Blog

  • ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เครื่องยนต์ใหม่แก้โจทย์เศรษฐกิจ 5 ด้าน

    ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เครื่องยนต์ใหม่แก้โจทย์เศรษฐกิจ 5 ด้าน

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    10 สิงหาคม 2569 – เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่าอนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุมฯ วันนี้จึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1047523/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AGgEBj31pfP9zWzFxPaOi

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน ‘มะนาวแป้นดำเนินสะดวก’ และ ‘มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี’ GI น้องใหม่จ.ราชบุรี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน ‘มะนาวแป้นดำเนินสะดวก’ และ ‘มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี’ GI น้องใหม่จ.ราชบุรี

    10 สิงหาคม 2569, 16:51น.

               นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย สร้างโอกาสทางการค้า สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชน ในการเร่งผลักดันการใช้ประโยชน์ GI ในมิติต่างๆ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

               จ.ราชบุรีเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านคุณภาพ ชื่อเสียง และอัตลักษณ์ของสินค้า จึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสินค้าท้องถิ่นผ่านระบบ GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการขึ้นทะเบียนสินค้า GI 2 รายการล่าสุดของจังหวัด ส่งผลให้จ.ราชบุรีมีสินค้า GI รวม 8 รายการ ได้แก่ โอ่งมังกรราชบุรี พริกบางช้าง ไชโป้วโพธาราม กุ้งก้ามกรามบางแพ สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดรวมกว่า 8,539 ล้านบาท ในปี 2568 สะท้อนถึงความร่วมมือของเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญา ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

               ‘มะนาวแป้นดำเนินสะดวก หรือ มะนาวแป้นดำเนิน’ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือผลทรงกลมแป้น เปลือกบาง ผิวเรียบมัน เมื่อคลึงหรือบีบจะมีกลิ่นหอมติดมือ เนื้อสีขาวใส เมล็ดลีบและมีจำนวนน้อย ให้น้ำมาก รสชาติเปรี้ยวแต่ไม่ขม และมีกลิ่นหอมมาก

               คุณลักษณะดังกล่าวเกิดจากสภาพพื้นที่เพาะปลูกของจ.ราชบุรีที่มีดินร่วนอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำได้ดี มีแหล่งน้ำหลักจากลุ่มน้ำแม่กลอง และมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ประกอบกับภูมิปัญญาการเพาะปลูกและประสบการณ์ของเกษตรกรที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้มะนาวแป้นดำเนินสะดวกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในฐานะมะนาวคุณภาพสูงของไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 716 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้สนใจสามารถอุดหนุนเกษตรกรในอำเภอดำเนินสะดวก

               ขณะที่ ‘มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี’ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีลักษณะเด่นคือผลรียาว ด้านขั้วผลอ้วนกลม ปลายผลรีเรียว เปลือกเหนียวบาง เรียบเนียน ผลสุกสีเหลืองสวย เนื้อแน่นเนียนละเอียด ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม เมล็ดลีบแบน ความโดดเด่นดังกล่าวเป็นผลมาจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ประกอบกับองค์ความรู้ในการบริหารจัดการและดูแลผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรีมีคุณภาพสม่ำเสมอและให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ทั้งยังมีศักยภาพส่งออกไปยังหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 166 ล้านบาทต่อปี

               การขึ้นทะเบียน GI มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ของราชบุรีให้ได้รับการคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

               โดยหลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการใช้ประโยชน์จาก GI ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การรักษามาตรฐานการผลิต การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น การต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมวัตถุดิบ GI ในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์และธุรกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดขาย ตลอดจนการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ของจังหวัดราชบุรี สร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

    เพิ่มเติม http://: https://qr.ipthailand.go.th/h2nt-wk6

    #มะนาวแป้นดำเนินสะดวก

    #มะม่วงน้ำดิกไม้ราชบุรี

    #GIราชบุรี

    Cr:กรมทรัพย์สินทางปัญญา DIP

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nFnAWXAAuWjfiFQ_CxCVi

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 11 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 11 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MEcF3iY_Z2ZWak5nJEJlL

  • ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และความกดดันต่อระบบงบประมาณสาธารณสุขของภาครัฐ การมองหา “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่” (New Economic Engine) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศจึงกลายเป็นวาระระดับชาติ

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology: MedTech) โดยเฉพาะ “หุ่นยนต์ผ่าตัด” (Robotic Surgery) กำลังถูกก้าวข้ามจากกรอบมุมมองเดิมที่เป็นเพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะกลุ่ม (Niche Equipment) สำหรับสถานพยาบาลเอกชนระดับไฮเอนด์ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสถิติการรอดชีวิต การลดค่าใช้จ่ายแฝงทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค (Regional Medical Hub)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    ‘เลิดสิน’ตั้งเป้า TOP 3 รพ.รัฐเฉพาะทาง นำหุ่นยนต์ Modular ผ่าตัดสำเร็จ 19 ราย

    พบผู้ป่วยมะเร็งปอด ระยะลุกลาม 70% แนะตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รักษาหาย

    ผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ระยะเวลาครองเตียงเหลือ 3 วัน

    สุมนัส มนตรีโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท AYW Corporation จำกัด ผู้นำเข้าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Versius Plus จากสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการมีหุ่นยนต์ผ่าตัดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับการรักษาพยาบาล และสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศได้

    ในมิติเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข การผ่าตัดเปิดสร้าง “ต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ” (Indirect Cost Loss) ต่อประเทศอย่างมหาศาลจากการสูญเสียผลผลิต (Productivity Loss) เมื่อผู้ป่วยต้องใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์ และต้องพักฟื้นต่อที่บ้านอีกนับเดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบแรงงานและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    สุมนัส ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งเน้นการทำ Minimal Invasive Surgery (ผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย) เข้ามาใช้ในวงกว้าง ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย แต่ยังเป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “เมื่อผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ระยะเวลาครองเตียงจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 3 วัน แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก การฟื้นตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงกำลังแรงงานทักษะสูง สามารถกลับไปทำงานและดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น การคืนคนทำงานกลับสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว คือการลดความสูญเสียเชิงโครงสร้าง และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยตรงต่อ Economic Overall ของประเทศ และช่วยให้โรงพยาบาลรัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณอย่างมีดุลยภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (Financial Sustainability)” สุมนัส ระบุ

    ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ยกระดับการรักษาพยาบาล ปลดล็อกวิกฤติคิวผ่าตัด

    ในมิติสังคมและการรักษาพยาบาล ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและระยะเวลารอคิวผ่าตัดที่ยาวนานนับเดือน ซึ่งส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคซับซ้อน 

    สุมนัส อธิบายว่า การกระจายเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ โรงเรียนแพทย์ และศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างแพร่หลาย จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยใน 2 มิติสำคัญ 

    การปลดล็อกรอบเวลาผ่าตัดและช่วยชีวิตผู้ป่วย การผ่าตัดที่รวดเร็วและแม่นยำสูงช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนห้องผ่าตัด ทำให้โรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับเคสผ่าตัดได้มากขึ้น ช่วยลดระยะเวลารอคิวผ่าตัดจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ ลดความเสี่ยงของผู้ป่วยที่อาจเสียชีวิตระหว่างรอคิว

    รวมทั้งกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงสู่ภูมิภาค (Healthcare Equity) การทลายข้อจำกัดด้านราคา เปิดโอกาสให้ศูนย์การแพทย์ในต่างจังหวัดสามารถมีหุ่นยนต์ผ่าตัดใช้งาน ทำให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงการรักษามาตรฐานระดับโลกได้ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องกระจุกตัวเดินทางเข้ามายังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร

    สปริงบอร์ดปักหมุดไทย สู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค

    กรรมการผู้จัดการ บริษัท AYW Corporation จำกัด กล่าวว่า ในมิติยุทธศาสตร์การแข่งขันระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็น Medical Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) อย่างแท้จริง ไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่การบริการ (Service) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เท่านั้น แต่ต้องมี “โครงสร้างพื้นฐานความรู้และนวัตกรรม” (Knowledge Infrastructure) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ประเทศไทยมีจุดแข็งจากศัลยแพทย์ที่มีทักษะฝีมือประณีต ความพร้อมของระบบโรงเรียนแพทย์ และปริมาณเคสผู้ป่วยที่หลากหลาย CMR Surgical จึงได้จับมือร่วมกับ โรงพยาบาลเลิดสิน จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Training Center) แห่งแรกขึ้นในประเทศไทยและตามแผนต้องฝึกอบรมทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 20 คน โดยหลังจากอบรมแล้วจะมี  Proctor (ผู้เชี่ยวชาญ) จากยุโรป มาประเมินและได้รับ Certificate จาก  Royal College of Surgeons of England

    ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ยุทธศาสตร์ 3-5 ปีข้างหน้าของ MedTech ไทย

    สุมนัส ให้ความเห็นถึงทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทยเปลี่ยนจากบทบาท “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มาเป็น “ผู้ให้บริการฝึกอบรมและส่งออกความเชี่ยวชาญ” แก่บุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างนิเวศเศรษฐกิจทักษะสูง (High-skilled Ecosystem) กระตุ้นการจ้างงานบุคลากรทักษะสูง เช่น วิศวกรชีวการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเทคนิคทางการแพทย์ สร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศ MedTech ในประเทศ

    ที่สำคัญเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดเป็นนวัตกรรมที่มีวงจรชีวิต (Lifecycle) ยาวนาน ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการวิจัย การทดสอบเชิงคลินิก และการรับรองมาตรฐาน อย. (FDA) จากทั้งประเทศผู้ผลิตและ อย. ของประเทศไทยอย่างเข้มงวด การลงทุนของสถานพยาบาลจึงมีความคุ้มค่าเชิงโครงสร้างและไม่เสี่ยงต่อการล้าสมัยเร็ว

    “แต่หากมองในภาพใหญ่เชิงยุทธศาสตร์ การมีหุ่นยนต์ผ่าตัดที่เข้าถึงง่ายและยั่งยืน จะไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพของผู้ป่วยเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุข การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และการปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคอย่างแท้จริง” สุมนัส กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1246870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4dHVJ4JV0zI7j792G18p

  • “นายกฯ อนุทิน” เปิดงาน OTOP 2569 ชวนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช้อปของดีชุมชน ดันภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “นายกฯ อนุทิน” เปิดงาน OTOP 2569 ชวนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช้อปของดีชุมชน ดันภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQQiDu6Bq08xeHZi2Az1X

  • ‘แบงก์ชาติ’ยันเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี69ยังฉลุย

    ‘แบงก์ชาติ’ยันเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี69ยังฉลุย

     ‘แบงก์ชาติ’ ยันเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังฉลุย อานิสงส์มาตรการรัฐ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ – ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วยหนุนเต็มสูบ พร้อมจับตาสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการภาษีรอบใหม่ พุ่งเป้าประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ชี้บาทไทยแข็งค่าจากปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก

    10 ส.ค. 2569- นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เตรียมจะประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยไตรมาส 2/2569 ในวันที่ 17 ส.ค.นั้น เชื่อว่าจะทำให้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ใหม่ ซึ่งจะได้นำไปประกอบเป็นข้อมูลสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบวันที่ 26 ส.ค.นี้ ว่าจะต้องมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้หรือไม่และอย่างไร จากปัจจุบันที่ กนง.ประเมินว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ 2.3% พร้อมมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนอยู่

    โดยในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังมีอานิสงส์ของมาตรการรัฐ อย่างไทยช่วยไทย พลัส ขณะที่ไตรมาส 4 นั้น ภาคการท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ซึ่งยอมรับว่ามีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ และปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่ง ธปท. จะนำปัจจัยทั้งหมดมาพิจารณา

    “ธปท. อยู่ระหว่างการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ โดยตัวเลขเก่าที่ ธปท. มีนั้นเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ ซึ่งมีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ และปัจจัยที่ต้องติดตาม จะต้องนำปัจจัยทั้งหมดมาพิจารณาอย่างรอบคอบ” นางสาวชญาวดี กล่าว

