Blog

  • กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ (ที่ 3 จากซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานสัมมนา “Next-Gen Hotel DECODED: Unlocking 2026 – Trends, Tech & Sustainability” ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “เจาะลึกอินไซต์ ปลดล็อกเทคโนโลยี สู่มิติใหม่ของธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน” เพื่อถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และประเด็นความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระยะยาว จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ คอนเซียร์จพลัส (KONCIERGE+) แพลตฟอร์มบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจรที่พัฒนาโดยธนาคารกสิกรไทย ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เมื่อเร็วๆ นี้

    กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    บุคคลในภาพจากซ้ายไปขวา:

    1. นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
    2. นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า โฮเทลแอนด์รีสอร์ท จำกัด
    3. ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย
    4. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    5. นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย และรองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงแรมเครือสุโกศล
    6. นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภาคกลางและภาคใต้ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิต และนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) – TICA
    7. นางสาวอลิสรา ศิวยาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ
    8. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieot14dlw32ocp2m1ecsppdam7te2byg&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CWuV7EXf8qN_aLOLlXNnR

  • “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก สำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ได้เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู  (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.69 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้วงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 66 ถึง 69 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน แต่ปัจจุบันการส่งดาวเทียมทดแทนคาดว่าจะไม่ทันกำหนด ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU ที่คาดว่าเริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บมจ. ไทยคม ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

     สำหรับ บมจ.ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 68-69 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 66 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้โดยทาง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 67 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 ก.ย.70 เพราะเป็นหตุสุดวิสัย จากผู้ผลิต 

    ทั้งนี้ที่ประชุม  กสทช. ได้ถกเถึยง ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 69 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้วหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตามทาง เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่  ประการที่สาม กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน   และจะพิจารณาอีกครั้งในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปวันที่ 12 พ.ค. 69 

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 69 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5843201/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Os8XWZUql7p2MAuFxQTDA

  • ‘ไทยคม 9’ สะดุดขึ้นสู่วงโคจรไม่ทัน กสทช.ถกต่อเวลา ‘พักใช้คลื่น’ หวั่นไทยเสียสิทธิ

    ‘ไทยคม 9’ สะดุดขึ้นสู่วงโคจรไม่ทัน กสทช.ถกต่อเวลา ‘พักใช้คลื่น’ หวั่นไทยเสียสิทธิ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ (7 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการยื่นขอขยายระยะเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียมตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิในการใช้ย่านความถี่ดังกล่าว หลังไม่สามารถจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ทันตามกรอบเวลาเดิม

    รศ.ดร.สมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยื่นคำร้องต่อไอทียู เพื่อขอ “พักใช้” ความถี่ในวงโคจรดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566-2569 เพื่อรอการนำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นทดแทนดาวเทียมเดิม

    อย่างไรก็ตาม การส่งดาวเทียมล่าช้าในครั้งนี้ แม้อาจไม่กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของไทยโดยตรง แต่มีความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียสิทธิการใช้ย่านความถี่ในตำแหน่งดังกล่าว หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขของ ไอทียูภายในกำหนดเวลา

    ด้วยเหตุนี้ บอร์ดกสทช. จึงเร่งให้สำนักงานจัดทำเอกสารชี้แจง พร้อมยื่นคำร้องขอขยายเวลาการพักใช้คลื่นความถี่ หรือ Suspension ให้ทันก่อนการประชุม Radio Regulations Board ของไอทียูซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569

    รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวมีขึ้นอย่างเร่งด่วน หลังบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด (STI) บริษัทลูกของ บมจ.ไทยคม ยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอขยายเวลาการนำส่งดาวเทียม “ไทยคม 9” ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E

    STI ชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหาการผลิตของบริษัท Astranis ผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตดาวเทียมล็อตเดียวกันจำนวน 5 ดวง แต่เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในระบบเมนบอร์ดของดาวเทียมหนึ่งดวง ส่งผลให้ต้องตรวจสอบและสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตล่าช้าเกินแผน

    เดิมไทยคมวางแผนส่งดาวเทียมไทยคม 9 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กและใช้ระยะเวลาสร้างสั้น ขึ้นทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตารื ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2568-2569 ตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้สำหรับผู้ได้รับสิทธิใช้วงโคจรชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก

    เงื่อนไขดังกล่าวระบุให้ผู้รับใบอนุญาตต้องนำส่งดาวเทียมใหม่ขึ้นสู่วงโคจรภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 พร้อมวางหลักประกันการดำเนินงานไว้ต่อ กสทช.

