Blog

  • เนเธอร์แลนด์ตั้งคณะกรรมการผลิตภาพ เร่งยกระดับเศรษฐกิจท่ามกลางแรงงานขาดแคลนและสังคมสูงวั

    เนเธอร์แลนด์ตั้งคณะกรรมการผลิตภาพ เร่งยกระดับเศรษฐกิจท่ามกลางแรงงานขาดแคลนและสังคมสูงวั

    รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยกระดับการเพิ่มผลิตภาพให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ โดยจัดตั้ง คณะกรรมการผลิตภาพ (Productivity Council) ซึ่งเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่เสนอคำแนะนำแก่รัฐบาลและรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายเพิ่มผลิตภาพแรงงานทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานอย่างจำกัด

    ปัญหาสำคัญของเนเธอร์แลนด์ไม่ได้อยู่ที่ผลิตภาพแรงงานลดลงทุกปี แต่อยู่ที่อัตราการเติบโตของผลิตภาพในระยะยาวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ข้อมูลที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (CBS) เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.7 ต่อปีในช่วงปี 2539 – 2548 ก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 0.7 ในช่วงปี 2549 – 2558 และประมาณร้อยละ 0.3 ในช่วงปี 2559 – 2568 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังสามารถสร้างมูลค่าต่อชั่วโมงทำงานได้เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าในอดีตมาก

    การจัดตั้งคณะกรรมการผลิตภาพจึงเกิดขึ้นในช่วงที่เนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ข้อจำกัดด้านการลงทุน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และความแตกต่างด้านความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐบาลมองว่าการเพิ่มจำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องทำให้แรงงานและองค์กรสามารถสร้างมูลค่าได้มากขึ้นจากเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการพัฒนาทักษะ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    คณะกรรมการผลิตภาพเป็นองค์กรที่ปรึกษาอิสระ ทำหน้าที่เสนอคำแนะนำแก่รัฐบาลและรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพแรงงาน โดยอาศัยข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้จากหลายสาขา พร้อมพิจารณาว่าข้อเสนอเพื่อเพิ่มผลิตภาพจะส่งผลต่อเป้าหมายนโยบายด้านอื่นอย่างไร เช่น คุณภาพของงาน ความมั่นคงในการจ้างงาน ความเป็นธรรมทางสังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และการศึกษา 

    คณะกรรมการจะจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง การดำเนินงานในลักษณะนี้จะทำให้เรื่องผลิตภาพได้รับการติดตามและทบทวนอย่างต่อเนื่องในกระบวนการกำหนดนโยบายของประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจที่นำมาใช้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น นอกจากนี้ คณะกรรมการยังสามารถจัดทำข้อเสนอเฉพาะเรื่องเพิ่มเติมได้ โดยครอบคลุมแนวทางดำเนินงานทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง รวมทั้ง การพิจารณาว่านโยบายและเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้อยู่ ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มผลิตภาพอย่างไร

    Pauline van der Meer Mohr ประธานคณะกรรมการ ระบุว่า การเพิ่มผลิตภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง คณะกรรมการจะพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งในมุมของธุรกิจและแรงงาน ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับบริษัทขนาดใหญ่ ตลอดจนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงการรักษาความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนนวัตกรรม การยกระดับคุณภาพและคุณค่าของงาน และการรักษาคุณภาพของบริการสาธารณะ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และความปลอดภัยในระยะยาว

    ขณะที่คณะกรรมการผลิตภาพอยู่ระหว่างพิจารณาหัวข้อที่จะนำมาจัดทำข้อเสนอ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ประกาศ Productiviteitsagenda ฉบับที่ 2 ซึ่งกำหนดแนวทางดำเนินงานไว้ 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาการศึกษาและทักษะของกำลังแรงงาน การปรับปรุงการทำงานของตลาดแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีมาใช้ การเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐควบคู่กับการลดภาระกฎระเบียบ

    ด้านการศึกษาและทักษะ รัฐบาลมุ่งให้การศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะระหว่างการทำงานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล เนื่องจากการนำ AI และเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริงต่อเมื่อองค์กรมีบุคลากรที่สามารถเลือกใช้และประยุกต์เทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม

