักท่องเที่ยวทุกชาติจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะมองหาประสบการณ์แบบใดประเทศไทยมีครบ  ภารกิจของพวกเราในวันนี้คือการเร่งประชาสัมพันธ์ให้โลกรับรู้ว่าเราพร้อมมอบประสบการณ์เหล่านี้ บวกกับความปลอดภัยซึ่งวัดได้ทางสถิติว่ามีมาตรฐานสูงกว่าหลายๆประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนมากเข้าใจผิด หรือถูกชี้นำให้เข้าใจผิด (Misled) จากข่าวเพียงหยิบมือ”นายธันว์ ระบุ และว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่งอัปเดตประกาศเตือนการเดินทาง ฉบับล่าสุด วันที่ 9 มิ.ย.68 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ “Level 1 – Exercise Normal Precautions” หรือระดับความเสี่ยงต่ำสุด โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไร้ความกังวล มีความปลอดภัยสูง โดยเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ฯลฯ ได้รับการยืนยันอยู่ในระดับปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เทียบเท่ากับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และสิงคโปร์

    นายธันว์ กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรฯ นายอรรถกร  ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เข้าใจดีว่าการท่องเที่ยวคือหนึ่งในเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ที่เคยมีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึงราวร้อยละ 20 ก่อน Covid-19 และยังมี contribution to GDP growth ในสัดส่วนถึง 50-60% ในปี 65-66 และ 29% ในปี 2567

    สำหรับรายชื่อข้ารชการการเมืองในส่วนของพรรคกล้าธรรมที่จะได้รับการแต่งตั้งในที่ประชุมครม.วันที่ 7 ต.ค. 68  ประกอบด้วย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม จะเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ประรองนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายานิโรธ สุนทรเลขา อดีตสส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ จะเป็นที่ปรึกษารองนายกฯของร.อ.ธรรมนัส นายภูผา ลิกค์ อดีตผู้ช่วยเลขานุการรมว.เกษตรฯ จะเป็นเลขาธิการรมว.เกษตรฯ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่เพิ่งลาออกจากพรรคเพื่อไทย เป็นที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นเลขานุการรมว.ท่องเที่ยวฯ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ จะเป็นที่ปรึกษารมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกองตรีธนก จิตรอารีย์รัตน์ จะเป็นเลขานุการรรมว.พัฒนาสังคมฯ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/449339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GZLP0aL-HOS_PFUxW_UPi

  • เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 46 ในเดือนกันยายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับคู่แข่งในภูมิภาค” 

    ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ประเมินว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ยังอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต ความสามารถด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงตลาด ผลิตภาพแรงงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม 

    โดยส่วนใหญ่เห็นว่าไทยมีข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหากฎหมายที่ล้าสมัย มีความซับซ้อน และการปฏิรูประบบราชการที่ยังไม่จริงจัง ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การขยายตัวของ GDP ไทยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเพียง 2.8% ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในอาเซียน

    ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ พร้อมทั้งพัฒนาระบบราชการให้มีความโปร่งใส คล่องตัว และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการอนุมัติอนุญาต จะช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายทั้งของรัฐและเอกชน 

    อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 145 ท่าน ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 46 จาก 6 คำถาม ประกอบด้วย

    เรื่องใดเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค 

    • ความได้เปรียบด้านที่ตั้งและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน 73.8%
    • ศูนย์กลางการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรระดับโลก 40.7%
    • ห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตที่ครบวงจร 31.7%
    • จุดมุ่งหมายด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค 28.3%

    เรื่องใดเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยที่ทำให้ GDP ขยายตัวต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    • กฎหมายที่ล้าสมัย ซับซ้อน และขาดการปฏิรูประบบราชการ 91.2%
    • ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายและการลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ 51.3%
    • การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีมูลค่าไม่สูง 46.9%
    • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและปัญหาหนี้ครัวเรือน 43.4%

    ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค 

      เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ   

    ปัจจัยเรื่องใดที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

    • การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และการพัฒนากำลังคนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 57.2%
    • การขาดการพัฒนาสินค้าทำให้ได้รับความนิยมลดลง ผลกระทบจากสินค้าทุ่มตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค 45.5%
    • การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจรวมทั้งขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรม 44.8%
    • มาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ และผลกระทบจากสงครามการค้า 40.0%

    ภาครัฐควรเร่งดำเนินการในเรื่องใด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

