Blog

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ 

    นอกจากนี้ จะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ 

    “การดำเนินมาตรการเหล่านี้ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาทในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ( GDP)  ปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2%”

    ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 3.2 แสนล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางจะเน้นเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้รับนโยบาย Quick Big Win จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด ทั้งนี้จะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ขณะที่ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    “ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนปีนี้กับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 65% เท่ากัน เพราะปีงบ 67 งบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้า อย่างไรก็ตามหากดูผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 66 นั้น สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 77% และก่อนสถานการณ์โควิดการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้สูงกว่า 70% ขึ้นไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641376&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QolELHsy7VwLJZv6vZeoz

  • วช. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

    วช. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

    วช. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

    วันที่ 13 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว” โดยมี อาจารย์พงษ์ศักดิ์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. และ อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ตลอดจนคณะผู้บริหาร สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนฯขึ้น เพื่อเป็นศูนย์สำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาบูรณาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีโดรนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสำรวจพื้นที่เพื่อการพัฒนาเชิงอนุรักษ์และยั่งยืน นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับอาชีวศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยี การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง วช. ขอยกย่องความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ที่ได้ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีโดรน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและเชื่อมั่นว่าศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นต้นแบบของการใช้วิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและการท่องเที่ยวต่อไป

    อาจารย์พงษ์ศักดิ์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง วช. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาทักษะให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในท้องถิ่น ได้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีโดรน รวมถึงการประยุกต์ใช้ในด้านการท่องเที่ยว และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังว่าศูนย์แห่งนี้จะเป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีทักษะดิจิทัล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถนำนวัตกรรมมาพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังจะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติจริง

    อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นอย่างมากด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนาน และในขณะเดียวกัน ก็มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีความพร้อม ทั้งด้านทรัพยากร สถานที่ บุคลากร และความร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงได้เสนอให้พื้นที่ของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านโดรนสำหรับฝึกการควบคุมการบินโดรนในสภาพจำลอง รวมทั้งการเรียนรู้กฎระเบียบการบินอากาศ

    ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนและการขยายโอกาสให้กับเครือข่าย ให้สามารถใช้เทคโนโลยีโดรนในด้านการท่องเที่ยว รวมทั้ง ด้านเกษตรกรรม และการจัดการพื้นที่ เพื่อสร้างอาชีพใหม่และพัฒนาท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/963910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ams6j8Bn73RgJgId_mqEL

  • ททท. ชวนคนไทยร่วมงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    ททท. ชวนคนไทยร่วมงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเวทีเชิญชวนผู้ที่สนใจและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมพัฒนาศักยภาพ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนและเสริมทักษะแบบครบวงจร และยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งในงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 14 – 15 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ในยุคที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย ความใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทาง ดังนั้น ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการก้าวสู่การบริหารจัดการในยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน ททท. จึงจัดทำโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการ พนักงานโรงแรม ผู้ให้บริการและผู้ที่อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวได้มาร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนและเสริมทักษะแบบครบวงจร ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ “คนท่องเที่ยวไทย” เพื่อยกระดับสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งด้านบริการ การสื่อสาร และความปลอดภัย ให้สอดรับกับบริบท Digital Economy ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านข้อมูลและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวที่รับผิดชอบและยั่งยืน ตลอดจนเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและชุมชนในการรองรับช่วงไฮซีซัน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ เจ้าบ้านที่ยิ้มได้อย่างมีมาตรฐาน

    ภายในงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Tourism Trend Talk : การเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการท่องเที่ยวที่จะมาเสวนาแบ่งปันความรู้ เคล็ดลับและประสบการณ์แบบเจาะลึก เพื่อพัฒนาทักษะทั้ง 6 มิติ ได้แก่ การพัฒนาจิตใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานบริการที่ดี การพัฒนาการสื่อสารและเข้าใจวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยว การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เครื่องมือเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างการรับมือกับความไม่ปลอดภัยและแก้ปัญหาเวลาเกิดวิกฤตสู่การพัฒนาเป็นบุคคลต้นแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยว “ในบ้านของตัวเอง” (Local Hero) และรวมถึงมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ให้บริการท่องเที่ยว พร้อมที่จะเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยในงานจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาที่จะมาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ เช่น CK Fastwork, โอม Cocktail , จั๊ด ธีมะ, เจก PopSociety, ดีเจอ้อย-นภาพร Club Friday, ฝันดี – ฝันเด่น จรรยาธนากร, แต๋ง Afte Yum, อาร์ม Good Sunday, ครูดิว TOEIC และอีกมากมาย  

    Workshop : กิจกรรมที่จะช่วย Up-Skill และสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี

    Exhibition : นิทรรศการที่รวบรวมข้อมูลสำคัญและเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเป็นเจ้าบ้านที่ดี

