Blog

  • ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และพาราเกมส์ ในปี 2568 โดยเน้นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ บุคลากร การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์และสร้างความประทับใจให้กับนานาชาติ

    รัฐมนตรีกล่าวถึงการเร่งแผนงานและการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และได้พูดถึงการออกแบบมาสคอตชุดใหม่ “เดอะสาน” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย พร้อมทั้งเน้นถึงการดูแลและเสริมแรงผลักดันให้แก่นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในเวทีระดับภูมิภาค

    ในประเด็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีระบุว่าการกีฬาเป็นพื้นที่ของมิตรภาพและการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยที่จะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดในทุกสนามและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

    อีกทั้ง รัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ซีเกมส์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Sport Tourism โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางชมการแข่งขัน ควบคู่กับการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมเผยข่าวดีเตรียมของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้ประชาชนในการเฉลิมฉลองครั้งนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sport-tourism-seagame&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cH0MLtCR7ZyQiL-g1qzI

  • นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) สรุปมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 ตุลาคม 2568 แยกเป็นสถาบันในประเทศขายสุทธิ 12,454.14 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ขายสุทธิ 14,055.31  ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 95,579.68 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ(รายย่อย)ซื้อสุทธิ 122,089.13 ล้านบาท

    บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปภาพรวมตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจาก ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลดท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนลง ประกอบกับตลาดตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย (เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคม) และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป 

    สัปดาห์นี้ (27-31 ตุลาคม 2568) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,295 จุด แนวต้าน 1,320 และ 1,350 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (28-29 ตุลาคม) ผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายนของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) สถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QRjvFoEsu8jrk0-KRu1rN

  • สังคมโลก : เศษซากปฏิวัติ | เดลินิวส์

    สังคมโลก : เศษซากปฏิวัติ | เดลินิวส์

    โถงทางเดินของหอพักมหาวิทยาลัยอันตานานาริโว ในมาดากัสการ์ มีแอ่งน้ำขัง ทั้งที่อาคารเปิดใช้งานได้เพียง 2 ปี และประเทศยังไม่เข้าสู่ฤดูฝน

    “มาดูหอพักของพวกเราสิ” นายอุลริก ซัมบิซาฟี นักศึกษาปริญญาโท สาขาพลังงานหมุนเวียน วัย 24 ปี กล่าวในการประท้วงครั้งหนึ่ง ซึ่งสั่นคลอนมาดากัสการ์ นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา

    ซัมบิซาฟีกล่าวว่า ขยะลอยอยู่ในท่อระบายน้ำเสียกลางแจ้ง ห่างจากประตูหลังหอพักของเขาแค่ 2 เมตร ซึ่งในช่วงฤดูฝน น้ำเสียจะสูงขึ้นถึงกลางน่องขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พวกเขาออกมาประท้วงเรียกร้องการปฏิวัติ

    ซัมบิซาฟี ซึ่งมาจากมาดากัสการ์ตะวันออก เป็นหนึ่งในเยาวชนชาวมาลากาซีที่มีการศึกษา ซึ่งขยายอิทธิพลของขบวนการเจนซี ที่อยู่เบื้องหลังการประท้วง จนนำไปสู่การลงมติถอดถอนประธานาธิบดีอันดรี ราโจเอลินา ออกจากตำแหน่งผู้นำมาดากัสการ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และหน่วยรบพิเศษของประเทศเข้ายึดอำนาจบริหารในสัปดาห์นี้

    อาคารหอพักในย่านอังคัตโซ ในกรุงอันตานานาริโว เพิ่งเปิดเมื่อปี 2566 แต่รอยร้าวและรอยรั่ว เผยให้เห็นถึงความบกพร่องในการก่อสร้างที่สำคัญ อีกทั้งหอพักมีห้องอาบน้ำที่ใช้งานได้เพียงห้องเดียว สำหรับผู้อยู่อาศัย 8 คน และห้องน้ำรวมไม่สามารถกดชักโครกได้ ส่งผลให้นักศึกษาต้องใช้วิธีการเติมน้ำให้เต็มถังในลานหอพัก

