Blog

  • Bitget เผย 3 ปัจจัยหนุน BTC พุ่งสู่เป้า 130,000 ดอลลาร์

    Bitget เผย 3 ปัจจัยหนุน BTC พุ่งสู่เป้า 130,000 ดอลลาร์

    เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า การลดดอกเบี้ยของเฟด 0.25% ครั้งแรกในรอบ 9 เดือนส่งผลบวกต่อราคาบิตคอยน์จากการเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับสูงที่ 0.9 อาจได้รับแรงหนุนจากเงินทุนที่ย้ายออกจากสินทรัพย์สภาพคล่องกว่า 7.2 ล้านล้านดอลลาร์ ผลักดันให้ราคาสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่อง ตามสถิติบิตคอยน์มักจะปรับฐานลง 5 – 8% หลังการลดดอกเบี้ยก่อนจะกลับเข้าสู่เส้นทางขาขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้เดือนตุลาคมอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดคริปโทนอกเหนือจากการเป็นเดือนที่ผลตอบแทนของบิตคอยน์มักทำได้ค่อนข้างดีแล้ว การเปลี่ยนท่าทีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต. ) สหรัฐฯ ที่หันมาใช้มาตรฐานการลิสต์ ETF spot แบบทั่วไป ทำให้กระบวนการอนุมัติสั้นลงอย่างมากซึ่งจะช่วยปลดล็อกคลื่นเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันชุดใหม่ไหลเข้ามาลงทุนในเหรียญทางเลือกหรือ Altcoin มากขึ้น

    “แรงหนุนจากกฎเกณฑ์นี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายและความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ระยะสั้นบิตคอยน์มีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 100,000-130,000 ดอลลาร์ ส่วนอีธีเรียมจะได้รับประโยชน์จากการใช้งานบล็อกเชนขององค์กร กรอบราคาซื้อขายจะอยู่ที่ 3,600-5,500 ดอลลาร์ ” เกรซี่ เฉิน กล่าว

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือการที่บริษัทเอกชนในตลาดหุ้นหันมาลงทุนในเหรียญ Altcoin เหมือนกับที่ MicroStrategy และ Metaplanet ลงทุนในบิทคอยน์ โดยราคาหุ้นของบริษัทที่ประกาศลงทุนในเหรียญคริปโทจะปรับตัวขึ้น 20-50% หลังการประกาศข่าว

    ประกอบกับข้อมูลของ Bitget เองชี้ว่า สัปดาห์ที่แล้ว กระแสเงินไหลเข้า SOL ETF สูงกว่ากองทุนBTC ETF ถึง 15% สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนสถาบันที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูงจากนวัตรกรรมอย่างคริปโท เพื่อตอบรับกับความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่ใช้นวัตรกรรมเพื่อการลงทุน Bitget จึงได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่อย่าง GetAgent ปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาเป็นผู้ช่วยการลงทุนไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล การเทรดตราสารอนุพันธ์แบบครบวงจรและบอทเทรดอัตโนมัติที่สามารถปรับแต่งค่าได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Auto Earn ที่สามาถนำเหรียญ BGUSD และ BGSOL มาใช้เป็นมาร์จิ้นในการเทรดตราสารอนุพันธ์ได้ และยังสามารถรับผลตอบแทนจากการถือครองเหรียญได้ในเวลาเดียว

    “การเปิดตัวโปรดักซ์ใหม่ครั้งนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ Bitget ที่มองว่า AI คือประตูสู่ Universal Exchange ซึ่งผสานการเทรด การลงทุน และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อตามวิสัยทัศน์ของเราที่ต้องการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเงินดั้งเดิมและการเงินแบบกระจายศูนย์เข้าด้วยกัน” เกรซี่ เฉิน กล่าว

    ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นพลังในการส่งเสริม การศึกษา การเสริมสร้างศักยภาพ และโอกาสทางอาชีพ Bitget ยังเข้าสนับสนุนโครงการ UNICEF Game Changers Coalition ซึ่งเป็นแฮกกาธอนเสมือนจริงสำหรับเยาวชนจาก 8 ประเทศ เพื่อสร้างวิดีโอเกมต้นฉบับภายในระยะเวลา 40 วัน โดยมีจุดมุ่งหมายใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นพลังในการส่งเสริม การศึกษา การเสริมสร้างศักยภาพ และโอกาสทางอาชีพไปสู่การทำลายความยากจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bitget-bitcoin-etf-sec&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UDH2IVLX_P8_fLtoyowVq