    ททท. เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับสากล เพราะ “เจ้าบ้านที่ดี” ไม่ใช่แค่การต้อนรับ แต่คือการสร้างคุณค่าให้กับการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ www.เจ้าบ้านที่ดี2568.com และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : เจ้าบ้านที่ดี 2568


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/prnews/530002.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LObaH9DjvilAZWIUoAr_7

  • สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 6 – 12 ตุลาคม 2568

    สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 6 – 12 ตุลาคม 2568

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 25 ล้านคน สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือร้อยละ 13.63 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (74,915 คน) จีน (70,069 คน) อินเดีย (39,481 คน) เกาหลีใต้ (31,019 คน) และรัสเซีย (25,570 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 7.31 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีน เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 46.93 ร้อยละ 30.01 ร้อยละ 25.67 และร้อยละ 8.38 ตามลำดับ

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul)การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการEase of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    สรุปภาพรวมการท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 25,096,346 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย(3,608,943 คน) จีน (3,582,322 คน) อินเดีย (1,850,318 คน) รัสเซีย (1,319,164 คน) และเกาหลีใต้ (1,205,556 คน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/963992&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OFjD2ZgrSwng2uq443TjG

  • คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รับสมัครนิสิตรุ่นที่ 3 หลักสูตร MSB

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รับสมัครนิสิตรุ่นที่ 3 หลักสูตร MSB

    Skip to content

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าศึกษาหลักสูตรปริญญาโท MSB หลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นิสิตคณะต่าง ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีได้ศึกษาต่อเนื่องในระดับปริญญาโทสาขาธุรกิจ โดยเรียนต่อเนื่องเพียง 1 ปี เพื่อผลิตมหาบัณฑิตที่มีความรู้ต่อยอดด้านธุรกิจ การบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ ทักษะ วิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบต่อสังคม คุณธรรมและจริยธรรมทางธุรกิจ เพิ่มศักยภาพของนิสิตในการแข่งขันระดับสากล

    ความพิเศษของหลักสูตร
    • เรียนรู้ 5 วิชาหลัก – Accounting, Finance, Management, Marketing, Data Science
    • CEO Experience Sharing Session จาก CEO บริษัทชั้นนำ
    • เรียนรู้การทำแผนธุรกิจ (Business Plan)
    • วิชาเลือกที่ได้ใช้จริงในโลกธุรกิจ

    คุณสมบัติผู้สมัคร

    • นิสิตจุฬาฯ ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคณะ (ยกเว้นคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี)
    • ผ่าน 120 หน่วยกิตขึ้นไป
    • มีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.50
    • CU-TEP 45 หรือ TOEFL 450 หรือ IELTS 4.0
      กรณีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ดูรายละเอียดจาก www.grad.chula.ac.th

    เอกสารประกอบการรับสมัคร

    1. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
    2. สำเนาบัตรประชาชน
    3. สำเนา Transcript ผลการศึกษาในระดับปริญญาตรี (ข้อมูลการลงทะเบียนถึงภาคต้น /2568)
    4. ผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษ CU-TEP หรือ TOEFL หรือ IELTS
    5. ระบุชื่อและอีเมลของอาจารย์ประจำจากคณะที่นิสิตสังกัดจำนวน 2 ท่าน ที่เป็นผู้กรอกแบบฟอร์มจดหมายรับรอง (ผ่าน Google Form) ตามรูปแบบที่หลักสูตรฯ กำหนด โดยหลักสูตรฯ จะส่งลิงค์ Google Form ให้แก่อาจารย์ที่นิสิตแจ้งชื่อเป็นผู้กรอกแบบฟอร์มจดหมายรับรองโดยตรง
      เปิดรับสมัครรุ่นที่ 3 : 1 – 31 ตุลาคม 2568
      วันสัมภาษณ์ : วันที่ 8 – 9 พฤศจิกายน 2568
      ประกาศผล : วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
      ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://msb.cbs.chula.ac.th/
      สอบถามรายละเอียดได้ที่ Line@: https://lin.ee/8Qt8cN0
      หรือโทร. 0-2218-5732, 0-2218-5788, 06-1030-6339

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/265177/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GYRwpIHT_HKJzTFfNaQT0

  • อย่าเล่นสกปรก! “รักชนก-สหัสวัต” แฉ IO ยิงบ็อตล้มประชาพิจารณ์บำนาญ

    อย่าเล่นสกปรก! “รักชนก-สหัสวัต” แฉ IO ยิงบ็อตล้มประชาพิจารณ์บำนาญ

    “รักชนก-สหัสวัต” แฉขบวนการIOยิงบ็อตล้มประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่ พบผิดสังเกตคนเข้าเว็บ 900 เท่า ในคืนเดียว ชี้! เกลียดส้มได้แต่อย่าเล่นสกปรกบนผลประโยชน์ผู้ประกันตน

