Blog

  • สกัดต้นตอป่วนค่าเงินบาท ‘เอกนิติ’ จ่อชง ครม.เศรษฐกิจ หาช่องคุมด่วน

    สกัดต้นตอป่วนค่าเงินบาท ‘เอกนิติ’ จ่อชง ครม.เศรษฐกิจ หาช่องคุมด่วน

    สกัดต้นตอป่วนค่าเงินบาท ‘เอกนิติ’ จ่อชง ครม.เศรษฐกิจ หาช่องคุมด่วน

    วันนี้ (6 ตุลาคม 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ เร็ว ๆ นี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาแนวทางการดูแลความผิดปกติของตลาดการเงินไทย ภายหลังเกิดกรณีตัวเลขค่าความคลาดเคลื่อนสุทธิ (Net Errors and Omissions : NEO) ในบัญชีดุลการชำระเงินของไทยเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติจนกระทบกับค่าเงินบาท

    “ในการประชุมครม.วันที่ 7 ตุลาคม นี้ จะมีการตั้ง ครม.เศรษฐกิจขึ้นมา จากนั้น กระทรวงการคลัง จะเสนอเรื่องนี้เข้าไปยัง ครม.เศรษฐกิจ รับทราบแนวทางการกำกับดูแล ล่าสุดได้คุยกับปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันก่อนและมอบหมายให้เป็นประธานไปหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับเม็ดเงินซึ่งอาจดูผิดปกติ ปรากฏอยู่ในส่วนของความคลาดเคลื่อนทางสถิติ หรือ NEO ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขดังกล่าวมีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ” นายเอกนิติ ระบุ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การกำกับดูแลเรื่องดังกล่าว จำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยยงานที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง หารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามเส้นทางเงินว่าเงินเหล่านั้นอยู่ตรงไหน

    อีกส่วนคือหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าเม็ดเงินเหล่านี้อาจจะเข้ามาในช่องทางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่หรือช่องทางอื่นที่ผิดปกติหรือไม่

    รองนายกฯ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะมาจาก สมาคมธนาคารไทย รวมถึง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ซึ่งสะท้อนข้อมูลให้เห็น ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลที่ต้องเชื่อมโยงจากหลายแหล่ง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย, กลต., ปปง., และกรมศุลกากร

    “เรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องเชื่อมโยง และนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนที่สุด โดยมีเป้าหมายที่ตั้งใจไว้คือการนำเรื่องนี้เข้ารายงานต่อ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการคุยกันในรูปแบบของชุดย่อย และจะทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากนายกฯ ได้มอบนโยบายและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ” รองนายกฯ กล่าว

    รองนายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการคลังและกรอบวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ โดยเตรียมทบทวนกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2569 – 2572) ซึ่งปัจจุบันเป็นแผนระยะเวลา 5 ปี แต่เบื้องต้นอาจขยายให้ยาวกว่านั้นเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และภาระหนี้ของภาครัฐ ซึ่งภายในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ จะนัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F8B4xGr8ae0eMu0WHXfok

  • ประเทศไทยถูกปรับ Outlook – สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ – การคลัง

    ประเทศไทยถูกปรับ Outlook – สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ – การคลัง

    ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ส่งผลให้มุมมองของประเทศจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศอย่าง Fitch Ratings มีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและฐานะการคลังของไทย ดังนั้นจึงได้ประกาศปรับมุมมองของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” แม้จะยังคงยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือ (BBB+) ไว้เช่นเดิมก็ตาม

    แม้การปรับมุมมองดังกล่าวมีผลมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับครั้งนี้ คือ หนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังช่วง โควิด-19 อันเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย เช่น การแจกเงิน และ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าการใช้จ่ายในระดับที่สูงกว่ารายได้ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้สาธารณะของไทยปรับเพิ่มขึ้นมาจากราว 40% สู่ระดับ 59.4% ของ GDP ในเดือน สิงหาคม 2568 ขณะที่ Fitch คาดว่าตัวเลขดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 65% ในอนาคต ซึ่งสูงกว่าที่เคยมองไว้ในปีที่แล้วว่าจะอยู่ในระดับเพียง 61.8% ในปี 2571 จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการปรับมุมมองในครั้งนี้ 

    ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ถูกจับตามอง โดย Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.2% ในปี 2568 และ 1.9% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีระดับความน่าเชื่อถือ BBB โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่เมื่อมองไปข้างหน้า การส่งออกเผชิญความท้าทายจากภาษีการค้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้การค้าโลกหดตัวลง ในขณะที่การท่องเที่ยวไทยเริ่มอิ่มตัว เติบโตได้ช้าลงเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเข้าใกล้จุดสูงสุดช่วงก่อนโควิด-19 และนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับตัวลดลง นอกจากนั้นการเมืองภายในประเทศยังประสบกับความไม่แน่นอนซึ่งอาจจะส่งผลลบต่อทั้งการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติม

    ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทันที เนื่องจากยังมีความแข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง โครงสร้างหนี้ที่มั่นคง ซึ่งหนี้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลบาท อายุเฉลี่ยยาว และภาระดอกเบี้ยต่ำกว่ากลุ่มประเทศ BBB อื่นๆ อย่างไรก็ดี การส่งสัญญาณเตือนครั้งนี้ถือเป็นข้อความสำคัญให้แก่ภาครัฐ ที่จะต้องกลับมาพิจารณาถึงความเหมาะสมของแผนการคลังระยะปานกลาง ที่เคยมองการเพิ่มหนี้สาธารณะไว้สูงถึง 69.3% ในปี 2572 

    ในระยะข้างหน้า ประเทศไทยยังคงต้องจัดการกับความท้าทายเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้แก่ ความล่าช้าในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัญหาการเมืองที่กระทบต่อการท่องเที่ยว และการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดเป็นเวลานาน 

    หากพิจารณาผลกระทบต่อการลงทุนตราสารหนี้ เราประเมินว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยอาจจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือไปสู่ระดับ BBB (จากระดับปัจจุบันที่ BBB+) พันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ดังนั้นความผันผวนที่จะเกิดขึ้นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทย มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในระยะยาวพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงมีแรงสนับสนุนจากทั้ง ความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังคงแข็งแกร่ง โอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง และสภาพคล่องในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะสามารถสนับสนุนการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติได้ โดยปัจจุบัน การถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ดังนั้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงมีความน่าสนใจในระยะข้างหน้า 

    ภาพ: Nuthawut Somsuk/Getty Images

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-outlook-downgrade-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wfu7TnKWylaMHIx_7Ay8O

  • เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10000 บาท ว่อนโซเชียล แจงด่วน

    เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10000 บาท ว่อนโซเชียล แจงด่วน

    ทั่วไป

    06 ต.ค. 2025 เวลา 13:56 น.

    เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10000 บาท ว่อนโซเชียล แจงด่วน

    ว่อนโซเชียล เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10000 บาท กระทรวงการคลัง ชี้แจงด่วน

    กรณีโซเชียลว่อน เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10000 บาท ชี้แจงด่วน

    ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ยังไม่มีการดำเนินการโครงการ”ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะที่ 3 ทั้งนี้ หากมีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชาสัมพันธ์แจ้งต่อประชาชนให้รับทราบต่อไป

    ตรวจสอบโดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10000 บาท ว่อนโซเชียล แจงด่วน

    ตรวจสอบโดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1201926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p2GO8JgZ-QiGFvNQSi_Te

  • “ไชยชนก” มอบนโยบาย Quick Win ขับเคลื่อนดีอี เร่งรับมือภัยธรรมชาติ-ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม : อินโฟเควสท์

    “ไชยชนก” มอบนโยบาย Quick Win ขับเคลื่อนดีอี เร่งรับมือภัยธรรมชาติ-ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม : อินโฟเควสท์

    นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงนโยบายขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วน รองรับนโยบายรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง 3. ภัยเศรษฐกิจ 4. ภัยสังคม และ 5. การบริหารภาครัฐ ตามแนวทาง “Quick Win” โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับประชาชน ได้แก่

    1.ภัยธรรมชาติ

    ขอให้หน่วยงานร่วมบูรณาการการใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ ให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

    โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียม เพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียด และแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที

    2.ภัยความมั่นคง

    เร่งรัดให้มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ขอให้หน่วยงานได้จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหาร และประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น

    รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator) เกี่ยวกับสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมด ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ

    3.ภัยเศรษฐกิจ

    จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย ในสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์และประเมินได้ ดังนั้นกระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัด จะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้

    ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และประชาชน ทั้งที่เป็นผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย

    4.ภัยทางสังคม

    สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ข้อมูลและบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI ที่เป็นเทคโนโลยีสำคัญพื้นฐานในปัจจุบัน สร้างความตระหนัก รู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความเข้าใจ และสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริงอย่างปลอดภัย และสร้างสรรค์

    สำหรับกรณีของภัยทางสังคมนั้น หลังจากมีแผนรับมือกับภัยทางธรรมชาติ และภัยความมั่นคงแล้ว สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขภัยทางสังคมได้ในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ด้านการยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุก กับอาชาญกรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดความเสียหาย ต่อทั้งบุคคล และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นายไชยชนก กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะของภัย 4 ด้าน และรัฐบาลมีระยะเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ดังนั้นการมอบหมายนโยบาย จึงจะต้องมีจุดเริ่มต้นที่ทุกหน่วยงานมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตรงกัน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน

    สำหรับกระทรวงดีอี ในสถานการณ์ปกติ ถือเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางของประเทศ ด้วยการวางฐานเทคโนโลยีที่มั่นคงและยั่งยืน แต่ในสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ตนจึงขอให้มีการดำเนินการเพิ่มแผนงานภารกิจในการแก้ไขปัญหา และลดความเสียหายจากภัยทั้ง 4 ด้าน ที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ด้วยหลักการของการบูรณาการ การส่งเสริมผลักดัน การสนับสนุน และประคับประคองประชาชน ผู้ประกอบการ เพื่อให้ก้าวผ่านสถานการณ์ในปัจจุบันไปได้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oHp82dfPrg90NjuxHJ_sO

  • “ศุภจี” เดินหน้าลุยไฟกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน  ย้ำ 4 เดือนเห็น

    “ศุภจี” เดินหน้าลุยไฟกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ย้ำ 4 เดือนเห็น

    6 ตุลาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในโอกาสร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 38 ปี นสพ.กรุงเทพธุรกิจ สื่อในเครือเนชั่น  ถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทย ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจยังมีความน่ากังวล เพราะว่ามีความผันผวนเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของสินค้าเกษตรกร ที่ยังต้องดูความสมดุลและความเสถียรภาพเรื่องราคา ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องพยายามหามาตรการในการช่วยดูแล อาทิ โครงการธงเขียวช่วยเกี่ยวกับเรื่องของค่าปุ๋ย

    “สินค้าเกษตรราคาผันผวนเพราะว่า มีผลผลิตออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์อุปทาน และ เรื่องการดูดซับซับพลายออกมาจากระบบ เพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำมากเกินไป แล้วก็คงจะต้องดูในเรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร”

    นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการลดภาระค่าครองชีพประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ และรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำมาตรการระยะสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เช่น โครงการคนละครึ่ง คนละครึ่งพลัส 

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ ยังคงดำเนินการมาตรการธงฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งก็ได้มีโอกาสลงไปดูที่พื้นที่ไปช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้สั่งให้พาณิชย์จังหวัด ช่วยดูแลผู้ประกอบการ และประชาชนในบริเวณนั้น มีความต้องการความช่วยเหลือใดๆ เป็นพิเศษ