    สำหรับประเด็นเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 12.5% ร่วมกับเวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์นั้น มองว่า อาจจะยังไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เมื่อเทียบกับบางส่วนที่ได้อัตราภาษี 10% ซึ่งมองว่าอัตราไม่แตกต่างกับไทยมากนัก และอัตรา 12.5% ก็ยังต่ำกว่าอัตรา 19% ที่เคยได้ แต่ยังต้องจับตาประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ที่สหรัฐ​ฯ เตรียมจะประกาศภายในเดือน ส.ค. นี้ ว่าไทยจะโดนเก็บภาษีเพิ่มอีกหรือไม่ เท่าไหร่ อย่างไร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ทั้งนี้ ในส่วนของทิศทางอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 นั้น มองว่าตัวเลขอาจจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% เล็กน้อย โดยขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มกังวลและมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อแล้ว แต่อาจเป็นเรื่องของ Supply มากกว่า จึงถือเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังและจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

    อย่างไรก็ดี สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ หลัก ๆ ยังเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศมากกว่า โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีการปรับขึ้น-ลงอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนนี้ ธปท. ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูแลไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนหรือวิ่งเร็วมากเกินไป เพื่อให้คนปรับตัวได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1047688/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36jMdqnt2wy_-BGsMu0uG7

  • “ศุภจี” ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้ง 4 คณะทำงาน เดินหน้า 5 โจทย์ใหญ่ใน 1 ปี

    “ศุภจี” ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้ง 4 คณะทำงาน เดินหน้า 5 โจทย์ใหญ่ใน 1 ปี


    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่ เห็นผลใน 6 เดือนถึง 1 ปี

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่าอนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครือ่ง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุมฯ วันนี้จึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yGkxgGa_KsDtw4VyBnzll

  • ‘สุรศักดิ์’ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ หาข้อสรุปแหล่งเงิน

    ‘สุรศักดิ์’ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ หาข้อสรุปแหล่งเงิน

    “สุรศักดิ์” ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ เร่งเคาะแหล่งเงิน ระบบลงทะเบียน ลุ้นสรุปสัปดาห์หน้า

    10 สิงหาคม 2569 – เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส หลังนำเสนอเป็นวาระเพื่อทราบต่อคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เสนอแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เบื้องต้นเป็นมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร ภาคบริการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยวและเมืองรอง สาระสำคัญของโครงการอยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไข ทั้งโรงแรมที่เข้าร่วม รูปแบบสนับสนุนภาคบริการอื่นนอกเหนือจากค่าอาหารและร้านอาหาร รวมถึงแพลตฟอร์มที่จะใช้ดำเนินการ เบื้องต้นมองระบบเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยเป็นช่องทางหลัก

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนแหล่งเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะพิจารณาว่า จะใช้เงินกู้หรืองบกลางให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์เศรษฐกิจ เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินแล้ว ยังต้องเตรียมระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งให้รายละเอียดสมบูรณ์ก่อนเสนอเดินหน้า

    สำหรับจังหวะดำเนินโครงการ หากออกได้ทันช่วงกรีนซีซั่น ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่าเหมาะสม เพราะช่วยเติมอุปสงค์ในช่วงท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และกระจายรายได้ลงพื้นที่ได้ชัดกว่า แต่หากกระบวนการแล้วเสร็จล่วงเข้าใกล้ช่วงไฮซีซั่น อาจต้องกลับไปรับฟังความเห็นผู้ประกอบการอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละช่วงเวลามีผลต่อรูปแบบมาตรการต่างกัน คาดว่า จะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการ แหล่งเงิน และความพร้อมระบบภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1047505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bj6_oGoMTFIwX16_ajTaI

  • ทรัมป์ใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดันอิหร่าน – ไม้ตายหรือเสียของ? : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์ใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดันอิหร่าน – ไม้ตายหรือเสียของ? : อินโฟเควสท์

    สำนักข่าวอัลจาซีราออกรายงานเจาะลึกเบื้องหลังการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ  ประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แทนการใช้ปฏิบัติการทางทหาร

    ทั้งนี้ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านดำเนินมานานกว่า 23 สัปดาห์ ปธน.ทรัมป์ก็ได้ส่งสัญญาณว่า เขาต้องการใช้วิธีกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านมากกว่าที่จะกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่าเขาเคยเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าสหรัฐจะเปิดฉากถล่มอิหร่านครั้งใหญ่ หากการเจรจาสันติภาพประสบความล้มเหลว

    *ทรัมป์กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์?