    14 ต.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า นำโดย นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนผู้ประกันตน ร่วมกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีความพยายามของกลุ่มบุคคลในการขัดขวางกระบวนการประชาพิจารณ์บำนาญสูตรใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมหลายล้านคนทั่วประเทศ

    นายษัษฐรัมย์ ระบุว่าสูตรบำนาญใหม่นี้ คือสูตรที่คิดค่าเฉลี่ยพร้อมกับการปรับอัตราค่าเงิน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตน 570,000 คนจาก 800,000 คนได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นทันทีเฉลี่ย 10% และผู้ที่จะเกษียณอีก 10 ปีข้างหน้ากว่าอีก 3,000,000 คนจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 7% โดยสูตรดังกล่าวผ่านการศึกษาโดยคณะกรรมการประกันสังคมมาตั้งแต่ปี 2563 และผ่านมติบอร์ดในหลักการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนกระทั่งเดือนตุลาคมที่ผ่านมาได้มีกระบวนการการทำประชาพิจารณ์

    อย่างไรก็ตามมีความพยายามในการล้มการทำประชาพิจารณ์บำนาญสูตรใหม่จากกลุ่มคนบางกลุ่ม ดังจะเห็นได้ว่ากระบวนการประชาพิจารณ์ที่ผ่านมาบนเว็ปไซต์ law.go.th ผู้เห็นด้วยมีอัตราส่วนสูงกว่าไม่เห็นด้วยประมาณ 62% ต่อ 38% มาอย่างต่อเนื่อง

    โดยมีการเข้ามาแสดงความเห็นโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 10 คน แต่เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคมที่ผ่านมา ในระยะเวลาเพียงประมาณ 5 ชั่วโมง กลับมีการเข้าไปทำประชาพิจารณ์ชั่วโมงละมากกว่า 900 คน ทำให้กระบวนการทำประชาพิจารณ์ถูกตั้งคำถามอย่างมาก ว่ามีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ยิงบ็อตเข้าไปในเว็บไซต์ดังกล่าว จนมีอัตราผู้เข้าทำประชาพิจารณ์สูงกว่าปกติถึง 900 เท่าในวันเดียวกันหรือไม่

    “รักชนก-สหัสวัต” แฉ IO ยิงบ็อตล้มประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่

    มีการวิเคราะห์ว่าบำนาญสูตรใหม่นี้เป็นผลงานของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า จึงมีความพยายามกีดขวางไม่ให้การกระทำนี้สำเร็จ แต่สำหรับตนแล้วไม่ว่าความพยายามขัดขวางจะมาจากกลุ่มการเมืองใด ความพยายามในการล้มประชาพิจารณ์อย่างไม่สุจริตใจคือความอำมหิตอย่างถึงที่สุดในการกีดขวางบำนาญของคนหาเช้ากินค่ำกว่า 570,000 คน

    นี่คือกระบวนการประชาพิจารณ์ที่ผิดปกติ มีระบบไอโอ และการยิงบ็อต ในระบบที่ไม่ได้มาตรฐานของเว็บไซต์ law.go.th ที่ใช้เป็นระบบกลางของการทำประชาพิจารณ์ทั้งประเทศ

    น.ส.รักชนก ระบุว่าในฐานะที่ตนเป็นผู้ที่ช่วยผลักดันเรื่องนี้มาตลอด ตนสามารถรับรองได้ว่าผู้ประกันตนที่กำลังได้รับบำนาญอยู่ปัจจุบันจะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนจากบำนาญสูตรใหม่

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และสูตรดังกล่าวไม่ใช่การหารเฉลี่ยประโยชน์ที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เคยได้รับอย่างที่มีการกล่าวหา อย่างไรก็ตามมีความพยายามที่จะบิดเบือนเนื้อหาเพื่อล้มบำนาญสูตรใหม่มาโดยตลอด

    หลายคนอาจมองว่าบำนาญสูตรใหม่เป็นผลงานของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า แต่ในเมื่อที่ผ่านมาไม่มีใครทำจนรอบนี้กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำแล้วมีประชาชนได้ประโยชน์ ทำไมถึงจะต้องขวาง

    ตนเห็นความพยายามมาตลอดตั้งแต่จากกลุ่มคนที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมแล้วไม่ได้รับการเลือกตั้ง มาจนถึงกระบวนการไอโอที่โจมตีพรรคประชาชนมาตลอด และตอนนี้ก็เริ่มมาโจมตีงานของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าแล้ว

    กระบวนการประชาพิจารณ์ในเว็บไซต์เดิมนั้นคู่คี่สูสีมาโดยตลอด แต่เมื่อคืนในระยะเวลาแค่ 5 ชั่วโมง กลับมีผู้เข้ามาทำประชาพิจารณ์กว่า 5,000 คอมเมนต์ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ามีกระบวนการไอโอในการฟลัชความเห็นที่ไม่ได้มาจากคนจริงเข้ามา เพื่อเป็นกระบวนการในการล้มบำนาญสูตรใหม่