  • รายได้ท่องเที่ยวไทยหด 5.7% ก.ย. ต่างชาติเที่ยวไทย 2.23 ล้านคน

    รายได้ท่องเที่ยวไทยหด 5.7% ก.ย. ต่างชาติเที่ยวไทย 2.23 ล้านคน

    ก.ย. 2568 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.23 ล้านคน รายได้ 9.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 5.76% ตลาดหลักมาเลเซีย จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวประจำเดือนกันยายน 2568 ว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารวม 2.23 ล้านคน ลดลง 11.31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สร้างรายได้รวมราว 99,400 ล้านบาท ลดลง 5.76% จากปีก่อน

    สาเหตุหลักมาจากฤดูกาลท่องเที่ยวที่ชะลอตัวในช่วงนอกฤดู (Low Season) และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    รายได้ท่องเที่ยวไทยหด 5.7% ก.ย. ต่างชาติเที่ยวไทย 2.23 ล้านคน

    5 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่

    1 มาเลเซีย 428,712 คน รายได้ประเมาณ 8,566 ล้านบาท

    2 จีน 321,309 คน รายได้ประเมาณ 17,818 ล้านบาท

    3 อินเดีย 207,195 คน รายได้ประเมาณ 8,012 ล้านบาท

    4 เกาหลีใต้ 101,672 คน รายได้ประเมาณ 4,135 ล้านบาท

    5 ญี่ปุ่น 91,610 คน รายได้ประมาณ 4,031 ล้านบาท

    ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวเป็น ประมาณการจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในอดีต โดยภาคธุรกิจท่องเที่ยวคาดว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี การเดินทางจะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องจากเทศกาลปลายปีและนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ

    รายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ: 9.94 หมื่นล้านบาท

    เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน (Y-O-Y): -5.76%

    แนวโน้มภาพรวม

    จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนกันยายน ลดลงเล็กน้อย จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    ตลาดหลักยังคงมาจาก เอเชียและแปซิฟิก โดยเฉพาะ มาเลเซีย–จีน–อินเดีย

    ปัจจัยบวก: วันหยุดยาว ราคาตั๋ว–ที่พักลดลง

    ปัจจัยลบ: เศรษฐกิจโลกชะลอ สงครามการค้า และความกังวลด้านความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t2Fvwejd8OFVzlGZRU_Jg

  • กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบึงบอระเพ็ด ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างเส้นทางจักรยาน และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน

    • คณะผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
    • แผนพัฒนามุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างเส้นทางจักรยาน และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน
    • กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบึงบอระเพ็ด ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างเส้นทางจักรยาน และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน

    วันนี้ (6 ตุลาคม 2568) ณ ห้องประชุมเสือพ่นน้ำ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ โดยมีนายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครสวรรค์ ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

    สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีการประชุมติดตามความก้าวหน้าการโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด พร้อมกับรับฟังแผนการบริหารจัดการพื้นที่ การเก็บข้อมูล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    จากนั้นพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมคณะฯ ได้ลงพื้นที่บริเวณท่าน้ำบริการนักท่องเที่ยว อาคารศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด เพื่อรับฟังการบรรยายเรื่องสภาพภูมิประเทศแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด และเส้นทางปั่นจักรยาน ซึ่งแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสัญจรที่ยั่งยืน รวมไปถึงการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจในชุมชน โดยกําหนดให้มีทางจักรยาน (Bicycle Lane) ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม และจุดปรับปรุงภูมิทัศน์ สำหรับใช้เป็นจุดพักรถ สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งอํานวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    ต่อมาได้ลงพื้นที่ไปยังประตูระบายน้ำปากคลองบึงบอระเพ็ด ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งโครงการชลประทานนครสวรรค์ และสำนักงานประมงจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาบึงบอระเพ็ดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในบึงบอระเพ็ด ( 6 ตุลาคม 2568) มีปริมาณน้ำประมาณ 562.77 ล้าน ลบ.ม.  หรือคิดเป็น 239% ของความจุฯ ( 234.77 ล้าน ลบ.ม.)

