Blog

  • เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    เปิดผลศึกษากองทุน บัตรทอง) กรรมการบทบาททับซ้อน อัตราเรียกคืนเงินต่ำ แต่มูลค่าสูงโดยเฉพาะกองผู้ป่วยนอก  หน่วยบริการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    • กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีบทบาททับซ้อน โดยดำรงตำแหน่งในหลายคณะอนุกรรมการพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาชุดสิทธิประโยชน์
    • แม้ภาพรวมอัตราการเรียกคืนเงินจากการเบิกจ่ายจะต่ำ แต่กองทุนผู้ป่วยนอกกลับมีมูลค่าการเรียกคืนเงินสูงกว่า 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
    • พบแนวโน้มที่หน่วยบริการโดยเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจากผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนปัญหาการจ่ายชดเชยไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง

    ในการประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ปีงบประมาณ 2569  โดย ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร  นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) มีการนำเสนอ ผลการศึกษา “การประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในด้านการบริหารจัดการและนัยยะจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย” ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งมีข้อค้นพบเบื้องต้น 6 เรื่อง แบ่งระดับตั้งแต่ต่ำที่สุด,ต่ำ,สูง และสูงที่สุด ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ”นำเสนอเฉพาะเรื่องที่อยู่ในระดับ “ต่ำ” เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหา

     กรรมการบทบาททับซ้อนบั่นทอนอิสระ

    1.การกำกับองค์กร   ส่วนขององค์ประกอบของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ มีสมาชิกในกรรมการหลักฯดำรงตำแหน่งหลายวาระและต่อเนื่อง บางส่วนเป็นอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการหลักฯมากกว่า 3 คณะในวาระเดียวกัน ,บทบาทของคณะกรรมการฯในการเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ โดยผู้แทนในอนุกรรมการสำคัญทั้ง 2 ชุดเป็นกรรมการหลักฯมากกว่าครึ่ง สะท้อนความเชื่อมนโยบายระดับสูงระหว่างตัวการและตัวแทน  และบทบาททับซ้อนของกรรมการอาจบั่นทอนความเป็นอิสระในการพิจารณาชุดสิทธิประโยชน์

    ปัจจัยที่เอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน แม้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) มีแนวทางงดเว้นการลงมติในบางกรณี แต่ยังขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และไม่มีแนวทางเปิดเผยต่อสาธารณะ  และสปสช.ขาดการประเมินความเสี่ยงด้านจริยธรรมในระดับผู้กำหนดนโยบาย(คณะกรรมการหลักฯและอนุกรรมการต่างๆ) และยังไม่เปิดเผยผลการประเมินอย่างชัดเจนต่อสาธารณชน 2.โครงสร้างกฎหมาย  กฎหมายส่วนใหญ่ไม่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกัน แต่ยังขาดความชัดเจนและประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะด้านคณะกรรมการฯ

    อัตราเรียกคืนเงินต่ำ แต่มูลค่าสูง

    3.การบริหารจัดการและการใช้จ่ายงบประมาณ  พบการพิจารณาข้อเสนองบกองทุนฯยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน  ,ความรวดเร็วของการประมวลผล ตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการภายใน 72 ชั่วโมงได้เป็นส่วนใหญ่  แต่รายการที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ((ติด C) และถูกปฏิเสธการจ่ายเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีศูนย์กลางข้อมูลด้านการเงิน(FDH)

    แม้อัตราการเรียกคืนเงินจะอยู่ในระดับต่ำ  ไม่เกิน 15 % ตั้งแต่ปี 2558-2567  แต่มูลค่าการเรียกคืนเงินกลับสูง โดยเฉพาะกองทุนผู้ป่วยนอก มีสัดส่วนเรียกคืนเงินเฉลี่ยในทุกไตรมาสสูงกว่า 40 % และมูลค่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    นอกจากนี้ สปสช.มีแนวโน้มโอนค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขล่าช้าในช่วงสิ้นปีงบประมาณ โดยเฉพาะในกองทุนเหมาจ่ายรายหัว ช่วงปี  2565-2567 ธุรกรรมล่าช้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกองทุนย่อยผู้ป่วยนอก กองทุนบริการกรณีเฉพาะ และกองทุนสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

    แนวโน้มเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้น

    4.การติดตามคุณภาพบริการสาธารณสุข  สปสช.มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่หลากหลาย แต่ผู้รับบริการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ยังไม่รู้จัก ,การร้องเรียนกรณี หน่วยบริการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจากผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ( Extra billing) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในโรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ สะท้อนปัญหาการจ่ายชดเชยไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง 

    5.ระบบสารสนเทศและการจัดการข้อมูล แม้ระบบข้อมูลมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดแนวทางการใช้และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะและการตัดสินใจเชิงนโยบาย

    เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    ภาวะพึ่งพิงโดดเด่น แต่ไตวายเรื้อรังไม่คุ้มค่า

    6.ผลลัพธ์ทางสุขภาพ พิจารณา 3 เรื่อง พบว่า  เรื่องที่ 1 กองทุนบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC)  ให้ผลตอบแทนทางสังคมที่ คุ้มค่าสูงมาก โดยความคุ้มค่าทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 16.56 มูลค่าที่สูงมาจากการฟื้นฟูสมรรถภาพการทำกิจวัตรประจำวันของผู้รับบริการ เรื่องกองทุนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ (HIV) ให้ผลตอบแทนทางสังคมที่ คุ้มค่า โดยมี SROI อยู่ที่ 1.59 ซึ่งมาจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้รับยาต้านไวรัสที่สามารถกดปริมาณไวรัสได้ และเรื่องกองทุนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (CKD) ให้ผลตอบแทนทางสังคม ไม่คุ้มค่า โดยมี SROI อยู่ที่ 0.80

    ข้อเสนอแนะบริหารจัดการกองทุนฯ

    สำหรับข้อเสนอแนะการบริหารจัดการกองทุนบัตรทองนั้น 1.ด้านโครงสร้างกฎหมาย ฝ่ายพัฒนากฎหมายควรปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดสรรงบให้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนหรือใช้เวลานาน อาทิ มีกลไกอนุมัติงบกรณีพิเศษ หรือฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วน โดยไม่กระทบชุดสิทธิประโยชน์เดิม