    • การปฏิรูปกฎหมายกฎระเบียบ และพัฒนาระบบราชการโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอนุมัติอนุญาตภาครัฐ  66.9%
    • การปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ เช่น ค่าไฟฟ้า วัตถุดิบ โลจิสติกส์ เป็นต้น 51.0%
    • การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 42.8%
    • การยกระดับผลิตภาพแรงงานและพัฒนากำลังคนด้วยการ  Upskill, Reskill, New Skills 33.1%

    อุตสาหกรรมเป้าหมายใด (S-Curve) จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

    • การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ     34.5%
    • การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  34.5%
    • การแพทย์ครบวงจร  26.9%
    • การแปรรูปอาหาร  22.8%
    • ยานยนต์สมัยใหม่  20.0%
    • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ  18.6%

    เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GFjtR1tFC5fDpjgCut65b

  • เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง: เศรษฐกิจไทยในมุมของครัวเรือนฐานราก

    เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง: เศรษฐกิจไทยในมุมของครัวเรือนฐานราก

    หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวและเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ล่าสุดเติบโต 2.8% ในไตรมาส 2 ปี 2568 แต่ตัวเลขนี้อาจสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือครัวเรือนฐานราก เพราะการเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางกลุ่ม อาทิ ธุรกิจใหญ่ และผู้มีรายได้สูงเท่านั้น ฉะนั้นการพิจารณาถึงรายละเอียดภายใต้ตัวเลขที่เติบโตจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกแบบนโยบายอย่างตรงจุด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการติดตามความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ตลอดจนลูกจ้างที่มีรายได้น้อย ในการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือนฐานราก (Relationship Manager Sentiment Index: RMSI) ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการธนาคารทั่วประเทศ ทั้งด้านความเป็นอยู่และภาวะการเงิน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น 

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวและเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ล่าสุดเติบโต 2.8% ในไตรมาส 2 ปี 2568 แต่ตัวเลขนี้อาจสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือครัวเรือนฐานราก เพราะการเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางกลุ่ม อาทิ ธุรกิจใหญ่ และผู้มีรายได้สูงเท่านั้น ฉะนั้นการพิจารณาถึงรายละเอียดภายใต้ตัวเลขที่เติบโตจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกแบบนโยบายอย่างตรงจุด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการติดตามความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ตลอดจนลูกจ้างที่มีรายได้น้อย ในการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือนฐานราก (Relationship Manager Sentiment Index: RMSI) ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการธนาคารทั่วประเทศ ทั้งด้านความเป็นอยู่และภาวะการเงิน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น 

    โดยพบว่า ความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากมีแนวโน้มแย่ลง สะท้อนจากดัชนี RMSI ที่มีทิศทางลดลงตั้งแต่ปี 2566 และปัจจุบันอยู่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเกษตรกร
    rn และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะเติบโตก็ตาม โดยหากดูองค์ประกอบย่อย พบว่าความเป็นอยู่ที่แย่ลงเป็นผลจาก 2 ปัจจัย คือ รายได้ และค่าครองชีพ

    rn

     

    rn

    รายได้ที่ลดลง และไม่แน่นอนสูง

    rn

     

    rn

    สำหรับปัจจัยด้านรายได้ มีความน่ากังวลในแง่ของระดับรายได้ที่ลดลง โดยครัวเรือนเกษตรถูกกดดันจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงหลายรายการ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลัก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด

    rn

    ครัวเรือนนอกภาคเกษตรก็เผชิญกับรายได้ที่ลดลงเช่นกัน โดยจากการพูดคุยกับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย พบว่า รายได้ของผู้ค้าลดลงมาก เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 คาดว่าเป็นผลจาก

    rn


    rn 1) กำลังซื้อที่ลดลง
    โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม บริการ และการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักที่รายได้ส่วน OT ลดลง ตามการลดจำนวนชั่วโมงทำงานของหลายธุรกิจ

    rn


    rn 2) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
    ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยวและเมืองหลัก และ

    rn

     

    rn

    3) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคนต่างชาติที่เข้ามาค้าขายหาบเร่แผงลอย

    rn

     

    rn

    นอกเหนือจากปัญหารายได้ที่ลดลง ครัวเรือนฐานรากยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป โดยจากการพูดคุยกับธุรกิจหลายสาขา พบว่าหลายรายจ้างงานและจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ จ่ายค่าจ้างเป็นจำนวนชิ้นแทนรายชั่วโมง หรือจ้างงานรายวันแทนรายเดือน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการแรงงานและค่าใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งรูปแบบการจ้างงานดังกล่าวทำให้ครัวเรือนฐานรากคาดการณ์รายได้ของตนได้ยาก ส่งผลให้ต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้นเช่นกัน