    กรมชลประทานร่วมพัฒนาบึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860097&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02nrNvtePCpKvwjvY43Bi_

  • เขาใหญ่ไม่ขาดเลือด! นักท่องเที่ยวแห่บริจาค สร้างคลังเลือดภาคท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เขาใหญ่ไม่ขาดเลือด! นักท่องเที่ยวแห่บริจาค สร้างคลังเลือดภาคท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เขาใหญ่ไม่ขาดเลือด! นักท่องเที่ยวแห่บริจาค สร้างคลังเลือดภาคท่องเที่ยว

    ทุกภาคส่วนร่วมจัดเขาใหญ่ไม่ขาดเลือด ครั้งที่ 4 เสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ และรองรับงานพืชสวนโลก 2572

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5178745/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S_h9nnFBqn6vtqnkBZ6fS

  • ท่องเที่ยวไทยฟื้น ต่างชาติทะลุแสนคนต่อวัน ปลุกเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปี 68

    ท่องเที่ยวไทยฟื้น ต่างชาติทะลุแสนคนต่อวัน ปลุกเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปี 68

    “ปลัดท่องเที่ยว” ใจชื้น สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยพบสัญญาณบวก นักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งกว่า 1 แสนคนต่อวัน หนุนเศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายปี 68 คึกคัก

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568

    ทั้งนี้ ตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.ย.ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศจีน มาเลเซีย และอินเดีย ส่งผลให้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเฉลี่ยเกือบ 100,000 คนต่อวัน ที่น่าสนใจคือกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเคยมีจำนวนไม่ถึง 10,000 คนต่อวัน กลับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็นราว 20,000 คนต่อวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่กลับคืนสู่ตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทยอีกครั้ง

    “การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติครั้งนี้ มาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรมของประเทศไทย ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในระดับสากล รวมถึงสถานการณ์ชายแดนและอุทกภัยที่ไม่ได้กระทบต่อพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวยังเป็นไปอย่างราบรื่น”

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นการเดินทางและสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมและมหกรรมกีฬาระดับโลก เช่น การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสร้างกระแสเชิงบวกและภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศไทยในเวทีโลก โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ กระทรวงฯ จะร่วมขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่กับกิจกรรมทางกีฬาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเป็นเจ้าภาพ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เดือนธ.ค.นี้ เทศกาลท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ประเพณีลอยกระทง, งานวิจิตรเจ้าพระยา, และกิจกรรม Countdown ต้อนรับปีใหม่

    พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ยังเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยด้วยมาตรการทางภาษีและการสนับสนุนให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่ายในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    “ในช่วงที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรีอันอบอุ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกมาโดยตลอด การท่องเที่ยวไทยกำลังกลับมาอย่างมั่นคง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศทั้งด้านความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ที่ยังคงตรึงใจนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้กลับมาเยือนดินแดนรอยยิ้มอีกครั้ง”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2887347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30YkkiRIbJw-QMxOPkI5U6

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 6 ตุลาคม 2568

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 6 ตุลาคม 2568

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn การพัฒนากิจการงานให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่การสร้างความเจริญทุกๆ อย่างนั้น ย่อมจะต้องสร้างเสริมขึ้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อน หน้าที่สำคัญของนักปฏิบัติงานจึงมีอยู่สองอย่าง คือ รักษาพื้นฐานเดิมไม่ให้บกพร่อง กับต่อเติมเสริมพื้นฐานนั้นให้สูงขึ้นเจริญขึ้น การรักษาพื้นฐานนั้นได้อธิบายว่า ได้แก่ การพากเพียรพยายามทำงานหลักหรืองานประจำให้สมบูรณ์ไม่บกพร่อง แล้วค้นคว้าคิดอ่านพัฒนางานนั้นให้ก้าวหน้าไปเป็นลำดับ ด้วยความรอบคอบ ประกอบด้วยสติรู้เท่าทันตลอดเวลา ก็จะประสบความสำเร็จและความเจริญได้อย่างเพียบพร้อม…(ความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 12 กรกฎาคม 2523)