    2.ด้านการจัดทำงบประมาณขาขึ้น-ขาลง สายงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ควรลดความซ้ำซ้อนของบทบาทสมาชิกระหว่างคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้การพิจารณามาจากบุคคลกลุ่มเดิม เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำข้อเสนองบฯ

    เช่นเดียวกับกรณีการจัดทำหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุน และสปสช.ส่วนกลางควรกระจายอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณ อาทิค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในทั่วไป ให้กับสปสช.เขต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารกองทุนฯ และการตอบสนองความจำเป็นด้านสุขภาพในระดับพื้นที่

    3.ด้านการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ คณะทำงานพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ควรพิจารณาเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ อาทิ ข้อมูลสถิติหรือผลวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ และคณะทำงานพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ควรพิจารณาถอดถอนชุดสิทธิประโยชน์ที่ล้าสมัยและไม่คุ้มค่า
    และ 4. ด้านการตรวจสอบความผิดพลาดของการเบิกจ่ายค่าบริการ(AUDIT) ฝ่ายตรวจสอบก่อนการจ่ายชดเชยค่าบริการควรใช้เทคโนโลยี ในการตรวจสอบธุรกรรมการเบิกจ่ายให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติในขั้นตอนแรก และเสริมด้วยการสุ่มตรวจสอบหลังจ่ายโดยบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระหน่วยบริการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1203209&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u-Szwexq2WV9t57pls3A6

  • “นฤมล” ร่วมรับฟังปัญหา อุปสรรค การบริหาร “อาชีวศึกษาเอกชน” มอบสอศ.ดูแลแก้ไขระเบียบ ให้สอดคล้องการพัฒนาประสิทธิภาพ | TOPNEWS

    “นฤมล” ร่วมรับฟังปัญหา อุปสรรค การบริหาร “อาชีวศึกษาเอกชน” มอบสอศ.ดูแลแก้ไขระเบียบ ให้สอดคล้องการพัฒนาประสิทธิภาพ | TOPNEWS

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ต้องการรับฟังปัญหาของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติ ก่อนที่จะกำหนดนโยบายด้านการศึกษาอะไรออกไป และที่ผ่านมา ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่ ศธ. ซึ่งก็พบว่ายังมีสิ่งที่ต้องการจะผลักดันให้สำเร็จหลายเรื่อง ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษาในระดับชาติ, การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ โดยผลักดันการจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูไว้ที่เดียว และให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ การปรับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อขอมี/เลื่อนวิทยฐานะอย่างเหมาะสม การปรับปรุงบ้านพักครู เป็นต้น

    “วันนี้ได้มีการหารือร่วมกันถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของสมาคมฯ หลายประเด็น เช่น ด้านรายได้ของโรงเรียน/วิทยาลัยของอาชีวะเอกชน ในส่วนที่มาจากเงินบริจาคของสถานประกอบการ ตามพระราชกฤษฎีกา (พรก.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ที่ระบุให้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคให้แก่สถานศึกษา ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้สถานประกอบการบริจาคน้อยลง รวมทั้งปัญหาผู้เรียนลดลง และด้านกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัดของวิทยาลัย/โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน เปิดการเรียนการสอนในระดับ ปวช. และ ปวส. ด้วยแผนจัดการเรียนการสอนได้ไม่หลากหลายเหมือนสถานศึกษาอาชีวะของรัฐ เช่น หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทางไกลออนไลน์ และการใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit bank)” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1359425&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eTJUyfKUjIAxeVu4Udpy2

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw343ydoZvfEWqEN2xDO-yxV

  • ท่องเที่ยวสายมู “ตกเหล็กน้ำพี้” หนึ่งเดียวในโลก

    ท่องเที่ยวสายมู “ตกเหล็กน้ำพี้” หนึ่งเดียวในโลก

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/128157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33EcVJ6-wJ8qwwUPqrtzlg

  • บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเกือบ 3 หมื่นล้าน ลุยช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

    บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเกือบ 3 หมื่นล้าน ลุยช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน บสย. ช่วง 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) มียอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 29,695 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่ 

    • โครงการค้ำประกันสินเชื่อที่เป็นมาตรการรัฐ ในสัดส่วน 54% คิดเป็นยอดค้ำประกัน 15,984 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้สินเชื่อ 33,625 ราย 
    • โครงการค้ำประกันสินเชื่อดำเนินการโดย บสย. ในสัดส่วน 46% คิดเป็นยอดค้ำประกัน 13,711 ล้านบาท สามารถช่วย SMEs ได้สินเชื่อ 3,875 ราย 

    โดยในส่วนของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 “บสย SMEs ยั่งยืน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือน ก.ค. 2567 จนถึง 30 ก.ย. 2568 มียอดค้ำประกันรวม 44,517 ล้านบาท และสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากกว่า 62,703 ราย 

    ทั้งนี้ ตลอด 9 เดือนของปี 2568 จากการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 122,640 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 37,285 ราย แบ่งเป็น

    กลุ่มรายย่อยหรือ Micro SMEs ในสัดส่วนถึง 84% ค้ำประกันสินเชื่อเฉลี่ย 150,000 บาทต่อราย อีก 16% เป็นกลุ่ม SMEs  ค้ำประกันสินเชื่อเฉลี่ย 4.4 ล้านบาทต่อราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้กว่า 39,335 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานรวม 401,871 ตำแหน่ง 

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    สำหรับประเภทธุรกิจที่มียอดค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1. ภาคบริการ 32.6% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 10% และ 3. เกษตรกรรม 7.9%

    ซึ่งทั้ง 3 ประเภทธุรกิจครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 51% สะท้อนถึงแนวโน้มของเม็ดเงินลงทุนของผู้ประกอบการ SMEs ในภาคบริการ อาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว ที่เดินหน้าการลงทุน ต่อยอดธุรกิจเพื่อรองรับเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมากในช่วงปลายปี  

    “จากสัดส่วนผู้ประกอบการที่เข้าถึงสินเชื่อ ผ่านการค้ำประกันของ บสย. ซึ่งเป็นกลุ่มรายย่อย Micro SMEs สูงถึง 84% สะท้อนถึงความสำเร็จของกลไกการค้ำประกันของ บสย. ที่สามารถช่วยเหลือกลุ่ม Micro SME รายย่อย อาชีพอิสระ และกลุ่มเปราะบาง ที่มีปัญหาขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือบุคคลค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น” นายสิทธิกร กล่าว 

    ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาของธุรกิจ SMEs นำมาสู่นโยบาย “Quick Big Win” หรือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ซึ่งหนึ่งในด้านที่สำคัญ คือ “การช่วยเหลือธุรกิจ SMEs” ด้วยการเติมสภาพคล่องให้กับ SMEs อย่างเร่งด่วน 

    นายสิทธิกร กล่าวว่า บสย. ร่วมขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SMEs ด้วยการเตรียมออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโครงการใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ต้องการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ หรือลงทุนต่อยอดกิจการเพื่อรองรับช่วงไฮซีซัน ในเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี 

    “ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” ที่มุ่งกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นการลดความเสี่ยงด้าน Credit Cost ให้กับ SMEs และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น ”

    ทั้งนี้ บสย. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ “บสย. พร้อมช่วย” หรือมาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว ตั้งแต่เปิดตัวมาตรการในปี 2565 จนถึง 30 กันยายน 2568 สามารถปรับโครงสร้างหนี้ 22,481 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสมรวม 14,560 ล้านบาท เฉพาะ 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) สามารถปรับโครงสร้างหนี้ 3,992 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 2,688 ล้านบาท 

    ขณะเดียวกัน บสย.ได้ปรับแก้ประกาศกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 เรื่อง “กำหนดให้นิติบุคคลที่ให้บริการสินเชื่อแก่ภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นสถาบันการเงิน” ทำให้ บสย. สามารถขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อประเภท Non-Bank ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    จากเดิมที่สามารถค้ำประกันสินเชื่อได้เฉพาะ Non-Bank ที่เป็นบริษัทลูกของสถาบันการเงินเท่านั้น ช่วย “ปลดล็อก” ให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดย บสย. พร้อมค้ำประกันสินเชื่อให้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับใหม่ ได้แก่ “นาโนไฟแนนซ์” และ “ลีสซิ่ง” ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/641568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37vu8dOEXzeaJM1qCJx_0i

  • สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นทท.แห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2 พันคน

    สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นทท.แห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2 พันคน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

    สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นักท่องเที่ยวแห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2,000 คน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพังงา นำผู้สื่อข่าวเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เกาะ8 หรือเกาะสิมิลัน และเกาะ4 หรือเกาะเมียง ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา หลังจากปิดการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูในหน้ามรสุม5เดือน พบว่าคึกคักเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 15 พฤษภาคม 2569  พบว่าบรรยากาศกาศเดินทางไปกลับคลื่นลมสงบ ท้องฟ้าใส

    อุทยานฯหมู่เกาะสิมิลันขึ้นชื่อในเรื่องของทะเลสีครามใสสะท้อนแสงแดด แนวหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวตัดกับโขดหินรูปร่างแปลกตา โดยเฉพาะ “หินเรือใบ” สัญลักษณ์ของเกาะแปด (เกาะสิมิลัน) ที่ตั้งตระหง่านเหนืออ่าวเกือก กลายเป็นจุดชมวิวสุดฮิตของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีจุดดำน้ำยอดนิยมอย่าง หาดเจ้าหญิง หาดเล็ก ลานข้าหลวงที่เกาะเมียงหรือเกาะสี่  และ เกาะบางู (เกาะเก้า) ที่มีปลาสวยงามและแนวปะการังหลากสีสันและแนวปะการังที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ โดยในวันนี้มีนักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมจำนวน 2,017 คน แบบดำน้ำตื้น 1,978 คน แบบดำน้ำลึก 39 คน เรือนำเที่ยว 51 ลำ

    นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา กล่าวว่า การท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันในฤดูกาลนี้ มีความพร้อมทั้งด้านความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้จัดเตรียมมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องความปลอดภัย การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน ซึ่งการเปิดการท่องเที่ยววันแรกในวันนี้พบว่าท้องฟ้าแจ่มใส หาดทรายขาวทะเลสวยเป็นอย่างมาก หมู่เกาะสิมิลันได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำที่สวยที่สุดในประเทศไทย และเป็นจุดท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ติดอันดับโลก

    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวชมความงาม ขณะที่สถานการณการท่องเที่ยวโดยรวมเริ่มดีขึ้นมียอดจองโรงแรมในย่านเขาหลักมากกว่าร้อยละ70 ขณะที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ซึ่งเปิดการท่องเที่ยววันแรกเช่นเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวจำนวน 282 คน พักค้างคืนบนเกาะ 30 คน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/921388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nMbL-D-KfhpLrw0XxGnrl

  • ราคาที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว

    ราคาที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว

    นับเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต่างพากันจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับภาพรวมของราคาที่ดินในประเทสไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าในภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา อาจกดดันให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯปรับตัวลดลง แต่ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย

    พบว่าราคาที่ดินในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเรียกได้ว่า ขึ้นแล้วขึ้นเลย แลนด์ลอร์ดส่วนใหญ่ยังคงมองว่าที่ดินในมือยังเป็นสิ่งที่มีค่าและมีราคา ยังไม่พบภาพของการปรับลดราคาแต่อย่างใด

    สำหรับภาพของการซื้อขายที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบยังได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และรายเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงก่อนหน้าเราจะพบว่ามีดีเวลลอปเปอร์บางส่วนที่นำที่ดินบางแปลงที่ไม่ได้พัฒนาออกมาขายสู่ตลาดในหลายๆ พื้นที่ และที่ดินเหล่านั้นก็ได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ

    ทีมวิจัย คอลลิเออร์ส

    มีการติดต่อให้ความสนใจ และบางแปลงก็สามารถปิดการขายได้ในปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่ก็ยังคงมีราคาขายที่ค่อนข้างสูง โดยพบว่าราคาที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองบางแปลงมีราคาเสนอขายที่สูงกว่าตารางวาละ 4 ล้านบาทและค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้ซื้อที่ต้องการที่ดินใจกลางเมือง ซึ่งที่ดินบางแปลงที่เป็นข่าวไปในช่วงก่อนหน้า

    เช่น บมจ. แสนสิริ มีการเข้าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนถนนสารสิน ซึ่งเป็นดีลการซื้อขายที่ดินที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ ในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา หรือแม้กระทั้งที่ดินติดถนนรัชดาภิเษก

    ที่บริษัท เอไอเอประเทศไทย หรือ AIA เข้าซื้อที่ดินขนาด  8 ไร่ วงเงิน 3,500 ล้านบาทหรือเฉลี่ยราคาตารางวาละ 1.1 ล้านบาท และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อขายที่ดินในพื้นที่รัชดาภิเษกที่มีราคาสูงที่สุด ซึ่งฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย

    10ทำเลทองราคาที่ดินสูงสุดในกทม.

