Blog

  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือและเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องยาสมุนไพรเป็นส่วนของพืชที่ใช้เป็นยาและมักถูกตัดเป็นชิ้นแล้วทำให้แห้ง ซึ่งยากต่อการระบุชนิดของพืชที่ใช้เป็นเครื่องยา จึงมักเกิดปัญหาในการใช้ เช่น การปลอมปน การใช้ผิดชนิด การนำมาใช้ทดแทนจนเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันการใช้สมุนไพรได้รับความนิยมมากขึ้นและมักพบการปลอมปนของสมุนไพรที่จำหน่ายในท้องตลาด สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงให้ความสำคัญกับชนิดของเครื่องยาสมุนไพรเป็นอันดับแรก โดยทำการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างละเอียดด้วยการตรวจดูลักษณะภายนอก การศึกษาเนื้อเยื่อที่ตัดให้บางและในสภาพเป็นผงยาด้วยกล้องจุลทรรศน์และนำไปใช้ในการตรวจสอบ เพื่อควบคุมคุณภาพของเครื่องยาสมุนไพร เช่น ตรวจยืนยันชนิดเครื่องยา ตรวจการปลอมปนของเครื่องยาสมุนไพร เป็นต้น โดยรวบรวมข้อมูลพร้อมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “เอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ไปแล้ว จำนวน 3 เล่ม โดยเล่มแรกจะมีข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 14 ชนิด และเล่ม 2 จำนวน 20 ชนิด ปัจจุบันได้จัดทำเป็นเล่มที่ 3 ประกอบด้วยข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 12 ชนิด

    ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษาจากตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงที่ได้จากพืชที่ตรวจระบุชนิดถูกต้องแล้วตามหลักอนุกรมวิธานพืช ทั้งนี้ ยังศึกษาตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทมีความสำคัญมาก โดยใช้ในการจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานทางเภสัชเวทในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) เพื่อใช้เป็นตำรายาอ้างอิงทางกฎหมายในการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ตำรานี้ประกอบด้วยข้อกำหนดมาตรฐานทั้งด้านเภสัชเวทและพฤกษศาสตร์ รวมถึงข้อมูลทางเคมี-ฟิสิกส์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัย ขนาดการใช้ยาเบื้องต้น และวิธีการเก็บรักษายาสมุนไพร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการขึ้นทะเบียนตำรับยา และควบคุมคุณภาพของยาสมุนไพร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนธุรกิจการส่งออกสมุนไพร ขณะนี้ได้จัดทำตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2567 มีสมุนไพรขึ้นทะเบียนแล้ว 151 ชนิด และกำลังพัฒนาและรวบรวมเพื่อจัดทำให้เป็นปัจจุบัน

    “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รวบรวมตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงและจัดแสดงไว้ที่ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร รวมถึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย และเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย มีการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนบุคลากรในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทยได้เผยแพร่ให้สถานศึกษาและหน่วยงานวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัยด้านสมุนไพร ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร และประชาชนผู้สนใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ เข้าชมฟรี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0 2951 0000 ต่อ 99386 หรือโหลดหนังสือได้ที่ https://mpri.dmsc.moph.go.th/page-view/445  ” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LzXti4Xa2KT04FyIcRdX_

  • ­­­­กกพ.หนุนนโยบาย Quick Big Win ร่วมฟื้นเศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน

    ­­­­กกพ.หนุนนโยบาย Quick Big Win ร่วมฟื้นเศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

    นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. พร้อมสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงานตามโครงการ “Quick Big Win” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญและโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยมุ่งให้ภาคพลังงานเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุน ดึงดูดการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างการจ้างงาน และความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

    “การพัฒนาภาคพลังงานถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว กกพ. พร้อมหนุนเสริมทุกนโยบายและมาตรการของรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือน โดยมั่นใจว่าทุกภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกพ. จะมีความชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน”