    ด้านตลาดแรงงาน รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้แรงงานสามารถเปลี่ยนไปสู่งานที่เหมาะสมกับทักษะและมีโอกาสเติบโตมากขึ้น โดยพัฒนาบริการ Werkcentrum เพื่อเป็นช่องทางกลางให้ผู้หางาน ผู้มีงานทำ และนายจ้างเข้าถึงคำปรึกษาและความช่วยเหลือด้านการหางาน การสรรหาบุคลากร การเปลี่ยนอาชีพ การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะ นอกจากนี้ ยังนำ CompetentNL ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการจัดหมวดหมู่และอธิบายทักษะมาใช้ เพื่อจับคู่คนกับงานโดยพิจารณาจากทักษะที่บุคคลมีและทักษะที่ตำแหน่งงานต้องการ แทนการพิจารณาเฉพาะวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์จากตำแหน่งงานเดิม

    ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และการทำให้เทคโนโลยีที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร และความรู้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน การเพิ่มผลิตภาพจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคิดค้นนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของธุรกิจในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    ด้านการเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ รัฐบาลต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเริ่มต้นและการเติบโตของธุรกิจใหม่ พร้อมสนับสนุนให้แรงงาน เงินทุน และทรัพยากรเคลื่อนย้ายไปสู่กิจการที่มีนวัตกรรมและสามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น เนื่องจากการเริ่มต้น การเติบโต และการออกจากตลาดของธุรกิจอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมุ่งลดกฎระเบียบและอุปสรรคต่อการให้บริการข้ามพรมแดนภายในสหภาพยุโรป เพื่อให้ธุรกิจเนเธอร์แลนด์เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ขยายกิจการได้สะดวก และแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมมากขึ้น

    ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลต้องการช่วยให้ธุรกิจระยะเริ่มต้น ธุรกิจนวัตกรรม และกิจการที่กำลังขยายตัวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น โดยมีแผนจัดตั้งสถาบันการลงทุนแห่งชาติ และพัฒนาเครื่องมือทางการเงินภายใต้ Invest-NL ซึ่งใช้เงินทุนภาครัฐร่วมกับเงินลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ยังระดมทุนจากตลาดได้ไม่เพียงพอ ให้สามารถลงทุน พัฒนานวัตกรรม และขยายกิจการได้ต่อไป 

    ด้านประสิทธิภาพภาครัฐและภาระกฎระเบียบ รัฐบาลตั้งเป้ายกเลิกหรือปรับปรุงกฎระเบียบสำหรับผู้ประกอบการจำนวน 500 รายการให้เข้าใจง่ายและปฏิบัติตามได้สะดวกขึ้น พร้อมปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐผ่านการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การปรับกระบวนการและระบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน การพัฒนาบริการดิจิทัล และการนำ AI มาใช้ในงานที่เหมาะสม เนื่องจากขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนและบริการภาครัฐที่ล่าช้าสามารถเพิ่มต้นทุนและลดประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้เช่นกัน

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.

    การจัดตั้งคณะกรรมการผลิตภาพสะท้อนว่า เนเธอร์แลนด์มองการเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอลง การขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราวในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับภายใต้ข้อจำกัดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้การเพิ่มจำนวนแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสามารถทำได้อย่างจำกัด เนเธอร์แลนด์จึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้นจากแรงงาน เงินทุน และทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการพัฒนาทักษะ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ทิศทางดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีและบริการที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และใช้แรงงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ AI ซอฟต์แวร์บริหารจัดการ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ และบริการธุรกิจ ซึ่งเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร

    สำหรับผู้ส่งออกไทย แนวโน้มการเพิ่มผลิตภาพอาจทำให้ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของคู่ค้ามากขึ้น ทั้งด้านความตรงต่อเวลา ความสม่ำเสมอของปริมาณและคุณภาพสินค้า ความถูกต้องของข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และการแลกเปลี่ยนเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ผู้ประกอบการไทยจึงควรพัฒนาระบบข้อมูลและกระบวนการทำงานควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินค้า เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบของคู่ค้า ตอบสนองต่อคำสั่งซื้อได้รวดเร็ว และส่งมอบสินค้าได้อย่างน่าเชื่อถือ 

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    สิงหาคม  2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xo5lqvco6vtb1whs3jzvj7jj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DdhG7xWRyiSfge4JSV1ts

  • ธปท. ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้น รับงบรัฐ-ท่องเที่ยว ลุ้นจีดีพี Q2

    ธปท. ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้น รับงบรัฐ-ท่องเที่ยว ลุ้นจีดีพี Q2

