Blog

  • เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนในการพัฒนานำไปต่อยอดการท่องเที่ยวในการเพิ่มมูลค่าโดยเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-25 ต.ค.68 วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยวนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โดยเชื่อมโยงศาสนาและเส้นทางเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิม ได้นำพาไปเที่ยวชมชุมชนบ้านฮ่อ ซึ่งเป็นชุมชนของชาวจีนยูนาน ที่นับถือศาสนาอิสลามที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่นำอาหารฮาลาล นานาชนิด นานาเมนู รวมถึงพืชผักล้วนเป็นสมุนไพรมาจำหน่ายที่กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ) ย่านถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้กับนักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหาร ในทุกวันศุกร์ และตลาดแห่งนี้เป็นการผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนาไทย / เหนือได้อย่างกลมกลืน และตลาดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

    บริเวณใกล้กันนั้น ก็ยังเป็นที่ตั้งของมัสยิด เฮดานาดุล อิสลามบ้านฮ่อ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนยังจะได้สัมผัสกลับความเป็นชุมชนมุสลิม ของทุกชนชาติที่มาอยู่ร่วมละหมาดเป็นประจำทุกวัน โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ และมัสยิสแห่งนี้ ยังสะท้อนถึงการผสมผสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน กับวัฒนธรรมอิสลาม และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของทุกศาสนา

    ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ก็คือหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ ที่ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่รวบรสมและนำเสนอเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมล้านนา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้รากเหง้าของคนล้านนามาตั้งแต่อดีตกาล

    เดินทางไปต่อยัง มัสยิดดุรุนนูร มัสยิสช้างเผือก แลนด์มาร์คที่มาเชียงใหม่ ไม่ควรพลาด ที่แห่งนี้ก่อสร้างด้วยงบกว่า 60 ล้านบาท บรรจุผู้คนที่มาละมานได้มากถึง 1 พันคน ที่ก่อสร้างอย่างสวยงาม แวดล้อมไปด้วยชุมชนทุก ศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกศาสนามีการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเมื่อมีกิจกรรมในสังคม ผู้คนในชุมชนทุกศาสนา ก็จะมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน อย่างมีความสุข เป็นพี่น้องกัน นอกจากนั้น แต่ละวันจะมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ไนจีเรีย อัฟริกา รวมถึงเยาวชน นักศึกษา เมื่อถึงเวลา 12.30 น ก็จะเข้าพิธีละหมาดร่วมกัน พูดคุยและเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม มาเชียงใหม่แล้วไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวผู้ที่นับถือศาสนาใดๆ ก็สามารถแวะมาทานข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ ร้านเฟื่องฟ้า ย่านถนนเจริญประเทศ ซอย 1 กลางเมืองเชียงใหม่ สูตรข้าวซอยร้านนี้สืบทอดรุ่นลูกรุ่นหลานมานานถึง 40 ปี จุดเด่นเส้นข้าวซอยเหนียวนุ่ม น้ำแกงรสชาดไม่จัดจ้าด มีให้เลือกหลากหลายเมนู

    ส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

    จากนั้นได้พาเที่ยวอำเภอปาย ชมสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย (Ta Pai Memorial Bridge) สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่ปาย เป็นสะพานที่มีโครงเหล็กสีเขียวเข้มปูพื้นด้วยไม้ทอดข้ามแม่น้ำปาย มีอายุราวหนึ่งร้อยปี สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินเล่นและชมวิวแม่น้ำปาย อีกทั้งยังเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมอีกด้วย ปัจจุบันสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายเป็นแลนด์มาร์กของอำเภอปาย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนกล่าวกันว่าหากไม่ได้มาเที่ยวสะพานแห่งนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงปาย

    ก่อนจะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านสันติชล หมู่บ้านวัฒนธรรมจีนยูนนานตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ไฮไลท์ของหมู่บ้านคือจุดชมวิวหยุนไหลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอปาย จุดชมวิวนี้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เกือบ 360 องศาโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และเป็นจุดที่เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถไปถึงจุดชมวิวได้โดยเดินตามป้าย “จุดชมวิว” สีแดงไปประมาณ 5 กม. ค่าเข้าชม 20 บาท