    นายพูลพัฒน์ กล่าวภายหลังให้การต้อนรับและประชุมร่วมกับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ซึ่งได้ให้เกียรติเดินทางมายังสำนักงาน กกพ. เพื่อหารือแนวทาง การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและ กกพ. เพื่อเร่งรัดภารกิจด้านพลังงานให้สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568

    ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกับ กกพ. ได้หารือแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานตามโครงการ “Quick Big Win” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน กกพ. ได้แก่

    1. โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน มีเป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ มุ่งสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับชุมชน โดยสำนักงาน กกพ. รับผิดชอบในการจัดทำระเบียบ ประกาศหลักเกณฑ์ และวิธีการรับซื้อไฟฟ้า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามที่นโยบายกำหนด

    2. มาตรการ Direct PPA สำหรับ Data Center กกพ. ได้นำเสนอ ร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึง ร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code: TPA Code) นำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางเว็บไซต์สำนักงาน เมื่อวันที่ 3 – 10 ตุลาคม 2568 แล้ว โดยจะเร่งสรุปร่างหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการ TPA เสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณา และนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายในพฤศจิกายน 2568

    3. โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ดำเนินการโดยขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ภายใต้การกำกับของ กกพ. มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ของเกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    พร้อมกันนี้ สำนักงาน กกพ. ยังได้เสนอประเด็น เรื่องเร่งด่วน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา ได้แก่1. แนวทางการดูแลค่าไฟฟ้า มุ่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ควบคู่กับการ ดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าให้ได้รับค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 2. การคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาและกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อให้การบริหารงานของ กกพ. ดำเนินต่อเนื่อง โดยเสนอให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสรรหาและกรรมการชุดใหม่ จำนวน 4 คน ในกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม 3. โครงการสร้างพื้นฐานในกิจการก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ (LNG tank and Loading Arm) ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ เช่น ถังเก็บ LNG และระบบขนถ่าย (Loading Arm) ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ กกพ. จึงต้องพิจารณาแนวทางพัฒนาและกำกับโครงสร้างพื้นฐาน LNG ให้เพียงพอและมั่นคง รองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

    4. แนวทางการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในภาคธุรกิจ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในกิจการของตนเอง โดยมุ่งลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งนี้ การดำเนินงานอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกรอบกำกับของสำนักงาน กกพ. เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น 5. การอนุมัติแผนการดำเนินงานและแผนงบประมาณประจำปี 2569 ของสำนักงาน กกพ.

    นายพูลพัฒน์ กล่าว่า ระหว่างการหารือ กกพ. ได้รายงานสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าอยู่ในทิศทางที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปีหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายควบคู่กับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ก็จะส่งผลดีต่อแนวโน้มค่าไฟของประเทศในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยชำระคืน ภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่ กฟผ. รับภาระค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานซึ่งคงค้างอยู่ประมาณ 66,000 ล้านบาท และ ภาระค่า AF Gas ที่ค้างอยู่ระหว่าง ปตท. และ กฟผ. อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568) เพื่อให้สามารถดำเนินการชำระคืนได้หมดโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/921379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0avd8X0AQTYW9LNlKqEP5o

  • กกพ.มั่นใจนโยบายค้างท่อต้องชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

    กกพ.มั่นใจนโยบายค้างท่อต้องชัดเจนภายในสิ้นปีนี้


    กกพ.ชง 5 เรื่องเร่งด่วนรมว.พลังงานพิจารณา หนุนรัฐบาลเดินหน้า “Quick Big Win” ฟื้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยหลัง  ประชุมร่วมกับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  รมว.พลังงาน ว่า กกพ. พร้อมสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงานตามโครงการ “Quick Big Win” เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญและโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

    ทั้งนี้มุ่งให้ภาคพลังงานเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุน ดึงดูดการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างการจ้างงาน และความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

     “การพัฒนาภาคพลังงานถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว กกพ. พร้อมหนุนเสริมทุกนโยบายและมาตรการของรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือน โดยมั่นใจว่าทุกภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกพ. จะมีความชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน”