    ทั้งนี้ ยังมีมาตรการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ตอนนี้ได้ทำงานร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในการเปิดราคายาอย่างโปร่งใส ให้กับประชาชนที่เข้ามารับรักษาพยาบาลได้เห็นราคายาก่อนจ่าย และมีที่จะขอปฏิเสธไม่ซื้อยาที่โรงพยาบาล แต่ว่าไปซื้อที่ร้านค้าข้างนอก เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้

    ขณะเดียวหากพูดในมุมมองจะส่งผลกระทบให้กับโรงพยาบาลเอกชนมากหรือเปล่านั้น มาตรการดังกล่าวเป็นการเป็นลักษณะสมัครใจ ไม่ได้บังคับ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลในสมาคมโรงพยาบาลเอกชน สนใจเข้าร่วม 5 เครือ มีโรงพยายาลประมาณ 100 กว่าแห่ง
     

    “ถามว่าเราจะไปกดดันให้เอกชนมีรายได้ลดลงหรือเปล่า ในเรื่องของค่ายา ก็จะเป็นเช่นนั้นเพราะว่า ประชาชนมีสิทธิ์ในการไปซื้อยาข้างนอกได้ แต่ว่าประชาชนก็สามารถมารับบริการเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลเอกชน ถ้าเขาสามารถที่จะมีกำลังในการที่จะเข้ามาใช้บริการของเอกชนได้มากขึ้น”
     

    ดังนั้นจำนวนคนที่เข้ามาในโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมในโครงการนี้ ก็จะมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนมีทางเลือก ในการที่จะไปซื้อยา ถือว่าเป็นการช่วยเหลือทั้งประชาชน และโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลภาครัฐ
     

    อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นๆ ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนี้ ในการที่จะช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องของค่าครองชีพของประชาชนโดยทั่วไป

        
         

    นางศุภจี เปิดเผยว่า เรื่องการส่งออกที่ค่อนข้างชะลอตัว ตอนนี้เราจะเร่งเจรจาในเรื่องของจีทูจี ในหลายๆ ประเทศ เพื่อช่วยให้เราสามารถจะระบายสินค้าส่งออกไปได้ เช่น จีน ซึ่งตอนนี้พยายามเจรจาส่งออกข้าวจีทูจี 500,000 ตัน

    นอกจากนี้ยังมีการเจรจาจีทูจีกับญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เพื่อให้เราสามารถที่จะหาตลาดส่งออกได้ รวมถึงการหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ  เช่น ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ ซึ่งจะช่วยผลักดันในเรื่องของสินค้าส่งออก ทั้งสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BZuSoBY_aUADIAF8VL_VL

  • โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท

    บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการของ โออาร์ ทั่วประเทศ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 522 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 103 แห่งทั่วประเทศ

    นางกาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม
    โออาร์ เปิดเผยว่า โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ จัดขึ้นให้ชุมชนรอบพื้นที่ คลังน้ำมัน คลังปิโตรเลียม และพื้นที่ปฏิบัติการโออาร์ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง เช่น คลังน้ำมันลำลูกกา คลังน้ำมันสระบุรี คลังปิโตรเลียมสงขลา คลังปิโตรเลียมขอนแก่น คลังน้ำมันเชียงใหม่ รวมทั้งคลังก๊าซบ้านโรงโป๊ะ และพื้นที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ อเมซอน (OASYS) และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำและธุรกิจ (ORA) โดยได้ดำเนินกิจกรรมระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    Evoto

    นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว โออาร์ ยังจัดกิจกรรม Open House ด้วยการเปิดบ้านให้เยาวชนและคณะครูได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลังน้ำมันและคลังปิโตรเลียม เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรการความปลอดภัย ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่อยู่ภายใต้การบริหารของโออาร์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบ

    ทั้งนี้ โออาร์ เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการศึกษาและการสร้างโอกาสให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (1)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (2)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (3)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (4)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (5)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (6)

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท

    10 เลขเด่นมาแรง แม่ทำเนียน

    เปิด 10 เลขเด่นมาแรง แม่ทำเนียน แนวทาง เลขออกวันพฤหัสบดี 16 ตุลาคม 2568 เลข 2 ตัว เน้น ๆ ตามต่อ เลขมงคล เลขวันสำคัญ เดือนตุลาคม

    ดราม่า พรีมายาคลินิก

    เรื่องนี้ไม่ปล่อยผ่าน ดราม่า พรีมายาคลินิก วงในชื่อดัง ไล่ไทม์ไลน์หลักฐานกรณี เมพรีมายา เผยจุดเริ่มต้น Primya Clinic ตั้งแต่สาขาสยาม

    ญาญ่า-พรีมายา

    ไม่งง จะงงมาก ดราม่า ญาญ่า พรีมายา กับ เมพรีมายา หมอของขวัญ โดดร่วมแจม ขุดประวัติแฉ Dermatige Clinic เคยมีเอี่ยวชัดเจน Primya Clinic

    สิงโตกัดเด็กย้าย

    เปิดคลิปเต็ม สิงโตหลุดกัดเด็ด ล่าสุดอดีตเจ้าของเผยเหตุการณ์ยิงยาสลบให้น้ำเกลือก่อนเคลื่อนย้ายไปสุพรรณบุรี บ้านหลังใหม่

    ทหารฮีโร่ปะทะโจรใต้ปล้นทอง

    แห่ยกย่อง ส.อ.บุริศวร์ ทหารรบพิเศษฮีโร่หยิบปืนสู้ 8 โจรใต้ปล้นทอง จนถูกรัวยิงหลายจุดโชคดีกระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brighttv.co.th/news/or-provides-scholarships&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SK_F8ZhCj4Uicb6m6is0u

  • “ก.พ.” จัดมหกรรมศึกษาต่อต่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในไทย 15-16 พ.ย.นี้

    “ก.พ.” จัดมหกรรมศึกษาต่อต่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในไทย 15-16 พ.ย.นี้

    สำนักงาน ก.พ. เตรียมจัดงาน “OCSC International Education Expo 2025” มหกรรมศึกษาต่อต่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 15-16 พ.ย.นี้

    สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (OCSC) เตรียมจัดงาน OCSC International Education Expo 2025 มหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาต่อต่างประเทศสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Step Out to Stand Out” สะท้อนถึง ความมั่นใจ ความโดดเด่น และความกล้าที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ ผู้ที่กล้าออกจากกรอบเดิม ค้นหาประสบการณ์ใหม่ มุ่งมั่นตั้งใจเพื่อสร้างความโดดเด่นและความแตกต่างสู่โอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคต

    ในปีนี้ งาน OCSC International Education Expo 2025 มาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัว “Intelligent Matching Tool” ผ่าน OCSC EXPO Application เครื่องมือนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยอ้างอิงจากความสนใจ เป้าหมายการเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยอำนวยความสะดวก สามารถนัดหมายล่วงหน้ากับผู้ให้คำปรึกษา/มหาวิทยาลัย เตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมงาน

    นอกจากนี้ ภายในงานยังรวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ทุนการศึกษาจากประเทศไทยและอีกหลากหลายประเทศ หลักสูตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว ข้อมูลที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตโดยตัวแทนสถานทูต กิจกรรมเวิร์กชอปที่จะช่วยให้นักเรียนได้ข้อมูลและทักษะที่ครบถ้วนรอบด้านสำหรับการตัดสินใจศึกษาต่อต่างประเทศ และมุมรุ่นพี่ที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงอย่างใกล้ชิด

