Blog

  • ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’ กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    อากาศร้อนทุบสถิติและความแห้งแล้งในฤดูร้อนปีนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นผลมาจากโลกร้อนนั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการผลิตไฟฟ้า การขนส่ง และระบบสาธารณสุข ขณะที่ฤดูไฟป่าปีนี้อาจกลายเป็นฤดูไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรป

    นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการ คาดการณ์ว่า เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิของภูมิภาคอาจมีมูลค่าหลายแสนล้านยูโร แต่พวกเขาเตือนว่านี่เพิ่งเริ่มต้น และมูลค่าความเสียหายกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอุณหภูมิของอากาศเสียอีก

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    รอยเตอร์รายงานว่า สภาพภูมิอากาศในยุโรปกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกว่าทวีปอื่นๆ และความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการเงินของภาครัฐ ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในอัตราเงินเฟ้อ เปลี่ยนแปลงแผนการท่องเที่ยว และบีบให้ยุโรปต้องทบทวนวิธีการผลิตพลังงานและการขนส่งสินค้าใหม่ทั้งหมด

    “สิ่งที่ทำให้ปี 2026 น่ากังวลเป็นพิเศษ เมื่อมองในมุมเศรษฐกิจคือ มีเหตุการณ์สุดขั้วหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน” เซริช อุสมาน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมันน์ไฮม์กล่าว

    “ยกตัวอย่างเช่น เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า… เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันและส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ผลกระทบทวีความรุนแรงขึ้น”

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    เศรษฐกิจเสียหายเป็นประวัติการณ์

    นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. และความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจทุบสถิติก่อนหน้านี้ทั้งหมด

    การจราจรในแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ สัญจรได้อย่างจำกัดมาก เนื่องจากระดับน้ำต่ำจนเห็นซากเรือรบโผล่ขึ้นกลางแม่น้ำ ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบสิบแห่งต้องปิดตัวลง หรือลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากมีปัญหาการระบายความร้อน ส่วนคาดการณ์เกี่ยวกับการผลผลิตทางการเกษตรก็ถูกปรับลดลง และพืชผลหลายชนิดต้องเก็บเกี่ยวล่าช้า อาทิ ข้าวโพดและทานตะวัน ซึ่งได้รับความเสียหายไปแล้ว 6-7% ในเดือน ก.ค.

    นอกจากนี้ อากาศร้อนยังลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายหมื่นราย โดยเฉพาะในเยอรมนี มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนมากกว่า 10,000 ราย

    ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เช่น การดับเพลิง หรือการลดการใช้พลังงาน ยิ่งทำให้งบประมาณตึงเครียดมากขึ้น

    ไอเอ็นจี คาดการณ์ว่า หากการจราจรในแม่น้ำไรน์หยุดชะงักเพียงแห่งเดียว จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก ลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ขณะที่ธนาคารเอ็มบีเอชของฮังการีมองว่า จีดีพีของประเทศเยอรมนีจะลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ในทุกๆ สัปดาห์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีกำลังการผลิตสูงสุดของประเทศปิดทำการ

    ด้านอลิอันซ์ บริษัทประกันของเยอรมนีคาดว่า คลื่นความร้อน 2 สัปดาห์ในเดือน มิ.ย. เพียงเดือนเดียว อาจฉุดจีดีพียุโรป 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรป 5-7% ภายในปี 2030 และประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี

    “ความเสียหายทั้งหมดในปีนี้จะสูงกว่านี้มาก” ฮาเซม คริเชเน นักเศรษฐศาสตร์จากอัลลิอันซ์กล่าว

    “ตัวเลขนี้ยังไม่รวมความเสียหายจากไฟป่า ภัยแล้ง เหตุการณ์น้ำท่วมต่างๆ หรือปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้น”

    รอยเตอร์ระบุ เมื่อพิจารณาว่ายูโรโซนอาจเติบโตเพียง 1% ในปีนี้ ผลกระทบดังกล่าวถือว่ามีขนาดใหญ่มาก

    “คุณอาจคาดว่าความเสียหายจะรุนแรงที่สุดในปีที่เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง และจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง แต่สิ่งที่เราพบกลับตรงกันข้าม” อุสมานกล่าว

    “ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นหลายปีหลังจากนั้น เพราะสภาพอากาศรุนแรงได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่”

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    ตอนใต้ยุโรปเสี่ยงกระทบหนัก