    อนึ่ง การประท้วงปะทุขึ้นจากการความไม่พอใจต่อการตัดไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยาวนานในมาดากัสการ์ หนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก และมันได้พัฒนาเป็นความโกรธแค้นต่อรัฐบาล

    แม้ราโจเอลินาให้สัญญาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลจะ “ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน” ถึงสภาพความเป็นอยู่ของเยาวชนในมาดากัสการ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาและที่อยู่อาศัยของพวกเขา รวมถึงจะสร้างมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาทุกคน แต่ซัมบิซาฟีกลับมองว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะทำงานใหม่ ทั้งที่งานเก่ายังสะสางไม่เสร็จด้วยซ้ำ

    กระนั้น หอพักเหล่านี้ไม่ใช่หอพักนักศึกษาที่แย่ที่สุดในย่านมหาวิทยาลัยอังคัตโซ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประท้วง และจุดเริ่มต้นของการประท้วงในปี 2515 ที่นำไปสู่การขับไล่ประธานาธิบดีคนแรกของมาดากัสการ์ หลังประเทศได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อปี 2503

    อาคาร 4 ชั้นสีเหลืองที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยเกินความจุ 400 คน และมีสภาพทรุดโทรมมาก เปิดมาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่แทบไม่มีใครจำได้ว่า ปลั๊กไฟหรือก๊อกน้ำในห้องครัวส่วนกลาง สามารถใช้งานได้

    นอกจากนี้ ห้องน้ำบางห้องไม่สามารถใช้งานได้ หรือเต็มไปด้วยกลิ่นปัสสาวะ ซึ่งนักศึกษาบางคนกล่าวว่า พวกเขาใช้ชีวิตท่ามกลางความสกปรกอย่างแท้จริง

    เนื่องจากหอพักไม่มีห้องเพียงพอสำหรับนักศึกษาจากนอกเมืองหลวง นักศึกษา 6 คน จึงต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องขนาด 18 ตารางเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้อยู่อาศัย 4 คน

    ทั้งนี้ นักศึกษาบางคนตัดพ้อว่า การที่คนหนุ่มสาวชาวมาลากาซี สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสภาพความเป็นอยู่ได้ดีมาก อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้นำมาดากัสการ์คิดว่า การช่วยเหลือพวกเขานั้น “ไม่คุ้มค่า”.

    เลนซ์ซูม

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5239483/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y7KBs3fxoExvRegImZoZz

  • ศธ.ชี้แจง “งดงานรื่นเริง 1 ปี” ไม่กระทบกีฬาสี-ฟุตบอลจตุรมิตร

    ศธ.ชี้แจง “งดงานรื่นเริง 1 ปี” ไม่กระทบกีฬาสี-ฟุตบอลจตุรมิตร

    เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 กระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังผู้ปกครองและสถานศึกษาหลายแห่งเกิดความกังวลจากหนังสือขอความร่วมมืองดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยต่อ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

    นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แจ้งแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนไปยังผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิดพลาด สรุปแนวปฏิบัติหลัก ๆ มี 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ประเด็นแรก คือ กิจกรรมที่ขอให้งดจัด ซึ่งหมายถึงงานสังสรรค์ไม่เป็นทางการและงานบันเทิงที่ครึกครื้น เช่น งานเลี้ยงรุ่น งานฉลองยินดีต่าง ๆ งานรับ-ส่งบุคลากร หรืองานดนตรี คอนเสิร์ต ที่อาจดูรื่นเริงเกินไปในช่วงนี้

    ประเด็นที่สอง คือ กิจกรรมที่ยังคงจัดได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จำเป็นต่อการพัฒนานักเรียน เช่น กีฬาสี กิจกรรมวิชาการ ลูกเสือ-เนตรนารี และประเพณีฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะและพัฒนาการของเด็กโดยตรง