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังมีโอกาสขยายตัวได้ดี ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3/2569  เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงส่งจากการเบิกจ่ายของมาตรการภาครัฐ

    ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 4/2569 ยังต้องรอดูสถานการณ์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเด็นความกังวลเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจไม่ได้โดดเด่นมากในปีนี้ ส่วนเศรษฐกิจจีนน่าจะยังประคองตัวได้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการด้านซัพพลายได้ดี

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ทาง ธปท. ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2/2569 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดนั้น เบื้องต้นมองว่าแม้ไตรมาส  3/2569 เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความผันผวนตลอดเวลา

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2569 ยังมีปัจจัยบวกสนัลสนุน ทั้งมาตรการภาครัฐ และปัจจัยตามช่วงไฮซีวั่นของภาคการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ตามทาง ธปท. ยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างรอพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)” นางสาวชญาวดี กล่าว

    นอกจากนี้ทาง ธปท.คาดการณ์ว่าในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 จะเริ่มเห็นการประกาศตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(GDP)ของไตรมาส 2 ออกมา และในส่วนของทาง ธปท. จะมีการประกาศทิศทางเศรษฐกิจ และปรับตัวเลขGDP อีกครั้งในวันที่ 26 สิงหาคม 2569

    ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อพบว่าตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีต่ำกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ยังต้องเฝ้าระวังปัญหาด้านซัพพลายอย่างใกล้ชิด ส่วนภาคการส่งออกค่อนข้างดี ตามกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว แต่ภาคการนำเข้าที่สูงควบคู่กันไป ทำให้ผลลบสุทธิอาจไม่ได้ช่วยผลักดันตัวเลข GDP ให้เพิ่มขึ้นมากนัก

    ขณะเดียวกันสถานการณ์ค่าเงินบาทที่มีความผันผวนในปัจจุบันน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก และ ธปท. ยังคงทำหน้าที่ดูแลความผันผวน เพื่อให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ ส่วนประเด็นตลาดแรงงาน และการเปิด-ปิดโรงงานนั้นในภาพรวมยังไม่ได้มีความน่าเป็นห่วง

    สำหรับ ประเด็นกำแพงภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกาภายใต้เหตุผลการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) นั้น ประเทศไทยโดนเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 12.5% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 19% โดย ตัวเลข 12.5% ยังใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่โดนเรียกเก็บภาษีประมาณ 10% ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยไม่ได้เสียเปรียบจนเกินไป พร้อมมองว่าภาคส่งออกไทยยังได้รับผลกระทบในวงจำกัด และแข่งขันได้

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูการประกาศภายในเดือนสิงหาคม 2569 เกี่ยวกับเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ว่าไทยจะถูกบวกภาษีเพิ่มเท่าไร และเมื่อรวมกับภาษีเดิมจะกดดันต้นทุนแพงกว่าประเทศคู่แข่งจนเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/853083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jvtmHqVjlZvFTfziTTb0S

  • “คลัง” ลั่นรื้อเศรษฐกิจ 5-10 ปี งัดอินฟราฟันด์ปั๊มไฟสะอาด

    “คลัง” ลั่นรื้อเศรษฐกิจ 5-10 ปี งัดอินฟราฟันด์ปั๊มไฟสะอาด

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงระยะ 5-10 ปีข้างหน้า รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการเร่งสร้าง “บุญใหม่” เนื่องจากวันนี้ไทยกิน “บุญเก่า” ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังสนใจประเทศไทย เป็นมีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อมที่สุดในภูมิภาค

    โดยการวางโครงสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในอดีต ได้วางรากฐานไว้ค่อนข้างดี แต่ถือเป็นบุญเก่าที่ถูกสร้างมา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคเก่า ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องทำบุญใหม่ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ทั้งนี้ในปัจจุบันงบประมาณของภาครัฐมีค่อนข้างจำกัด ทางรัฐบาลจึงไม่สามารถลงทุนเพียงลำพังได้ และจำเป็นต้องร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership) ซึ่งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะการนำมาใช้ระดมทุนในโครงการเกี่ยวกับ “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ และนำเงินกลับมาลงทุนต่อได้

    นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เปิดเผยว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และรัฐบาลชุดมีความมุ่งหวังและให้กำลังใจบริหารงานไปจนครบวาระ เพราะจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่จังหวะทางการเมืองเริ่มมีความลงตัวพอสมควร และความขัดแย้งทางความคิดเริ่มลดน้อยลง ถือเป็นโอกาสที่ในการช่วยกันผลักดันประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังได้มีการเดินสายเจรจากับกองทุนระดับโลก และนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของโลก ซึ่งต่างจากอดีตที่นักลงทุนมองประเทศไทยเพียงแค่การท่องเที่ยว

    ดังนั้นประเทศไทยต้องออกไปมองขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) นอกประเทศ เนื่องจากอนาคตมาถึงแล้ว และต้องเร่งสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับประเทศ ผ่านสมการ “3S” ได้แก่ 1. ความมั่นคง (Security) ของการค้าโลก เนื่องจากไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อทั้งด้าน Food Security, Health Security และ Energy Security ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

    1. เสถียรภาพ (Stability) ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในสายตานักลงทุนต่างชาติ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในระดับเดียวกัน แม้คนในประเทศจะมีความกังวลเรื่องหนี้สิน หรือดุลการค้า อีกทั้งประเทศไทยยังมีระดับหนี้สาธารณะที่รับมือได้ มีความผันผวนของค่าเงินบาทน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserve) อยู่ในระดับสูง

    และ 3. การเติบโตใหม่ (S-Curve) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยยังคงขาดหายไป เนื่องจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ของไทยยุคหลังโควิด-19 ยังคงขยายตัวไม่ถึง 3% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตได้ถึง 4-6% ดังนั้นต้องเร่งสร้าง S-Curve ด้วยการยกระดับรากฐานสิ่งที่มีอยู่เดิม และเดินหน้าสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลิตในสิ่งที่ตลาดโลกต้องการ

    สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย 4 กระแสหลัก ได้แก่ 1. พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) 2. AI และ Digital Economy 3. พื้นที่เชื่อมโยงที่ปลอดภัย (Trusted Connector) ซึ่งไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยง (Connector) ให้กับทุกฝ่ายได้ และ 4. สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ (Demographics) ซึ่งไทยมีจุดแข็ง และนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/853080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PG-YH9ToJ9KKFCNBMIDyW

  • โรงเรียนเอกชน กทม. ขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง จากสภาพเศรษฐกิจ อัตราการเกิดลดลง  – ข่าวสด

    โรงเรียนเอกชน กทม. ขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง จากสภาพเศรษฐกิจ อัตราการเกิดลดลง – ข่าวสด

    รมว.ศึกษาฯ เผย โรงเรียนเอกชน กทม. ขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง จากสภาพเศรษฐกิจ อัตราการเกิดลดลง ชี้ถือเป็นเรื่องภายใน ศธ. เข้าไปช่วยเหลือไม่ได้มาก

    10 ส.ค. 69 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)

    ที่ประชุมได้หารือ กรณีครูต่างชาติขอส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ซึ่งที่ประชุมยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน เนื่องจากระเบียบปัจจุบันกำหนดให้ผู้ส่งเงินสมทบต้องส่งต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ

    แต่ปัจจุบันครูต่างชาติส่วนใหญ่อาศัยและทำงานในประเทศไทยเฉลี่ยเพียง 6-7 ปี อีกทั้งผู้ที่ยื่นขอส่งเงินสมทบเข้ากองทุนยังมีไม่มาก ที่ประชุมจึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม พิจารณาข้อดีและข้อเสียรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป

    ส่วนปัญหาโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและอัตราการเกิดที่ลดลงนั้น ล่าสุดมีโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ ยื่นขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของโรงเรียน ศธ. ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้มาก เว้นแต่โรงเรียนจะร้องขอความช่วยเหลือ

    อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนปิดกิจการและนักเรียนย้ายไปศึกษาในสถานศึกษาอื่นได้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน โดยพร้อมมอบหมายให้มีการสำรวจเพิ่มเติม ว่าจะมีโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการเพิ่มอีกหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10355244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw287FojkNs5OrZ7NMw3gdbo

  • ทองคำทะลุ $4,180 สิ้นสุด ขาลง!! – InterGold

    ทองคำทะลุ $4,180 สิ้นสุด ขาลง!! – InterGold

    เมื่อหยวนแข็งค่าท้าทายระบบดอลลาร์เสื่อม! เจาะลึกสัญญาณทองคำผ่านจุด Bottom สวนทาง Bond Yield พุ่ง

    .