    ทางตอนใต้ยุโรปอาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากอากาศร้อนพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ฉุดรายได้ภาคการท่องเที่ยว ทำให้พืชผลเสียหายหนักขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการอพยพออกนอกพื้นที่

    “คุณคิดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินเที่ยวเล่นในภาคใต้ของอิตาลี หรือสเปน ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดถึง 45 องศาได้ไหม? ผมว่าไม่ได้หรอก ผมคิดว่าลักษณะของการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป” คาร์สเทน เบรซสกี นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจี กล่าว

    พร้อมแย้งว่า ทางตอนใต้อาจมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี แต่ยอดนักท่องเที่ยวสูงสุดในฤดูร้อนจะลดลง เมื่อนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปเที่ยวทางเหนือมากขึ้น ซึ่งนั่นจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการบริการทางตอนใต้ของยุโรป

    รอยเตอร์ระบุว่า ทางตอนใต้ของยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่สูงขึ้นอย่างมากจากสภาพอากาศที่รุนแรงด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่กำลังพยายามรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมายนั้นยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

    “คุณจะได้เห็นผลกระทบรุนแรงมากขึ้นต่อราคาอาหารในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากอุณหภูมิสูงเกินไป ดังนั้นหากคุณอยู่ในยุโรปตอนใต้ คุณจะเห็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้น” แม็กซิมิเลียน โคทซ์ นักวิจัยจากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์บาร์เซโลนา กล่าว

    ทั้งนี้ อากาศร้อนรุนแรงในปี 2022 ทำให้แถบยุโรปมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.34 จุดเปอร์เซ็นเนื่องจากราคาอาหารแพงขึ้น และโคทซ์คาดว่าทางตอนใต้อาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่

    ขณะที่การหยุดชะงักของการขนส่งในแม่น้ำกำลังทำให้พื้นที่ต่างๆ ของยุโรปเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ยากมากขึ้น และส่งผลให้ราคาพลังงานในภูมิภาคแตกต่างกันขึ้นเรื่อยๆ

    อีซีบีอาจเข้าแทรกแซง

    อลิอันซ์ ระบุในรายงานวิจัยฉบับหนึ่งว่า ผลกระทบทางการคลังที่หนักที่สุดจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีความสามารถในการรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นได้น้อยที่สุด และคาดการณ์ว่า การลดลงของรายได้ภาษีประจำปีจากการสูญเสียผลผลิตอาจแตะ 1.8% ในฝรั่งเศส และแตะ 1.3% ในอิตาลีและสเปน เนื่องจากระบบภาษีแบบอัตราก้าวหน้า ทำให้รายได้ภาษีลดลงในอัตราที่เร็วกว่าการลดลงของผลผลิตทางเศรษฐกิจ

    ขณะที่อัตรากำไรของธุรกิจอาจลดลงด้วย ส่งผลให้การลงทุนลดลงและทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนต่างๆ จะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องจัดหาเงินทุนสนับสนุนการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และต้องลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อม เช่น การเตรียมความพร้อมด้านการผลิตไฟฟ้า หรือการสร้างเส้นทางขนส่งในอนาคต

    เฮเธอร์ แกร็บเบ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมองบรูเกลเตือนว่า

    “ข้อกังวลสำคัญคือ ประเทศต่างๆ ยังคงพึ่งพาการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินแบบเฉพาะกิจมากเกินไป ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก และมักไม่มีประสิทธิภาพ”

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจคัดค้านหากรัฐบาลพยายามใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากบางประเทศเดิมทีมีระดับหนี้สินสูง โดยเฉพาะฝรั่งเศสและอิตาลี และประเทศต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนด้านการป้องกันประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว

    ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้อาจดึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้ามามีบทบาท โดยในทศวรรษที่ผ่านมาอีซีบีได้ช่วยซื้อหนี้ หรือเข้าซื้อพันธบัตรของประเทศต่างๆ ในยุโรป มูลค่าหลายล้านล้านยูโร เพื่อรักษาระดับต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลต่างๆ ให้ต่ำลง

    “ด้วยรายการความต้องการใช้จ่ายที่ยาวเหยียด จึงมีแนวโน้มว่าหนี้ภาครัฐอาจสูงขึ้น และนั่นจะเพิ่มแรงกดดันต่ออีซีบีให้เข้ามาแทรกแซงและใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติม หากเกิดการเทขายอย่างฉับพลันในตลาดพันธบัตร” เบรซสกีจากไอเเอ็นจีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1246915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tcwpH13KW48SpKey4XEGn

  • ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา  SME ได้สิทธิอะไรเพิ่มบ้าง ความแตกต่างสำคัญ ระหว่าง Promotion กับ Rights

    ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา SME ได้สิทธิอะไรเพิ่มบ้าง ความแตกต่างสำคัญ ระหว่าง Promotion กับ Rights

    ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนโยบาย ‘ส่งเสริม SME’ อย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ แผนแม่บท งบประมาณจำนวนมาก โครงการอบรม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกัน งานแสดงสินค้า และแพลตฟอร์มสนับสนุนต่าง ๆ จนคำว่า SME ปรากฏอยู่ในแทบทุกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หากวัดจาก‘ปริมาณนโยบาย’ ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญกับ SME มากที่สุด

    แต่คำถามสำคัญคือ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา SME ได้ ‘สิทธิ’ อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

    คำตอบไม่ชัดเจน เพราะแม้ SME จะคิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมด แต่สถานะในระบบเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นเพียง‘ผู้รับการส่งเสริม’ มากกว่า ‘ผู้ทรงสิทธิทางเศรษฐกิจ’

    นี่คือความต่างระหว่าง Promotion กับ Rights

    ที่ผ่านมา นโยบายรัฐมุ่งไปที่การช่วยเหลือผ่าน‘งบประมาณ’และ‘โครงการ’ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า SME เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการพยุงอย่างต่อเนื่อง แต่หากต้องช่วยเหลือแบบเดิมซ้ำทุกปี คำถามคือ ‘เราได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงหรือไม่’

    เพราะปัญหาหลักของ SME ไม่ได้มาจากการขาดอบรมหรือโครงการใหม่ แต่เกิดจาก ‘ความไม่สมดุลของอำนาจทางเศรษฐกิจ’

    SME จำนวนมากยังขาดอำนาจต่อรองกับคู่ค้ารายใหญ่ ห้างค้าปลีก แพลตฟอร์มดิจิทัล และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หลายกรณีต้องเผชิญการจ่ายเงินล่าช้า เงื่อนไขสัญญาที่เปลี่ยนฝ่ายเดียว หรือระบบแพลตฟอร์มที่ไม่โปร่งใส

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่ ‘การเข้าถึงความช่วยเหลือ’ แต่คือ ‘การเข้าถึงความเป็นธรรม’

    อย่างไรก็ตาม นโยบายส่วนใหญ่ยังวัดความสำเร็จจากจำนวนเงินกู้ จำนวนผู้เข้าอบรม หรือจำนวนโครงการ มากกว่าการวัดว่า SME ได้ ‘สิทธิ’ เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

    คำถามพื้นฐานที่ยังไม่ถูกตอบคือ

    SME มีสิทธิได้รับการชำระเงินตรงเวลาและเป็นธรรมหรือไม่

    SME มีสิทธิเข้าถึงตลาดรัฐอย่างเท่าเทียมหรือไม่

    SME มีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์มหรือไม่

    SME มีสิทธิมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่กระทบต่อธุรกิจของตนหรือไม่

    เมื่อคำถามเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับเป็น ‘สิทธิ’ ความช่วยเหลือจึงกลายเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่โครงสร้างที่ยั่งยืน

    แม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ความรู้สึกของผู้ประกอบการจำนวนมากกลับไม่ดีขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่เงินอุดหนุนเพิ่ม แต่คือ ‘กติกาที่เป็นธรรม’

    ไม่ใช่โครงการใหม่  แต่คือสิทธิใหม่

    ไม่ใช่การช่วยเหลือรายปี แต่คืออำนาจในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    หลังจาก 25 ปีของ ‘การส่งเสริม SME’ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่

    ‘ปีนี้ SME ได้งบเท่าไร’

    แต่คือ. ‘ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา SME ได้สิทธิอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง’

    และหากคำตอบยังไม่ชัดเจน บางทีประเทศไทยอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนจาก ‘นโยบายส่งเสริม SME’ ไปสู่ ‘การสร้างสิทธิทางเศรษฐกิจให้ SME’ อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-promotion-rights&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jnLZIQLA6AvC6SGVmSSXS

  • สมาพันธ์ SME ไทย ชงฟื้น ‘กรอ.จังหวัด’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    สมาพันธ์ SME ไทย ชงฟื้น ‘กรอ.จังหวัด’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก


    สมาพันธ์ SME ไทย ชงฟื้น ‘กรอ.จังหวัด’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ดันสร้างแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง 50 จังหวัด วงเงินหมื่นล้าน