    ประเด็นที่สาม คือ รูปแบบการจัดกิจกรรมที่ยังคงทำได้ สถานศึกษาสามารถพิจารณาด้วยตัวเอง แต่ควรปรับให้เหมาะสม โดยเน้นความเรียบร้อย สงบ และสำรวม เพื่อแสดงความเคารพต่อช่วงเวลาไว้ทุกข์ของชาติอย่างสูงสุด

    ศธ.เน้นย้ำว่า ไม่มีคำสั่งห้าม การใช้วิจารณญาณทางวิชาการ หรือปิดกั้นพื้นที่การแสดงออกของนักเรียนและเยาวชน แต่หวังให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ร่วมกันเข้าใจและปฏิบัติ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จาก สพท. ในพื้นที่

    อ่านข่าวอื่น :

    “ไทย-สหรัฐฯ” แถลงการณ์ร่วม กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ตั้งเป้าสรุปผลปลายปีนี้

    พณ.ย้ำร้านค้า ห้ามฉวยโอกาส ปรับราคาเสื้อดำ-ผ้าโทนไว้ทุกข์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i7JYmlXv1vdIj8TZmlc7L

  • ‘นิด้าโพล’ ชี้การศึกษาไทยปัญหาเพียบ หลักสูตรล้าหลัง – ไร้การฝึกฝนทักษะ

    ‘นิด้าโพล’ ชี้การศึกษาไทยปัญหาเพียบ หลักสูตรล้าหลัง – ไร้การฝึกฝนทักษะ

    26 ต.ค. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ
    รีบแก้ไข พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร ร้อยละ 37.33  ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริงร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง รองลงมา ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่าย
    ทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็ก
    ทุกกลุ่ม ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึง
    การประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหา
    การศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/884861/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o97-NG5rNcfJYOqyf5Mod

  • สหรัฐฯ เสี่ยงเลื่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. เหตุหน่วยงานรัฐถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ เสี่ยงเลื่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. เหตุหน่วยงานรัฐถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ อาจจะไม่สามารถเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนต.ค.ในเดือนหน้าได้ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงถูกปิดดำเนินการเนื่องจากขาดงบประมาณ หรือชัตดาวน์

    ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำรวจไม่สามารถออกปฏิบัติงานภาคสนามได้ ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่าอาจจะไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนต.ค. ในเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    ความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสได้ส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นวงกว้าง และได้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 700,000 คนถูกสั่งให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกเกือบ 700,000 คนยังคงทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

    ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 ต.ค.) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 2.9% ในเดือนส.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% จากระดับ 0.4% ในเดือนส.ค.

    ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.1% ในเดือนส.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือนส.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HJElMSOMkJmE9rfFHc4y0

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดการซื้อขายวันจันทร์ด้วยความคึกคัก ดัชนีหุ้นนิกเกอิ 225 พุ่งทะลุระดับ 50,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ณ เวลา 07.40 น.ตามเวลาในประเทศไทย ดัชนีนิกเกอิ 225 อยู่ที่ระดับ 50,367.38 จุด เพิ่มขึ้น 2.17% จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่าตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 25.8% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 1.72% สู่ระดับ 3,325.82 จุด

    นายฮิโรยูกิ อูเอโนะ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจากบริษัท Sumitomo Mitsui Trust Asset Management ระบุว่า

    “แรงหนุนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมาจากความเชื่อมั่นต่อนโยบายเน้นการเติบโตของรัฐบาลทาคาอิชิ นักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะปรับลดชั่วคราวหลังการเลือกตั้ง แต่แรงขายกลับไม่ยืดเยื้อ เพราะผู้ลงทุนที่พลาดโอกาสก่อนหน้านี้เข้าซื้อทันทีเมื่อราคาลดลง”

