Blog

  • คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    Loading…

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sI38MJr5B8RZMBlh46gVK

  • “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น

    แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย ท้ายที่สุดจะเป็น NPL และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอนครับ 

    จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงค์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอนครับ 

    ขอย้ำอีกครั้งว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ 

    แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว  แบงค์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.) การแก้หนี้ครัวเรือน 
    2.) Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 
    3.) การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย) และ 
    4.) การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง 

    จากนี้ไป จะเข้ากำกับ Nonbank ทั้งด้าน Lending และ Payment มากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติเพิ่มขึ้นนะครับ

    เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัวนะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม

    แต่โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ 

    เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้ ช่วยกันนะครับ

    ยืนตรงมองไกลยื่นมือติดดิน

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981654&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oGjfvCm50AMyxGlWbzc9F

  • ‘เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ’ สหรัฐเล็งปิดล้อมอิหร่านไม่มีกำหนด

    ‘เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ’ สหรัฐเล็งปิดล้อมอิหร่านไม่มีกำหนด

    สหรัฐขู่คงการปิดล้อมทางทะเลอิหร่านต่อไปไม่มีกำหนด เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะการเจรจาหยุดยิงล้มเหลว อุปทานน้ำมันลดสวนทางความตึงเครียดในภูมิภาค

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า กองทัพสหรัฐอาจคงกำลังทางทะเลไว้ในภูมิภาคเพื่อปิดล้อมอิหร่านต่อไป ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างรุนแรง

    “กองทัพเรือสหรัฐสามารถปิดล้อมแบบนั้นได้ไม่มีกำหนด เพราะเราสับเปลี่ยนเรือเข้าออกอย่างที่เราทำ และจะทำต่อไป” นายเฮกเซธกล่าวระหว่างเดินทางไปปานามา

    ทั้งนี้ หลังจากข้อตกลงเบื้องต้นในเดือน มิ.ย.เพื่อยุติสงครามได้พังทลายลง อิหร่านก็พยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยโจมตีเรือบางลำที่พยายามแล่นฝ่าเข้ามา เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้เคยใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวหนึ่งในห้าของโลกก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นในเดือน ก.พ.

    ล่าสุดสำนักข่าว WAM ของทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รายงานว่า เรือสองลำของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี รัฐวิสาหกิจน้ำมันของยูเออี ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี รัฐบาลยูเออีประณามว่าเป็นการโจมตีของอิหร่าน

    ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 8 ลำในวันอังคาร (11 ส.ค.) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 วันที่ประมาณ 12 ลำ และ 130 ถึง 140 ลำก่อนสงคราม

    ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างเสมอมาว่า สหรัฐ “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซไว้ได้ทั้งหมด” แต่ฝ่ายอิหร่านโพสต์ X สวนกลับว่า คำอ้างเหล่านั้น “ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดและจะไม่มีวันเปิดจนกว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการยอมรับ” เงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงการยกเลิกคว่ำบาตรและปล่อยสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัดไว้

    สหรัฐยกเลิกการปิดล้อมการขนส่งทางเรือและท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลาหนึ่งเดือนในช่วงกลางเดือนมิ.ย. แต่กลับมาปิดล้อมอีกครั้งในภายหลัง ส่งผลให้รัฐบาลเตหะรานขาดแหล่งรายได้หลักจากเงินตราต่างประเทศ และยิ่งซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงสงคราม

    ก่อนหน้านี้วอชิงตันเคยกล่าวว่า จะยกเลิกปิดล้อมอิหร่านหากอิหร่านและโอมานซึ่งอยู่คนละฝั่งช่องแคบ บรรลุข้อตกลงฟื้นฟูการขนส่งสินค้าได้

    ความตึงเครียดกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ปีนี้อุปทานน้ำมันโลกจะลดลง 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% จากที่เดือนก่อนเคยคาดการณ์ว่าจะลดลง 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    ส่วนราคาน้ำมันในวันพฤหัสบดีลดลงกว่า 2% หลังจากขึ้นมาหนึ่งสัปดาห์ นักลงทุนสนใจสัญญาณความต้องการโลกอ่อนแอและน้ำมันดิบสำรองสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    แต่รายงานข่าวที่ว่า ฮูตีของเยเมนที่มีอิหร่านหนุนหลังใช้โดรนเล่นงานโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอารัมโคก็สั่นสะเทือนตลอด ก่อให้เกิดความวิตกรอบใหม่เรื่องสงครามขยายวงถึงระดับภูมิภาค

    นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงอย่างมากผลจากสงคราม และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางพื้นที่ โดยเตือนว่าผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นหากสงครามไม่ยุติลงในเร็ววัน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1247372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uDWDFHAifX7Wu8S3Z8x1q

  • เศรษฐกิจไทยบนวิกฤติโครงสร้างและความหวังจากเครื่องยนต์ดิจิทัล

    เศรษฐกิจไทยบนวิกฤติโครงสร้างและความหวังจากเครื่องยนต์ดิจิทัล

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ  ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของรอยเตอร์ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายเมื่อตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล

        โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7%  ลดลงอย่างมากจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซ้ำร้ายกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนยังมองว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากพิจารณาปัจจัยตามฤดูกาล นี่คือสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียแรงส่งในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
        ต้นตอของความเปราะบางนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นปัญหาภายในที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนที่ซบเซากลายเป็นตัวฉุดรั้งหลัก นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics ระบุชัดเจนว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมัน (Oil shock) ได้ลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและการขนส่ง บีบให้ครัวเรือนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อผนวกกับกับดักเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