    “รักชนก-สหัสวัต” แฉ IO ยิงบ็อตล้มประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่

    “หลายคนอาจจะไม่ชอบเกลียดและกลัวพวกเราแต่ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องทำร้ายชีวิตผู้ประกันตนแบบนี้ ท่านจะทำไปทำไมในเมื่อมันมีผู้ที่ส่งมาตรา 33 และ 39 ที่ควรจะได้รับบำนาญ 4,000-5,000 บาท แต่ทุกทุกวันนี้ได้ไม่ถึง 2,000 บาท คนที่เกษียณอายุและรับบำนาญอยู่เงินที่จะได้เงินเพิ่มขึ้น ถึงคุณภาพของเขาอาจจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างวิลิศมาหรา แต่มันจะทำให้เขาหายใจให้คอเพิ่มเติมขึ้นมาได้” น.ส.รักชนก กล่าว

    ตนอยากเรียกร้องผู้ประกันตนและประชาชนทั่วประเทศ หลายคนส่งประกันสังคมอยู่และรู้ว่ามีการทำประชาพิจารณ์สูตรบำนาญนี้อยู่ แต่ท่านอาจไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าไปทำ แต่ตนขอให้ทุกคนช่วยกันเข้าไปทำประชาพิจารณ์สนับสนุนสูตรนี้ให้ได้ผ่านออกมา

    เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของผู้ประกันตนและตัวท่านเองในอนาคต ประชาพิจารณ์นี้กำลังจะหมดในวันที่ 17 ตุลาคม แต่ตนเชื่อว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการขัดขวางบำนาญสูตรใหม่อย่างแน่นอน

    นายสหัสวัต ระบุว่า บำนาญสูตรนี้ถูกโจมตีว่าจะมีคนที่จะได้ประโยชน์น้อยลง แต่โดยข้อเท็จจริงคือผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วจะไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะได้รับบำนาญน้อยลงจากสูตรนี้ และสำหรับคนที่ยังเป็นผู้ประกันตนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือ 39 สูตรนี้จะเป็นหลักประกันในชีวิตของทุกคนว่าจะยังคงมีบำนาญที่สมเหตุสมผล

    อาจจะมีบางคนบอกว่าฐานเงินเดือนของตัวเองสูง อาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่นั่นไม่เป็นความจริงเพราะ 10 ปีที่แล้วไม่มีใครคิดว่าบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่จะปิดตัวลง ไม่มีคิดว่าจะมีการเลิกจ้างลูกจ้างในบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์อย่างยานพันธุ์ และเมื่อเกิดการเลิกจ้างคนกลุ่มนี้ เมื่อศักยภาพในการส่งประกันสังคมลดลง

    หากเป็นสูตรเดิมคนที่ถูกเลิกจ้างในบั้นปลายชีวิตอาจจะได้เงินบำนาญเหลือไม่กี่พันบาท สูตรนี้จะเป็นหลักประกันว่าไม่ว่าท่านจะถูกเลิกจ้างในช่วงบั้นปลายชีวิตหรือไม่ จะยังคงได้รับบำนาญอย่างสมเหตุสมผล ส่งมากได้มากส่งน้อยได้น้อย นี่คือสูตรที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกคน ผ่านการคิดมาจากทางนักวิชาการนักคณิตศาสตร์ประกันภัยและคิดบนฐานข้อเท็จจริง

    “รักชนก-สหัสวัต” แฉ IO ยิงบ็อตล้มประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/731842&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pbz4V1KhTsVrZYJixd7He

  • เจาะลึก CUHK มหาวิทยาลัยชั้นนำฮ่องกง กับการเปิดประตูสู่โอกาสระดับโลก

    เจาะลึก CUHK มหาวิทยาลัยชั้นนำฮ่องกง กับการเปิดประตูสู่โอกาสระดับโลก

    ในฐานะพ่อแม่และผู้ปกครอง เราต่างมีคำถามเดียวกันอยู่ในใจเสมอนั่นคือ “การลงทุนแบบไหนที่จะมอบอนาคตที่มั่นคงที่สุดให้กับลูกหลานของเรา” เพราะในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมอบเครื่องมือที่ดีที่สุดให้พวกเขาติดตัวไปใช้ในชีวิตย่อมจะเป็นเกราะป้องกันและสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างยั่งยืนที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เราไม่ได้จะมาพูดคุยเกี่ยวกับการลงทุนในแง่ทรัพย์สิน แต่จะพาไปเจาะลึกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือ “การศึกษาต่อระดับโลก” และเราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “ฮ่องกง” ในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เมืองแห่งการชอปปิ้ง แต่เป็นศูนย์กลางแห่งโอกาสที่คนไทยสามารถคว้ามาครองได้จริง