    ที่สำคัญที่อำเภอปายแห่งนี้ มีมัสยิดอัล-อัลอิสรออฺ ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย มัสยิดแห่งนี้มีความสวยงามมากพร้อมต้อยรับนักท่องเที่ยวชาวอิสลามมาใช้สถานที่ได้มากว่า 200-300 คน ในการประกอบพิธีต่างๆ เช่น ปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮ์), การละหมาด (ปฏิบัติ 5 เวลาต่อวัน), การจ่ายซะกาต (การบริจาคทาน), การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ การประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากนี้ยังมีพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พิธีสุหนัต และพิธีทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ

    ทั้งนี้ นายอิธิรัฐ กล่าวอีกว่ากิจกรรมดังกล่าว ระบุว่ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา ทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5241962/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqPsCv0WHClY9UjRuVHkl

  • ททท. แคมเปญ”ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”สร้างแรงบันดาลใจการท่องเที่ยว| โชว์ข่าวเช้านี้ |27 ต.ค.68

    ททท. แคมเปญ”ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”สร้างแรงบันดาลใจการท่องเที่ยว| โชว์ข่าวเช้านี้ |27 ต.ค.68

    ททท. ชวนฟังเสียงหัวใจ ไปกับแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย
    #ททท. #ฟังเสียงหัวใจเที่ยวไทยไม่รู้ลืม #โรงแรม #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #โชว์ข่าวเช้านี้
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dAn4lNIrDvxokFv3KKQzE

  • โกลเบล็ก มอง SET รับแรงหนุนน้ำมันพุ่ง-รัฐปลุกใช้จ่าย-ททท.ปั้นตลาดไกล คัดหุ้นเด่นค้าปลีก : อินโฟเควสท์

    โกลเบล็ก มอง SET รับแรงหนุนน้ำมันพุ่ง-รัฐปลุกใช้จ่าย-ททท.ปั้นตลาดไกล คัดหุ้นเด่นค้าปลีก : อินโฟเควสท์

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้อยู่ในกรอบ 1,290-1,330 จุด ได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน

    อีกทั้งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี ประกอบกับกรมบัญชีกลางได้ปฏิรูปกระบวนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพื่อเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณประจำปีและงบเบิกเหลื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    และล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า “Airline Focus Strategy” ปลุกท่องเที่ยวระยะไกลคึกคัก เผยอานิสงส์เศรษฐกิจยุโรปฟื้น-สายการบินเพิ่ม 5 เส้นทางบินตรงยุโรป-ไทย ดันตลาดคึกคัก

    ด้านกระทรวงพลังงานเตรียมเปิด 4 โครงการสำคัญภายในเดือน พ.ย.68 ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มชุมชน, โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร, โซลาร์บนหลังคาบ้าน และระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานรัฐ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันพลังงานสะอาดทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงน่าจับตา จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาด GDP ไตรมาส 3/68 ขยายตัว 1.5% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.3% ในไตรมาส 4/68 แม้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งช่วยเพิ่ม GDP ราว 0.2-0.3% โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ขณะที่คาดว่า GDP ปี 69 จะโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และวันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศ วันที่ 27 ต.ค. จีนรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. สหรัฐรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ย.และดัชนีการผลิตเดือน ต.ค., วันที่ 28 ต.ค. สหรัฐฯรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค.และราคาบ้านเดือนส.ค., วันที่ 29 ต.ค. สหรัฐฯรายงานสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ครั้งที่ 7/68 ซึ่งจะมีมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund Rate), วันที่ 30 ต.ค. “ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีนเตรียมพบกันในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย GBS แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกรณีที่ภาครัฐประกาศปลดล็อกให้ร้านอาหารสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก อาทิ CBG, MENA, BJC, CPALL, CPAXT, TNP, KK และ MOTHER โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนสูง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540294&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3byyAo3XOWJ6mNiosWJCWb

  • ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และพาราเกมส์ ในปี 2568 โดยเน้นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ บุคลากร การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์และสร้างความประทับใจให้กับนานาชาติ

    รัฐมนตรีกล่าวถึงการเร่งแผนงานและการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และได้พูดถึงการออกแบบมาสคอตชุดใหม่ “เดอะสาน” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย พร้อมทั้งเน้นถึงการดูแลและเสริมแรงผลักดันให้แก่นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในเวทีระดับภูมิภาค

    ในประเด็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีระบุว่าการกีฬาเป็นพื้นที่ของมิตรภาพและการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยที่จะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดในทุกสนามและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

    อีกทั้ง รัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ซีเกมส์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Sport Tourism โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางชมการแข่งขัน ควบคู่กับการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมเผยข่าวดีเตรียมของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้ประชาชนในการเฉลิมฉลองครั้งนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sport-tourism-seagame&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cH0MLtCR7ZyQiL-g1qzI

  • &

    &

    เจอกันทั้งปีอย่างแท้จริง สำหรับหนุ่มอารมณ์ดี Aun Jessada (อั๋น เจษฎา) ที่ถึงแม้ว่าจะทำผลงานด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด แต่ก็ยังมีเพลงใหม่ออกมาให้ฟังแบบแทบไม่หยุดพัก มาจนถึงซิงเกิลที่ 4 “ขก (Lazy)” (อ่านว่า ขอ-กอ) ที่มากับความชิลล์แต่ฟังดีๆ จะสัมผัสความปวดใจที่ซ่อนอยู่

    เพลง “ขก (Lazy)” เป็นผลงานที่อั๋นนำเรื่องราวความขี้เกียจมาตีความเป็นเรื่องราวความรัก ในมุมมองของคนที่กำลังอ้อนวอนให้คนที่เลิกลากลับมารักกันใหม่ เพราะที่ผ่านมามีความทรงจำและสิ่งดีๆ มากมาย จนรู้สึก “ขี้เกียจ” ที่จะไปรักคนใหม่

    การกลับมาครั้งนี้อั๋นมากับดนตรีสดใสและมีไลน์กีตาร์ชัด พร้อมคงคอนเซ็ปต์ทำเองทุกขั้นตอน ทั้งแต่งเนื้อร้องทำนอง ทั้งโปรดิวซ์ และกำกับ Official Video ที่เรียกได้ตรงคอนเซ็ปต์เพลงสุดๆ

    ด้วยเนื้อหาเพลงที่พูดถึงความขี้เกียจที่จะเริ่มต้นใหม่ ทำให้ Official Video ของเพลง “ขก (Lazy)” เราได้เห็นอั๋นปล่อยจอยสุดๆ ในวิดีโอที่ชิลล์ ราวกับว่าเป็นการตั้งกล้องถ่ายวันว่างของอั๋นแบบเรียลๆ ไปเลย โดยภาพฉากโทนอบอุ่น และที่นั่งแสนสบายที่ทำ ก็ได้รับการสนับสนุนจาก La-Z-Boy แบรนด์เฟอร์นิเจอร์

    ใครที่กำลังอยู่ในโหมดอยากง้อ หรือชอบเพลงเนื้อหาอ้อนๆ สามารถฟังเพลง “ขก (Lazy)” ได้แล้ววันนี้ทาง ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง ส่วนใครที่ชอบเพลงอ้อนแบบ อั๋น เจษฎา ก็สามารถตามไปชมกันได้ที่ช่อง YouTube Aun Jessada https://youtu.be/0Zg44B2qCW4?si=tpj2NSwvBccp6Q1B เพราะถึงจะปล่อยเพลง “ขก (Lazy)” ออกมา แต่ตัวจริงของ อั๋น เจษฎา บอกเลยว่าเป็นศิลปินขยันปล่อยเพลงสุดๆ รับรองว่าคนฟังไม่มีเหงาแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieyx4ijcgpvd6oot9v3z4b7ltk0tuk2f&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16nbTNLhqZ6iAmeiBV1fNv