    พบว่า ยังที่ดินอีกหลายแปลงที่มีการซื้อขายกันในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมาที่สร้างความตื่นเต้นให้กับคนในวงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินบางแปลงบนทำเลย่านชิดลม ที่พบว่าในปีที่ผ่านมามีการปิดดีลการซื้อขาย 3  ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าราคาที่ดินในกรุงเทพมหานครมีการปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    แต่ก็ยังคงพบว่าผู้พัฒนาบางส่วนกลับมองเห็นโอกาสและเลือกที่จะมองว่า ที่ดินบางแปลงถึงแม้ว่าจะมีราคาเสนอขายที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังสามารถซื้อได้เนื่องจากพวกเขามองเห็นถึงโอกาสหลังจากเข้าพัฒนาที่ดินดังกล่าวว่าจะยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ส่งผลให้เรายังเห็นภาพของผู้พัฒนาอีกเป็นจำนวนมากยังคงมองหาที่ดินศักยภาพในปีนี้

    เพื่อนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ  แต่เราก็จะยังคงเห็นภาพของการประกาศขายที่ดินบางที่ส่วนผู้พัฒนานำมาขายออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันในปีนี้

    ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส  ประเทศไทย พบว่าจากข้อมูลมูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปีพ.ศ. 2568 ที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 403,923.26 ล้านบาท

    ปรับตัวลดลงคิดเป็นร้อยละ 41.40 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าอยู่ที่ 689,330.19 ล้านบาท  โดยพบว่ามูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งประเทศในช่วง 7 เดือนปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นมูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งประเทศที่ต่ำที่สุดในรอบ 16 ปีที่ผ่านมานับตั่งแต่ปีพ.ศ. 2553  ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจที่ที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ภาพของการซื้อขายที่ดินในปีนี้ยังคงคึกคัก เพียงแค่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของการซื้อขายที่ดินในพื้นที่รอบใจกลางเมืองหรือแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเป็นส่วนใหญ่

    เนื่องจากเทรนด์การพัฒนาของดีเวลลอปเปอร์ในปีนี้ยังคงมุ่งเน้นไปสู่การพัฒนาโครงการแนวราบ หรือโครงการคอนโดมิเนียมในระดับราคาไม่สูงมากเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองก็จะยังคงเป็นที่จับตามองของดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เพียงแค่ดีลที่ดินใจกลางเมืองเหล่านี้ค่อนข้างใช้เวลาในการพิจารณา

    ส่งผลให้การปิดดีลในแต่ละครั้งใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน ซึ่งเราพบว่า ที่ดินบางแปลงในพื้นที่ย่าน CBD เศรษฐกิจสำคัญมีราคาเสนอขายที่สูงว่าตารางวาละ 4 ล้านบาทแล้วในปัจจุบัน

    ขณะเดียวกันทำเลซีบีดี (ย่านศูนย์กลางธุรกิจ) ประกอบด้วยหลังสวน สีลม สาทร สุขุมวิท พบว่า แลนด์ลอร์ดที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เหล่านี้ บางรายนำที่ดินออกมาเสนอขาย/เช่า ซึ่งพบว่าราคาเสนอเช่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง

    โดยพบว่า โซนสาทรหลังจากมีการปิดดีลการซื้อขายสถานทูตออสเตรเลียเฉลี่ย 1.45 ล้านบาท/ตารางวา ในช่วงก่อนหน้า เราพบว่าในช่วงปลายปีพ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา มีการปิดดีลที่ดินบางแปลงในราคาที่สูงกว่า 2 ล้านบาทต่อตารางวา

    สำหรับโซนสุขุมวิทมีการซื้อขายสูงกว่าตารางวาละ 2 ล้านบาทแทบทุกพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมามีการปรับราคามากถึงร้อยละ 10.0 ต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านทองหล่อมีการปิดดีลที่ดินบางแปลงทำสถิติใหม่ไปกว่า  2.86 ล้านบาทต่อ ตารางวาในช่วงก่อนหน้า

    สำหรับบริเวณริมถนนสุขุมวิทปัจจุบันมีราคาขายที่สูงกว่า 2.5 -2.9 ล้านบาทแทบทุกแปลงในปัจจุบัน สำหรับทำเลย่าน        สีลม-สาทรสำหรับที่ดินที่มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาเป็นอาคารสูงได้ก็จะการมีเสนอขายกันมากกว่า 2.00-2.50 ล้านบาทต่อตารางวาแล้วในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงเป็นอย่างมาก และเป็นปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ

    เนื่องจากที่ดินเป็นต้นทุนที่สำคัญของผู้พัฒนาหากปัญหาราคาที่ดินที่ปรับตัวค่อนข้างสูงยังคงมีการปรับอีกต่อเนื่องจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่จะผลิตออกมาจนอาจจะสูงจนเกินกว่าผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากราคาที่ดินที่มีการปรับตัวเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้โอกาสซื้อขายแบบโอนกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือค่อนข้างใช้ระยะเวลาในการศึกษาและตัดสินใจค่อนข้างนานในช่วงที่ผ่านมา  เนื่องจากเจ้าของที่ดินหรือแลนด์ลอร์ดเริ่มเห็นแล้วว่าถ้าอยู่ในพื้นที่ไพรมแอเรียราคาสามารถปรับขึ้นได้ตลอด