    ก้าวแรกสู่เวทีโลก ณ ศูนย์กลางแห่งโอกาสของเอเชีย

    ในโลกยุคใหม่ที่การเงินและนวัตกรรมคือสองสายอาชีพแห่งอนาคต ฮ่องกงได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางที่หลอมรวมสองสิ่งนี้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกเหนือไปกว่านั้นที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองธุรกิจ แต่ยังเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาชั้นนำของภูมิภาค” ที่ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในบรรยากาศที่ทฤษฎีมาบรรจบกับโลกธุรกิจจริง นอกจากนี้วัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกยังช่วยให้นักศึกษาต่างชาติปรับตัวได้ง่าย พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสมหาศาลในจีนแผ่นดินใหญ่

    เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้ถึงขีดสุด รัฐบาลฮ่องกงยังได้ผ่อนคลายข้อจำกัดเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติในระดับบัณฑิตศึกษาสามารถทำงานพิเศษหรือฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนได้ควบคู่ไปกับการเรียน สิ่งนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลที่นักศึกษาจะได้รับประสบการณ์จริงในตลาดงานระดับโลกตั้งแต่ยังไม่ทันจบการศึกษา และการสนับสนุนนี้ยังต่อเนื่องไปถึงอนาคตหลังเรียนจบ ด้วยนโยบายวีซ่า IANG (Immigration Arrangements for Non-local Graduates) ที่อนุญาตให้บัณฑิตสามารถพำนักและหางานทำต่อได้นานถึง 2 ปีเต็ม โดย “ยังไม่ต้องมีสัญญาจ้างงาน” ล่วงหน้า นี่คือช่วงเวลาทองในการสร้างโปรไฟล์กับบริษัทชั้นนำ สั่งสมประสบการณ์ และค้นหาเส้นทางของตัวเองได้อย่างเต็มที่

    แน่นอนว่าการลงทุนด้านการศึกษาย่อมมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย แต่ทั้งรัฐบาลฮ่องกงและมหาวิทยาลัยต่างมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาที่มีศักยภาพจากทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีที่สุดได้ ผ่านโครงการทุนการศึกษามูลค่าสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Hong Kong PhD Fellowship Scheme (HKPFS) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก หรือ Belt and Road Scholarship สำหรับนักศึกษาจากประเทศในโครงการ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฮ่องกงในการดึงดูดและสนับสนุนบุคลากรคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก

    “CUHK” ปลายทางการศึกษาที่ทั่วโลกยอมรับ

    ในใจกลางของเมืองที่เปี่ยมด้วยโอกาสแห่งนี้ มีสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก นั่นคือ The Chinese University of Hong Kong (CUHK) คุณภาพของที่นี่ได้รับการพิสูจน์ผ่านการยอมรับในระดับสากล ได้รับการจัดอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลก โดย QS World University Rankings สะท้อนว่าใบปริญญาจาก CUHK นั้นเป็นที่ยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วโลก เทียบเท่าได้กับมหาวิทยาลัยระดับท็อปในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร

    ในขณะเดียวกัน การครองตำแหน่งอันดับที่ 9 ของเอเชีย โดย Times Higher Education ก็เป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศและอิทธิพลในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับตลาดเอเชีย และการได้รับจัดอันดับให้เป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของฮ่องกง โดย U.S. News & World Report ก็เป็นการการันตีถึงสถานะผู้นำในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันด้านการศึกษาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ทั้งนี้ เบื้องหลังความสำเร็จในเวทีโลก มีจุดเริ่มต้นมาจากปรัชญาที่แข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านการวิจัย และความภาคภูมิใจในผลกระทบที่บัณฑิตได้สร้างสรรค์ให้กับโลก CUHK ไม่ได้เป็นเลิศแค่ในภาพรวม แต่ยังมีความโดดเด่นในระดับโลกเฉพาะทางอีกหลายสาขา โดยมีถึง 22 สาขาวิชาที่ติดอันดับ Top 30 ของโลก ซึ่งรวมถึงสาขาแห่งอนาคตอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาการคอมพิวเตอร์ (อันดับ 7) และสาขาสำคัญอื่นๆ เช่น การศึกษา (อันดับ 2) และพยาบาลศาสตร์ (อันดับ 5) ความแข็งแกร่งนี้เกิดจากคณาจารย์ผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ทุ่มเทให้กับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    ความหลากหลายนี้ยังสะท้อนอยู่ในหลักสูตรกว่า 230 หลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ครอบคลุมทุกแขนงวิชา เพื่อตอบสนองความสนใจที่แตกต่างของนักศึกษาทุกคน และที่สำคัญ CUHK คือบ้านของชุมชนนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ด้วยนักศึกษาที่มาจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก แต่ท่ามกลางความหลากหลายนั้น ยังมีมุมที่อบอุ่นสำหรับนักศึกษาไทยโดยเฉพาะ ผ่าน สมาคมนักศึกษาไทย (Thai Student Association) ที่มีกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและเป็นที่พึ่งพิงให้กันและกัน เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาไทยจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