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คณะอนุกรรมการด้านการค้าและบริการ (Trade & Service) ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่าย MSME ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    สมาพันธ์ SME ไทย เสนอให้ ฟื้นบทบาท กรอ.จังหวัด เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ โดยเชื่อว่าจะช่วยให้การแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละจังหวัดมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง 50 จังหวัด จังหวัดละ 200 ล้านบาท โดยให้กรอ.แต่ละจังหวัดเสนอแหล่งท่องเที่ยว Manmade ในพื้นที่ตัวเองขึ้นมาพิจารณา เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ

    อีกหนึ่งข้อเสนอคือการสนับสนุน E-commerce ของคนไทย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ MSME โดยสมาพันธ์ SME ไทย เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “SME อวดดี” เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดและโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ในวงกว้าง

    “SME ไทยไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือ แต่ต้องการกลไกที่จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตได้ด้วยตัวเอง การเชื่อมโยงพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่าย MSME คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปด้วยกัน” ดร.ณพพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T4ZpZHnS6qpec_37tDdFS

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569

    โดย

    nassareep@ditp.go.th

    •

    ลงเมื่อ

    10 สิงหาคม 2569 17:00

    สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))

    2

    Economic Report – August 2026.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sh6xzqb8lb552ks5gi0of8ja&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02OJj3mXonp9-JJQlwmsGB

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกข

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกข

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล


    watermark

               นางศุภจีร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน
             ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยได้ผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission: JTC) ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขยายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575 พร้อมเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
              นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเมียนมา การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
              สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านการค้า กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือเรื่องการผ่อนคลายมาตรการ Import Licensing ของเมียนมา โดยขอให้พิจารณาเพิ่มความสะดวกและความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต เช่น เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ รวมทั้งได้ติดตามความร่วมมือด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายหลังไทยขยายระยะเวลานำเข้าตามคำขอของเมียนมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมรับทราบข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะพิจารณาภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกันและความสอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ
              อีกทั้ง ไทยได้เสนอให้เมียนมาพิจารณาอนุญาตให้ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนของภาคเอกชนไทย และสนับสนุนการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงิน และเหมืองแร่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว
              ต่อมา เวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาให้มีความใกล้ชิด เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
              ทั้งนี้ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในอาเซียน โดยในปี 2568 การค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 7,392.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้ารวมมีมูลค่า 3,884.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

     


    image รูปภาพ


    Line Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10321&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r5VCzU-_oSXtYAlIJjkqQ

  • ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เครื่องยนต์ใหม่แก้โจทย์เศรษฐกิจ 5 ด้าน

    ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เครื่องยนต์ใหม่แก้โจทย์เศรษฐกิจ 5 ด้าน

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    10 สิงหาคม 2569 – เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่าอนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุมฯ วันนี้จึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1047523/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AGgEBj31pfP9zWzFxPaOi

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน ‘มะนาวแป้นดำเนินสะดวก’ และ ‘มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี’ GI น้องใหม่จ.ราชบุรี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน ‘มะนาวแป้นดำเนินสะดวก’ และ ‘มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี’ GI น้องใหม่จ.ราชบุรี

    10 สิงหาคม 2569, 16:51น.

               นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย สร้างโอกาสทางการค้า สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชน ในการเร่งผลักดันการใช้ประโยชน์ GI ในมิติต่างๆ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

               จ.ราชบุรีเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านคุณภาพ ชื่อเสียง และอัตลักษณ์ของสินค้า จึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสินค้าท้องถิ่นผ่านระบบ GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการขึ้นทะเบียนสินค้า GI 2 รายการล่าสุดของจังหวัด ส่งผลให้จ.ราชบุรีมีสินค้า GI รวม 8 รายการ ได้แก่ โอ่งมังกรราชบุรี พริกบางช้าง ไชโป้วโพธาราม กุ้งก้ามกรามบางแพ สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดรวมกว่า 8,539 ล้านบาท ในปี 2568 สะท้อนถึงความร่วมมือของเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญา ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

               ‘มะนาวแป้นดำเนินสะดวก หรือ มะนาวแป้นดำเนิน’ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือผลทรงกลมแป้น เปลือกบาง ผิวเรียบมัน เมื่อคลึงหรือบีบจะมีกลิ่นหอมติดมือ เนื้อสีขาวใส เมล็ดลีบและมีจำนวนน้อย ให้น้ำมาก รสชาติเปรี้ยวแต่ไม่ขม และมีกลิ่นหอมมาก