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ยังมีความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัดส่วนครัวเรือนฐานรากที่อาจเพิ่มขึ้น จากโอกาสในการหางานที่ยากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้รับสิทธิว่างงานรวมที่ยังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ครัวเรือนที่เผชิญความเปราะบางด้านรายได้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    rn

     

    rn

    ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    rn

     

    rn

    หนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครัวเรือนฐานราก คือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแม้อัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำ จากการปรับลดลงของราคาพลังงานและอาหารสด แต่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างอาหารสดบางรายการ อาทิ เนื้อสัตว์ มีราคาปรับสูงขึ้นประมาณ 20% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 นอกจากนี้ สินค้าที่ครัวเรือนใช้ประจำ อาทิ อาหารสำเร็จรูป เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มีราคาโดยเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบ 15% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ ยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนฐานรากที่มีความเปราะบางด้านรายได้อยู่แล้วให้มีความเป็นอยู่แย่ลงยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

    เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง การพึ่งพิงสินเชื่อจึงเป็นหนึ่งในทางออกของครัวเรือนฐานราก ทั้งเพื่อใช้บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นต้นทุนสำหรับประกอบอาชีพ แต่จากดัชนี RMSI ด้านภาวะการเงินสะท้อนว่าการเข้าถึงสินเชื่อในระบบของครัวเรือนฐานรากทำได้ยากขึ้น จากความสามารถในการชำระหนี้และการได้รับสินเชื่อที่ลดลง บางรายจึงต้องหันไปพึ่งพิงช่องทางอื่น อาทิ นำทรัพย์สินไปจำนำ หรือขอกู้จากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้โอกาสในการหลุดออกจากกับดักความยากจนทำได้ยากขึ้น

    rn

     

    rn

    ผู้เขียนเล็งเห็นว่าปัญหาความเปราะบางของครัวเรือนฐานรากที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตนั้นเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยล่าสุด (3 ก.ย. 68) ภาครัฐ และเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้ของประชาชนและหนี้ครัวเรือน ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ซึ่งผู้เขียนหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

    rn”}}” id=”text-1b8c93acb8″>

    โดยพบว่า ความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากมีแนวโน้มแย่ลง สะท้อนจากดัชนี RMSI ที่มีทิศทางลดลงตั้งแต่ปี 2566 และปัจจุบันอยู่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเกษตรกร
    และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะเติบโตก็ตาม โดยหากดูองค์ประกอบย่อย พบว่าความเป็นอยู่ที่แย่ลงเป็นผลจาก 2 ปัจจัย คือ รายได้ และค่าครองชีพ

    รายได้ที่ลดลง และไม่แน่นอนสูง

    สำหรับปัจจัยด้านรายได้ มีความน่ากังวลในแง่ของระดับรายได้ที่ลดลง โดยครัวเรือนเกษตรถูกกดดันจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงหลายรายการ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลัก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด

    ครัวเรือนนอกภาคเกษตรก็เผชิญกับรายได้ที่ลดลงเช่นกัน โดยจากการพูดคุยกับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย พบว่า รายได้ของผู้ค้าลดลงมาก เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 คาดว่าเป็นผลจาก


    1) กำลังซื้อที่ลดลง
    โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม บริการ และการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักที่รายได้ส่วน OT ลดลง ตามการลดจำนวนชั่วโมงทำงานของหลายธุรกิจ


    2) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
    ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยวและเมืองหลัก และ

    3) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคนต่างชาติที่เข้ามาค้าขายหาบเร่แผงลอย

    นอกเหนือจากปัญหารายได้ที่ลดลง ครัวเรือนฐานรากยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป โดยจากการพูดคุยกับธุรกิจหลายสาขา พบว่าหลายรายจ้างงานและจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ จ่ายค่าจ้างเป็นจำนวนชิ้นแทนรายชั่วโมง หรือจ้างงานรายวันแทนรายเดือน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการแรงงานและค่าใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งรูปแบบการจ้างงานดังกล่าวทำให้ครัวเรือนฐานรากคาดการณ์รายได้ของตนได้ยาก ส่งผลให้ต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้นเช่นกัน

    ทั้งนี้ ยังมีความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัดส่วนครัวเรือนฐานรากที่อาจเพิ่มขึ้น จากโอกาสในการหางานที่ยากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้รับสิทธิว่างงานรวมที่ยังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ครัวเรือนที่เผชิญความเปราะบางด้านรายได้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    หนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครัวเรือนฐานราก คือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแม้อัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำ จากการปรับลดลงของราคาพลังงานและอาหารสด แต่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างอาหารสดบางรายการ อาทิ เนื้อสัตว์ มีราคาปรับสูงขึ้นประมาณ 20% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 นอกจากนี้ สินค้าที่ครัวเรือนใช้ประจำ อาทิ อาหารสำเร็จรูป เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มีราคาโดยเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบ 15% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ ยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนฐานรากที่มีความเปราะบางด้านรายได้อยู่แล้วให้มีความเป็นอยู่แย่ลงยิ่งขึ้น

    เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง การพึ่งพิงสินเชื่อจึงเป็นหนึ่งในทางออกของครัวเรือนฐานราก ทั้งเพื่อใช้บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นต้นทุนสำหรับประกอบอาชีพ แต่จากดัชนี RMSI ด้านภาวะการเงินสะท้อนว่าการเข้าถึงสินเชื่อในระบบของครัวเรือนฐานรากทำได้ยากขึ้น จากความสามารถในการชำระหนี้และการได้รับสินเชื่อที่ลดลง บางรายจึงต้องหันไปพึ่งพิงช่องทางอื่น อาทิ นำทรัพย์สินไปจำนำ หรือขอกู้จากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้โอกาสในการหลุดออกจากกับดักความยากจนทำได้ยากขึ้น

    ผู้เขียนเล็งเห็นว่าปัญหาความเปราะบางของครัวเรือนฐานรากที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตนั้นเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยล่าสุด (3 ก.ย. 68) ภาครัฐ และเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้ของประชาชนและหนี้ครัวเรือน ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ซึ่งผู้เขียนหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    ศุภณิดา รัตนบุรี

    ปัณฑารีย์ ศิระพลานนท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “ร่วมด้วยช่วยคิด”
    ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251006.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uOgipbrLt5bA2zSzwZGG7

  • สามเศรษฐกิจใหม่ของจีนขยายตัวสูงกว่าการเติบโตของ GDP: ผลกระทบและโอกาส ต่อเศรษฐกิจไทย

    สามเศรษฐกิจใหม่ของจีนขยายตัวสูงกว่าการเติบโตของ GDP: ผลกระทบและโอกาส ต่อเศรษฐกิจไทย

    ทำความเข้าใจ สามเศรษฐกิจใหม่” คืออะไร?

    สามเศรษฐกิจใหม่ (三新经济)” หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภค และแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจในยุคดิจิทัล โดยแบ่งเป็น กลุ่มหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี Big Data กลุ่มที่สอง คือ รูปแบบธุรกิจใหม่ ได้แก่ การให้บริการหรือจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น อีคอมเมิร์ซ ไลฟ์คอมเมิร์ซ และการขายผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ รูปแบบการดำเนินงานใหม่ ซึ่งหมายถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กรให้ทันสมัย ด้วยการนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี Cloud Computing หรือ Algorithm มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

    image.png

    ที่มาภาพ: https://www.cq.gov.cn/ywdt/jrcq/202210/t20221016_11191660.html

    การเติบโตของ สามเศรษฐกิจใหม่” ในปี 2567

    image.png

    ที่มาภาพ: https://www.beijing.gov.cn/fuwu/lqfw/ztzl/myjjzjc/fwdt/fzxs/202409/t20240911_3856761.html

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของจีนหรือที่เรียกว่าสามเศรษฐกิจใหม่” มีมูลค่าเพิ่มรวม 22.35 ล้านล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    โดยแบ่งเป็นรายภาคดังนี้:

    • ภาคเกษตรกรรม (อุตสาหกรรมแรก) ขยายตัวร้อยละ 3.2 มีมูลค่าเพิ่ม 0.87 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9

    • ภาคการผลิต (อุตสาหกรรมที่สอง) ขยายตัวร้อยละ 0.7 มีมูลค่าเพิ่ม 9.35 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.8

    • ภาคบริการ (อุตสาหกรรมที่สาม) ขยายตัวสูงสุดร้อยละ 11.5 มีมูลค่าเพิ่ม 12.13 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54.3

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวอย่างชัดเจนของภาคบริการ โดยเฉพาะบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกำลังสำคอัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน ในขณะที่ภาคการผลิตและเกษตรกรรมยังมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างจำกัด และจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

    เหตุใดสามเศรษฐกิจใหม่จึงมีความสำคัญ

    สามเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้เป็นเพียงหมวดหมู่ทางสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ทิศทางใหม่ที่ยั่งยืนและแข่งขันได้มากขึ้นในระดับโลก อุตสาหกรรมใหม่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง ขณะที่รูปแบบธุรกิจใหม่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าผ่านช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น ส่วนรูปแบบการดำเนินงานใหม่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีนในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การขับเคลื่อนสามเศรษฐกิจใหม่จึงเป็นทั้งกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ชาติ

    ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจีน: การเติบโตที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจีน

    นายเว่ย ฉีเจีย นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน ระบุว่า การเติบโตของสามเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ระบบเศรษฐกิจภายในของจีนในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น และมีการจับคู่ระหว่างอุปสงค์กับอุปทานได้ตรงจุดมากกว่าเดิม

    ผลที่ตามมาคือ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    image.png

    ที่มาภาพ: https://news.cctv.com/2025/08/01/ARTI7yTbHEEOijehfx3nmQ8c250801.shtml?spm=C87458.PMQ67hDZzlOS.EQWVh7vz7h62.18

    ผลกระทบและโอกาสของไทย

    สำหรับผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของสามเศรษฐกิจใหม่ในจีนถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสินค้าบริการที่สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพัฒนาแบรนด์ไทยให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมไทย (Soft Power) เข้ากับเทคโนโลยีการตลาด เช่น การใช้ KOL การ live ขายของ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อเรื่องราวของสินค้าได้อย่างชัดเจน

    อีกทั้งการสร้างพันธมิตรกับแพลตฟอร์มท้องถิ่น เช่น Tmall JD.com และ Xiaohongshu รวมถึงระบบ Cross-border e-commerce (CBEC) จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและช่วยลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดใหม่

    ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมสคต. เซี่ยงไฮ้

    จากแนวโน้มการเติบโตของ สามเศรษฐกิจใหม่” ในจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แนะนำให้ภาคเอกชนไทยเร่งปรับตัว โดยเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจีนยุคใหม่ที่ใส่ใจคุณภาพและสุขภาพ ควรใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลยอดนิยมของจีน เช่น JD.com, Xiaohongshu และ Douyin เพื่อขยายช่องทางการขาย พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในการจัดจำหน่ายและการตลาด ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเมืองเศรษฐกิจหลัก และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในจีน ก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงของธุรกิจไทยในระยะยาว

    สํานักงานส่งเสริม การค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    วันที่ 6 ตุลาคม 256

    แหล่งที่มา

    https://www.cq.gov.cn/ywdt/jrcq/202210/t20221016_11191660.html

    https://www.beijing.gov.cn/fuwu/lqfw/ztzl/myjjzjc/fwdt/fzxs/202409/t20240911_3856761.html

    https://news.cctv.com/2025/08/01/ARTI7yTbHEEOijehfx3nmQ8c250801.shtml?spm=C87458.PMQ67hDZzlOS.EQWVh7vz7h62.18

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n5fx91qzhtotr7l8h2ofjjcx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WhFjoJleOqvqUp9S5Ucb

  • คาลเท็กซ์ขานรับนโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจชุมชนช่วยเหลือสินค้ารักษ์โลก

    คาลเท็กซ์ขานรับนโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจชุมชนช่วยเหลือสินค้ารักษ์โลก

    คาลเท็กซ์ขานรับนโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจชุมชนช่วยเหลือสินค้ารักษ์โลก

    วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

    นายชาแชงค์ นานาวาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการพาณิชย์ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)  หรือ SPRC พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิด “กิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดใช้พลังงาน โดยใช้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นช่องทางจัดจำหน่าย” จัดโดย สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานและเครือข่าย ภายใต้แนวคิด “กินพี่…แล้วหมีหนาว”

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้มีการซื้อขายสินค้าชุมชนลดใช้พลังงานในวงกว้างผ่านช่องทางการจำหน่ายที่มากขึ้น ยกระดับสินค้าไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เอกลักษณ์เฉพาะของผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถลดใช้พลังงานตามคุณสมบัติที่กระทรวงพลังงานกำหนด

    นายชาแชงค์ กล่าวว่า ในระยะแรก คาลเท็กซ์ นำร่องร่วมกิจกรรมฯ ผ่านสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่งในจังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับคัดเลือกเป็นจุดจัดจำหน่าย ได้แก่ สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ บจก. ช.วิบูลย์บริการ 1996 ตำบลแชแล อำเภอกุมภวาปี หจก. ช.วิบูลย์หนองหาน ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน หจก. ช.วิบูลย์โนนสะอาด ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด และ หจก. ช.วิบูลย์หนองหาน สาขาหนองหาน 2 ตำบลหนองหาน อำเภอหนองหาน โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอีสานที่ผ่านการพัฒนาเพื่อลดใช้พลังงาน 8 ชนิดบนชั้นวางสินค้า (Shelf) ในร้านกาแฟของสถานีบริการน้ำมันนั้น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เลือกซื้อและเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. ได้แก่