  • เมืองที่โต กำลังทำให้คนตัว “เล็กลง” เมื่อราคาที่ดินกรุงเทพฯ แพง! แซงหน้ารายได้และเศรษฐกิจ

    เมืองที่โต กำลังทำให้คนตัว “เล็กลง” เมื่อราคาที่ดินกรุงเทพฯ แพง! แซงหน้ารายได้และเศรษฐกิจ

    “เศรษฐกิจโตปีละ 2%แต่ราคาที่ดินโตปีละ 10%”

    นี่คือสมการที่อาจอธิบาย “ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่” ที่ชัดที่สุดในประเทศไทย ภายใต้ ปัจจุบัน กรุงเทพฯ กำลังโตขึ้น แต่กลับไม่ใช่ สำหรับทุกคน เพราะเศรษฐกิจไทยยังเติบโตอย่างเชื่องช้า และรายได้คนทำงานเพิ่มปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลรายงานล่าสุด จาก คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่หลายฝ่ายต่างพากันจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลาง ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาจทำให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯปรับตัวลดลง 

    แต่กลับพบว่า ปัจจุบัน “ราคาที่ดิน” ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเรียกได้ว่า “ขึ้นแล้วขึ้นเลย” เพราะแลนด์ลอร์ด (เจ้าของที่ดิน) ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าที่ดินในมือยังเป็นสิ่งที่มีค่าและมีราคา 

    โดย ราคาที่ดินใจกลางเมืองกลับวิ่งแซงทุกกราฟเศรษฐกิจ และทำลายสถิติเดิมไปเรื่อยๆ  ล่าสุดที่ดินบนถนนวิทยุ เสนอขายพุ่ง ราคาทะลุ 4 ล้านบาทต่อตารางวา ขณะก่อนหน้านี้ สถิติเดิม แสนสิริ ซื้อที่ ถ.สารสิน ไปในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา ,  AIA ซื้อที่ดินรัชดา 8 ไร่ ราคาเฉลี่ย 1.1 ล้านบาทต่อตารางวา 

    ในขณะที่มนุษย์เงินเดือน 25,000 บาทต่อเดือนต้องทำงานเกือบ 13 ปีเต็ม ถึงจะซื้อได้แค่ “หนึ่งตารางวา” เท่านั้น คำถามคือ เมืองนี้ยังเหลือพื้นที่ให้คนธรรมดาอยู่อีกไหม? ขณะที่ในปี 2569 คอลลิเออร์ส ฯ ยังคาดว่า ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ชั้นใน จะยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีโดยไม่มีสัญญาณว่าจะหยุด 

    ทั้งนี้ “ภัทรชัย ทวีวงศ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ชี้ว่า ภาวการณ์ปรับตัวของราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง จะยังเป็นปัญหาต่อเนื่องในกรุงเทพฯ และเป็นประเด็นที่ค่อนข้างน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด 

    “หากราคาที่ดินยังคงมีการปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง แบบไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ย่อมหมายความว่า ผู้พัฒนาก็ยังคงต้องแบกรับกับปัญหาต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาที่อยู่อาศัยอย่างแน่นอนว่า ผู้บริโภคต้องเจอกับราคาของสินค้าที่ราคาสูงเกินว่าจะที่ซื้อหาได้” 

    เมืองที่โตด้วยอสังหาฯ แต่คนกลับถอยหลัง

    ราคาที่ดิน ที่ไต่ขึ้นไม่หยุด กำลังเดินสวนทางกับตลาดบ้านของคนทั่วไป เจาะผลสำรวจจาก SCB EIC Real Estate Survey 2025 (ธนาคารไทยพาณิชย์) พบว่า “กำลังซื้อบ้าน” ของคนไทย ฟื้นตัวช้าเพราะรายได้โตไม่ทันราคาบ้าน และเผชิญแรงกดดันจาก