    …nn MOU 43 และ MOU 44 กลายมาเป็นประเด็นการเมืองอีกครั้ง ทั้งๆ ที่หากจะพูดกันตรงๆ แล้ว ก็ต้องบอกว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันคืออะไร มันดี หรือมันร้ายอย่างไร น้อยคนนักที่จะตอบได้อย่างกระจ่างชัด บางคนวิจารณ์ MOU ทั้งสองฉบับด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจจุดดี จุดด้อยของมัน แต่แล้วรัฐบาลชุดล่าสุดก็บอกว่าจะทำประชามติเรื่องเอาหรือไม่เอา MOU ทั้งสองฉบับนี้ ก็ต้องบอกอีกครั้งว่าไทยสามารถยกเลิก MOU ใดๆ ได้ทุกเวลา เพราะมันไม่ใช่สนธิสัญญา มันเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันตามกรอบบันทึกความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกก็ทำได้ เพียงแต่แจ้งให้คู่กรณีรับทราบก่อนเท่านั้น แต่คำถามคือ ก่อนที่จะให้ประชาชนลงประชามติเรื่องนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอ่านรายละเอียดของ MOU ทั้งสองฉบับดีแล้วหรือยัง

    …nn เป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญที่นักการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะต้องประกาศเชิงประจานว่ารัฐบาลใหม่ชุดนี้ไร้ฝีมือไร้ความสามารถ เพราะหากนักการเมืองเพื่อไทยชื่นชมรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หมายความว่าจะเข้าไปร่วมพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น จึงได้ยินเสียงของคนพรรคเพื่อไทยชื่อ ยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาบอกว่าผิดหวังกับ รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดย ยรรยง บอกว่าผิดหวังมาก โดยกล่าวหาว่า รมว.พาณิชย์ คนล่าสุดลอกนโยบายพรรคเพื่อไทยสมัยยิ่งลักษณ์มาใช้ทั้งกระบิ แต่ประหลาดตรงที่ยรรยงบอกว่านโยบายไม่สามารถแก้ปัญหาให้ชาวไร่ชาวนาได้ อ้าว! งงสิคะ จะไม่งงได้อย่างไรล่ะ ก็ในเมื่อ ยรรยงบอกว่าศุภจีลอกนโยบายเดิมของรัฐบาลเพื่อไทย แต่ใช้แก้ปัญหาไม่ได้ ก็แสดงว่านโยบายเดิมของเพื่อไทยก็แก้ปัญหาให้ชาวไร่ชาวนาไม่ได้ ใช่หรือไม่ หรือยรรยงจะบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการทุจริตขายข้าวให้จีนแบบ G to G แต่ ธรรมกร บอกก่อนนะว่าไม่ได้มาแก้ตัวให้ศุภจี เพราะไม่ได้เป็นทีมงาน PR ของ ศุภจี เพียงแต่สงสัยในตรรกะของยรรยงที่พูดแบบนี้เท่านั้น ฟังแล้วงงสุดๆ ตกลง ยรรยง จะด่าศุภจี หรือด่าเพื่อไทยกันแน่

    …nn ในขณะที่สมาชิกของโลกจำนวนมากตื่นตัวและเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ลดขยะ ลดมลพิษ ลดปัญหาก๊าซเรือนกระจก โดยเน้นแนวทางการท่องเที่ยวสีเขียว ซึ่งความตระหนักในเรื่องนี้ก็อยู่ในแนวทางการทำงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วย และอยากจะบอกว่า ททท. เน้นเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ชุมชนและภาคธุรกิจบางกลุ่มยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้มากเท่าที่ควร แต่ก็ต้องบอกว่าความพยายามนี้ไม่สูญเปล่า เพราะอย่างน้อยก็ปลุกจิตสำนึกและกระตุ้นให้คนในสังคมไทยมองเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้แหล่งท่องเที่ยวไทยได้รับรางวัล 2025 Green Destinations Top 100 Stories โดยการจัดงานมอบรางวัลนี้มีขึ้นที่เมืองมงต์เปลิเยร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยแจกรางวัลในงาน Green Destinations Global Conference 2025 รางวัลนี้ทำให้ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ยิ้มหน้าบานได้ หลังจากที่หน้าเหี่ยวมาเป็นครั้งเป็นคราวเมื่อเจอปัญหานักท่องเที่ยวสีเทาและสีดำที่เข้ามาปู้ยี่ปู้ยำการท่องเที่ยวไทย อย่างน้อยๆ รางวัลนี้ก็ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มีสติปัญญา มีความยั้งคิดรู้ว่า เมืองไทยไม่ได้มีแต่เรื่องเลวทราม แต่ที่มันเกิดความเลวทรามเพราะนักท่องเที่ยวสีดำ แต่ก็ต้องตำหนิเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยบางจำพวกที่ไม่เอาจริงเอาจังกับการกำจัดนักท่องเที่ยวสีดำ และต้องขอตำหนิคนกำหนดนโยบายการท่องเที่ยวจำพวกที่เน้นแค่เพียงปริมาณของนักท่องเที่ยวโดยไม่แยแส ไม่คำนึงถึงคุณภาพนักท่องเที่ยว