    งาน OCSC International Education Expo 2025 จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนไทยได้ก้าวสู่โอกาสการเรียนรู้ระดับนานาชาติ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลด OCSC EXPO Application ได้แล้ววันนี้ เพื่อเริ่มต้นการค้นหาโอกาสทางการศึกษาที่ตรงใจที่สุดสำหรับคุณ สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ หรืออยากพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถให้โดดเด่น พบกันที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 15-16 พ.ย. 68 เวลา 13:00 – 19:00 น. เข้าชมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

    ลงทะเบียนรับ QR Code  เข้างานได้ที่ Line ID : @ocscexpo คลิก bit.ly/ocscexpo-line ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และข้อมูลการจัดงานได้ที่ https://ocscexpo.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2887385&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12FHTDTiTP2APwvJUtbDlP

  • เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม

    เปิดเวทีสภาผู้บริโภค ระดม 21 จังหวัดวางแผน ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ทุกคน ชี้อุปสรรคกระจายอำนาจล่าช้า แนะตั้ง “กองทุนรถโดยสารประจำทาง” สร้างระบบขนส่งในจังหวัดยั่งยืน

    สภาผู้บริโภค เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ทุกคน เปิดอุปสรรคหลักมาจากการกระจายอำนาจล่าช้า พร้อมชูโมเดลที่สำเร็จกับจังหวัดภูเก็ตที่แก้ไขได้สำเร็จจากหน่วยงานท้องถิ่น อบจ.เข้มแข็ง เสนอทางออกจัดตั้ง “กองทุนรถโดยสารประจำทาง” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ขับเคลื่อนงานด้านขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม : บุญยืน ศิริธรรม

    บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความล้มเหลวและความเหลื่อมล้ำของระบบขนส่งมวลชนในประเทศ สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่โครงการรถไฟฟ้ามักกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และมุ่งไปสู่พื้นที่ที่มีความเจริญเติบโตทางธุรกิจ เช่น ใกล้ห้างสรรพสินค้า แม้ว่าจะมีระบบขนส่งก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าถึงไม่ได้เนื่องจากราคาแพง หรือบางกลุ่มที่มีกำลังมากพอก็หันไปซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เพราะมองว่าสะดวกและคุ้มค่ากว่า

    ขณะที่ระบบขนส่งในต่างจังหวัดกลับถูกละเลย ความไม่พร้อมของระบบนี้ทำให้การขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดขาดทุน และประชาชนต้องหันไปซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ส่วนตัวแทน สภาผู้บริโภคจึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะให้แก่ทุกคน และเสนอว่าหากหน่วยงานยังคงละเว้นหน้าที่ในการจัดให้มีบริการที่สะดวก

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม : อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    ด้าน อดิศักดิ์ สายประเสริฐ อนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวถึง บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ซึ่งมีกฎหมายรับรองอย่างชัดเจน แต่ การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาเนื่องจาก การกระจายอำนาจยังมีความล่าช้า อำนาจในการกำหนดและแก้ไขเส้นทางเดินรถยังคงอยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง (กรมการขนส่งทางบก) ทำให้เส้นทางเดินรถที่มีอยู่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับกระบวนการขอแก้ไขเส้นทางที่ใช้ระยะเวลานาน ความล่าช้านี้เองที่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องตัดใจซื้อยานพาหนะส่วนตัวแทนการรอระบบขนส่งสาธารณะที่ขาดประสิทธิภาพ

    อีกทั้ง อดิศักดิ์ ได้นำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของ อบจ. ภูเก็ต ซึ่งเป็น อบจ. แห่งเดียวที่ให้บริการรถโดยสารประจำทางอย่างสม่ำเสมอ โดย อบจ. ภูเก็ต ได้ใช้กลไกทางกฎหมายในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแลกิจการ และสามารถต่อสู้ทางคดีในศาลปกครองเอาชนะข้อกล่าวอ้างของเอกชนว่า อบจ. ไม่มีอำนาจได้สำเร็จ เพื่อให้ อปท. อื่น ๆ สามารถดำเนินการได้