    สำหรับภารกิจด้านพลังงานตามโครงการ “Quick Big Win” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน กกพ. ได้แก่ 1. โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน มีเป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ มุ่งสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับชุมชน โดยสำนักงาน กกพ. รับผิดชอบในการจัดทำระเบียบ ประกาศหลักเกณฑ์ และวิธีการรับซื้อไฟฟ้า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามที่นโยบายกำหนด

    2. มาตรการ Direct PPA สำหรับ Data Center กกพ. ได้นำเสนอ ร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

     รวมถึง ร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code: TPA Code) นำไปรับฟังความคิดเห็นจาก ผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางเว็บไซต์สำนักงาน เมื่อวันที่ 3 – 10 ตุลาคม 2568 แล้ว โดยจะเร่งสรุปร่างหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการ TPA เสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณา และนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายในพฤศจิกายน 2568

    3.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ดำเนินการโดยขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ภายใต้การกำกับของ กกพ. มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ของเกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ ยังได้เสนอประเด็น เรื่องเร่งด่วนพิจารณา ได้แก่1. แนวทางการดูแลค่าไฟฟ้า มุ่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ควบคู่กับการ ดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าให้ได้รับค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

    2. การคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาและกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อให้การบริหารงานของ กกพ. ดำเนินต่อเนื่อง โดยเสนอให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสรรหาและกรรมการชุดใหม่ จำนวน 4 คน ในกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม

    3. โครงการสร้างพื้นฐานในกิจการก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ (LNG tank and Loading Arm) ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ เช่น ถังเก็บ LNG และระบบขนถ่าย (Loading Arm) ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ กกพ. จึงต้องพิจารณาแนวทางพัฒนาและกำกับโครงสร้างพื้นฐาน LNGให้เพียงพอและมั่นคง รองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

    4. แนวทางการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในภาคธุรกิจ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ภายในกิจการของตนเอง โดยมุ่งลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งนี้ การดำเนินงานอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกรอบกำกับของสำนักงาน กกพ. เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น

    5. การอนุมัติแผนการดำเนินงานและแผนงบประมาณประจำปี 2569 ของสำนักงาน กกพ.

    ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า ระหว่างการหารือ กกพ. ได้รายงานสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าอยู่ในทิศทางที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปีหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายควบคู่กับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ก็จะส่งผลดีต่อแนวโน้มค่าไฟของประเทศในระยะยาว

    ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยชำระคืน ภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่ กฟผ. รับภาระค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานซึ่งคงค้างอยู่ประมาณ 66,000 ล้านบาท และ ภาระค่า AF Gas ที่ค้างอยู่ระหว่าง ปตท. และ กฟผ. อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568) เพื่อให้สามารถดำเนินการชำระคืนได้หมดโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wb8VoujQqpQt1aekSizvT

  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือและเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องยาสมุนไพรเป็นส่วนของพืชที่ใช้เป็นยาและมักถูกตัดเป็นชิ้นแล้วทำให้แห้ง ซึ่งยากต่อการระบุชนิดของพืชที่ใช้เป็นเครื่องยา จึงมักเกิดปัญหาในการใช้ เช่น การปลอมปน การใช้ผิดชนิด การนำมาใช้ทดแทนจนเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันการใช้สมุนไพรได้รับความนิยมมากขึ้นและมักพบการปลอมปนของสมุนไพรที่จำหน่ายในท้องตลาด สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงให้ความสำคัญกับชนิดของเครื่องยาสมุนไพรเป็นอันดับแรก โดยทำการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างละเอียดด้วยการตรวจดูลักษณะภายนอก การศึกษาเนื้อเยื่อที่ตัดให้บางและในสภาพเป็นผงยาด้วยกล้องจุลทรรศน์และนำไปใช้ในการตรวจสอบ เพื่อควบคุมคุณภาพของเครื่องยาสมุนไพร เช่น ตรวจยืนยันชนิดเครื่องยา ตรวจการปลอมปนของเครื่องยาสมุนไพร เป็นต้น โดยรวบรวมข้อมูลพร้อมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “เอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ไปแล้ว จำนวน 3 เล่ม โดยเล่มแรกจะมีข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 14 ชนิด และเล่ม 2 จำนวน 20 ชนิด ปัจจุบันได้จัดทำเป็นเล่มที่ 3 ประกอบด้วยข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 12 ชนิด

    ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษาจากตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงที่ได้จากพืชที่ตรวจระบุชนิดถูกต้องแล้วตามหลักอนุกรมวิธานพืช ทั้งนี้ ยังศึกษาตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทมีความสำคัญมาก โดยใช้ในการจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานทางเภสัชเวทในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) เพื่อใช้เป็นตำรายาอ้างอิงทางกฎหมายในการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ตำรานี้ประกอบด้วยข้อกำหนดมาตรฐานทั้งด้านเภสัชเวทและพฤกษศาสตร์ รวมถึงข้อมูลทางเคมี-ฟิสิกส์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัย ขนาดการใช้ยาเบื้องต้น และวิธีการเก็บรักษายาสมุนไพร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการขึ้นทะเบียนตำรับยา และควบคุมคุณภาพของยาสมุนไพร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนธุรกิจการส่งออกสมุนไพร ขณะนี้ได้จัดทำตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2567 มีสมุนไพรขึ้นทะเบียนแล้ว 151 ชนิด และกำลังพัฒนาและรวบรวมเพื่อจัดทำให้เป็นปัจจุบัน

    “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รวบรวมตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงและจัดแสดงไว้ที่ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร รวมถึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย และเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย มีการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนบุคลากรในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทยได้เผยแพร่ให้สถานศึกษาและหน่วยงานวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัยด้านสมุนไพร ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร และประชาชนผู้สนใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ เข้าชมฟรี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0 2951 0000 ต่อ 99386 หรือโหลดหนังสือได้ที่ https://mpri.dmsc.moph.go.th/page-view/445  ” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964607&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LzXti4Xa2KT04FyIcRdX_

  • ‘อดีตบิ๊กทอ.’ แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง ‘ปากีสถาน’ กับ ‘อัฟกานิสถาน’ เปรียบเทียบไทย-กัมพูชา

    ‘อดีตบิ๊กทอ.’ แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง ‘ปากีสถาน’ กับ ‘อัฟกานิสถาน’ เปรียบเทียบไทย-กัมพูชา

    17 ต.ค. 2568 – พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ เสธ.นิด อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า

    ปัญหาการสู้รบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนเกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่ตกลงกันไม่ได้และที่เกิดควบคู่กับปัญหาสงครามจำกัดเขตชายแดนไทย/กัมพูชา คือ การสู้รบระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน

    แต่การสู้รบของปากีสถานกับอัฟกานิสถานนั้นรุนแรงกว่าการสู้รบไทยกับกัมพูชามากนัก และปัญหาชายแดนเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

    ทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานต่างมีปัญหากลุ่มกองโจรก่อการร้ายมีฐานปฏิบัติการอยู่บริเวณพรมแดนของทั้ง ๒ ประเทศ

    และเหตุเกิดขึ้นเมื่อทหารปากีสถานยิงใส่ฐานที่มั่นกองกำลังตาลีบันฝ่ายอัฟกานิสถานที่ปากีสถานกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มกองโจรก่อการร้ายตาลีบันในปากีสถาน จึงสู้รบกันเป็นระยะตั้งปี ๒๐๒๒ และรบกันรุนแรงขึ้นในปลายปี ๒๐๒๔ เรื่อยมาจน ๒๐๒๕ ซึ่งมีการหยุดยิงกันแต่ก็มีการละเมิดข้อตกลง ก็รบกันอีก