    …nn อันที่จริงการท่องเที่ยวของเมืองไทยต้องเน้นการขายของแพงได้แล้ว เพราะเรามีแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานสากล เราจำเป็นต้องเน้นตลาดบนมากกว่าคิดแค่เพียงนับหัวนักท่องเที่ยว ถามจริงๆ จะไปภูมิอกภูมิใจอะไรกับจำนวนหัวนักท่องเที่ยว เอาเข้ามาทำไม รกรุงรังเปล่าๆ เอาเข้ามาแล้วก็ไม่มีปัญญาซื้อของแพง แต่เราต้องมาเสียเวลากำจัดขยะ สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากนักท่องเที่ยวสวะๆ แถมบางคนยังเป็นอาชญากรอีกด้วย

    …nn ก็จำเป็นต้องบอกตรงๆ ชัดๆ ดังๆ ไปยัง อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ยังน่าจะละอ่อนในเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวได้โปรดกลับไปพิจารณาเรื่องการ count head นักท่องเที่ยวต่างชาติ ขอย้ำว่าเลิกขายของถูกได้แล้ว เรามีของดี เราต้องขายของแพง เพราะดีกว่ากวาดเอานักท่องเที่ยวสถุล สวะเข้ามาก่อปัญหาให้บ้านเมืองของเรา เอาพวกสถุลมาก็รังแต่จะก่อให้เกิดปัญหากับบ้านของเรา เอาพวกสวะมาก็ต้องมากวาดขี้กวาดเยี่ยวให้คนเหล่านั้น จริงไหม

    …nn อ่อ! ลืมบอกไปว่ารางวัลไทยได้รับในครั้งนี้จัดโดย Green Denstinations Foundation ของเนเธอร์แลนด์ ไม่ใช่รางวัลที่จัดโดยไก่กาอาราเล่ที่ไหนนะ จะบอกให้ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาตัดสินใจให้รางวัลกับใคร เขาจึงต้องพิจารณาอย่างเข้มข้นตามมาตรกฐานที่กำหนด ไม่ใช่จับสลากแจกรางวัลไปแบบสั่วๆ

    …nn ธรรมกรได้พูดคุยกับ Kirsi Hyvaerinen จาก Montenegro ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่ไปร่วมงานนี้ด้วยเขาบอกว่าเขาได้ยินชื่อเสียงประเทศไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว ได้ทราบว่ามีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ แต่เขาบอกว่าเขาหลงใหลท้องทะเลและเกาะแก่งรวมถึงหาดทรายขาวสะอาด ยาวสุดลูกหูลูกตา เขาบอกว่าทุกครั้งเมื่อเขามีโอกาสไปต่างประเทศในย่านเอเชีย เขาเลือกประเทศไทยทุกครั้ง ไปแล้วไม่เบื่อ ประทับใจ และที่สำคัญคือปลอดภัย (หากไม่ไปในที่เสี่ยงอันตรายจนเกินไป) และที่สำคัญยิ่งคือเขาบอกว่าคนไทยน่ารักมาก

    …nn วันนี้เขียนเรื่องเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวไทยมากเป็นพิเศษ เพราะได้เห็นความน่าพิสมัยของแหล่งท่องเที่ยวไทย และได้ยินจากปากของคนต่างชาติที่หลงใหลแหล่งท่องเที่ยวไทย และขอแจ้งให้ทราบว่าแหล่งท่องเที่ยวไทยที่ได้รับรางวัลในงานนี้มีดังนี้ หมู่เกาะลันตา กระบี่ อุทยานราชพฤกษ์ เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เมืองเก่าอุทัยธานี เกาะช้าง ตราด ชุมชนท่าชัย ศรีสัชนาลัย สุโขทัย ตลาดจีนโบราณซากแง้ว ชลบุรี เชียงคาน เลย เมืองเก่าจังหวัดน่าน และเมืองเก่านาเกลือชลบุรี