    เรื่องเล่าจากรุ่นพี่ เมื่อทฤษฎีในห้องเรียนกลายเป็นความสำเร็จในชีวิตจริง

    อย่างไรก็ตาม คุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาที่ CUHK ไม่ได้วัดกันที่อันดับโลกเพียงอย่างเดียว หากแต่สะท้อนผ่านเรื่องราวความสำเร็จของบัณฑิต ที่นี่ไม่ได้สร้างแค่นักวิชาการแต่สร้าง “นักปฏิบัติ” ที่พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง ดังเรื่องราวของคุณภาสินี จริยตันติเวทย์ ศิษย์เก่าคนไทยผู้พิสูจน์ว่าการเลือกเรียนที่นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

    การตัดสินใจของคุณภาสินีเริ่มต้นจากการมองหาเป้าหมายที่ชัดเจน “ฉันตัดสินใจมาเรียนที่ฮ่องกงเพราะสถานะการเป็นศูนย์กลางการเงิน ระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยม และชื่อเสียงทางวิชาการที่แข็งแกร่งของ CUHK” การผสมผสานปัจจัยเหล่านี้เข้ากับโอกาสทางทุนการศึกษาที่ CUHK Business School มอบให้ ทำให้ที่นี่คือจุดหมายที่ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นของเธออย่างลงตัว

    แม้จะเป็นนักศึกษาไทยเพียงคนเดียวในรุ่น แต่เธอกลับไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว คุณภาสินีได้พบกับ “บ้านหลังที่สอง” ผ่านสมาคมนักศึกษาไทย (Thai Student Association) ที่เข้มแข็ง “ความทรงจำที่ดีที่สุดน่าจะเป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ฉันได้พบปะกับพี่ๆ น้องๆ คนไทย และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตในฮ่องกงด้วยกัน” เธอกล่าว ชุมชนที่อบอุ่นนี้ได้กลายเป็นสะพานที่เชื่อมโยงชีวิตการเรียนและวัฒนธรรมของเธอเข้าไว้ด้วยกัน

    หลักสูตรปริญญาโทสาขาบัญชีได้มอบทักษะที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งการตรวจสอบบัญชีและการใช้ Microsoft Excel ซึ่งจำเป็นต่อสายอาชีพของเธอโดยตรง การเรียนรู้ยังขยายขอบเขตออกนอกห้องเรียน “การได้ไปทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ฉันได้เห็นการทำงานของบริษัทระดับโลกอย่างธนาคาร Mizuho และ Kao ด้วยตาตัวเอง มันทำให้เข้าใจบริบทธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างลึกซึ้ง”

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีระบบสนับสนุนที่รอบด้าน ตั้งแต่การช่วยตรวจแก้เรซูเม่ไปจนถึงการจำลองสัมภาษณ์งาน แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงคือการให้คำปรึกษา คุณภาสินีเล่าว่า “กิจกรรมมื้อค่ำแบบ Mentor-Mentee ทำให้ฉันได้รู้จักกับศิษย์เก่าที่ให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่า ขณะที่คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ก็เข้าถึงง่ายและพร้อมให้คำปรึกษาเสมอ”

    ผลลัพธ์ของการเดินทางครั้งนี้คือความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม คุณภาสินีได้ทำงานในตำแหน่งผู้สอบบัญชี ณ บริษัทบัญชีระดับสากลแห่งหนึ่งในฮ่องกง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดถึงผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้

    โอกาสพิเศษสำหรับผู้ปกครองที่มองหาอนาคตที่โดดเด่น

    การตัดสินใจเลือกอนาคตให้บุตรหลาน คือการเดินทางที่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านที่สุด และข่าวดีก็คือวันนี้โอกาสที่จะได้ค้นหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตัวคุณเองได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว

    เตรียมพบกับงานแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาโท-เอก (Postgraduate Studies) จาก The Chinese University of Hong Kong (CUHK) ในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2025 เวลา 10:30 น. – 13:00 น. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

    นี่ไม่ใช่แค่งานให้ข้อมูล แต่เป็นพื้นที่ที่คุณจะได้พบปะ พูดคุย และสอบถามทุกข้อสงสัยกับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยโดยตรง เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ลึกและจริงที่สุด สำหรับประกอบการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้

    สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้เลยที่ https://cloud.itsc.cuhk.edu.hk/webform/view.php?id=13714210

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2884755&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29mFTrYi-iY_HeqBla7jpP

  • DMT คว้าเกียรติบัตรรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2568” ระดับประเทศ ตอกย้ำการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม พร้อมสร้างสวัสดิการรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DMT คว้าเกียรติบัตรรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2568” ระดับประเทศ ตอกย้ำการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม พร้อมสร้างสวัสดิการรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – รางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน” เป็นหนึ่งในรางวัลที่มอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการแรงงานอย่างรอบด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน และสร้างบรรยากาศการทำงานที่มั่นคงและยั่งยืน