    สวัสดียามเย็นครับนักลงทุนทุกท่าน! หลังลุยงานหนักมาทั้งวันได้เวลามาเจาะลึกความไหวติงของตลาดการเงินกัน ค่ำนี้มีตัวเลขทางเศรษฐกิจชุดสำคัญที่เพิ่งเขย่าวงการและกำลังกลายเป็นตัวแปรเปลี่ยนเกมของทองคำ มาดูกันครับ!

    .

    1. ตัวเลขจ้างงาน Non-Farm ติดลบหนัก สะท้อนวิกฤต AI & ดอลลาร์เสื่อมค่า

    ตัวเลขการจ้างงานช็อกตลาด Non-farm Payroll ล่าสุดปรับตัว ติดลบกว่า 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะบวกกว่า 80,000 ตำแหน่ง สะท้อนถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์อย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยหนุนทองคำรอบทิศ ปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากการโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ยังกดดันให้ต้นทุนการค้าพุ่งสูง ขณะที่เงินหยวนแข็งแกร่งขึ้น จากการดันเป็นสินทรัพย์สำรองระดับโลกสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐฯที่เสื่อมค่าลงเรื่อยๆ จากภาระหนี้กลาโหมและการพิมพ์เงิน ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าหาทองคำในฐานะ Safe Haven ที่แท้จริง

    .

    1. Real Yield พุ่งแตะระดับปี 2008 แต่ทองคำกลับกดไม่ลง

    สภาวะการเงินตึงตัว อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง(Real Yield)สหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 2.44% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีฟองสบู่

    ผ่านจุด Bottom เรียบร้อย แม้ Bond Yield จะทรงตัวสูง แต่ราคาทองคำไม่หลุดทำ New Low สะท้อนว่าแรงขายเรื่องดอกเบี้ยเหือดแห้งไปแล้ว หาก Bond Yield ดันไปแตะระดับ 4.8% – 5.0% ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงแรง จนบีบให้ Fed ต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อประคองระบบการเงินและนั่นจะเป็นจุดชนวนดันทองคำทะยานขึ้นรุนแรง

    .

    1. กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว&ระยะสั้น(Healthy Investment)

    สายสะสมระยะยาว ถือครองต่อไปอย่างสบายใจ ไม่ต้องรีบร้อนขายทำกำไรเพราะรอบการขึ้นครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น โดยมีเป้าหมายขั้นต่ำที่จะขึ้นไปยืนเหนือ$4,400 – $4,600

    สำหรับเงินสดสำรอง 10% สุดท้ายที่เคยตั้งรับไว้แถว$3,900 คาดว่าราคาจะย่อตัวลงไปไม่ถึงแล้ว

    .

    สายเก็งกำไรระยะสั้น 

    ไม้ที่ 1 (50%) เข้าซื้อสะสมทันทีในราคาปัจจุบันเพื่อไม่ให้ตกขบวน เนื่องจากราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ

    ไม้ที่ 2 (50%) รอจังหวะตั้งรับในวันพุธ หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาดจนกดดันให้ทองคำโลกย่อตัวลงชั่วคราว$20 – $50 

    จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) กำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างเด็ดขาดหากราคาทะลุหลุดต่ำกว่า$4,180

    .

    สรุปภาพรวมค่ำนี้นะครับ ตลาดกำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มฟ้องความเปราะบางและทองคำกำลังเตรียมเข้าสู่รอบวิ่งครั้งใหม่ วางแผนเทรดอย่างมีสติและคุมความเสี่ยงตามกรอบครับ ค่ำนี้พักผ่อนสมองแล้วพบกันใหม่รอบหน้า สวัสดีครับ!

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/G6zDiPpiYvI

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-10-08-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13E8iFI-C9xwOBr3C0sRmx

  • “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ


    10/08/2569 | 99 |

    10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมด้วย พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

    นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    สำหรับการขับเคลื่อน ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ

    2) ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร

    3) ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ตลอดจนส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย

    4) ด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

    นางศุภจีกล่าวว่า หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะ คือการจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน–1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2–4 ปี

    นอกจากนี้ จะเร่งกระจายตลาดและสร้างความร่วมมือ ใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ผ่านการส่งเสริมการค้าเชิงรุก พร้อมวางโครงสร้างระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและมีโครงสร้างการส่งออกที่สมดุลมากขึ้น โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการและผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    ด้าน ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    ขณะที่นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย

    ด้านนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การทำงานสอดคล้องกับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมืองรอง และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยจะหารือแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและการสนับสนุนภาคบริการ รวมถึงแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและดูแลความยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม จากทั้งภาคการค้า ภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคธนาคาร ได้ให้ความเห็น อาทิ การมีส่วนรวมของ SMEs ในการขับเคลื่อนการทำงานทั้ง 4 คณะ การสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองที่มีอยู่มากกว่า 50 จังหวัด รวมถึงการใช้กลไก กรอ.จังหวัดในการทำงานอย่างใกล้พื้นที่ และการดูแลผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้

    นางศุภจี ระบุว่า ทั้ง 4 คณะทำงานจะเร่งขับเคลื่อนตามกรอบเวลาที่กำหนด ให้เกิด Quick Big Win ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ในระยะสั้น พร้อมวาง Big Win เพื่อปรับโครงสร้างในระยะยาว ก่อนนำข้อเสนอผ่านการกลั่นกรองเข้าสู่คณะอนุกรรมการและเสนอ กรอ. เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YlvBJ45VCTFWLe3WA97zQ

  • จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ  คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน

    จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน

    วันนี้ (10 ส.ค.2569) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วัน ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2 ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นทิศทางนโยบายที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย – เมียนมาในระยะต่อไป

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

    นางอารดา กล่าวต่อว่า โดยรัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้ ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซาน รวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้ จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร

    ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ในการค้าระหว่างประเทศ และด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดน และเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

    จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ  คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน

    จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวอีกว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ  คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน

    จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน

    และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568

    ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม กรมฯจะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ เป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย สามารถวางแผนธุรกิจ และปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    อ่านข่าว:

    จับตาไทยเปิดสัมพันธ์เมียนมา “เกมวัดใจ” แนะรัฐบาลตั้งกรอบชัด มิตรภาพต้องมีขอบเขต

    ผู้นำรัฐบาลเมียนมา “มิน ออง ไลง์” คาดหวังอะไรจากการเยือนไทย ?

    “อนุทิน” เตรียมฟื้นการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C1rIEHmeOMCeajEj4ik3V

  • กะเทาะเปลือก ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องแกร่งจากรากหญ้า ท้าทายโลกผันผวน

    กะเทาะเปลือก ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องแกร่งจากรากหญ้า ท้าทายโลกผันผวน

    ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่ผันผวน และการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายคนอาจมองเห็นแต่ความเสี่ยง แต่กลับมองว่านี่คือ “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ที่พัดพาโอกาสสำคัญมาสู่ประเทศไทยและอาเซียน หากเราสามารถปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันจากฐานรากได้อย่างแท้จริง

    โลกป่วนคือโอกาส เมื่อไทยกลายเป็น “เซฟโซน” ของนักลงทุน 

    ในมุมมองของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) ว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันแกว่งตัวอย่างไร้ทิศทาง แต่ในวิกฤตินี้กลับมี “ความโชคดีในความโชคร้าย” เพราะนักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองหาฐานที่มั่นใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม

    “ตอนนี้ทุกคนอยากอยู่ในเอเชีย แต่คำถามคือที่ไหน?” ดร.กอบศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่รัสเซียถูกแบน จีนและอินเดียเริ่มเข้าถึงยากและมีความซับซ้อนสูง ประเทศไทยรวมถึงเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย จึงกลายเป็นคำตอบที่นักลงทุนโหยหา ปัจจุบันเราเริ่มเห็นการหลั่งไหลของเม็ดเงินในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลในอดีต

    กะเทาะเปลือก 'เศรษฐกิจไทย' ต้องแกร่งจากรากหญ้า ท้าทายโลกผันผวน

    บทเรียน 30 ปี ทำไม “เงินสงเคราะห์” ถึงไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืน 

    แม้ตัวเลขการลงทุนจะดูหรูหรา แต่ ดร.กอบศักดิ์ ซึ่งนิยามตัวเองว่ามี “หัวใจเป็น NGO” กลับย้อนถามถึงความเข้มแข็งของคนในประเทศ ท่านยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไทยยึดติดกับทฤษฎีการพัฒนาจากบนลงล่าง (Top-down) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