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น STI จึงขอเลื่อนกำหนดส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยอ้างว่าเป็นกรณี “เหตุสุดวิสัย” ที่เกิดจากผู้ผลิต

    แหล่งข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างการถกเถียงอย่างหนักภายในบอร์ด กสทช. เนื่องจากกำหนดส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และกรรมการบางส่วนยังไม่เห็นตรงกันต่อการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย

    โดยกรรมการบางรายมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างผลิตดาวเทียม ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุให้ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้

    ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเหตุสุดวิสัยตามแนวปฏิบัติของไอทียู มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามภารกิจได้ และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงานพิจารณาแล้วว่า กรณีของไทยคมเข้าข่ายดังกล่าว

    แม้เช่นนั้น บอร์ดกสทช. ยังแสดงความกังวลและมีคำสั่งให้สำนักงานกลับไปทบทวนข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังให้พิจารณามาตรการรองรับหากอนุญาตให้ STI ขยายเวลาถึงเดือนกันยายน 2570 แล้วไม่สามารถดำเนินการได้จริง ว่าจะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงการริบหลักประกันที่มีมูลค่าราว 109 ล้านบาทหรือไม่

    อีกประเด็นสำคัญ คือ แผนดูแลลูกค้าเดิมของไทยคม หากไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทัน รวมถึงแนวทางจัดหาช่องสัญญาณรองรับภารกิจของภาครัฐที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง

    ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่มีมติอนุมัติหรือเห็นชอบให้ขยายเวลาส่งดาวเทียมไทยคม 9 ไปถึงปี 2570 ในทันที แต่ให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติม พร้อมร่างเงื่อนไขประกอบ ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในการประชุมวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. ดำเนินการริบหลักประกัน โดยขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาจาก กสทช.

    ขณะเดียวกัน ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ซึ่งให้บริการมาเป็นเวลานาน กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดภารกิจ และคาดว่าจะต้องออกจากวงโคจรภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังใช้งานเกินอายุทางวิศวกรรมและเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน

    ล่าสุด กสทช. ได้อนุมัติแผนสำรองให้ไทยคมเช่าใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียมสัญชาติเกาหลีใต้ หรือ KoreaSat เพื่อให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นการชั่วคราว ระหว่างรอการส่งไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร

    การเลือกใช้ดาวเทียมเกาหลีมีเหตุผลสำคัญจากการที่ตำแหน่งวงโคจรใกล้เคียงกับไทยคม 4 เดิม ทำให้ลูกค้าสามารถย้ายการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภาคพื้นดินมากนัก

    อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น และเมื่อไทยคม 9 พร้อมให้บริการ ลูกค้าทั้งหมดจะถูกทยอยย้ายกลับเข้าสู่เครือข่ายดาวเทียมของไทยคมตามแผนเดิมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1232916&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lBiJbcnUZs-0y193o8sjr

  • กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    บอร์ดกสทช.เห็นชอบ ขยายวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก เร่งสำนักงานแจ้ง ไอทียู ป้องประเทศเสียสิทธิ หลังไทยคม เกิดเหตุสุดวิสัย ยิงไทยคม 9 ไม่ทัน

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า บอร์ดกสทช.เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้ความถี่ในวงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ก่อนหน้านี้ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน ซึ่งการที่ส่งดาวเทียมไปไม่ทัน อาจไม่ได้กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของประเทศไทย แต่อาจจะทำให้เสียสิทธิการใช้ความถี่ดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU (เริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)  ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5 องศาตะวันออก มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

    โดย ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 2568-2569 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้ ซึ่ง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 2567 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 กันยายน 2570 เพราะเป็น “เหตุสุดวิสัย” จากผู้ผลิต 

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กสทช. ถกเครียด ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 2569 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้งหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า

    ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร

    ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่

    ประการที่สาม กรณี กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม การเห็นชอบขยายเวลา และเงื่อนไขเพิ่มเติม และจะพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ค. 2569 

    เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 2569 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742025&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bfXr3FljSu1nu6Xrt1eY5

  • ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

    ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    เมื่อกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) หลายคนมักนึกถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, IoT หรือระบบอัตโนมัติ จนทำให้ความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงคำนี้นึกถึงเรื่องความทันสมัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า เมืองนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริงหรือไม่ และ ROCTEC คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเมืองและการยกระดับชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นได้จริง

    ในระดับโลก กระแส Smart City ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่สะท้อนผ่านการลงทุนที่เติบโตอย่างชัดเจน โดยมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 877.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือกว่า 122 ล้านล้านบาท เทียบเป็น 6 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุด จากแรงหนุนของการขยายตัวของเมือง นโยบายภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT มาใช้อย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน Smart City ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา แต่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น หน้าจอแสดงเวลาขบวนรถไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ หน้าจอแสดงความหนาแน่นการจราจรในถนนเส้นต่างๆ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในสวนสาธารณะ เป็นต้น ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยผู้ที่วางตำแหน่งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของตลาดในอนาคต

    ในองค์ประกอบของ Smart City “ระบบการเดินทาง” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนเผชิญทุกวัน และส่งผลโดยตรงต่อเวลา คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อน “ต้นทุนจริง” ของปัญหานี้ ผู้คนต้องเสียเวลากับการจราจรติดขัดถึง 115 ชั่วโมงต่อปีในปี 2025 ซึ่งไม่เพียงกระทบคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจในวงกว้าง สะท้อนว่าระบบการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพย่อมบั่นทอนทั้งความเชื่อมั่นและโอกาสในการพัฒนาเมือง

    ในทางตรงกันข้าม ฮ่องกงนำเสนอภาพตัวอย่างที่น่าสนใจผ่านระบบ MTR ที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 5 ล้านคนต่อวัน (มากกว่าไทยกว่า 3 เท่า โดยประเทศไทยมียอดผู้โดยสารต่อวันอยู่ที่ 2 ล้านคน) ด้วยความตรงต่อเวลาสูงถึง 99.9% แสดงให้เห็นว่าหากระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ เมืองสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างราบรื่น ผู้คนวางแผนชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยท้ายที่สุด ความแตกต่างของเมืองจึงอยู่ที่คุณภาพของระบบและระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

    ช่องว่างระหว่างกรุงเทพฯ และฮ่องกงจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดเมือง หากแต่อยู่ที่ความฉลาดของระบบอัจฉริยะ การเชื่อมโยงข้อมูล และความต่อเนื่องของการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสของผู้มีเทคโนโลยีในการยกระดับเมือง
    อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับเมืองยุคปัจจุบัน เนื่องจากหัวใจสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล” (Digital Infrastructure) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง ควบคุม และบริหารจัดการระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถ การติดตามแบบเรียลไทม์ หรือความปลอดภัย แม้ไม่ปรากฏชัดต่อผู้ใช้งาน แต่มีบทบาทสำคัญต่อความเสถียร ความปลอดภัย และความต่อเนื่องของการให้บริการ

    ในมุมมองนี้ บทบาทของ ROCTEC มีความน่าสนใจในฐานะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมสำคัญที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบรางและรถไฟฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของการเดินทางในเมืองขนาดใหญ่ แม้บทบาทดังกล่าวอาจไม่ได้ปรากฏต่อสายตาของผู้โดยสารในชีวิตประจำวัน แต่ระบบเบื้องหลังเหล่านี้คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การให้บริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และสนับสนุนความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

    ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตั้งระบบเทคโนโลยี แต่มีบทบาทครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบราง ตั้งแต่ Railway Communication Systems เช่น ระบบควบคุมรถไฟ, กล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ, เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ และระบบอาคารอัจฉริยะ ซึ่งล้วนช่วยให้การเดินรถมีความปลอดภัย เชื่อมต่อได้ และตรงเวลา ขณะเดียวกัน ROCTEC ยังต่อยอดสู่ IoT และ Predictive Maintenance เพื่อคาดการณ์และป้องกันความขัดข้องล่วงหน้า รวมถึงโซลูชัน Cybersecurity และ Digital Display & Urban Communication ที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลในเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นผู้เชื่อมโยงระบบการเดินทาง ข้อมูล และการสื่อสารของเมืองเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