    เมื่อเร็วๆนี้มีการปะทะกันค่อนข้างจะรุนแรง ทอ.ปากีสถานส่งฝูงบินถล่มกองทัพตาลีบันถึงกรุงคาบูล มีการโจมตีทางอากาศจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆเช่นช่องทางผ่านไคเบอร์ Kyber Pass อันเป็นช่องทางบกทางเดียวที่ตัดผ่านหลายเทือกเขาเชื่อมประเทศปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายตั้งฐานอยู่ปะปนชาวบ้านในชุมชนหนาแน่นมีคนบริสุทธิ์ตายนับสิบๆ

    การศึกษาการสู้รบระหว่าง ๒ ชาตินี้รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงการเมือง/การทูตเปรียบเทียบซึ่งตามนัยการสงครามพรมแดนแล้วรุนแรงกว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก

    แต่ที่มีธรรมชาติสงครามเหมือนกันคือ ฝ่ายกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเช่นเดียวกันกับอัฟกานิสถานก็ไม่มีกองทัพอากาศ

    ข้อสังเกตที่ต้องศึกษา คือ สหรัฐฯไม่แทรกแซง NGO มนุษยชนและสหประชาชาติก็ไม่ได้ให้ความสนใจหรือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ แต่มีการขอให้หยุดยิง (ข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อตอบโต้พวกโลกสวย พวกตีสองหน้ารักสันติแต่ตำหนิชาติตนเอง)

    กองทัพไทย กองทัพอากาศยึดมั่นในหลักสงครามดำรงธรรม Just War ซึ่งเป็นแม่บทของกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ ๕๑ ว่าด้วยการรบป้องกันตัว ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือน

    และมีหลักการตามประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์และวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับกัมพูชาและสำนึกในเรื่องมนุษยธรรม (ความจริงปากีสถานกับอัฟกานิสถานก็มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมละความใกล้ชิดกันคล้ายๆกับไทย/กัมพูชาแต่รบกันรุนแรงกว่า)

    แต่ตามตำราพิชัยสงครามแล้วเมื่อรบกันก็ต้องรบกันเต็มที่หวังผลชัยชนะ ถ้าต้องใช้ความรุนแรงก็ต้องใช้ความรุนแรง มันเป็นธรรมชาติของสงครามแต่ทหารไทยจะพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/880161/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11SGEjR_r3t29-V4sOF2Ub

  • นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

    นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

    ผลการศึกษาใหม่พบว่า ป่าฝนเขตร้อนในออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่คายก๊าซคาร์บอนออกมามากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ต.ค. 2568 ว่า ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร “Nature” ระบุว่า ป่าฝนเขตร้อนในประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในปริมาณมากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โดยปกติแล้ว ป่าฝนถือเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (carbon sinks) เนื่องจากพวกมันดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา โดยต้นไม้ใหม่จะช่วยชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากต้นไม้ที่ตายแล้ว

    แต่การศึกษาล่าสุดซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากป่าในรัฐควีนส์แลนด์ พบว่า อุณหภูมิที่สูงมากทำให้ จำนวนต้นไม้ที่ตายมีมากกว่าจำนวนต้นไม้ที่กำลังเติบโต

    หัวหน้าคณะวิจัยของการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เนื่องจากความพยายามดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ระบบนิเวศ เช่น ป่าฝน สามารถดูดซับคาร์บอนได้

    ดร. ฮันนาห์ คาร์ล จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ซิดนีย์ กล่าวว่า “แบบจำลองในปัจจุบันอาจประเมินความสามารถของป่าเขตร้อน เรื่องการช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สูงเกินไป”

    รายงานพบว่า ด้วยจำนวนต้นไม้ใหม่ที่น้อยลง ลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้ที่ตายแล้ว หรือที่เรียกว่า ชีวมวลเนื้อไม้ (woody biomass) ได้กลายมาเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน แทนที่จะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน

    ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ป่าไม้ช่วยยับยั้งผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่งานของเราแสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย”