    • ดอกเบี้ยที่สูงสุดในรอบ 10 ปี
    • ราคาบ้านและต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
    • ภาระหนี้สินเดิมของผู้กู้

    ซึ่งครั้งหนึ่ง ดร.ยุ้ย – เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ แห่ง “เสนา ดีเวลลอปเม้นท์” เคยกล่าวว่า 90% ของคนที่อยากซื้อบ้าน ต้องกู้แบงก์ แต่ตอนนี้ เดินมาร้อยคน กู้ได้แค่สี่สิบ  เพราะคนส่วนใหญ่มี “หนี้เดิม” ติดตัว ทั้งหนี้รถ หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล จึงไม่มีวงเงินเหลือให้กู้บ้านใหม่ กลายเป็น “ความฝันค้างคา” ที่แม้ธนาคารอยากปล่อยกู้ ผู้ซื้อก็ไม่มีศักยภาพพอจะรับหนี้ระยะยาวได้

    สถิติจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ยังพบว่า ในช่วง ครึ่งแรกปี 2568 ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านทั่วประเทศลดลง ถึง 11.2% เมื่อเทียบปีก่อน และคาดว่าจะชะลอต่อเนื่องในปี 2569

    เมื่อสมการบ้านแพง + ดอกเบี้ยสูง + รายได้โตช้า สิ่งที่ตามมาคือ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่อาศัย”คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เริ่มไม่ฝันถึง “บ้าน” อีกต่อไป แต่เลือก “เช่าชีวิตอยู่เมือง” แทนการ “ซื้อชีวิตอยู่นอกเมือง” เกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Rent Economy หรือ เศรษฐกิจที่คนจ่ายเพื่อใช้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของคนอยากอยู่ใกล้โอกาส ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ที่ทำงาน แต่ต้องยอมจ่ายค่าเช่าที่พุ่งขึ้นทุกปี

    โดยงานวิจัยของ NIDA Poll ยังเผยว่า คนอายุ 25–35 ปี กว่า 68% เลือก “เช่าที่อยู่” มากกว่า “ซื้อบ้าน” เพราะไม่อยากมีหนี้ระยะยาว และต้องการความคล่องตัวในการทำงาน ขณะที่ “เจ้าของที่ดิน” กลับทำรายได้จากค่าเช่ามากขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างระหว่าง “คนถือครองที่ดิน” กับ “คนอยากครอบครองชีวิต” จึงขยายออกทุกปี

     เศรษฐกิจที่โตช้า เมืองที่โตเร็ว

    เมื่อที่ดินขึ้นปีละ 10% แต่เศรษฐกิจโตเพียงปีละ 2% แต่รายได้คนไทยเฉลี่ยเพิ่มปีละไม่ถึง 3% สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ “เมืองที่โตกว่าคน”เมืองที่ยิ่งพัฒนา คนเล็กลงเรื่อยๆ เมืองที่บ้านกลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน มากกว่าที่อยู่อาศัย

    คำถามคือ เรากำลังสร้าง “เมืองเพื่อใคร”? เมืองเพื่อคนที่มีที่ดินอยู่แล้ว หรือเมืองเพื่อคนที่อยากมีบ้านหลังแรกในชีวิต? และก็อาจแปลได้ว่า เมืองที่มีตึกสูงมากขึ้น ไม่ได้แปลว่า “คุณภาพชีวิต” ของคนในเมืองดีขึ้น เพราะในขณะที่กรุงเทพฯ ส่องแสงเจิดจ้าในยามค่ำคืน ยังมีอีกหลายคนที่นั่งคำนวณ “ความฝันที่จะมีบ้าน” แล้วพบว่า…มันไกลออกไปทุกปี

    บางที… ปัญหาเรื่องบ้าน อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเงินแต่คือคำถามใหญ่ของ “สิทธิ์ในการอยู่อาศัยอย่างเป็นธรรม”ในประเทศที่ที่ดินกลายเป็นเครื่องชี้วัดความเหลื่อมล้ำ มากกว่าความมั่นคงในชีวิตคนธรรมดา.