    ขณะเดียวกัน ในมิติของ Smart City โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบการเดินทาง แต่ยังครอบคลุมถึง “ระบบการสื่อสารของเมือง” ในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล การสื่อสารจึงต้องเข้าถึงผู้คนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทจริง ธุรกิจสื่อดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงโฆษณา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการสื่อสารของเมือง ที่ช่วยให้ข้อมูลและข่าวสารเข้าถึงผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพในจุดที่ใช้ชีวิตจริง

    สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเมื่อระบบการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เริ่มมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการหาที่อยู่ในอนาคตย่อมไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือรูปแบบอาคารเท่านั้น หากแต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตของตนเองเข้าสู่เมืองได้อย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และรวมถึงการมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตประจำวัน และในช่วงปลายปี 2569 ROCTEC จะเริ่มมีบทบาทในอีกหนึ่งมิติของการพัฒนาดังกล่าวร่วมกับทาง BTSG จากการต่อยอดความเชี่ยวชาญใน In-house R&D ของ ROCTEC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดจากระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ไปสู่การใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    ท้ายที่สุด เมืองอัจฉริยะที่แท้จริงอาจไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมาก หากแต่เป็นเมืองที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ชีวิตดีขึ้นจริง” ในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบการเดินทางที่เชื่อถือได้และทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย ระบบการสื่อสารของเมืองที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ ไปจนถึงบ้านและการอยู่อาศัยที่สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว
    ROCTEC มอง Smart City ในฐานะ “ระบบนิเวศของเมือง” ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ Smart ICT และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นรากฐานด้านข้อมูล ไปจนถึง Smart Mobility ที่ยกระดับการเดินทางให้มีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

    แนวคิดดังกล่าวต่อยอดสู่ Smart Building และ Smart Living เพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ควบคู่กับ Smart Grid และ Smart Environment ที่สนับสนุนการบริหารพลังงานและความยั่งยืนในระยะยาว โดยทั้งหมดไม่เพียงขับเคลื่อนเมืองในเชิงโครงสร้าง แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม

    ดังนั้น หาก Smart City คือภาพของอนาคต ROCTEC ก็มีเป้าหมายในการเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อนาคตนั้นค่อย ๆ เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไปสู่การสร้างคุณค่าที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน

    ด้วยวิสัยทัศน์นี้ ROCTEC มุ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดเทคโนโลยีสู่คุณค่าที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ท้ายที่สุด เมืองที่ดีอาจไม่ใช่เมืองที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นทิศทางที่ ROCTEC มุ่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/475274&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hc0Y6EVqaCX0VEnihr7Uo

  • กมลวรรณ ควง พัชรินทร์ ลิ่วก่อนรองฯ เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    กมลวรรณ ควง พัชรินทร์ ลิ่วก่อนรองฯ เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    กมลวรรณ ควง พัชรินทร์ ลิ่วก่อนรองฯ เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    กมลวรรณ ยอดเพ็ชร และ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช โชว์ฟอร์มเก่งตีตั๋วรอบ 8 คนสุดท้าย ด้านคู่หู กษิดิศ-ภวิชญ์ เฉือนนิวซีแลนด์ทะลุตัดเชือกชายคู่ที่นครปฐม

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพนานาชาติ รายการ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) (เอ็ม 25) ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) (ดับเบิลยู 15) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ณ สนามเทนนิส ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เป็นการแข่งขันรอบเมนดรอว์วันที่สาม

    ประเภทหญิงเดี่ยว รอบสอง (16 คน) “น้องบัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร ดาวรุ่งวัย 18 ปี ดีกรีทีมชาติชุดใหญ่และแชมป์บิลลี จีน คิง คัพ 2026 มืออันดับ 1067 ของโลก ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะ ธนัชพร ยังโหมด นักหวดรุ่นพี่มือ 502 ไอทีเอฟ แรงกิ้ง ไปได้ 2-0 เซต 6-4 และ 6-3 ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ อี คยอง ซอ จากเกาหลีใต้