        แม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังมาตลอด ก็ยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อที่ลดลงในตลาดหลัก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงต้นเดือน ส.ค.ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในมิติของการค้าโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา แม้ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการนำเงื่อนไขด้านการทหารไปแลกเปลี่ยนกับสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่การรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์ทางการค้ายังคงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน ปัจจุบันสินค้าไทยได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐ แล้วประมาณ 72% แต่ยังมีสินค้าอีก 28% ที่ยังคงต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายไทยที่จะต้องเร่งเจรจาเทคนิคในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

        ท่ามกลางเมฆหมอกของเศรษฐกิจฐานเดิม “เศรษฐกิจดิจิทัล” กำลังฉายแสงในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยพยุงประเทศ สำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ประเมินว่าดิจิทัลจีดีพีในปี 2569 จะมีมูลค่าสูงถึง 5.7 ล้านล้านบาท และเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวมถึง 2.2 เท่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4  ผู้ส่งออกเอไอฮาร์ดแวร์ รายใหญ่ของโลกร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยมีการขยายตัวของการส่งออกสินค้าดิจิทัลสูงถึง 45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
        ดังนั้นถึงเวลาที่ไทยจะต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศต้องเร่งปรับโครงสร้างแรงงานและแก้ไขหนี้สินอย่างจริงจัง อาศัยวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเอไอ   ยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่กำลังขยายตัว ส่วนการเจรจาการค้าต้องทำด้วยความแยบยลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่น่าห่วงนี้ไปสู่ยุคดิจิทัลที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1247329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nWrpfwSUX-YW_O35xCyXE

  • ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หุ้นเหมืองแร่ร่วง แม้เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หุ้นเหมืองแร่ร่วง แม้เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) และแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หลัง Antofagasta ปรับลดคาดการณ์การผลิตทองแดง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลงอย่างหนัก และบดบังปัจจัยบวกจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษในเดือนมิ.ย.ที่แข็งแกร่งกว่าคาด

    ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,772.67 จุด ลดลง 60.48 จุด หรือ -0.56%

    FTSE 100 ปรับตัวลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. ขณะที่เงินปอนด์แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดไม่ได้เปลี่ยนแปลงคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้มากนัก

    ข้อมูลทางการระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัวอย่างไม่คาดคิดในเดือนมิ.ย. โดยบริษัทต่าง ๆ ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่านลดลง ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกชายและสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย. หลังจากไม่มีการขยายตัวในเดือนพ.ค. ส่งผลให้อังกฤษมีแนวโน้มเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว G7 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเติบโตอย่างเฟื่องฟู เนื่องจากการขยายตัวรายไตรมาสชะลอลงจาก 0.6% แต่อังกฤษกำลังแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสามารถรับมือกับปัจจัยกดดันต่าง ๆ ได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล

    ปัจจัยกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นมาจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ โดยหุ้น Antofagasta ร่วง 6.8% หลังปรับลดคาดการณ์การผลิตทองแดงในปี 2569 เนื่องจากต้องหยุดดำเนินงานที่เหมือง Los Pelambres ในเดือนก.ค. ขณะที่หุ้น Rio Tinto และหุ้น Anglo American ร่วงลง 4.8% และ 3.5% ตามลำดับ

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่สูงมากในวันพุธ ส่งผลให้ตลาดลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างถาวร ทำให้ราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวลงเพิ่มเติม ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกที่อ่อนแอลงและสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น

    ในบรรดาหุ้นขนาดกลาง หุ้น Costain เพิ่มขึ้น 4.6% หลังบริษัทให้บริการโซลูชันด้านโครงสร้างพื้นฐานรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่ง

    ส่วนหุ้น Savills บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ พุ่งขึ้น 10.9% หลังรายงานกำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 47% โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจในอเมริกาเหนือและธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HUOW7T4K2LKeAtgQ2K0SN

  • แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

         รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค(Consumer Confidence Index: CCI) เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 51.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลต่อภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มคลี่คลายลงในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง

    ในขณะเดียวกันการที่ภาครัฐเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรหลักที่ยังยืนอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกและช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.3 จาก 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 จาก 48.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.5 จาก 59.3 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับขึ้นจากระดับ 34.5 มาอยู่ที่ 35.5 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับขึ้นจากระดับ 58.7 มาอยู่ที่ 59.9 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เช่นกัน

    “การที่ดัชนีทุกรายการยังเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เนื่องจากยังกังวลต่อภาวะสงครามที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัวได้ช้าในระยะข้างหน้า และทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็นความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะคลี่คลายลงอย่างถาวรหรือไม่ ซึ่งยังมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้”รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ แต่จะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ปี 2569 หรือช่วงเดือนกันยายน 2569 จากแรงกระตุ้นของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ที่ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 และหากสถานการณ์สงครามคลี่คลายลงอย่างถาวร ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักยังยืนสูงกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะฟื้นตัวต่อเนื่อง และการบริโภคจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/983217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjSJoWw41QvCEqa31A2pV

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    | 41 view

    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายอเล็กซานเดอร์ โนวัค (Alexander Novak) รองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทย – รัสเซียด้านการค้า การลงทุน การเกษตร และพลังงาน พร้อมผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพด้านเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการผลักดันการเริ่มต้นเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai – EAEU FTA)

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจพหุภาคี อาทิ BRICS ที่ไทยเป็นประเทศหุ้นส่วน

    รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 36 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpm-fm-meets-dpm-russia-13082026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HGLxK6EbhdGknvOW447__

  • กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    13 สิงหาคม 2569, 15:55น.

          กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

          เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

          นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

          สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

          อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry)  ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

          ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

          โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/163666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lcKpYrex28U2d2VldA7od

  • กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

    เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

    อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry)  ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน 
    ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

    ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

    โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/77246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r19S52iQ9ubC0y6tgyiNA

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22x7tij4jEXD_c7PyxyWYz