    “เรากำลังลดระดับการเจรจา” ทรัมป์กล่าวกับสำนักข่าว Axios ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ เมื่อถูกถามถึงแนวทางของสหรัฐต่อการทำสงครามกับอิหร่าน

    คำกล่าวนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากคำพูดของเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งในเวลานั้นเขากล่าวหาอิหร่านว่า “หลอกลวง” และให้ “โอกาสสุดท้าย” แก่อิหร่านในการทำข้อตกลง มิฉะนั้นอิหร่านจะต้องเผชิญกับการโจมตีครั้งใหญ่จากสหรัฐที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

    ขณะนี้ ทรัมป์กล่าวว่า เขาต้องการโจมตีอิหร่านด้วยวิธีทางเศรษฐกิจแทน

    เขากล่าวว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่มาก โดยอ้างถึงภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความยากลำบากในการจ่ายเงินเดือนให้กับทหารของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่เดือนเมษายนว่า มีส่วนทำให้แรงกดดันดังกล่าวเพิ่มขึ้น

    “เราแค่กำลังเฝ้าดูอิหร่านที่กำลังเผชิญกับเงินเฟ้ออย่างหนัก และข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีเงิน” เขากล่าว

    ทรัมป์ยังอ้างว่า ราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งขณะนี้ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันจากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    “มันจะคลี่คลายไปได้ ทุกอย่างมักจะคลี่คลายได้เสมอ มันก็เหมือนกับเกมหมากรุก” เขากล่าว

    ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า “เรากำลังอยู่ในระหว่างเกม และเรากำลังใช้เครื่องมือหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหาร เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน”

    *การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ส่งผลกระทบต่ออิหร่านอย่างไร?

    สหรัฐยังคงปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมาตรการดังกล่าวได้ลดรายได้จากน้ำมันของอิหร่านลงอย่างมาก

    เมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) รายงานว่า สามารถเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ 53 ลำ และขึ้นตรวจค้นเรือ 2 ลำ รวมทั้งโจมตีเรืออีก 2 ลำ ทำให้ไม่สามารถแล่นเรือได้

    ทรัมป์เรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็น “กำแพงเหล็ก” ที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่า การส่งออกน้ำมันดิบลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เนื่องจากการปิดล้อมของสหรัฐ

    ข้อจำกัดด้านการส่งออกน้ำมันกำลังซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมของอิหร่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงที่ดำเนินมายาวนานหลายปี

    โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านยังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยอิหร่านได้เรียกร้องให้สหรัฐชดเชยความเสียหายเหล่านี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    *สหรัฐกำลังขาดแคลนยุทโธปกรณ์หรือไม่?

    รายงานจากสื่อหลายแห่งในสหรัฐระบุว่า คลังอาวุธของกองทัพสหรัฐกำลังร่อยหรอลง เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางและยูเครน

    สำนักข่าว Axios รายงานว่า พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ ได้เตือนทรัมป์ และนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ว่า การขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของสหรัฐในการปกป้องกองกำลังและพันธมิตรในตะวันออกกลาง

    หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานโดยอ้างบันทึกจากกระทรวงกลาโหมว่า ทางกระทรวงฯได้แจ้งให้อุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐเร่งการผลิตและส่งมอบอาวุธอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยุทโธปกรณ์บางประเภทที่กำลังขาดแคลนอย่างหนักเนื่องจากสงครามกับอิหร่าน

    อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐรายหนึ่งยืนยันว่า สหรัฐมียุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป

    “เรามียุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับภารกิจที่อยู่ตรงหน้า กระทรวงกลาโหมมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามในวันนี้” จาเร็ด คอนลีย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมกลาโหมของทางกระทรวงฯ กล่าวกับอัลจาซีราในการให้สัมภาษณ์พิเศษ

    ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศจากสงครามอิหร่านหรือไม่?