    …nn อันที่จริง ธรรมกร ไม่ได้รังเกียจนักท่องเที่ยวจีนเพราะยังมีนักท่องเที่ยวจีนที่มีคุณภาพ มีฐานะดี มีรสนิยมอีกจำนวนหลายร้อยล้านคน แต่ปัญหาคือทำไมเขาเหล่านั้นไม่เลือกเข้ามาเที่ยวไทย ทำไมเขาไปปารีส เวียนนา เบอร์ลิน โรม มิลาน นั่นแสดงว่าเขามีปัญญาจ่ายราคาแพง แต่ก็ต้องถามว่าแล้วทำไมเขาไม่เลือกเข้ามาจ่ายแพงๆ ในไทย ปัญหาเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ไทย ไม่ใช่อยู่ที่ตัวนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพราะหากเขามั่นใจว่ามาเที่ยวไทยแล้วคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย ได้ของดี ได้ความประทับใจ และปลอดภัย เขาก็ต้องเลือกมาเที่ยวไทย ธรรมกรได้คุยกับนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งที่ปารีส ถามเขาว่าไปเที่ยวไทยบ้างไหม เขาบอกว่าเคยไปเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว แต่หลังๆ ไม่กล้าไปเที่ยวไทย เพราะมีข่าวว่าไม่ปลอดภัย มีมิจฉาชีพเยอะแยะมากมาย ธรรมกร จึงถามกลับไปว่าแล้วที่ปารีสปลอดภัยหรือ เพราะมีข่าวฉกชิงวิ่งราวปรากฏทุกวัน แม้กระทั่งที่ลอนลอนก็เช่นกัน เขาตอบว่าก็ต้องเที่ยวแบบระวังตัวมากที่สุด ธรรมกร ก็จึงตอบกลับไปว่า ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้นแหละแม้กระทั่งในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ที่ไทยก็เช่นกัน แต่หากเราไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับอันตราย เราก็จะปลอดภัย นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนั้นร้อง ฮ่อ! Alright, that’s it. I agree….nn

    ธรรมกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64179&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f3FjwjKRYSKSKx7euqgc0

  • บางกอกแอร์เวย์ส คว้า 2 รางวัลพระราชทานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประจำปี 2568  

    บางกอกแอร์เวย์ส คว้า 2 รางวัลพระราชทานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประจำปี 2568  

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fb42NV0ehk2QCX_SYXlBS

  • สายเที่ยวเตรียมจ่ายเพิ่ม! เกียวโตเล็งเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยวคืนละ 2,200 บาทต่อคน

    สายเที่ยวเตรียมจ่ายเพิ่ม! เกียวโตเล็งเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยวคืนละ 2,200 บาทต่อคน

    ทางการเมืองเกียวโตของญี่ปุ่นเตรียมเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยว 10,000 เยน หรือราว 2,157 บาทต่อคืนต่อคน จากเดิมที่เก็บ 1,000 เยน หรือราว 216 บาท โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมปีหน้าเป็นต้นไป หวังลดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ล้นเมืองจนส่งผลกระทบกับคนในท้องถิ่น และนำเงินดังกล่าวมาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

    ภาษีอัตราใหม่ซึ่งจะเป็นอัตราที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นนี้จะบังคับใช้กับการเข้าพักในโรงแรมที่มีค่าใช้จ่าย 100,000 เยนขึ้นไปต่อคืนภายใต้ระบบภาษีแบบขั้นบันได

    ทางการเมืองเกียวโตพยายามอย่างหนักที่จะบรรเทาผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความแออัดในระบบขนส่งสาธารณะ ตามท้องถนน และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

    ทางการได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อขอขึ้นภาษีที่พัก โดยระบุว่า “นักท่องเที่ยวต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรับมือกับปัญหาการท่องเที่ยวมากเกินไปด้วย”

    ครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นภาษีครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประกาศใช้ภาษีที่พักเมื่อเดือนตุลาคม 2018