    ขณะที่ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวางอันดับ 1 ของรายการ และมือ 452 ของโลก เดินหน้าเก็บชัยชนะเหนือ เหวียน เคนซี จากสหรัฐฯ โดยในเซตสามขณะที่ พัชรินทร์ นำอยู่ 4-0 ทางนักหวดอเมริกันมีอาการบาดเจ็บสะโพกจนต้องขอยอมแพ้ (Ret.) ส่งผลให้ พัชรินทร์ ชนะไปด้วยสกอร์ 4-6, 6-1 และ 4-0 ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายไปดวลกับ นาโฮะ ซาโตะ มือวาง 6 จากญี่ปุ่นต่อไป

    ด้านประเภทชายคู่ รอบก่อนรองชนะเลิศ กษิดิศ สำเร็จ จับคู่กับ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ สองนักเทนนิสหนุ่มไทย ผนึกกำลังเอาชนะ ไอแซค เบครอฟท์ และ แอนตัน เชปป์ จากนิวซีแลนด์ ไปอย่างตื่นเต้น 2-1 เซต 6-3, 4-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-8 ทะยานสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับคู่มือวาง 1 อย่าง ชาร์ลส์ แบร์รี (ไอร์แลนด์) และ โจชัว ชาร์ลตัน (ออสเตรเลีย)

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ:

    หญิงเดี่ยว รอบสอง

    • ลีเดียร์ พอดโกริชานี่ แพ้ หลิว หยูฮั่น (จีน) 1-6, 4-6

    • นาโฮะ ซาโตะ (6-ญี่ปุ่น) ชนะ ไอชิ ดาส (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-3

    • อี คยอง ซอ (เกาหลีใต้) ชนะ จาง จุนฮัน (5-จีน) 4-6, 6-4 Ret.

    ชายเดี่ยว รอบสอง

    • มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ ชิน ซานฮุย (1-เกาหลีใต้) 6-3, 6-2

    • ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) ชนะ ไอแซค เบครอฟต์ (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-2

    หญิงคู่ รอบก่อนรองชนะเลิศ

    • อัญชิสา ฉันทะ / ทรรศพร นาคหล่อ (วาง 3) ชนะ อี คยอง ซอ / อี เยซอ (เกาหลีใต้) 6-3, 6-1

    ชายคู่ รอบก่อนรองชนะเลิศ

    • ฐานทัพ สุขสำราญ / มาร์คุส มาลาซแชค วูยือ แพ้ ชาร์ลส์ แบร์รี / โจชัว ชาร์ลตัน (1-ไอร์แลนด์/ออสเตรเลีย) 6-7(6-8), 6-7(1-7)

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103442/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QMKW20WFQUkkuIIrIsn_N

  • เริ่มแล้ว ‘สกายวอล์กลำตะคอง’ ตื่นตาแลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่โคราช งบ 120 ล้าน | เดลินิวส์

    เริ่มแล้ว ‘สกายวอล์กลำตะคอง’ ตื่นตาแลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่โคราช งบ 120 ล้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายมนัส สุวรรณรินทร์ รอง ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.ณัฐพงศ์ ทองดี ปลัดอาวุโสอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบการก่อสร้างสกายวอล์กลำตะคอง แลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา บริเวณริมเขาเขื่อนลั่น ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

    จากข้อมูล เป็นการก่อสร้างของแผนพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ผลักดันโครงการก่อสร้าง สกายวอล์กลำตะคอง-เขาเขื่อนลั่น แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นทางเดินพื้นกระจกใสที่ยื่นออกจากริมผา มีความกว้าง 3 เมตร และความยาว 42 เมตร สูงจากพื้นด้านล่างประมาณ 30 เมตร ด้วยงบประมาณ 120 ล้านบาท ตามแผนศึกษาพัฒนาระยะ 5 ปี (2566-2570) โดยในการดำเนินการในช่วงปี 2569-2570 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เชื่อมโยงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสส์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (Korat wellness corridor) ที่สวยงามตื่นตากับบรรยากาศที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของเขื่อนลำตะคอง และกังหันลมบนเขายายเที่ยง รวมทั้งความสวยงามของถนน M6 มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ทอดยาวไปตามภูเขา และยังพ่วงโครงการสร้างองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระชัยเมืองนครราชสีมา ในบริเวณใกล้สกายวอล์ก