    ทรัมป์เริ่มต้นวาระที่สองในทำเนียบขาวเมื่อต้นปีที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการทำ “สงครามโง่ ๆ”

    ปัจจุบัน สงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์และพรรครีพับลิกันกำลังพยายามรักษาเสียงข้างมากที่มีอยู่อย่างฉิวเฉียดในสภาคองเกรสก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

    ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียงประมาณ 35% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำสงคราม

    เมื่อถามว่าพรรคการเมืองใดมีแนวทางที่ดีกว่าในการจัดการกับสงครามและการก่อการร้าย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วเลือกพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยมีคะแนนอยู่ที่ 37% ต่อ 36%

    ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกัน นับตั้งแต่รอยเตอร์/อิปซอสเริ่มถามคำถามนี้ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมในปี 2567 ซึ่งในเวลานั้นพรรครีพับลิกันมีคะแนนนำที่ 39% ขณะที่พรรคเดโมแครตอยู่ที่ 28%

    *มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจจะใช้ได้ผลต่ออิหร่านหรือไม่?

    เมห์ราน คัมราวา ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์ กล่าวว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐกำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และตั้งข้อสงสัยว่าแผนการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของวอชิงตันจะประสบความสำเร็จหรือไม่

    เขากล่าวว่า อิหร่านสามารถสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐ ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน

    “สิ่งที่เราเห็นคือ อิหร่านกำลังพยายามสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศอย่างกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต เพื่อให้ประเทศเหล่านี้หันไปกดดันสหรัฐให้เจรจากับอิหร่าน”

    “ขณะเดียวกัน สหรัฐก็กำลังใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ยอมเป็นฝ่ายแรกที่จะยื่นมือออกมาและพูดว่า ‘มานั่งลงเจรจากันเถอะ’” เขากล่าว

    คัมราวากล่าวว่า เขาไม่มั่นใจว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ผู้นำอิหร่านไม่ได้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศในระดับเดียวกับรัฐบาลทรัมป์

    “เตหะรานกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่เราต้องคำนึงด้วยว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบการเมืองของอิหร่านเป็นระบบที่กดขี่อย่างมาก ไม่ใช่ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะใส่ใจโดยตรงต่อความเดือดร้อนของชนชั้นกลาง”

    “พวกเขาต้องการอยู่ในอำนาจ ดังนั้น ผมจึงไม่แน่ใจว่ากลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลในเวลานี้” เขากล่าว

    *สหรัฐบรรลุเป้าหมายสงครามที่ประกาศไว้หรือไม่?

    คำตอบคือ “แทบจะไม่”

    สหรัฐและอิสราเอลได้เปลี่ยนแปลงหรือขยับเป้าหมายของสงครามครั้งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่พวกเขาสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

    ในช่วงเริ่มต้น สหรัฐระบุว่า สงครามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และทำให้อิหร่านเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งต่อมาทรัมป์ก็ได้ลดความสำคัญของเป้าหมายดังกล่าวลง

    สหรัฐยังมีข้อเรียกร้องอื่น ๆ เช่น การจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มอื่น ๆ ในอิรักและซีเรีย

    ขณะที่สงครามดำเนินต่อไป ต้นทุนที่ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียต้องแบกรับ รวมถึงวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

    อิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขหลายประการสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐจะต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน รวมทั้งการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

    บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ที่อิหร่านและสหรัฐลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและเริ่มต้นช่วงเวลาเจรจา 60 วัน กลับล้มเหลวภายในเวลาไม่กี่วัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ

    แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะกล่าวถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูอิหร่าน แต่ไม่ได้ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน หรือกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาค

    นอกจากนี้ บันทึกดังกล่าวยังดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า สหรัฐได้ล้มเลิกความหวังที่จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qgX89oF00qWOwK0Lc0qyf

  • “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาล ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาล ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาล เร่งปลดล็อกกฎกติกา ตั้งกรอบ 6-12 เดือน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 สิงหาคม  2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่าอนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่อง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุม วันนี้จึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ขณะที่นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2951835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VJ_o4UG2uQimBHQttW-j4