    ในอดีต หมู่บ้านในชนบทเคยพึ่งพาตัวเองได้ แต่การพัฒนาที่ผิดทิศทางทำให้ชุมชนสูญเสียทั้งที่ดิน ผืนป่า แหล่งน้ำ และแม้กระทั่งหน้าดิน จนกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยหนี้สิน ดร.กอบศักดิ์เน้นย้ำว่า การที่รัฐบาลหยิบยื่นเพียง “เงิน” เพื่อให้คนอยู่รอดไปวันๆ (Survival) ไม่ได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้กับสังคมอย่างแท้จริง

    Paradigm Shift สร้างพลัง “คุณทำได้”

    จากภายในสู่สากล หัวใจสำคัญของความยั่งยืนในยุคใหม่ คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (New Paradigm) จากการรอรับความช่วยเหลือ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนว่า “เขาสามารถทำได้” โดยการดึงศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณบวกจากการที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจลาออกจากเมืองใหญ่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด นำเทคโนโลยีและทักษะสมัยใหม่ไปผสมผสานกับภูมิปัญญาเดิม

    นอกจากนี้ ในระดับมหภาค ความยั่งยืนต้องมาพร้อมกับ “มาตรฐานสีเขียว” (Green Standard) ดร.กอบศักดิ์มองว่าธุรกิจไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เพื่อรักษาที่ยืนในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น

    อาเซียนต้องจับมือกัน พึ่งพาตัวเองเพื่อรอดพ้นพายุโลก สุดท้ายนี้ ทางรอดของไทยและภูมิภาคคือการเชื่อมโยงกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาขั้วอำนาจใหญ่ที่เริ่มไว้วางใจไม่ได้ การสร้างเครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานภายในอาเซียน จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าโลกภายนอกจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

    “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดมาแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะสร้างกำแพงกั้น หรือจะสร้างกังหันลมเพื่อเปลี่ยนมันเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1246770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw310lixy-hKrN2KPLnev82-

  • ไทยช่วยไทยพลัส ทำถึง!! ยอดใช้จ่ายสะพัดแสนล้าน ร้านค้าร่วมโครงการกว่า 1

    ไทยช่วยไทยพลัส ทำถึง!! ยอดใช้จ่ายสะพัดแสนล้าน ร้านค้าร่วมโครงการกว่า 1

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.06 แสนล้านบาท โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 ส.ค. 69 เวลา 23.00 น. พบว่ามียอดใช้จ่ายรวม 106,630 ล้านบาท จากผู้ได้รับสิทธิ 26.04 ล้านราย โดยมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,099,641 ร้านค้า เป็นการสะท้อนการกระจายกำลังซื้อไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    สำหรับยอดใช้จ่ายรวม 1.06 แสนล้านบาทนี้ ประกอบด้วย เงินในส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย (60%) จำนวน 61,323 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่ายเอง (40%) จำนวน 45,307 ล้านบาท

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ไม่ใช่มาตรการโดด ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มกำลังซื้อ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ไปสู่การเติมทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และแก้ปัญหาหนี้ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง สามารถสร้างรายได้และดำเนินธุรกิจต่อได้

    ขณะที่ล่าสุด รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนทั่วประเทศ เข้าถึงเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม นำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดกิจการ โดยเป็นการส่งต่อแรงจากการกระตุ้นกำลังซื้อ ไปสู่การสร้างรายได้ในระดับชุมชน

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12835783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T3yGZ2Oe5krydrUoCzGoZ

  • คต. จับตาทิศทางเศรษฐกิจเมียนมา หลังรัฐบาลเมียนมาแถลงผลการดำเนินงาน 100 วัน  ชี้เมียนมาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต ฟื้นบทบาทผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมเดินหน้าพลังงานและสร้างเสถียรภาพในประเทศ

    คต. จับตาทิศทางเศรษฐกิจเมียนมา หลังรัฐบาลเมียนมาแถลงผลการดำเนินงาน 100 วัน ชี้เมียนมาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต ฟื้นบทบาทผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมเดินหน้าพลังงานและสร้างเสถียรภาพในประเทศ

    เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วันต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพสมัยสามัญ ครั้งที่ 2 โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 539 คน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นทิศทางนโยบายที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่าควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย – เมียนมาในระยะต่อไป

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหารเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้

    • ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซานรวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร
    • ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
    • ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ
    • ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย – เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568

    ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

    “กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ เป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1044349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36V3MzmAnCyGRLnN8K6qx4