    ดัชนีนิกเกอิเคยขึ้นไปแตะระดับใกล้ 50,000 จุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังนางทาคาอิชิผ่านการลงมติในสภาเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้น 3.6% หลังจากเธอประกาศนโยบายการใช้จ่ายเชิงรุก พร้อมเตรียมเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    นางทาคาอิชิมีกำหนดพบปะอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ และจะจัดการประชุมสุดยอดร่วมกันในวันอังคาร หลังจากทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จับตาการประชุมเฟดและผลประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่

    ในสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นกำลังเผชิญสัปดาห์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทางปลายปี โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00–4.25% หลังข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดการณ์

    ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นกว่า 36% จากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน และปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี แม้จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม

    ข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า จากบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 แล้ว 143 แห่ง กำไรโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย 87% ของบริษัททำกำไรเกินคาด และ 82% มีรายได้สูงกว่าประมาณการ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงที่มีการรายงานผลประกอบการมากที่สุดของฤดูกาล โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” ได้แก่ Microsoft, Apple, Alphabet, Amazon และ Meta Platforms จะเปิดเผยผลการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางตลาด

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงกดดันตลาดจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง รวมถึงภาวะ “ชัตดาวน์” ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการต้องล่าช้า

    นายอาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์จาก B. Riley Wealth เตือนว่า การปิดหน่วยงานรัฐที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดการประชุมระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสี จิ้นผิง ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองชาติมหาอำนาจ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/732442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XvFzPZ148yzPkalz7PM01

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/10/68

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/10/68

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MfUaZLn2yXAE-nwAdtzi2

  • ยิ่งชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ! อ.ปริญญา แนะ ‘รมว.ศธ.’ แก้คำสั่ง ‘ดนตรี’ เป็นกิจกรรมเรียนรู้ ไม่ใช่รื่นเริง

    ยิ่งชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ! อ.ปริญญา แนะ ‘รมว.ศธ.’ แก้คำสั่ง ‘ดนตรี’ เป็นกิจกรรมเรียนรู้ ไม่ใช่รื่นเริง

    27 ต.ค.2568-นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “ยิ่งชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ” เนื้อหาระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงวันนี้ (26 ตุลาคม) ว่า การ “ขอความร่วมมือ” ให้หน่วยงานในสังกัด “งดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย“ นั้น หมายถึง งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดี ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

    โดยยืนยันว่า ”กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด“ และ ”ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน“

    ฟังการชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้วเหมือนจะดีขึ้นใช่ไหมครับ แต่พอไปดูในอินโฟกราฟฟิกของกระทรวงศึกษาที่เพิ่งออกมา  ข้อ 1 ระบุว่า “การแสดงดนตรี / คอนเสิร์ต” เป็นตัวอย่างกิจกรรมที่ “ขอความร่วมมือให้งดจัด” ด้วย ก็เลยกลายเป็นหนักเข้าไปอีก

    เพราะดนตรีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งที่เป็นหลักสูตรและเสริมหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย ดนตรีสากล ดนตรีคลาสสิก หรือดนตรีอะไร ที่สำคัญการแสดงดนตรี หรือคอนเสิร์ตไม่ได้เท่ากับ “งานรื่นเริง” งานศพของเราก็มีดนตรีไทย ของฝรั่งก็มีออร์แกนมีร้องเพลงในโบสถ์ การระบุว่า “การแสดงดนตรี / คอนเสิร์ต” อยู่ในความหมายของ “กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด” เป็นเวลาถึง 1 ปี มีปัญหาแน่นอนครับ

    ปัญหาจริงๆ เกิดจาก “หนังสือด่วนที่สุด” ของท่านรัฐมนตรีเองนี่แหละครับ โดยเฉพาะในข้อ 3 “ให้หน่วยงานในสังกัดและสถานศึกษา งดจัดกิจกรรมที่มีบรรยากาศรื่นเริงทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปี” ที่ทั้งตึงเกินไป และสื่อสารไม่ดี ทำให้คนไม่เข้าใจ แล้วคนที่ไม่เข้าใจที่สุดก็อาจจะเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการเองนี่แหละครับที่ไปตีความว่า “การแสดงดนตรี / คอนเสิร์ต” เป็นกิจกรรมที่มีบรรยากาศรื่นเริงที่ต้องงดจัด ทำให้ยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่