    ดร. คาร์ล เสริมว่า การที่จำนวนต้นไม้ตายเพิ่มขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง, ความแห้งแล้งในชั้นบรรยากาศ และภัยแล้ง

    ข้อมูลจากป่า 20 แห่งในรัฐควีนส์แลนด์ ที่เก็บมาตลอดระยะเวลา 49 ปีชี้ว่า จำนวนของพายุไซโคลนที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของพายุที่มากขึ้น กำลังทำให้มีต้นไม้ตายมากขึ้น และทำให้ต้นไม้ใหม่เติบโตได้ยากขึ้น

    ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ในการศึกษานี้ เรามีหลักฐานว่าป่าเขตร้อนชื้นของออสเตรเลีย เป็นป่าแห่งแรกในโลกที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง [ชีวมวลเนื้อไม้] เช่นนี้ … และนั่นมีความสำคัญอย่างแท้จริง มันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึงก็เป็นได้”

    ด้านแพทริก เมียร์ ผู้เขียนอาวุโสของรายงานการศึกษานี้ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า “เป็นไปได้ที่ป่าเขตร้อนทั้งหมดจะตอบสนองในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน” แต่เสริมว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินอย่างยุติธรรม

    ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยมลพิษต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก โดยพวกเขาเพิ่งประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนใหม่ โดยให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 62% เมื่อเทียบกับระดับในปี 2005 ในช่วงทศวรรษหน้า

    อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังคงเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก ที่พวกเขาพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเพิ่งอนุญาตให้โครงการก๊าซที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ คือ North West Shelf ของบริษัท Woodside สามารถดำเนินการต่อไปได้อีก 40 ปี

    รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พบว่าออสเตรเลียมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนว่า ไม่มีชุมชนใดที่จะรอดพ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่ “ต่อเนื่อง, ซับซ้อน และเกิดขึ้นพร้อมกัน” ได้

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2889526&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PRQKDsqceUOGFIieRKqzp

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 31.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 46.14 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 31.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/641611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01hwmK7mD8lgL4JkpRMSN5

  • มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)” หรือ MR. D.I.Y. เดินหน้ากลยุทธ์รุกตลาดค้าปลีกเต็มกำลัง เตรียมขยายสาขาใหม่กว่า 500 แห่งทั่วประเทศใน 3 ปี พร้อมลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาทสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่ ยกระดับซัพพลายเชนรองรับการเติบโตมากกว่า 1,500 สาขาหลังปี 2570 ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคเริ่ม “ระมัดระวังการใช้จ่าย” มากขึ้นควบคู่กับการยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเสริมศักยภาพทางธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กรในระยะยาว

    เดินหน้าขยาย 1,500 สาขา รับดีมานด์สินค้าราคาคุ้มค่า

    นายเอเดรียน ออง ประธานกรรมการ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ไม่น้อยกว่า 500 แห่งภายในปี 2570 จากปัจจุบันที่ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อขยายการเข้าถึงฐานผู้บริโภคในทุกพื้นที่ โดยกว่า 90% ของสาขาใหม่จะเป็น “สแตนด์อโลน” เพื่อเจาะตลาดระดับอำเภอและพื้นที่ชุมชนให้ลึกมากขึ้น

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “เรามองเห็นช่องว่างทางตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่มีสัดส่วนประชากรต่อสาขาราว 25,000 คน ขณะที่ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000 คนต่อสาขา ซึ่งยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก” นายเอเดรียน กล่าว

    ลงทุน 4.5 พันล้านยกระดับคลังสินค้า–ซัพพลายเชน

    เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. วางแผนลงทุน 4,500 ล้านบาทเพื่อสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่ โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์และระบบกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

    ระบบซัพพลายเชนใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวเกิน 1,500 สาขาหลังปี 2570 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่