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเสนอแนะว่า อปท. ควรต้องมีการจัดตั้ง “กองทุนรถโดยสารประจำทาง” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อรับผิดชอบงานด้านขนส่งสาธารณะโดยตรง และใช้กลไกการประสานงานที่มีอยู่ เช่น การกระตุ้นให้คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัด (อจร.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจราจรและขนส่งมวลชนในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม : สุรพงษ์ เมี้ยนมิตร

    ทางด้าน สุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวถึง แผนยุทธศาสตร์ด้านขนส่งสาธารณะระดับประเทศและส่วนภูมิภาค และแนวทางการจัดการนโยบายระบบตั๋วร่วมในประเทศไทย ที่มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น สนข. ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้สูงถึงร้อยละ 18 ภายในปี 2568 โดยมีแผนเรื่องการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มเติมและสนับสนุนระบบเชื่อมต่อการเดินทาง (Feeder) เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางในระยสั้นและระยะยาว

    สำหรับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะใน เมืองหลักในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่, นครราชสีมา, ภูเก็ต, ขอนแก่น ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลักให้สูงกว่าร้อยละ 10 ภายในปี 2570 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2580

    จากผลการศึกษาล่าสุด สนข. เสนอให้มีการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งมวลชน โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ รถเมล์พื้นต่ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Low-Floor EV Bus) ในรูปแบบการใช้พื้นผิวจราจรร่วมกับยานพาหนะอื่น ๆ เป็นบริการหลักในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคมและแก้ปัญหาการเข้าถึงในพื้นที่ที่จำกัด

    ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการ สนข. เห็นด้วยว่า ค่าเดินทางต่อวันไม่ควรเกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ และในระยะเริ่มต้นยกตัวอย่างเฉพาะในกรุงเทพฯ มองว่าค่าเดินทางไม่ควนเกิน 100 บาทต่อวัน  โดยยกตัวอย่าง โครงการ 20 บาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง แสดงให้เห็นว่า ราคาที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20,000 กว่าคน เป็นประมาณ 40,000-50,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% แต่กำหนดราคาต้องพิจารณาเพื่อให้ ไม่เป็นภาระกับภาครัฐจนเกินไป เพื่อให้ระบบสามารถยั่งยืนได้

    อีกทั้งมีผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่ขับรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า พบว่า 60-70% เห็นว่า ค่าโดยสารควรจะถูกลง เพื่อจูงใจให้มีการใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น อีกทั้งจากการวิเคราะห์ พบว่า ค่าใช้จ่ายต่อวัน ในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น เดินทางด้วยรถแท็กซี่ 80 บาท ค่าเดินทางไปกลับรวม 160 บาท เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายต่อวันของ รถยนต์ส่วนบุคคล รวมค่าน้ำมันและระยะทาง นั้น ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนยังคงใช้รถยนต์ส่วนตัวอยู่

    การจัดเวทีเรื่องระบบ ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เป็นส่วนหนึ่งของงานระดมความคิดเห็นซึ้งมีสภาผู้บริโภคเป็นผู้จัดขึ้นได้จัดขึ้นระหว่าง 6 – 7 ตุลาคม 2568 ภายใต้โครงการ “พัฒนาศักยภาพการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพองค์กรผู้บริโภค 21 จังหวัดให้มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสถานการณ์ปัญหา ใน 4 ประเด็น โดยมีเวทีในประเด็นอื่นที่จัดต่อเนื่อง คือ  ประเด็นการยืนยันตัวตนผู้ขายสินค้าออนไลน์ การจัดการสายสื่อสาร และสัญญาเช่าหอพักที่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 6 ตุลาคม ได้มีการจัดกิจกรรม เวิร์กช้อป “การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านขนส่งสาธารณะ” โดยชวนตัวแทนจากเครือข่ายผู้บริโภค วิเคราะห์สถานการณ์การขนส่งในปัจจุบัน กำหนดเป้าหมาย และจัดทำแผนสำหรับปฏิบัติการขับเคลื่อนระบบขนส่ง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เดินไกล ไม่มีรถ ตั๋วแพง ปัญหาใหญ่ระบบขนส่งสาธารณะต่างจังหวัด เหตุเพราะ “ท้องถิ่น” ไม่มีบทบาท 