    ดังนั้นจึงเริ่มมองหาวิธีการในการสร้างรายได้จากที่ดินแทนการขายออกไป สำหรับที่ดินไพรมแอเรียจริง ๆ ตอนนี้ที่ผู้พัฒนาทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติมองหาราคาขึ้นมากกว่าปีละ 10% เจ้าของที่ดินจึงเกิดภาวะเรลังเลที่จะขายออกไป จึงส่งผลให้เกิดการนำไปสู่โมเดลใหม่ในการสร้างรายได้ทดแทนการขาย โดยมีออปชั่นหลักคือเปลี่ยนจากการขายกรรมสิทธิ์หรือฟรีโฮลด์ (freehold) มาเป็นโมเดลการเช่าหรือลีสโฮลด์ (leasehold) หรือร่วมลงทุน (JV-joint venture) แทน

    สำหรับราคาที่ดินในปี พ.ศ. 2569  ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่า ราคาเสนอขายที่ดินในพื้นที่ CBD ในกรุงเทพมหานครยังคงมีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาที่ดินหากมีการปรับแล้วจะปรับแบบยกแผงจะไม่พบว่าจะมีการปรับลด

    ซึ่งภาวการณ์ปรับตัวของราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูงจะยังเป็นปัญหาต่อเนื่องในกรุงเทพมหานคร ซึ่งค่อนข้างเป็นประเด็นที่ค่อนข้างน่าจับตามองอย่างใกล้ชิดเนื่องจาก หากราคาที่ดินยังคงมีการปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีที่สิ้นสุดนั้นย่อมหมายความว่า ผู้พัฒนาก็ยังคงต้องแบกรับกับปัญหาต้นทุนที่ค่อนข้างสูงซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาของสินค้าที่แน่นอนว่าต้องมีการปรับตัวสูงขึ้นและผู้บริโภคต้องเจอกับราคาของสินค้าที่ราคาสูงเกินว่าจะที่ซื้อหาได้

    สำหรับ 10 ทำเลที่มีราคาเสนอขายที่ดินที่สูงที่สุดในช่วงที่ผ่านมาจากการรวบรวมของฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย มีดังต่อไปนี้

    1. วิทยุ                                 4,000,000 บาท
    2. ชิดลม                               3,200,000 บาท
    3. เพลินจิต                            3,000,000  บาท
    4. สีลม                                 2,700,000  บาท
    5. สาทร                               2,500,000 บาท
    6. สุขุมวิท-ทองหล่อ               2,600,000 บาท
    7. สุขุมวิท-  อโศก                  2,550,000 บาท
    8. เยาวราช                           1,900,000 บาท
    9. ถนนพญาไท                   1,800,000  บาท
    10. สุขุมวิท – เอกมัย               1,800,000 บาท

    ซึ่งเราจะเห็นว่าราคาเสนอขายที่ดินในหลายทำเลราคาค่อนข้างสูง ซึ่งที่ดินหลายแปลงแม้ว่าจะตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงแต่ก็ยังไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เนื่องจากผู้ซื้อมองว่าราคาเสนอขายค่อนข้างสูง จึงต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลและตัดสินใจที่ค่อนข้างนาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เราพบว่า ก็มีที่ดินหลายแปลงเช่นเดียวกัน

    ที่มีการซื้อขายไปและมีระดับราคาซื้อขายที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาเสนอขายในตลาดเนื่องจากผู้พัฒนาบางส่วนกลับมองเห็นโอกาสและเลือกที่จะมองว่า ที่ดินบางแปลงถึงแม้ว่าจะมีราคาเสนอขายที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังสามารถซื้อได้

    เนื่องจากพวกเขามองเห็นถึงโอกาสหลังจากเข้าพัฒนาที่ดินดังกล่าว ว่าจะยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ส่งผลให้เรายังเห็นภาพของผู้พัฒนาอีกเป็นจำนวนมากยังคงมองหาที่ดินศักยภาพในปีนี้ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ  แต่เราก็จะยังคงเห็นภาพของการประกาศขายที่ดินบางส่วนผู้พัฒนานำมาขายออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องในปีนี้เช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/641553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Pv3LtU51hT-l5OSUb3mAU

  • ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    16 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานในที่ประชุม มีวาระพิจารณาตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้แทนเลขาธิการ กพฐ.เข้าชี้แจง กรณีที่ องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ที่ สพฐ.เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

    ช่วงต้น นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช. คนที่ 5 ได้สอบถามถึงหลักการ ในการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตร หรือสื่อการเรียนรู้กับหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปผลิตหนังสือแบบเรียน และขอข้อมูลในส่วนค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนหลักสูตร ที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระอยู่ 

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตร หรือสื่อการเรียนรู้นั้น เป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ใ นการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน ซึ่งในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ที่มีหน้าที่ในการผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการทุกปีการศึกษา ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3, 5, 10 และ 15
     

    โดยยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ให้กับ สพฐ.อยู่ราว 200 กว่าล้านบาท โดยเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559
     

    ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงด้วยว่า ที่ผ่านมา สพฐ.ไม่ได้ทำการทวงถาม จึงไม่ทราบว่าเหตุใดองค์การค้าของ สกสค.จึงไม่ได้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ. มีเพียงช่วงโควิด-19 เท่านั้นที่แจ้งขอผลัดชำระเข้ามา อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.2568 สพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือน องค์การค้าของ สกสค. ให้ดำเนินการชำระค่าลิขสิทธิ์ที่ค้างชำระ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับเบี้ยปรับ ซึ่งทางองค์การค้าของ สกสค.ก็ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่า จะทยอยชำระให้เดือนละ 3 ล้านบาท และชำระร้อยละ 40 ของจำนวนจ้างพิมพ์

    อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ที่ผ่านมา สพฐ.และองค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้มีการทำสัญญา เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนระหว่างกัน ตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 กำหนด โดยยึดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติเท่านั้น 

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ทั้งนี้ กมธ.บางรายได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่องค์การค้าของ สกสค.ไม่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามที่กำหนดในแต่ละปีนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อหน่วยงานอื่นๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่ผลิตและจำหน่ายหนังสือแบบเรียนเล่มที่ซ้ำกับองค์การค้าของ สกสค. แต่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามกำหนดทุกปี ส่งผลให้องค์การค้าของ สกสค.มีต้นทุนการผลิตหนังสือแบบเรียนที่ต่ำกว่า

    จึงเสนอให้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามหนี้ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรจาก องค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร รวมถึงอาจเข้าข่ายพฤติกรรมทุจริตด้วย

    รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมวันนี้ ทางผู้แทน สพฐ.ไม่ได้เตรียมเอกสารต่างๆ ที่อ้างอิงมาประกอบการชี้แจง โดยระบุว่า เพิ่งได้รับมอบหมายเลขาธิการ กพฐ.ให้มาชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช.อย่างกะทันหัน ทางที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. จึงได้ขอให้ทาง สพฐ.นำส่งเอกสารต่างๆ ให้ กมธ.ป.ป.ช.โดยเร็ว และจะเชิญ เลขาธิการ กพฐ.มาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญ อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาให้ข้อมูลประกอบในการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ในวันที่ 22 ต.ค.2568 ด้วย
     

    อึ้ง!! องค์การค้า สกสค.หนี้พุ่งกว่า 6,000 ล. บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ 3,000 ล.ให้บริหารจัดการ สั่งทำแผนจัดการหนี้
     

    มีรายงานว่า วานนี้ (15 ต.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ได้เผยถึงผลการประชุม บอร์ด สกสค.และคณะกรรมการองค์การค้า สกสค.ว่า บอร์ด สกสค.ได้อนุมัติกรอบงบประมาณของ สกสค.ปี 2569 ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้มีงบฯ องค์การค้า สกสค.รวมอยู่ด้วย

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้องค์การค้า สกสค.ไปทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ รายงานให้ที่ประชุมทราบทุกครั้ง ว่ามีความคืบในการบริหารจัดการหนี้อย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้ องค์การค้า สกสค.มีหนี้สินค่อนข้างสูงมากถึง 6,000 กว่าล้านบาท ไม่รู้ว่าหนี้จะลดลงเมื่อไหร่ จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพมาให้คำแนะนำ ส่วนเรื่องการพิมพ์หนังสือแบบเรียนที่องค์การค้าฯ เคยได้ลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียนนั้น เรื่องนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ถามอยู่ สัปดาห์หน้าองค์การค้าฯ จะเสนอแผนการพิมพ์มาเข้าที่ประชุม เพื่อเตรียมการได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน 

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ

    สส.ปชน.ซัด องค์การค้าของ สกสค.ใช้งบปลวกกินหนังสือ-องค์กรเสือนอนกิน? 
     

    สำหรับองค์การค้าของ สกสค. เป็นหน่วยงานในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งเป็น “นิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่ผลิตและจำหน่ายหนังสือ สื่อการเรียนการสอน และอุปกรณ์การเรียน โดยซื้อลิขสิทธิ์จาก สพฐ. เดิมใช้ชื่อ “องค์การค้าของคุรุสภา” หลายปีมานี้ การพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค. มีการจัดประกวดราคาปีละราวๆ 1,000 ล้านบาท แต่มีปัญหาเรื่องการตั้งเงื่อนไขการประมูล หรือ ทีโออาร์ ทำให้ถูกเอกชนบางรายฟ้องศาลปกครอง และร้องเรียนไปยังกรมบัญชีกลางว่า ทีโออาร์ที่ออกมามีลักษณะกีดกัน ไม่เป็นธรรม และขัดต่อระเบียบกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    ซึ่งปรากฏว่า องค์การค้าของ สกสค. ถูกกรมบัญชีกลางวินิจฉัยว่า ออกทีโออาร์ขัดต่อกฎหมายถึง 7 ครั้ง จนต้องยกเลิกการประกวดราคา หรือประกาศผู้ชนะการประกวดราคาหนังสือแบบเรียนไปหลายรายการ ทำให้บางปีไม่สามารถจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนบางสาขาวิชาได้ทัน

    นอกจากนี้ ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ช่วงที่ผ่านมา สส.ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.ของพรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน ขององค์การค้าของ สกสค. ที่มีปัญหามาต่อเนื่องหลายปี และมีลักษณะเป็น “องค์กรเสือนอนกิน” เพราะไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนเอง แต่ไปเปิดประมูลให้โรงพิมพ์เอกชนพิมพ์แทน แล้วนำไปตั้งราคาปกจำหน่ายในราคาสูง แต่ก็ไม่ได้จำหน่ายเอง ไปมอบให้มีผู้จัดจำหน่ายแทน และมีส่วนแบ่งรายได้จากราคาปก ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องซื้อหนังสือแบบเรียนแพงเกินจริง หรือเรียกว่า “งบปลวกกินหนังสือ”

    ขณะที่หนังสือเรียนส่วนใหญ่ ก็เป็นหนังสือที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ต้องจัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นการนำงบประมาณของรัฐมาจัดซื้อหนังสือแบบเรียนในราคาแพงนั่นเอง โดยมีการอ้างอิงตัวเลขงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนนี้ว่า มีถึงราวๆ ปีละ 5,000 ล้านบาท ซึ่งหากกระทรวงศึกษาธิการ หรือ สพฐ.สามารถจ้างโรงพิมพ์เอกชนพิมพ์ได้เอง และจัดส่งไปยังโรงเรียนต่างๆ เอง จะทำให้ประหยัดงบประมาณได้อีกมหาศาล ถึงขนาดมีการตั้งคำถามทำนองว่า องค์การค้าของ สกสค.มีไว้ทำไม เพราะเป็นเพียงแค่ตัวกลางในการเปิดประกวดราคาจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน และเป็นตัวกลางให้เอกชนอีกกลุ่มหนึ่งนำไปจำหน่าย แต่ผลประกอบการของหน่วยงานเองกลับขาดทุน มีหนี้สินสะสมหลายพันล้านบาท 

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a1IvC5-lqGOUVy0cyPYk-

  • นักศึกษานิติศาสตร์ SPU เปิดโลกการเรียนรู้ที่ “รัฐสภา” – คณะนิติศาสตร์

    นักศึกษานิติศาสตร์ SPU เปิดโลกการเรียนรู้ที่ “รัฐสภา” – คณะนิติศาสตร์

    🎓👩‍⚖️ นักศึกษานิติศาสตร์ SPU เปิดโลกการเรียนรู้ที่ “รัฐสภา”
    📅 วันที่ 16 ตุลาคม 2568

    คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
    นำนักศึกษาเข้าศึกษาดูงาน ณ รัฐสภาไทย
    เพื่อเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ✨