    1. หมูกรอบแก้ว – วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแคปหมูอิ่มสุข ใช้เตาชีวมวลในการต้มหมู ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง (LPG)

    2. กล้วยอบเนย กล้วยเบรกแตก – วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแคปหมูอิ่มสุข ใช้เทคโนโลยีโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์

    3. ข้าวแต๋นน้ำแตงโม – วิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโมใบเฟิร์น ใช้เตามณฑลในการนึ่งข้าวเหนียว ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง (LPG) และใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ในการตากข้าวแต๋น

    4. ถั่วคั่วทราย – กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปถั่วลิสงบ้านหนองโน ใช้ชุดฝาครอบแก๊สในการคั่วถั่ว ทอดถั่ว ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง (LPG)

    5. ชาดอกดาวเรือง ชากุหลาบ ชาดอกไม้รวม – วิสาหกิจชุมชนดาวเรืองภูเรือ ใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาอบ

    6. กล้วยตากสังคม – วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปแม่อารักษ์ ใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดระยะเวลาตากและเพิ่มรอบการผลิต

    7. ข้าวฮางงอก – วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวฮางบ้านสุขสำราญ ใช้เตาเศรษฐกิจประยุกต์ในการนึ่งข้าวฮางงอก และใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์

    8. ชาผักหวาน – กลุ่มแปรรูปผักหวานป่า สวนตองแคร์ ใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ในการตากใบผักหวานป่า

    สำหรับการมีส่วนร่วมของคาลเท็กซ์ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน แต่ยังเป็นการสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานอย่างจริงจัง ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่มุ่งสร้างคุณค่าแก่ผู้บริโภค ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    ทั้งนี้ คาลเท็กซ์ โดย บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919053&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11W8K4N6Zjb10wABJAbgK2

  • ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่พ้นตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน กล่าวถึงการคาดหวังรัฐบาลใหม่ว่า รัฐบาลควรจะเน้นการสร้างแรงจูงใจให้เอกชนปรับตัว

    และเพิ่มผลิตภัณฑ์ (Productivity) ระยะยาว พร้อมกับลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (Regulatory Guillotine) รวมไปถึงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการคลัง 

    เนื่องจากตอนนี้ ไทยถูกปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือแล้ว ดังนั้น การดำเนินมาตรการอะไรจึงจำเป็นต้องอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง นอกจากนั้น รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวควบคู่กับระยะสั้น รวมทั้งได้ฝากการบ้าน ธปท.สานต่อ เช่น

    – ไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก จากครัวเรือนทั้งประเทศ 24 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนกลุ่มคนรวย 240,000 ครัวเรือน มีสินทรัพย์เท่ากับ 13 ล้านครัวเรือนที่มีฐานะยากจน

    – การเร่งกระบวนการแก้หนี้ครัวเรือนจะต้องทำต่อ การปรับโครงสร้างหนี้ก็ต้องทำต่อ ที่สำคัญการแก้หนี้ให้ยั่งยืนจะต้องทำควบคู่กับการเพิ่มรายได้ของประชาชน เพราะหากวันนี้ เราสามารถเสกหนี้เก่าของคนไทยให้หมดไปได้ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ เขาก็ต้องกู้มาอีก เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย

    – เอสเอ็มอีที่หาสภาพคล่องยาก ที่ผ่านมาสินเชื่อเอสเอ็มอีลดลง 6% ปัญหามาจากความเสี่ยงของเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้น

    – โครงการ your data ที่หวังว่าจะได้เห็นการออกมาตรการเพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้หลากหลายมากขึ้น

    ผมเห็นด้วยกับคำแนะนำของท่านผู้ว่าฯ ทุกประการ และปัญหาระยะยาวในเชิงโครงสร้างของไทยนั้น มีอยู่หลากหลายปัญหามาก และที่สำคัญก็ได้มีการพูดคุยกันอย่างแพร่หลายและยาวนาน จนเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้ว ผมจึงจะไม่ขอกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก แต่รัฐบาลปัจจุบันนั้น เงื่อนไขทางการเมืองกำหนดให้สามารถทำงานบริหารประเทศได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น 

    ดังนั้น เราจึงเห็นภาคเอกชนเสนอมาตรการต่างๆ ที่เป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถส่งผลได้ทันที เพราะการนำเสนอมาตรการเพื่อการปฏิรูปที่จะต้องใช้เวลาขับเคลื่อนจะบรรลุผลได้ยาก