               คุณลักษณะดังกล่าวเกิดจากสภาพพื้นที่เพาะปลูกของจ.ราชบุรีที่มีดินร่วนอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำได้ดี มีแหล่งน้ำหลักจากลุ่มน้ำแม่กลอง และมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ประกอบกับภูมิปัญญาการเพาะปลูกและประสบการณ์ของเกษตรกรที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้มะนาวแป้นดำเนินสะดวกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในฐานะมะนาวคุณภาพสูงของไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 716 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้สนใจสามารถอุดหนุนเกษตรกรในอำเภอดำเนินสะดวก

               ขณะที่ ‘มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี’ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีลักษณะเด่นคือผลรียาว ด้านขั้วผลอ้วนกลม ปลายผลรีเรียว เปลือกเหนียวบาง เรียบเนียน ผลสุกสีเหลืองสวย เนื้อแน่นเนียนละเอียด ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม เมล็ดลีบแบน ความโดดเด่นดังกล่าวเป็นผลมาจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ประกอบกับองค์ความรู้ในการบริหารจัดการและดูแลผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรีมีคุณภาพสม่ำเสมอและให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ทั้งยังมีศักยภาพส่งออกไปยังหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 166 ล้านบาทต่อปี

               การขึ้นทะเบียน GI มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ของราชบุรีให้ได้รับการคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

               โดยหลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการใช้ประโยชน์จาก GI ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การรักษามาตรฐานการผลิต การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น การต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมวัตถุดิบ GI ในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์และธุรกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดขาย ตลอดจนการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ของจังหวัดราชบุรี สร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

    เพิ่มเติม http://: https://qr.ipthailand.go.th/h2nt-wk6

    #มะนาวแป้นดำเนินสะดวก

    #มะม่วงน้ำดิกไม้ราชบุรี

    #GIราชบุรี

    Cr:กรมทรัพย์สินทางปัญญา DIP

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nFnAWXAAuWjfiFQ_CxCVi

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 11 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 11 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MEcF3iY_Z2ZWak5nJEJlL

  • ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และความกดดันต่อระบบงบประมาณสาธารณสุขของภาครัฐ การมองหา “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่” (New Economic Engine) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศจึงกลายเป็นวาระระดับชาติ

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology: MedTech) โดยเฉพาะ “หุ่นยนต์ผ่าตัด” (Robotic Surgery) กำลังถูกก้าวข้ามจากกรอบมุมมองเดิมที่เป็นเพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะกลุ่ม (Niche Equipment) สำหรับสถานพยาบาลเอกชนระดับไฮเอนด์ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสถิติการรอดชีวิต การลดค่าใช้จ่ายแฝงทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค (Regional Medical Hub)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    ‘เลิดสิน’ตั้งเป้า TOP 3 รพ.รัฐเฉพาะทาง นำหุ่นยนต์ Modular ผ่าตัดสำเร็จ 19 ราย

    พบผู้ป่วยมะเร็งปอด ระยะลุกลาม 70% แนะตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รักษาหาย

    ผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ระยะเวลาครองเตียงเหลือ 3 วัน

    สุมนัส มนตรีโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท AYW Corporation จำกัด ผู้นำเข้าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Versius Plus จากสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการมีหุ่นยนต์ผ่าตัดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับการรักษาพยาบาล และสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศได้

    ในมิติเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข การผ่าตัดเปิดสร้าง “ต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ” (Indirect Cost Loss) ต่อประเทศอย่างมหาศาลจากการสูญเสียผลผลิต (Productivity Loss) เมื่อผู้ป่วยต้องใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์ และต้องพักฟื้นต่อที่บ้านอีกนับเดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบแรงงานและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    สุมนัส ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งเน้นการทำ Minimal Invasive Surgery (ผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย) เข้ามาใช้ในวงกว้าง ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย แต่ยังเป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “เมื่อผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ระยะเวลาครองเตียงจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 3 วัน แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก การฟื้นตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงกำลังแรงงานทักษะสูง สามารถกลับไปทำงานและดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น การคืนคนทำงานกลับสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว คือการลดความสูญเสียเชิงโครงสร้าง และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยตรงต่อ Economic Overall ของประเทศ และช่วยให้โรงพยาบาลรัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณอย่างมีดุลยภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (Financial Sustainability)” สุมนัส ระบุ

    ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ยกระดับการรักษาพยาบาล ปลดล็อกวิกฤติคิวผ่าตัด

    ในมิติสังคมและการรักษาพยาบาล ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและระยะเวลารอคิวผ่าตัดที่ยาวนานนับเดือน ซึ่งส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคซับซ้อน 

    สุมนัส อธิบายว่า การกระจายเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ โรงเรียนแพทย์ และศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างแพร่หลาย จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยใน 2 มิติสำคัญ 

    การปลดล็อกรอบเวลาผ่าตัดและช่วยชีวิตผู้ป่วย การผ่าตัดที่รวดเร็วและแม่นยำสูงช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนห้องผ่าตัด ทำให้โรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับเคสผ่าตัดได้มากขึ้น ช่วยลดระยะเวลารอคิวผ่าตัดจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ ลดความเสี่ยงของผู้ป่วยที่อาจเสียชีวิตระหว่างรอคิว

    รวมทั้งกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงสู่ภูมิภาค (Healthcare Equity) การทลายข้อจำกัดด้านราคา เปิดโอกาสให้ศูนย์การแพทย์ในต่างจังหวัดสามารถมีหุ่นยนต์ผ่าตัดใช้งาน ทำให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงการรักษามาตรฐานระดับโลกได้ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องกระจุกตัวเดินทางเข้ามายังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร

    สปริงบอร์ดปักหมุดไทย สู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค

    กรรมการผู้จัดการ บริษัท AYW Corporation จำกัด กล่าวว่า ในมิติยุทธศาสตร์การแข่งขันระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็น Medical Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) อย่างแท้จริง ไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่การบริการ (Service) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เท่านั้น แต่ต้องมี “โครงสร้างพื้นฐานความรู้และนวัตกรรม” (Knowledge Infrastructure) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ประเทศไทยมีจุดแข็งจากศัลยแพทย์ที่มีทักษะฝีมือประณีต ความพร้อมของระบบโรงเรียนแพทย์ และปริมาณเคสผู้ป่วยที่หลากหลาย CMR Surgical จึงได้จับมือร่วมกับ โรงพยาบาลเลิดสิน จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Training Center) แห่งแรกขึ้นในประเทศไทยและตามแผนต้องฝึกอบรมทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 20 คน โดยหลังจากอบรมแล้วจะมี  Proctor (ผู้เชี่ยวชาญ) จากยุโรป มาประเมินและได้รับ Certificate จาก  Royal College of Surgeons of England

    ‘หุ่นยนต์ผ่าตัด’ ฟันเฟืองเศรษฐกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายแฝง

    ยุทธศาสตร์ 3-5 ปีข้างหน้าของ MedTech ไทย

    สุมนัส ให้ความเห็นถึงทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทยเปลี่ยนจากบทบาท “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มาเป็น “ผู้ให้บริการฝึกอบรมและส่งออกความเชี่ยวชาญ” แก่บุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างนิเวศเศรษฐกิจทักษะสูง (High-skilled Ecosystem) กระตุ้นการจ้างงานบุคลากรทักษะสูง เช่น วิศวกรชีวการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเทคนิคทางการแพทย์ สร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศ MedTech ในประเทศ

    ที่สำคัญเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดเป็นนวัตกรรมที่มีวงจรชีวิต (Lifecycle) ยาวนาน ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการวิจัย การทดสอบเชิงคลินิก และการรับรองมาตรฐาน อย. (FDA) จากทั้งประเทศผู้ผลิตและ อย. ของประเทศไทยอย่างเข้มงวด การลงทุนของสถานพยาบาลจึงมีความคุ้มค่าเชิงโครงสร้างและไม่เสี่ยงต่อการล้าสมัยเร็ว

    “แต่หากมองในภาพใหญ่เชิงยุทธศาสตร์ การมีหุ่นยนต์ผ่าตัดที่เข้าถึงง่ายและยั่งยืน จะไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพของผู้ป่วยเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุข การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และการปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคอย่างแท้จริง” สุมนัส กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1246870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4dHVJ4JV0zI7j792G18p

  • “นายกฯ อนุทิน” เปิดงาน OTOP 2569 ชวนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช้อปของดีชุมชน ดันภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “นายกฯ อนุทิน” เปิดงาน OTOP 2569 ชวนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช้อปของดีชุมชน ดันภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQQiDu6Bq08xeHZi2Az1X