    น.ส.อัจฉรา เจริญพร  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT เปิดเผยภายหลัง เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้ารับเกียรติบัตรรางวัล สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2568 จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่าบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ได้รับพิจารณาคัดเลือกสถานประกอบการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2568 ระดับประเทศ ปีที่ 1 – ปีที่ 4 ประเภทสถานประกอบการขนาดกลาง ไม่มีสหภาพแรงงาน โดยมีคณะทำงานผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐเข้ามาดำเนินการพิจารณาตามกฎเกณฑ์ที่ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้กำหนดไว้

    เกียรติบัตรรางวัล แรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน จะมีเกณฑ์การพิจารณา 6 ด้านซึ่งสอดคล้องกับ DMT ที่มีการบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา ได้แก่

    1.การบริหารจัดการสวัสดิการแรงงานแบบมีส่วนร่วม บริษัทฯ จัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการร่วมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายพัฒนา เสนอข้อคิดเห็นลแนวทางในการจัดสวัสดิการที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกจ้าง และติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงาน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของลูกจ้างดีขึ้น และเติบโตก้าวไปพร้อม ๆ กัน และสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีภายในองค์กรสู่ความเป็นมาตรฐานสถานประกอบกิจการ เช่น มอบทุนการศึกษาบุตร จ้างงานคนพิการ มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิค-19 ฝุ่น PM 2.5 ฯลฯ

    2.สวัสดิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิต บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางการเงินแก่พนักงาน ผ่านสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ อาทิ โบนัสประจำปี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน เงินอุดหนุนการศึกษา และโครงการออมทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

    3.สวัสดิการด้านสุขภาพและความปลอดภัย  บริษัทฯ ดำเนินการตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงมีระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในการทำงานตามมาตรฐานสากล เพื่อให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีและทำงานได้อย่างมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

    4.สวัสดิการเพื่อความเสมอภาคและโอกาสเท่าเทียม บริษัทฯ ยึดมั่นในการส่งเสริมสิทธิแรงงานอย่างเท่าเทียม โดยสนับสนุนแรงงานทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ อายุ หรือความพิการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาทักษะและศักยภาพของตนอย่างต่อเนื่อง

    5.สวัสดิการเพื่อสังคมและครอบครัว บริษัทฯ จัดกิจกรรมวันครอบครัวสัมพันธ์ กิจกรรมอาสาพัฒนา และโครงการสนับสนุนชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานและครอบครัว ตลอดจนสร้างความผูกพันและความร่วมมือที่ดีระหว่างองค์กรกับชุมชนรอบข้าง

    6.กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางในการตอบแทนสังคมทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ Tollway Smart Way ยกระดับการศึกษาของชุมชน/สังคม Tollway Healthy Way ยกระดับสุขภาพที่ดีของชุมชน/สังคม Tollway Safety Way ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน Tollway Better Way ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน/สังคม และTollway Green Way ยกระดับสิ่งแวดล้อม  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    “รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ DMT ในการให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัย การบริหารสวัสดิการที่เป็นธรรม  และการสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงาน และเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน” น.ส.อัจฉรา กล่าว

    น.ส.อัจฉรา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับพนักงาน มุ่งเน้นพัฒนามาตรฐานแรงงานให้เทียบเท่าสากล (Labour Excellence Model) รวมถึงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน และการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีแนวทางในการสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยการมีคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน (Welfare Committee) รวมทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันวางแผนพัฒนาสวัสดิการให้ตอบโจทย์พนักงาน พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและเป็นมิตร (Human-Centric Culture) เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับมีเสียงและมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรอย่างแท้จริง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/14/586061/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WpS3ufc-2k0WBUWnRzzGs

  • อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง

    อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง

    อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่าได้มีการหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคมถึงแนวทางการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะต้องให้มีความสมเหตุสมผลมากที่สุด และไม่ให้เสียวินัยการเงินการคลัง

    “แนวทางการช่วยเหลือจะเกิดขึ้นแน่ เพราะเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดสำหรับทุกรัฐบาล เพราะทำงานทุกวันนี้ก็ทำให้กับประชาชน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แผนการลดค่าเดินทางให้ประชาชนนั้น ขอให้ใจเย็น เพราะต้องใช้เวลา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมดูแล เช่น กระทรวงคมนาคม ซึ่งจะดูว่าจะทำด้านใดบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

    อดใจรอ!! นายกฯ ถกคมนาคม เล็งลดค่าเดินทางให้ประชาชน ย้ำต้องไม่เสียวินัยการคลัง“ให้พูดเรื่องนี้คนเดียวคงไม่จบ ขณะนี้กำลังดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอยู่ ส่วนจะลดค่าเดินทางได้ในอัตราเท่าไรนั้น ต้องขอหารือก่อน” นายพิพัฒน์ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12756547&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw145t1aesKDevPugNGuCQDl

  • เส้นทาง ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ ฝ่ามรสุมเขากระโดง คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน

    เส้นทาง ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ ฝ่ามรสุมเขากระโดง คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน

    ท่ามกลางการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและการเมืองระดับประเทศ ชื่อของ นายพรพจน์ เพ็ญพาส ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยผู้มีประสบการณ์สูงและผ่านสนามการบริหารมาอย่างโชกโชน กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง

    หลังมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เห็นชอบให้เขากลับเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญอย่าง “อธิบดีกรมที่ดิน” หลังจากที่เพิ่งถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวงมหาดไทย” ได้ไม่ถึงสองเดือน 

    วิศวกรรมศาสตร์สู่การบริหารราชการแผ่นดิน

    นายพรพจน์ เพ็ญพาส เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2509 พื้นฐานทางการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศาสตร์เชิงวิศวกรรมและรัฐศาสตร์ เขาสำเร็จการศึกษาในระดับ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2530

    และต่อยอดความรู้ด้วยการคว้า วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิตจาก Northrop University สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2533 ก่อนจะเติมเต็มองค์ความรู้ด้านการบริหารราชการด้วยการจบ รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในปี พ.ศ. 2546

    ด้วยการเป็นผู้ใฝ่รู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ นายพรพจน์ได้ผ่านการอบรมในหลักสูตรชั้นสูงมากมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับนักบริหารระดับประเทศ อาทิ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 46 และหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) รุ่นที่ 24

    รวมถึงหลักสูตรด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (TIJ Executive Program) รุ่นที่ 3 และในฐานะข้าราชการระดับสูงที่มีผลงานโดดเด่น เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ในปี พ.ศ. 2565

    ประสบการณ์ระดับสูง จาก ปภ. สู่ผู้ว่าฯ และอธิบดี

    เส้นทางราชการของนายพรพจน์เริ่มต้นจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยไต่เต้าจากหัวหน้าสำนักงาน ปภ. จังหวัด และดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง

    เช่น ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในปี 2554 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง 2560

    จากนั้น เขาได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ในช่วงปี พ.ศ. 2560–2561 ก่อนจะกลับเข้าสู่ส่วนกลางเพื่อเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในหลายบทบาท (พ.ศ. 2561–2563 และอีกครั้งใน พ.ศ. 2565–2568)

    และเคยดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 นอกจากนี้ เขายังเคยเป็น กรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน และเป็น ประธานกรรมการ การประปาส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2567

    บทบาทกลางพายุ: คดีที่ดินเขากระโดง

    จุดที่ทำให้นายพรพจน์ อยู่ในความสนใจของสาธารณะและสื่อมวลชนอย่างยิ่ง คือบทบาทในฐานะ อธิบดีกรมที่ดิน ท่ามกลางข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กว่า 5,000 ไร่

    ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งรวมถึงช่วงรักษาการในปี 2567-2568 บทบาทของเขาถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตั้งคำถามถึงคำสั่งที่ว่าคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีมติเห็นควร ไม่เพิกถอนหรือแก้ไข เอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง

    ประเด็นดังกล่าวทำให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ต้องส่งหนังสือขอให้ นายพรพจน์ ในฐานะอธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายใน 7 วัน เนื่องจากข้อสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจขัดกับคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครอง

    นายภูมิธรรมถึงกับประกาศว่าหากคำชี้แจงไม่น่าพอใจ หรือไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่รองรับ จะมีการตั้งกรรมการสอบเพิ่มเติมทันที

    ต่อมา กรมที่ดินได้ชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 และคณะกรรมการฯ มีมติไม่เพิกถอน เนื่องจากขาดพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ รวมถึงการโต้แย้งเรื่องแผนที่ที่ รฟท. นำมาอ้างอิงนั้นไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา

    นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการจะร่วมกับ รฟท. (ซึ่งเป็นคู่กรณี) ในการตรวจสอบแนวเขต อาจทำให้สูญเสียความเป็นกลางและขัดต่อกฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทนี้ได้นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินชุดใหม่ โดยนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อสร้างความชัดเจนและยึดหลักนิติธรรม

    และต่อมา เมื่อผลการสอบสวนยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ก็มีรายงานว่า อธิบดีกรมที่ดินได้ยื่นหนังสือขอโอนย้ายออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใสโดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568

    การถูกโยกย้ายออกไปสู่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ เมื่อเดือนสิงหาคม ดูเหมือนจะเป็นการปิดฉากบทบาทในกรมที่ดินชั่วคราว แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงต่อมาก็ทำให้เกิดการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายพรพจน์ ก็ได้กลับมานั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมที่ดิน อีกครั้ง ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหม่ของผู้นำกรมที่ดินที่ต้องนำพาองค์กรผ่านความซับซ้อนของข้อกฎหมายและข้อพิพาทที่ยังคงอยู่ในความสนใจของสังคมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W8StWo7PMxPnUNF_GjXJP