    ภูเก็ตนำร่องสร้างเมืองที่เป็นธรรม ด้วยระบบขนส่งมวลชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/06102568_fair-transport_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xvqFjBDn1k93bOpuPNVIq

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2598-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw000plFCOHVWrq3hD4ldQUv

  • ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบทุนการศึกษา โครงการสานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนบพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568

    จากความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ที่ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกันดำเนินงานจัดทำโครงการฯ เพื่อนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำสื่อการเรียนการสอนเผยแพร่ และขยายผลไปยังเยาวชนที่กำลังศึกษา อยู่ในโรงเรียนบริเวณพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับความรู้อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพ และการดำเนินชีวิตให้กับเยาวชนที่จะสามารถนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ มาปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

    โดยมี นายลลิต ถนอมสิงห์ กรรมการ และรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน
    โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
        

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงานเพื่อให้คณะครู และนักเรียน ได้เรียนรู้การดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ พร้อมเรียนรู้การใช้สื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กและเยาวชน เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ ที่เป็นองค์ความรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนา ดิน น้ำ ป่า พลังงานทดแทน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านรถโมบายเคลื่อนที่

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี

    สื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) อันจะเป็นการเสริมสร้างการรับรู้ที่ทันสมัย และน่าสนใจให้กับเด็กนักเรียน และเยาวชนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงประวัติความเป็นมา และการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ในรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

    อาทิ เรื่องแกล้งดิน ประเภท ของดินต่าง ๆ 8 – 9 ชนิด ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีคุณสมบัติอย่างไร การบริหารจัดการที่ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ 30 30 30 10 เป็นอย่างไร และยังมีสื่อภาพยนต์เป็นคลิปวิดีโอการ์ตูน ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น บันไดงู ทอยลูกเต๋า เมื่อชนะก็จะเจอกับคำตอบว่าป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีประโยชน์อย่างไร หรือแก้มลิงช่วยแก้ไขน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นขบวนการเรียนรู้ที่สนุกสนาน

    สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของ สพฐ  และช่วงวัยของเยาวชนในโรงเรียนให้สามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวัน ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถผลักดันให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานพร้อมกับเสริมทักษะวิชาการ ขณะเดียวกันสามารถใช้เวลาหลังเลิกเรียน และวันหยุดหารายได้ช่วยครอบครัวด้วยการเป็นลูกจ้างภายในสวน และพื้นที่ของครอบครัว 

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    “การได้เรียนรู้จากโครงการฯ นี้จะเป็นประเด็นสําคัญต่อการนำกลับไปปรับใช้ในการสอนให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์ความรู้ตามแนวพระราชดําริ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การทําเกษตรทฤษฎีใหม่ การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนตลอดไป” 

    ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักได้แก่ โรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง และศูนย์สาขา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเยาวชน และประชาชนทั่วไปที่อยู่ในเขตพื้นที่โรงเรียนที่มีการจัดทำโครงการความร่วมมือเพื่อการขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ

    ได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเพิ่มมากขึ้น ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ทั้ง 4 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาสื่อองค์ความรู้ ผลิตสื่อ อุปกรณ์ ในการเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่โรงเรียน ในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 5,000 โครงการ ก่อกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน  ๖ แห่ง ที่ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นแหล่งทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง  วิจัย วิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเปรียบเสมือนเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” และ “ต้นแบบ” ของความสำเร็จที่จะเป็นแนวทางและตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่จริงได้

    ทั้งหมดนี้ คือความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640759&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02WutV4a2pJcOhY3OCFVGY