    นายมนัส สุวรรณรินทร์ รอง ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังมีการประชุมแล้ว จึงได้เดินทางลงพื้นที่ดูการก่อสร้างเฟสแรก ปรับพื้นที่สำรวจดิน และตรวจสอบสภาพพื้นที่การก่อสร้างฐานลากให้มีความแข็งแรงปลอดภัย ซึ่งโยธาจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้ควบคุมดูแล โดยโครงการเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2569 เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวประตูสู่ภาคอีสาน โดยภายในโครงการจะประกอบด้วย Sky walk องค์พระชัยเมืองนครราชสีมา อาคารศาลาพักผ่อน อาคารร้านขายสินค้าชุมชน อาคารบริการนักท่องเที่ยว อาคารห้องน้ำสาธารณะ งานระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ระบบสุขาภิบาล งานปรับปรุงทางเข้า-ออก ขยายปรับปรุงถนน

    ซึ่ง Sky walk แห่งนี้ จะเป็นจุดชมวิวที่งดงามอีกแห่งของเมืองไทย บนจุดชมวิวสามารถมองเห็นเขื่อนลำตะคอง เห็นความหลากหลายความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและคมนาคมของเมืองไทย ผ่านมอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูงที่กำลังก่อสร้างที่มีความอลังการ วิวทิวทัศน์สวยงามและเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดนครราชสีมา โดยนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว มีความสะดวกทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ นอกจากโซนสกายวอล์กและไหว้พระชัยแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียง เช่น ชมกังหันลมบนเขายายเที่ยง อ่างพักน้ำโรงไฟฟ้าพลังงานสอบกลับ เขื่อนลำตะคอง รวมทั้งเมืองใต้ดินอุโมงค์โรงงานไฟฟ้า เส้นทางอุโมงค์อยู่ลึกเข้าไปในเขตเขายายเที่ยง ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ต่ำกว่าระดับน้ำในเขื่อนลำตะคองประมาณ 100 เมตร และอยู่ใต้ภูเขาประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งหลายคนกล่าวขานว่าเป็นเมืองใต้บาดาล เมืองใต้พิภพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5842383/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MiNLY7YG1tczfQkMqIDR7

  • “แลนด์บริดจ์ภาคใต้” โอกาสหรือความเสี่ยง? เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวอันดามันต้องแลกกับโครงการใหญ่

    “แลนด์บริดจ์ภาคใต้” โอกาสหรือความเสี่ยง? เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวอันดามันต้องแลกกับโครงการใหญ่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/146050&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nK_f3NIfEAJOmhuKk7zK8

  • บินต่างประเทศต้องรู้ ! ปรับค่า PSC ใหม่ เริ่ม 20 มิ.ย. 2569

    บินต่างประเทศต้องรู้ ! ปรับค่า PSC ใหม่ เริ่ม 20 มิ.ย. 2569

              สายบินต่างประเทศเตรียมเช็กข้อมูลกันไว้ให้ดี หลัง AOT เตรียมปรับค่า PSC ใหม่ เริ่มใช้วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ใครมีแพลนเดินทางช่วงนี้ อาจต้องอัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนจองตั๋ว

              สายเที่ยวและคนที่มีแพลนบินต่างประเทศในช่วงกลางปี 2569 อาจต้องอัปเดตข้อมูลกันอีกครั้ง หลัง AOT ปรับค่า PSC สำหรับผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มมีผลในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 กลายเป็นอีกประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงการวางแผนจองตั๋วเครื่องบินในอนาคต โดยเฉพาะคนที่เดินทางต่างประเทศบ่อยหรือกำลังมีแพลนทริปช่วงครึ่งปีหลัง งานนี้ก่อนกดจองตั๋ว อาจต้องเช็กรายละเอียดกันให้ครบมากขึ้น