    แล้วที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการชี้แจงว่า หนังสือนี้เป็น “การขอความร่วมมือ” กับ “หน่วยงานที่สังกัด” แต่จริงๆ แล้วหนังสือที่ลงนามโดยท่านรัฐมนตรีใช้คำว่า “กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการ“ นี่ไม่ใช่การขอความร่วมมือ แต่เป็นการ ”สั่งการ“ นะครับ

    ปัญหาจึงเกิดจากหนังสือของท่านรัฐมนตรีเอง ให้ท่านปลัดกระทรวงไปชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ การสั่งการแบบท็อปดาวน์ บนลงล่างแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้วโดยเฉพาะสำหรับกระทรวงที่รับผิดชอบ ”การศึกษา“ ของประเทศครับ

    ท่านรัฐมนตรีแก้ไขคำสั่งของท่านเองเถอะครับ โดยเฉพาะข้อ 3 ก่อนที่จะโดนท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้แก้ครับ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/885207/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i0DbqV2_0ySP36-I9rWIJ

  • ‘อนุทิน’ เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย เชื่อ กัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย เชื่อ กัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประเทศมาเลเซีย ว่า ได้มีการหารือกันนิดหน่อย เป็นการขอการสนับสนุนเรื่องการค้า และภาษี รวมทั้งได้เชิญนายโดนัลด์ ทรัมป์ มาเยือนประเทศไทย เพราะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มาเยือนประเทศไทยประมาณ 10 ปีแล้ว ซึ่งท่านตอบรับในหลักการ 

    เมื่อถามถึง การลงนามถ้อยแถลงระหว่างไทยและกัมพูชา จะเริ่มเคลียร์พื้นที่ชายแดนและเห็นเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทางกองทัพมีการประสานงานกันอยู่ ได้รับทราบว่าจะดำเนินการทันที ให้ไปถามรองเสนาธิการทหารที่เป็นหัวหน้าทีมเจรจา ซึ่งท่านทำงานเข้มแข็ง และมีทีมเวิร์กที่ดีกับฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศด้วย จึงเป็นที่มาของการได้ลงนามของปฏิญญาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

    เมื่อถามว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายฮุน มาเนต แบบสองต่อสองในลักษณะเปิดใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันแบบสองต่อสอง แต่หลังจากลงนามในปฏิญญาแล้วคิดว่าคงมีการพูดคุยกันมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศต้องพยายามให้การปฏิบัติต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไขโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การยกระดับให้เกิดสันติภาพเร็วที่สุด 

    เมื่อถามว่า ขณะนี้ถือว่าเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ยัง ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ ซึ่งในปฏิญญา และจากการพูดคุยของทีมเจรจายังมีขั้นตอนที่ฝ่ายกัมพูชาจะต้องเริ่มปฏิบัติเป็นลำดับ ซึ่งควบคู่กับของไทย 

    เมื่อถามว่า ขณะนี้ถือว่าความขัดแย้งชายแดนที่ผ่านมาจบลงแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อน 

    เมื่อถามอีกว่า การลงนามครั้งนี้มั่นใจแค่ไหนว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดีจากกัมพูชา นายอนุทิน กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้มีสักขีพยาน มีผู้ประสานงาน และเป็นการลงนามในฐานะที่มีการประชุมสูงสุดของอาเซียน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะสักขีพยานด้วย เปรียบเสมือนว่าการบรรลุเงื่อนไขในปฏิญญาครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การรับรู้ รับทราบของประชาคมอาเซียน รวมถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับรู้ข้อตกลงครั้งนี้ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี ถ้าเป็นเราก็คงไม่กล้าจะทำอะไรที่นอกเหนือหรือไม่ปฏิบัติตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5241027/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pwSLjg9MMliZVLE1cRGNE