    ที่มา : นิด้าโพล , ธปท. ,คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ,ธนาคารไทยพาณิชย์ 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2891576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wBTg7Y34n-_X1l6bJZeIU

  • “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์
     
    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567

    พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา  
    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”  รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ 1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” 2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน 3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

     
    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/378968589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCjmuMSxF3w8nQlw5_RCD

  • ค้าปลีกมอง ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนยอดขายไตรมาส 4 โต 10%

    ค้าปลีกมอง ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนยอดขายไตรมาส 4 โต 10%

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้แสดงมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นแบบ ‘Quick Big Win’ ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนความตั้งใจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ ภาคค้าปลีกจึงคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับมาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ถูกมองว่าเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างตรงจุด โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าจะช่วยให้ GDP ไทยขยายตัวได้ราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ มาตรการนี้ยังมีส่วนสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงปลายปี และช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับชุมชน

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) ซึ่งสมาคมฯ จัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันถึงมุมมองดังกล่าว โดยดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) มีแนวโน้มปรับตัวสูงสุดของปี ทำสถิติ ‘New High’ ในรอบ 12 เดือน จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด

    ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการค้าปลีกมีความหวังที่ดีกับรัฐบาลชุดใหม่ ประกอบกับปัจจัยหนุนด้านเทศกาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าในต่างจังหวัด เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีมาตรการ

    อย่างไรก็ตาม ณัฐ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ยังต้องจับตา นั่นคือความต่อเนื่องของกำลังซื้อประชาชนหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น

    โดยระบุว่า “สิ่งที่เรายังต้องจับตาคือ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กำลังซื้อของประชาชนจะสามารถต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการภาครัฐช่วยสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน”

    สมาคมฯ จึงเสนอว่ามาตรการระยะสั้นควรดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานการแข่งขันในอนาคต โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ประการแรกคือ การลดภาษีสินค้านำเข้า (Import Tax) ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีสูงถึง 20–30%

    การปรับลดภาษีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาชอปปิงในไทยมากขึ้น เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็น ‘Shopping Paradise แห่งอาเซียน’ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการนำร่องจัดทำ ;แซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษี (Free Tax Zone)’ ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก

    ประการที่สอง คือการป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย โดยสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนการผลักดันสัญลักษณ์ ‘Made in Thailand’ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้า

    ประการสุดท้าย คือการยกระดับทักษะแรงงาน (‘Upskill / Reskill’) ในภาคค้าปลีก เพื่อให้สามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเสนอให้ใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าจ้างแทนระบบค่าแรงขั้นต่ำ

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-plus-retail-sales-q4-10-percent-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFgi-tqnxvWk5CM3YN2O2

  • วีระพงษ์ ประภา ชี้ 3 ประเด็นต้องจับตาหลังสหรัฐฯ-ไทย ร่วมลงนาม MOU แร่ธาตุ

    วีระพงษ์ ประภา ชี้ 3 ประเด็นต้องจับตาหลังสหรัฐฯ-ไทย ร่วมลงนาม MOU แร่ธาตุ

    วานนี้ (26 ตุลาคม) วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก วิเคราะห์ถึงผลกระทบและความท้าทายจากประกาศบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุจำเป็น (Critical Minerals) โดยระบุว่าเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมของไทย

    วีระพงษ์มองว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านแร่ธาตุจำเป็น (critical minerals) เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง เพราะอาจมีผลมากต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมไทย

    วีระพงษ์อธิบายว่า แร่ธาตุจำเป็น เช่น แร่ธาตุหายาก (rare earth minerals) ดีบุก ทังสเตน เป็นวัตถุดิบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น ต้องใช้ในการผลิตรถยนต์ EV ปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนจึงพยายามแข่งขันกันครอบครองตลาดดังกล่าว เพราะการเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นจะเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญในอนาคต

    “ปัจจุบันจีนเป็นผู้นำของตลาดแร่ธาตุจำเป็น ทั้งการขุดเจาะพัฒนาในจีนและในประเทศที่สาม และเร็วๆ นี้ ก็ได้ใช้ความเป็นผู้นำในตลาดนี้ขู่สหรัฐเบาๆ ว่าจีนอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุจำเป็นไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐ เพื่อเป็นข้อต่อรองในการเจรจาอัตราภาษีกับสหรัฐ” 

    วีระพงษ์ระบุต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จึงต้องเร่งเจรจากับชาติต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ จะเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นได้อย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องง้อจีนเกินไป เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ลงนามความตกลงกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแร่ธาตุจำเป็นรายใหญ่ของโลก

    สำหรับไทย MOU ที่เพิ่งเผยแพร่ระบุว่าสหรัฐฯ จะช่วยไทยค้นหาพื้นที่ขุดเจาะและผลิตแร่ธาตุจำเป็น โดยให้ความช่วยเหลือด้านทางเทคนิค ด้านบุคคล ตลอดจนเร่งประสานความร่วมมือระหว่างบริษัทสหรัฐและไทย โดยมีข้อแม้สำคัญว่าไทยจะให้โอกาสสหรัฐเป็น “เจ้าแรก” ที่จะเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นเหล่านี้ สอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐที่จะเพิ่มการเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นของตนเอง และกันจีนให้มากขึ้น 

    “ข้อดีของ MOU นี้ คือ เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุจำเป็นจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้ไม่น้อย เพราะแร่ธาตุจำเป็นเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีอีก 3 ข้อ ที่เราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด”

    วีระพงษ์ระบุว่า ข้อแรก คือ กระบวนการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสของโครงการขุดเจาะและพัฒนา โดยในระยะต่อไป รัฐบาลควรประกาศแผนที่ชัดเจนถึงหน้าตาของความร่วมมือระหว่างสหรัฐและไทย เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างเท่าเทียม มีการแข่งขัน นอกจากนี้ ควรให้มั่นใจว่าโครงการจะส่งผลบวกมากที่สุดต่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจและคนไทย

    ข้อสอง คือ การรักษาสัมพันธภาพอันดีระหว่างไทยและจีน ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยพึ่งพาจีนสูง จีนอาจใช้อำนาจทางเศรษฐกิจกดดันไทย หากไทยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐในตลาดที่สองมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด การพยายามรักษาความสัมพันธ์ทั้งกับจีนและสหรัฐ โดยไม่ให้ไทยเสียประโยชน์ จึงเป็นโจทย์สำคัญของการทูตเศรษฐกิจไทย 

    ข้อสาม คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การขุดเจาะและผลิตแร่ธาตุจำเป็นมีโอกาสสร้างขยะทางสิ่งแวดล้อมสูง ดังนั้น รัฐบาลควรมีแผนรองรับด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวอย่างโปร่งใส

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/verapong-critical-minerals-mou-us-thailand-challenges/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A76Y7jgOonH5XOh0Gxzef

  • เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนในการพัฒนานำไปต่อยอดการท่องเที่ยวในการเพิ่มมูลค่าโดยเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-25 ต.ค.68 วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยวนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โดยเชื่อมโยงศาสนาและเส้นทางเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิม ได้นำพาไปเที่ยวชมชุมชนบ้านฮ่อ ซึ่งเป็นชุมชนของชาวจีนยูนาน ที่นับถือศาสนาอิสลามที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่นำอาหารฮาลาล นานาชนิด นานาเมนู รวมถึงพืชผักล้วนเป็นสมุนไพรมาจำหน่ายที่กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ) ย่านถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้กับนักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหาร ในทุกวันศุกร์ และตลาดแห่งนี้เป็นการผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนาไทย / เหนือได้อย่างกลมกลืน และตลาดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