    AOT ปรับค่าบริการ
    ผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ

    ปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ

    ภาพจาก : withGod / shutterstock.com

    PSC คืออะไร ทำไมถึงต้องจ่าย

              PSC ย่อมาจาก Passenger Service Charge หรือ “ค่าบริการผู้โดยสาร” คือค่าธรรมเนียมที่สนามบินเรียกเก็บจากผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนา ดูแล และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน

    ค่า PSC คืออะไร

               สิ่งที่ควรรู้คือ ค่า PSC ไม่ใช่ภาษี และไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไร แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปใช้เฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินโดยตรง และยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก่อนบังคับใช้ด้วย โดยปกติแล้ว ค่า PSC จะถูกรวมไว้ในราคาตั๋วเครื่องบินแล้ว ผู้โดยสารจึงไม่ต้องจ่ายแยกต่างหาก เพียงแต่ราคาตั๋วอาจปรับสูงขึ้นตาม

    อัตราใหม่ เทียบกับอัตราเดิม

    • ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ อัตราเดิม 730 บาท อัตราใหม่ 1,120 บาท มีผลตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569

    ปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก AOT Official

              *** การปรับครั้งนี้มีผลเฉพาะ ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศเท่านั้น ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศยังคงอัตราเดิมที่ 130 บาทต่อคน เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ

    สนามบินที่ได้รับผลกระทบ

              การปรับอัตรานี้ครอบคลุมสนามบินทุกแห่งในเครือ AOT ได้แก่

    • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)

    • ท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK)

    • ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (CNX)

    • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)

    • ท่าอากาศยานภูเก็ต (HKT)

    • ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (HDY)

    ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ

              หลังจากมีประกาศออกมา เราจะพบว่ามีโพสต์โซเชียลมีเดียหลายกระแสที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ขอชี้แจงตามข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้แก่

    ความเข้าใจผิดเรื่องค่า PSC

             ความเข้าใจผิด : AOT เก็บซ้ำกับที่รัฐบาลจะเก็บ

             ข้อเท็จจริง : ค่า PSC 1,120 บาท ของ AOT และค่าธรรมเนียมพัฒนาการท่องเที่ยว (EDF) ของรัฐบาลที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้นั้น เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่หน่วยงานที่เก็บ วัตถุประสงค์การใช้เงิน และกฎหมายที่ใช้กำกับ ที่สำคัญคือค่า EDF ของรัฐบาลยังอยู่ในขั้นเสนอ และยังไม่ได้บังคับใช้ในขณะนี้

             ความเข้าใจผิด : ค่า PSC จำนวน 1,120 บาท จะเป็นรายได้ของ AOT 

             ข้อเท็จจริง : AOT ยืนยันชัดเจนในประกาศทางการว่าค่า PSC ทุกบาทนำไปใช้พัฒนาสนามบินโดยตรง ไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไร และยังต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนนำไปใช้

              *** จากความเข้าใจผิดที่นำค่า PSC ของ AOT มาปนกับค่า EDF ของรัฐบาลในโพสต์เดียวกันอาจทำให้เกิดความสับสน เพราะเป็นคนละหน่วยงาน คนละวัตถุประสงค์ และค่า EDF ยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงไม่มีการ “เก็บ 2 ก้อน” แต่อย่างใด

    สรุป

    • ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเอง ค่า PSC มักถูกรวมในราคาตั๋วเครื่องบินอยู่แล้ว แต่ราคาตั๋วอาจสูงขึ้นตามไปด้วย

    • บวกงบประมาณเพิ่ม 390 บาทต่อคน สำหรับตั๋วที่ซื้อหลังวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ส่วนต่างจากอัตราเดิม 730 บาท อยู่ที่ 390 บาท

    • ตรวจสอบราคาตั๋วรวมก่อนจอง เพื่อให้มั่นใจว่าราคาที่แสดงได้รวมค่า PSC ใหม่แล้ว

    • เที่ยวในประเทศไม่กระทบ ค่าบริการภายในประเทศยังคง 130 บาทเช่นเดิม

    • ค่า EDF ยังไม่บังคับใช้ อย่าสับสนกับข่าวค่าธรรมเนียมออกนอกประเทศของรัฐบาล ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