    ประเทศไทยจึงจะยังอยู่ในกรอบของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า “quick win” ต่อไปอีก จนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่ในไตรมาส 2 ของปีหน้า ที่หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน (และศาลรัฐธรรมนูญ) ให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่องไปอีก 4 ปี

    ดังนั้น ใน 4-5 เดือนข้างหน้า เราจึงจะได้เห็นมาตรการที่เคยนำมาใช้แล้วถูกปรับนำมาใช้อีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นมาตรการเดิมๆ ที่ใช้มาแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศหรือการทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักการเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง (middle income trap) แต่อย่างไร 

    คือมาตรการเอาเงินในอนาคตมาจุนเจือภาวะตกต่ำที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ เช่น คนละครึ่ง, ไร่ละ 1,000 บาท, พักชำระหนี้, เที่ยวด้วยกัน และ Easy E-Receipt แล้วหากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริงๆ จะทำได้อย่างไร? จะเริ่มต้นที่ตรงไหน? และจะต้องใช้เงินเท่าไหร่? (เพราะรับรู้กันแล้วว่า หนี้ของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การถูกลดความน่าเชื่อถือของประเทศ)

    ผมขอเสนอแนวทางที่สามารถจะพิจารณาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปได้ โดยการกลับไปดูว่า ภาครัฐมีสินทรัพย์อะไรบ้างที่สามารถนำเอาออกมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ และการลงทุนในระดับประเทศที่รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อน แต่ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากโดยจะไม่ถูกต่อต้าน

    ทรัพย์สินที่เห็นถึงศักยภาพชิ้นแรกคือ รางรถไฟของประเทศไทยที่ปัจจุบันมีอยู่ กว่า 4,000 กิโลเมตร เป็นรางรุ่นเก่าคือกว้าง 1 เมตร และที่เป็นรางที่รัฐบาลที่ผ่านมา (และในอนาคต) มีนโยบายที่จะให้รัฐบาลลงทุนสร้างรางเพิ่มขึ้นไปอีกกว่า 1 เท่าตัว (ให้เป็น 9,000 กิโลเมตร) เพื่อให้เป็นรางคู่เกือบทั่วประเทศ รถไฟจะได้สามารถวิ่งไป-มาได้ โดยมีข้อจำกัดน้อยลง

    แต่ในความเป็นจริงพบว่ารางที่มีอยู่ ถูกใช้งานโดยเฉลี่ยเพียง 50-60% ไม่ใช่เพราะว่ามีรางไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ หัวรถจักร ตู้รถโดยสาร รถขนส่งสินค้า มีจำนวนที่จำกัด และมีอายุใช้งานยาวนานเฉลี่ยกว่า 30 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีหัวรถจักรที่ใช้งานได้เพียง 190 คัน (สำหรับวิ่งบนรางยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร) เป็นต้น

    แล้วทำไม รฟท. ไม่ซื้อหัวรถจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น? คำตอบคือ รฟท.มีหนี้สิน 850,000 ล้านบาท มีทุน 45,000 ล้านบาท และขาดทุนจากการดำเนินการปีละ 15,000-17,000 ล้านบาท จึงต้องรอให้รัฐบาลกู้เงินจ่ายดอกและคืนเงินต้นให้ในการลงทุนทุกกรณี

    ดังนั้น แม้ว่า รฟท.จะเป็นเจ้าของรางรถไฟและสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วประเทศ มูลค่ารวมเกือบ 900,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสถานะทางการเงินและการใช้รางอย่างมีประสิทธิภาพได้

    พัฒนาการที่สำคัญที่กำลังจะปลดล็อกเรื่องนี้คือ การที่วุฒิสภากำลังจะผ่าน พ.ร.บ.การขนส่งทางรางให้ออกมามีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งมาตรา 49 ของกฎหมายนี้ จะเปิดโอกาสเอกชนสามารถเข้ามาเดินรถไฟบนรางของ รฟท.ได้

    โดยภาครัฐจะมีอำนาจออกใบอนุญาตให้เอกชนที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐกำหนด เข้ามาประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งและเดินรถขนส่งทางรางได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี

    จะเปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้าใช้รางรถไฟของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่จะเป็นการสร้างงานและกระจายความเจริญไปทั่วประเทศครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AanV4o4-ggCYtIvpuzHx9

  • ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

    ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

    ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นโตเกียวทะยานแรง หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น ดันดัชนีนิกเกอิทะลุ 47,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรงในวันจันทร์ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้น รับคาดการณ์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ดัชนี นิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นถึง 3.9% แตะระดับ 47,566.84 จุด หลังทะลุระดับ 46,000 จุดเป็นครั้งแรกในช่วงเช้า ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ (Topix) ปรับขึ้น 2.3%

    นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นให้การตอบรับเชิงบวกต่อแนวทางของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายขยายงบประมาณและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แตกต่างจากอดีตนายกรัฐมนตรี ชิเกรุ อิชิบะ ที่มีแนวทางเข้มงวดทางการคลัง

    นายฮิโตชิ อะซาโอกะ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Asset Management One กล่าวว่า นิกเกอิเดิมมีแนวโน้มจะไปแตะ 48,000 จุดปลายปี แต่เมื่อทาคาอิจิได้รับเลือก ตลาดจึงพุ่งแรงแตะระดับนั้นเร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถผลักดันนโยบายใช้จ่ายเพิ่มเติมได้จริง ดัชนีอาจเผชิญแรงเทขายทำกำไรก่อนสิ้นปี

    เช่นเดียวกับหุ้นบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทะยานขึ้นกว่า 13% หลังคาดว่า รัฐบาลทาคาอิจิจะเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร

    ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคารกลับปรับตัวลดลง โดยดัชนี Topix Banks Index ร่วงลง 2% เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อลดลง

    สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิมีแผนแต่งตั้ง มิโนรุ คิฮาระ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอาจดึง โทชิมิตสึ โมเทงิ กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้ง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นจุดสนใจของตลาดการเงิน ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

    ทาคาอิจิกล่าวภายหลังคว้าชัยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นบรรลุเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ พร้อมการปรับขึ้นค่าแรงและกำไรภาคเอกชนอย่างยั่งยืน.

    ที่มา : channelnewsasia

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดัชนีนิกเกอิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2887236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B0o2YQVb3q4pxHOoerUPD

  • “GBS” ส่องกลยุทธ์เดือนตุลาคม จับตาสหรัฐฯ ชัตดาวน์ยืดเยื้อ!

    “GBS” ส่องกลยุทธ์เดือนตุลาคม จับตาสหรัฐฯ ชัตดาวน์ยืดเยื้อ!

    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้เคลื่อนไหว Sideway จับตาชัตดาวน์สหรัฐฯ–แรงหนุน “คนละครึ่งพลัส” หนุนหุ้นกลุ่มบริโภคมองดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,260–1,320 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นรับอานิสงส์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้ได้ ต.ค.นี้

    วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนตุลาคม 2568 มีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบลักษณะ Sideway ออกข้าง โดยได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนกรณีการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่งพลัส” วงเงินดำเนินการรวม 6.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงิน 22,000 ล้านบาท และในสัปดาห์นี้ เตรียมเสนอที่ประชุมครม. ในวันที่ 7 ต.ค. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน ที่เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จึงคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET อยู่ระหว่าง 1,260-1,320 จุด โดยแนะจับตาปัจจัยต่างประเทศควบคู่กับความคืบหน้าของมาตรการภาครัฐ

    นอกจากนี้ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดแรงงานสหรัฐฯ หลังความเสี่ยงชัตดาวน์ยาวถึงสัปดาห์นี้อาจเลื่อนการรายงานตัวเลขจ้างงาน และอาจส่งผลให้กระทรวงแรงงานต้องเลื่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายน ซึ่งเดิมกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคมนี้

    ขณะเดียวกัน ADP รายงานว่า การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนลดลง 32,000  ตำแหน่ง สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 52,000 ตำแหน่ง โดยยังมีการปรับทบทวนตัวเลขเดือนสิงหาคมจากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 54,000 ตำแหน่ง เป็นลดลง 3,000 ตำแหน่ง ส่วนปัญหาด้านความไม่สงบ ล่าสุด รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมทางออนไลน์ ระบุว่า ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มแรงกดดันสูงสุดต่อการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ เพื่อจำกัดศักยภาพทางเศรษฐกิจของรัสเซียในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 8 ต.ค. กำหนดประชุมกนง. ครั้งที่ 5/2568, สัปดาห์ที่ 2 กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีเศรษฐกิจการค้า, ตลท. แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, สัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 7 ต.ค. ญี่ปุ่น รายงานการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนส.ค., สหรัฐฯ รายงานดุลการค้าเดือนส.ค. และการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนก.ย., วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งที่ 7/68

    วัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการประกาศของกระทรวงการคลังถึงความพร้อมในการเดินหน้าหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่คาดว่าจะใช้ได้ในปลายเดือนต.ค. นี้ โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวได้แก่ CPALL BJC CPAXT CBG OSP SAPPE TNP และ MOTHER 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gbs-set-shutdown&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uHVAKuU-16Chd1Vf4413D