    🔹 เสริมสร้างประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน
    🔹 ก้าวสู่การเป็น “นักกฎหมายยุคใหม่ ที่รู้เท่าทันสังคมและการเมือง” 💼📚

    📌 กิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้
    ✔️ ชมประชุมสภาผู้แทนราษฎร
    ✔️ เครื่องยอด
    ✔️ พิพิธภัณฑ์รัฐสภา
    ✔️ ชมวีดิทัศน์ “รัฐสภาไทย”

    #SPULAW #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #นิติศาสตร์ศรีปทุม #spuAIเพื่อนซี้24ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/law/archives/21950&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gcc2j15TvlI7vHFyYUcap

  • ถอดวิธีคิดกว่าจะเป็นงาน SX2025 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    ถอดวิธีคิดกว่าจะเป็นงาน SX2025 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในช่วง 26 กันยายน – 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา คึกคักไปด้วยผู้เข้าร่วมกว่า 9 แสนคน ทั้งที่รับชมทางออนไลน์ และมาเยือนในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 หรือ SX2025 ตลอด 10 วันและปิดฉากลงอย่างสวยงาม

    ไม่ใช่เพียงแค่คนไทย งานในครั้งนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก ในฐานะ ‘มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ โดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเครือข่าย TSCN (Thailand Supply Chain Network) พร้อมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมทั้งภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศ 

    The Clould มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญของงานนี้ กับเรื่องราวใหม่ ๆ บนความมุ่งมั่นตั้งใจเดิมที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และเธอยินดีถ่ายทอดให้ฟังผ่านบทความนี้

    เริ่มต้นจากธีม ‘Sufficiency for Sustainability พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’ ที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเรียงร้อย เชื่อมโยง และถ่ายทอดผ่านทุกองค์ประกอบของงาน เพื่อสร้างการตื่นรู้ ตระหนักถึงความสำคัญ มองความพอเพียงอย่างเข้าใจ และปรับให้เข้ากับบริบทของยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

    “ในวันเปิดงาน SX2025 มีการเสวนาที่น่าสนใจมาก เราคุยกันว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้จะนำไปใช้กับโลกธุรกิจได้อย่างไร จะนำไปใช้กับงานชุมชนต่างประเทศได้จริงหรือไม่ จริง ๆ แล้วนี่คือหลักธรรมาภิบาล หรือ Governance ที่เราพูดถึงกัน มีความเป็นสากลอยู่แล้ว

     “มีการตีความคำว่า พอเพียง หรือ Sufficiency ที่เชื่อมโยงกับคำว่า พอ หรือ Enough คือถ้าเรารู้จักพอ เราก็จะไม่ทำอะไรที่เกินตัว ไม่บริโภคเกินกว่าที่ควรจะเป็น” ต้องใจอธิบาย

    ผู้จัดงาน SX2025 นำหลักคิดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปพูดคุยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง และยกระดับสู่การมอบรางวัล SEP (Sufficiency Economy Philosophy) Award เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนทั่วโลกได้เรียนรู้และนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ประโยชน์ โดยมอบให้กับทีมที่เข้าสู่รอบสุดท้ายของ Enactus World Cup 2025 มีเงินรางวัลสูงถึง 9,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางผู้จัดงานจะมอบให้ต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2030 ตามที่ตั้งใจเอาไว้

    “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนศีล 5 ถ้าโลกนี้ไม่มีศีล 5 โลกก็จะวุ่นวาย เบียดเบียนกัน ลองนึกถึงโลกที่คนไม่รักษาสัจจะดูว่ามันจะเป็นอย่างไร หรือถ้าคุณบริหารธุรกิจแต่ไม่ใช้องค์ความรู้ ไม่มีจริยธรรม ทำอะไรเกินตัว ก็จะอยู่กันไม่ได้” ต้องใจเสริม

    เวทีสำหรับเยาวชน คือเรื่องใหม่ในปีนี้ที่ผู้จัดตั้งใจสะท้อนมิติความร่วมมือในเวทีต่างประเทศ โดยจับมือกับ Enactus องค์กรไม่แสวงหากำไรจากสหรัฐอเมริกา เชื่อมโยงเด็กนักเรียน ผู้นำด้านการศึกษา และผู้ประกอบการเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่าย 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อศึกษาทำความเข้าใจวิถีชีวิตที่แตกต่าง และนำไปสู่การริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลง 

    ในงาน SX2025 นี้ Enactus World Cup 2025 presented by ThaiBev เป็นการประกวดโครงการที่มีเยาวชนจาก 32 ประเทศ รวมแล้วกว่า 2,000 คนเข้าร่วม มาแข่งขันกัน 2 วันเต็ม โดยเด็กกลุ่มนี้จะได้เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการที่พัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และเยี่ยมชมงาน SX2025 อย่างครบถ้วน

    ผู้คว้าแชมป์การแข่งขัน Enactus World Cup 2025 คือมหาวิทยาลัยเซนต์แมรี ประเทศแคนาดา ด้วยโครงการวิสาหกิจเพื่อสังคม Square Roots ช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกินจากฟาร์ม และ Alaagi พัฒนาวัสดุทดแทนพลาสติกจากสาหร่ายทะเลที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 

    นอกจากนี้ ยังมีทีมจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี University of Münster ได้รับรางวัล SEP Award จากโครงการ Seads นวัตกรรมหญ้าทะเลที่ช่วยดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าพืชทั่วไปถึง 5 เท่า โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาช่วย ต่อยอดไปสู่ธุรกิจให้เช่าซื้อหุ่นยนต์และอาหารคุณค่าสูงจากหญ้าทะเล

    เนื้อหาในงาน SX2025 เน้นความเป็นสากลและเชื่อมกับเวทีโลกมากขึ้น มีวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการกว่า 800 คน ครอบคลุมทั้งเวทีหลัก เวทีพันธมิตร และงานสำหรับภาคธุรกิจ (B2B) โดยมีองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมทำงานถึง 14 องค์กร มีพื้นที่จากตัวแทนประเทศต่าง ๆ มาจัดแสดงเพิ่มมากขึ้น เช่น ประเทศจีนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่กลุ่มธนาคารโลก หรือ World Bank Group มาร่วมหารือเพื่อผลักดันเรื่องการดำเนินงานด้านการจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่ต้องอาศัยการทำงานกับภาครัฐร่วมด้วยเพื่อเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น