              ใครมีแพลนบินต่างประเทศช่วงหลังจากนี้ อย่าลืมเช็กค่าธรรมเนียมและรายละเอียดการเดินทางให้ครบก่อนจองตั๋ว เพราะการอัปเดตข้อมูลล่วงหน้า จะช่วยให้วางแผนค่าใช้จ่ายและทริปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ^ ^

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ สนามบิน ขึ้นเครื่องบิน กฎและระเบียบ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view300865.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wvujdun3wBuPqg6kYylPw

  • เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก

    เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก

    เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก


    7/05/2569 | 57 |

    เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปีในเชิงเกษตรกรรมและเศรษฐกิจ นั่นคือ “ฤดูกาลผลไม้เมืองร้อน” ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญ ผลไม้ไทยไม่เพียงแต่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Soft Power (Food) ที่ทรงพลัง สามารถสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวคุณภาพหลั่งไหลเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ “Farm-to-Table” อย่างแท้จริงถึงแหล่งผลิตในชุมชน


    1. อัตลักษณ์แห่งรสชาติ: Soft Power ที่กินได้และเข้าถึงทั่วโลก

    ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งผลไม้เขตร้อน” โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงพีคของ ทุเรียน (King of Fruits) และ มังคุด (Queen of Fruits) รวมถึงเงาะ ลองกอง และสละ อัตลักษณ์ของผลไม้ไทยไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของสายพันธุ์และการดูแลอย่างพิถีพิถัน

    • การยกระดับสู่ Premium Grade: ปัจจุบันเกษตรกรไทยมุ่งเน้นการผลิตผลไม้ตามมาตรฐานคุณภาพระดับสูง (GAP และ GMP) รวมถึงการผลักดันผลไม้ที่มีข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ทุเรียนหมอนทองระยอง หรือส้มโอทับทิมสยาม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง (High-end Market) ทั้งในและต่างประเทศ

    • นวัตกรรมอาหารสร้างสรรค์: การนำผลไม้สดมาต่อยอดเป็นเมนู Fine Dining หรือขนมหวานฟิวชันในร้านระดับมิชลินไกด์ ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความประณีตของอาหารไทยในเวทีโลก

    2. การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agri-Tourism): การเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจชุมชน

    ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในปี 2569 มุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยใช้ “สวนผลไม้” เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ

    • กิจกรรมสร้างสรรค์ในชุมชน: การเปิดสวนผลไม้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (Orchard Tours) การจัดบุฟเฟต์ผลไม้เกรดพรีเมียม และการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง ช่วยสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณค่า” (Meaningful Travel) ให้กับนักท่องเที่ยว

    • การกระจายรายได้สู่ฐานราก: เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่แหล่งผลิตในจังหวัดรอง เช่น จันทบุรี ตราด หรือจังหวัดในภาคใต้และภาคเหนือ เงินหมุนเวียนจะไม่ได้อยู่เพียงแค่ในสวนผลไม้ แต่ยังกระจายไปยังธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และงานหัตถกรรมในท้องถิ่น (Fashion & Craft) ที่นักท่องเที่ยวมักเลือกซื้อเป็นของฝาก

    3. กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: จากสวนสู่ตลาดโลก

    ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ

    • การส่งออกที่เติบโต: ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผลไม้ไทยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนที่นิยมทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง การรักษามาตรฐานการส่งออกและการสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จึงเป็นกุญแจสำคัญ

    • เศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ: การนำระบบออนไลน์มาใช้ในการสั่งจองผลไม้ล่วงหน้า (Pre-order) ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตได้แม่นยำขึ้น และสร้างความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลก


    บทสรุป

    หัวข้อ “Fruitful Journey” ในเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการบูรณาการระหว่าง Soft Power ด้านอาหาร และ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน การที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มองหารสชาติและประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการบริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งที่มา และความยั่งยืน


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP): รายงานสถิติการส่งออกผลไม้สดและแปรรูปของไทยปี 2568-2569

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และการส่งเสริมมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP)

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเทศกาลกินผลไม้ในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้

    • กรมทรัพย์สินทางปัญญา: รายชื่อและสถานะของสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทผลไม้ไทย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500204&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n2zxKXmviKLsCFYsfuOf-