    บริเวณใกล้กันนั้น ก็ยังเป็นที่ตั้งของมัสยิด เฮดานาดุล อิสลามบ้านฮ่อ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนยังจะได้สัมผัสกลับความเป็นชุมชนมุสลิม ของทุกชนชาติที่มาอยู่ร่วมละหมาดเป็นประจำทุกวัน โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ และมัสยิสแห่งนี้ ยังสะท้อนถึงการผสมผสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน กับวัฒนธรรมอิสลาม และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของทุกศาสนา

    ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ก็คือหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ ที่ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่รวบรสมและนำเสนอเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมล้านนา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้รากเหง้าของคนล้านนามาตั้งแต่อดีตกาล

    เดินทางไปต่อยัง มัสยิดดุรุนนูร มัสยิสช้างเผือก แลนด์มาร์คที่มาเชียงใหม่ ไม่ควรพลาด ที่แห่งนี้ก่อสร้างด้วยงบกว่า 60 ล้านบาท บรรจุผู้คนที่มาละมานได้มากถึง 1 พันคน ที่ก่อสร้างอย่างสวยงาม แวดล้อมไปด้วยชุมชนทุก ศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกศาสนามีการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเมื่อมีกิจกรรมในสังคม ผู้คนในชุมชนทุกศาสนา ก็จะมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน อย่างมีความสุข เป็นพี่น้องกัน นอกจากนั้น แต่ละวันจะมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ไนจีเรีย อัฟริกา รวมถึงเยาวชน นักศึกษา เมื่อถึงเวลา 12.30 น ก็จะเข้าพิธีละหมาดร่วมกัน พูดคุยและเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม มาเชียงใหม่แล้วไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวผู้ที่นับถือศาสนาใดๆ ก็สามารถแวะมาทานข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ ร้านเฟื่องฟ้า ย่านถนนเจริญประเทศ ซอย 1 กลางเมืองเชียงใหม่ สูตรข้าวซอยร้านนี้สืบทอดรุ่นลูกรุ่นหลานมานานถึง 40 ปี จุดเด่นเส้นข้าวซอยเหนียวนุ่ม น้ำแกงรสชาดไม่จัดจ้าด มีให้เลือกหลากหลายเมนู

    ส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

    จากนั้นได้พาเที่ยวอำเภอปาย ชมสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย (Ta Pai Memorial Bridge) สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่ปาย เป็นสะพานที่มีโครงเหล็กสีเขียวเข้มปูพื้นด้วยไม้ทอดข้ามแม่น้ำปาย มีอายุราวหนึ่งร้อยปี สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินเล่นและชมวิวแม่น้ำปาย อีกทั้งยังเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมอีกด้วย ปัจจุบันสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายเป็นแลนด์มาร์กของอำเภอปาย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนกล่าวกันว่าหากไม่ได้มาเที่ยวสะพานแห่งนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงปาย

    ก่อนจะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านสันติชล หมู่บ้านวัฒนธรรมจีนยูนนานตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ไฮไลท์ของหมู่บ้านคือจุดชมวิวหยุนไหลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอปาย จุดชมวิวนี้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เกือบ 360 องศาโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และเป็นจุดที่เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถไปถึงจุดชมวิวได้โดยเดินตามป้าย “จุดชมวิว” สีแดงไปประมาณ 5 กม. ค่าเข้าชม 20 บาท

    ที่สำคัญที่อำเภอปายแห่งนี้ มีมัสยิดอัล-อัลอิสรออฺ ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย มัสยิดแห่งนี้มีความสวยงามมากพร้อมต้อยรับนักท่องเที่ยวชาวอิสลามมาใช้สถานที่ได้มากว่า 200-300 คน ในการประกอบพิธีต่างๆ เช่น ปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮ์), การละหมาด (ปฏิบัติ 5 เวลาต่อวัน), การจ่ายซะกาต (การบริจาคทาน), การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ การประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากนี้ยังมีพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พิธีสุหนัต และพิธีทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ

    ทั้งนี้ นายอิธิรัฐ กล่าวอีกว่ากิจกรรมดังกล่าว ระบุว่ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา ทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5241962/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqPsCv0WHClY9UjRuVHkl