    นอกจากนี้ยังเปิดเวทีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งกระบวนการ จากเดิมที่เน้นไปที่การทำธุรกิจโดยตรงสู่ผู้บริโภค (B2C) เพิ่มบทบาทของธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่เกี่ยวเนื่องกันในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากจุดที่ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง สู่การปรับตัวของธุรกิจขนาดเล็กให้เข้ากับกระบวนการธุรกิจขององค์กรขนาดใหญ่ 

    “สิ่งที่เราเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ก็คือบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ของงาน มีงานเสวนาและการประชุมมากขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้กับกลุ่มองค์กร มีเนื้อหาที่เจาะลึก เฉพาะทางมากขึ้น ทั้งฝั่งที่เป็นธุรกิจกับธุรกิจ และฝั่งของธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) ด้วย” 

    ภายในงาน จัด TSCN Business Partner Conference 2025 เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานของพันธมิตรทางธุรกิจเข้าด้วยกัน เริ่มจากกลุ่มผู้ก่อตั้งจาก 10 องค์กร จากนั้นแต่ละองค์กรส่งซัพพลายเออร์ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ทำธุรกิจที่เป็นตัวอย่างที่ดีด้านความยั่งยืนมาร่วมประกวด โดยปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล SX TSCN Sustainability Award 36 ราย 

    “สิ่งที่เราพยายามทำเรื่องแนวปฏิบัติหรือ Code of Conduct ให้ชัดเจน คือถ้าอยากทำมาค้าขายกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของ TSCN คุณต้องมีหน้าตาประมาณนี้ หมายถึงต้องมีแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ก็จะได้เข้ามาอยู่ในรายชื่อซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานของเรา” ต้องใจเล่า

    หนึ่งในไฮไลต์ของงาน SX ทุกปี คือร้านอาหารชื่อดังและร้านอาหารฝีมือเชฟ ที่มารวมตัวกัน 163 ร้าน กับแนวคิด World Food Collaborations ที่ต้องใจบอกว่าถึงจะไม่ใช่มหกรรมอาหารก็ใกล้เคียงมาก โดยจัดคู่กับตลาดสินค้าคุณภาพที่สนับสนุนงานฝีมือและเศรษฐกิจชุมชน 

    ทางผู้จัดงาน SX2025 ต้องหมั่นตรวจตรา ตรวจสอบผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การขายไปถึงการคัดแยกขยะ โดยที่ไม่เก็บค่าเช่าสถานที่แม้แต่บาทเดียว

    “อาหารเหลือทิ้ง เราก็นำไปแยกอย่างถูกวิธี มีเครื่องบริการที่จุดทิ้ง เราตรวจสอบได้ว่าสร้างขยะกี่ร้อยกิโลกรัมต่อวัน เราพยายามลดทั้งบรรจุภัณฑ์และของเสียจากอาหารด้วย นอกจากนี้ ยังเก็บข้อมูลจากยอดขายสินค้าในงานเพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าเราทำได้ดีขึ้นหรือไม่ ในงานเราก็มีลงนาม MOU เรื่องบรรจุภัณฑ์และการรีไซเคิลกันด้วย ”

    ภายใต้โครงการ SX Waste Management ผลลัพธ์การคัดแยกขยะทุกประเภทออกมาเป็นเป็นตัวเลขชัดเจน แบ่งเป็นเศษอาหาร (Food Waste) 9,173 กิโลกรัม ขวด PET 105,452 ขวด กระป๋องอะลูมิเนียม 48,733 กระป๋อง ขวดแก้ว 17,565 ขวด และกล่องกระดาษลูกฟูก 11,966 กล่อง

    ขยะส่วนอื่นนำไปผ่านกระบวนการเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

    เป็นไปไม่ได้ที่การขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้ เพียงเพราะการจัดงานขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียว ทำโดยองค์กรเดียว แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในทุกระดับที่จับมือกัน เริ่มจากตระหนักถึงปัญหา มองเห็นหนทางข้างหน้า และก้าวต่อไปบนหลักการเพื่อความยั่งยืน

    มีผู้เปรียบเทียบไว้ว่าภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญนั้นเสมือนผู้ลงมือทำ (Doer) โดยมีการสนับสนุนของผู้บริโภค (Consumer) และมีภาครัฐเป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวก (Facilitator) ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเองขาใดขาหนึ่ง เพียงแต่ว่าสัดส่วนการลงมือลงแรงนั้นอาจจะต่างกัน

    “จริง ๆ ไม่มีสูตรตายตัวค่ะ ที่ยุโรป ภาครัฐเขาออกมานำชัดเจนมาก ภาครัฐเขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ในแง่การเมือง แต่หมายถึงด้านข้อมูลและการบริหารประเทศ หลักการในการบริหารประเทศเขาค่อนข้างชัด และกฎระเบียบกับการบังคับใช้กฎหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริง ๆ

    “ส่วนในฝั่งภูมิภาคแถวบ้านเรา รัฐบาลสิงคโปร์เขานำอย่างโดดเด่น เวียดนามก็เช่นกัน แต่ของไทยอาจต่างออกไป ความชัดเจนของแกนและความต่อเนื่องของนโยบายอาจจะยังต้องทำเพิ่ม ดังนั้น คนที่ลงมือทำส่วนใหญ่คือภาคเอกชนที่ทำไม่น้อยกว่า 50% ของเรื่องพวกนี้ เราเข้าใจบริบทของประเทศไทย เพียงแต่ถ้าเอกชนทำ ก็อยากให้รัฐบาลรับลูก อาจจะทำสัก 35% ก็ได้ค่ะ แล้วที่เหลือประมาณ 15% ก็เป็นการปรับตัวของผู้บริโภค” ต้องใจสรุปได้น่าสนใจ

    นี่คืองานที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และกำลังมุ่งหน้าสู่ SX2026 ที่จะไม่จำกัดเพียงแค่ 10 วันของการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจและผลลัพธ์ตลอดทั้งปี เมล็ดพันธุ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่หว่านไว้ในใจเยาวชนและผู้เข้าร่วมงาน จะยังคงเติบโต งอกงาม และผลิบานมากขึ้นในทุก ๆ ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/sx2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zbAK2BiCH-nFuxxnv2fLR