    IPO ใหญ่สุดรอบ 3 ปี เสริมแบรนด์–เพิ่มความเชื่อมั่น

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ภายใต้ชื่อย่อ “MRDIYT” คิดเป็นมูลค่าระดมทุนสูงสุดประมาณ 5,600 ล้านบาท หรือราว 173 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็น IPO ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปีของตลาดหลักทรัพย์ฯ คิดเป็นมูลค่าหลัง IPO สูงสุดประมาณ 57,100 ล้านบาท

    บริษัทมองว่าการเข้าตลาดฯ ไม่เพียงเพิ่มเงินทุน แต่ยังช่วยเสริมธรรมาภิบาล เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พันธมิตร และผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้นในช่วงจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    ตลาดรีเทลตกแต่งบ้านโตต่อเนื่อง

    นายแอนดี้ ชิน กวานกุ้ย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MR. D.I.Y. เปิดเผยว่า ตลาดค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านในประเทศไทยมีมูลค่ารวมราว 182,600 ล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.4% แตะ 237,800 ล้านบาทในปี 2572 โดยผู้ค้าปลีกเชน (Chain Retailers) มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 15.3% ต่อปี

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “เรามีส่วนแบ่งตลาด 9% ในกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ และเป็นผู้นำในตลาดโมเดิร์นเทรดด้วยส่วนแบ่ง 35–37% ปี 2567 บริษัทมีรายได้กว่า 16,200 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,700 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ” นายแอนดี้ กล่าว

    พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน–ตลาดมวลชนเปิดกว้าง

    นายอานุภาพ คงมาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้จะถูกกดดันจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเริ่ม “ระแวดระวังการใช้จ่าย” มากขึ้น แต่บริษัทกลับพบว่าความต้องการสินค้าราคาคุ้มค่ากลับเพิ่มขึ้นชัดเจน

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “คนไทยรู้สึกถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจ ราคาทองปรับขึ้น หุ้นผันผวน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำกัดการใช้จ่าย แต่ขณะเดียวกันพวกเขายังมองหาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ MR. D.I.Y. เราจึงยังเห็นยอดขายเติบโตต่อเนื่อง” นายอานุภาพ กล่าว

    พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงสร้างลูกค้าของ MR. D.I.Y. เริ่มขยายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น จากเดิม 15% เป็น 17–18% สะท้อนว่าความต้องการสินค้าราคาคุ้มค่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดล่าง แต่กำลังซึมลึกไปในกลุ่มผู้บริโภคทุกระดับ “เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจะยิ่งแสวงหาความคุ้มค่า” นายอนุภาพกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/641581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39mP5gWMB4A3beDpVsmzcY

  • การประชุมคณะกรรมการประจำสำนักงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 14 (1/ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการประจำสำนักงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 14 (1/ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115995/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zbYwVM-8ALOwx1erqvSUU

  • PISEN ต่อยอดธุรกิจรุกตลาดไทย ผุดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรก

    PISEN ต่อยอดธุรกิจรุกตลาดไทย ผุดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรก

    นางสาวเซียง เจ่า (Miss Xiang Zhao) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Pisen Tech Thailand เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อยอดกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น โดยการเปิดแฟล็กชิฟ สโตร์ หรือศูนย์บริการแห่งแรกในประเทศไทย 

    โดยมองเห็นศักยภาพการเติบโตและโอกาสที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในไทย 

    ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดธุรกิจเชิงกลยุทธ์ที่มีต่อตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตเร็วที่สุดในโลก 

    PISEN ต่อยอดธุรกิจรุกตลาดไทย ผุดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรก

    “เล็งเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของอาเซียน และเซ็นทรัลเวิลด์ คือแลนด์มาร์กที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย” 

    สำหรับจุดเด่นของบริษัทคือมีการการบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่โรงงานผลิตไปจนถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ต้นทุน และสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    นอกจากนี้ ยังมีขยายช่องทางไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน อุตสาหกรรมพลังงานและพลังงานใหม่ รวมถึงโซลูชันด้านไฟฟ้าอุตสาหกรรม และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K2GsTQddHEVke02ZERo6H