    อัตราภาษีใหม่ต่อคนต่อคืนจะยังคงอยู่ที่ 200 เยนสำหรับการเข้าพักในโรงแรมที่มีราคาต่ำกว่า 6,000 เยน สำหรับที่พักที่มีราคาตั้งแต่ 6,000 เยนแต่ไม่เกิน 20,000 เยน อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นจาก 200 เยนเป็น 400 เยน ที่พักที่ราคาตั้งแต่ 20,000 เยนแต่ไม่เกิน 50,000 เยน ภาษีจะเพิ่มจาก 500 เยนเป็น 1,000 เยน

    ส่วนที่พักที่ราคาตั้งแต่ 50,000 เยนแต่ไม่เกิน 100,000 เยน อันตราภาษีจะเพิ่มจาก 1,000 เยนเป็น 4,000 เยน และที่พักที่ราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป ภาษีจะเพิ่มจาก 1,000 เยนเป็น 10,000 เยน โดยนักเรียนและผู้ปกครองที่ไปทัศนศึกษายังคงได้รับการยกเว้นเช่นเดิม

    Photo by PAUL MILLER / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/kyoto-to-slap-tourists-with-levy-up-to-10000-yen-per-nigh&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OjDobUp9DPeIdutiKp67w

  • “อัจฉริยะ” นําสามีภรรยาจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกอุ้มรีดเงิน

    “อัจฉริยะ” นําสามีภรรยาจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกอุ้มรีดเงิน

    อาชญากรรม

    “อัจฉริยะ” นําสามีภรรยาจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกอุ้มรีดเงิน

    06 ตุลาคม 2025 – 14:00

    Featured Image

    “อัจฉริยะ” นํา 2 สามีภรรยาชาวจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกตํารวจอุ้มรีดเงินกว่า 7 ล้านบาท จี้ ผบช.น. เร่งติดตามคดี

    วันนี้(6 ต.ค. 68) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ นําผู้เสียหายชาวจีนเข้าพบ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อยื่นหนังสือขอให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวจีนกรณีถูกตํารวจอุ้มรีดเงิน จํานวน 7 ล้านบาท

    โดย นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายเป็น 2 สามีภรรยาชาวจีนถูกตํารวจกับพวกอุ้มจากโรงแรมแห่งหนึ่งไปรีดเงินจำนวนเงิน 7 ล้านบาท โดยใช้ห้องสืบสวน สน.ประเวศ เป็นสถานที่รีดเงิน หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้ไปแจ้งความที่ สน.พญาไท และได้ส่งสำนวนมาให้พนักงานสอบสวน สน.บางรัก พื้นที่เกิดเหตุแต่กลับถูกตํารวจเรียกเงินจากผู้เสียหายอีก จํานวน 260,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าทำคดีและอํานวยความสะดวก

    อีกทั้งกลุ่มผู้ต้องหาที่อุ้มผู้เสียหายยังได้ไปแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี โดยมีพนักงานสอบสวนร่วมทุจริตในการทำสำนวนและไปหลอกศาลออกหมายจับนักท่องเที่ยวชาวจีนจนผู้เสียหายได้ไลฟ์สดพร้อมหลักฐานเผยแพร่ไปทั่วโลกทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

    ส่วนสาเหตุที่อุ้มผู้เสียเนื่องจาก นายแดเนียล ชาวสิงคโปร์ ตัวการสําคัญในคดีนี้รู้ว่าครอบครัวผู้เสียหายมีเงินเนื่องจากเป็นนักเล่นหุ้นอยู่ในตลาดหุ้นของสิงคโปร์ จึงทําการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่ออุ้มรีดเงิน ในส่วนของตํารวจที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นมีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยพบว่ามีมูลแต่ไม่ดําเนินการต่อ

    จึงฝากถึงผู้บัญชาการตํารวจนครบาลว่าท่านอย่าเพิกเฉยเพราะไม่ใช่เรื่องเก่าแต่เป็นเรื่องที่มีครอบครัวชาวจีนอีกจํานวนไม่น้อยที่ถูกกระทําแบบนี้

    ทั้งนี้นายอัจฉริยะและผู้เสียหายเชื่อว่าการเดินทางมายื่นเรื่องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวเขาได้

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_944372/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n6ecXt2eR-qFPe73UaupA

  • เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด


    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หัวใจของความสำเร็จคือการหาอัตลักษณ์ชุมชนให้ได้ “อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT” ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025)

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ”และพึ่งพาตนเองได้

    ในงาน SX2025  มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    


    พัทลุง: จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว-งานสานกระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช

    จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน” มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าว เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปัก กระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ความสำเร็จไม่ได้หยุดแค่สินค้า Varni Craft เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กชอป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ยอมรับว่าช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก “เราต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก” นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง


    ปทุมธานี: เมื่อเยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

    สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    “ในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น” สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว

    รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว “แต่พอได้สัมผัสจากเด็กๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้”

    ความท้าทายที่เผชิญ คือการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง อัจฉรา ศรีลาชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชี้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ “อาจเริ่มจากการสื่อสารง่ายๆ เพราะกำนันรุ่งนภายอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้”

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการพึ่งพามหาวิทยาลัยมากเกินไป “พอโครงการจบ นักศึกษากลับไป ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้” ทำให้ต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง


    ราชบุรี: Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น ชื่อ “โอ๊ะป่อย” มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “พักผ่อน” และที่นี่กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน

    สิ่งที่ทำให้ตลาดแตกต่างคือการผสาน ศรัทธา–สิ่งแวดล้อม–ชุมชน เข้าด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ

    “เจ้าของกิจการเป็นคนในชุมชน ไม่มีคนจากพื้นที่อื่น มีคนในพื้นที่กลับมาเปิดคาเฟ่ เปิดที่พัก” ผู้ใหญ่บี-ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าว ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ผู้ใหญ่บีภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

    แต่ความท้าทายก็มี โดยเฉพาะการจัดการความคาดหวังและการแข่งขันภายใน “มีคนอยากเข้ามาขายของเยอะ แต่พื้นที่จำกัด บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม” ภัทรพงศ์ กล่าว รวมถึงการจัดการขยะในช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา


    เพชรบุรี: เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้มแข็ง

    รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน

    “เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้าน ก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา” สุเทพ พิมพ์ศิริ  ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) กล่าว

    อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่า ปัญหาย่อมมีเพราะยังมีช่องว่างในชุมชน และคนที่ไม่เข้าใจกฎระเบียบ

    “คนในพื้นที่แรกๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน”

    อุปสรรคหลักที่ทั้งสี่ชุมชนเผชิญ ได้แก่

    1. การสืบทอดทักษะและคนรุ่นใหม่ – คนหนุ่มสาวมักเลือกไปทำงานในเมือง เห็นว่าได้เงินเร็วกว่า ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งรายได้และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น

    2. การพึ่งพาแหล่งสนับสนุนภายนอก – หลายชุมชนพึ่งพามหาวิทยาลัยหรือภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนหากแหล่งสนับสนุนถอนตัว

    3. การจัดการความคาดหวังภายในชุมชน – เมื่อเห็นความสำเร็จ คนจำนวนมากอยากเข้าร่วม ทำให้เกิดแรงกดดันในการจัดสรรพื้นที่และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

    4. ภาระการจัดการสิ่งแวดล้อม – ความสำเร็จนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคิดระบบจัดการขยะ จราจร และการรองรับที่ไม่ทำลายบรรยากาศดั้งเดิม

    ถอดบทเรียนจากสี่ชุมชน

    แม้พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี จะมีวิธีการพัฒนาและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนหัวใจของการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกัน

    • ชุมชนเป็นเจ้าของ – คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
    • สิ่งแวดล้อมคือฐานราก – การจัดการที่คำนึงถึงธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวมีคุณค่าแท้จริง
    • การส่งต่อสู่รุ่นใหม่ – เยาวชนและคนรุ่นใหม่คือตัวเชื่อมอนาคต
    • การพึ่งพาตนเองและเครือข่ายสนับสนุน – การพึ่งพาตนเองทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่เครือข่ายจากภายนอกช่วยต่อยอดได้

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

    ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    พบกับแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่  5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง FB : SUSTAINABILITY EXPO , www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย

    #SX2025 #SustainabilityExpo2025 #SufficiencyforSustainability #พอเพียงยั่งยืนเพื่อโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1541206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z9LMrjlHehO7vxRh2KjhM