Blog

  • ททท. สั่งเลื่อน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 งดแสดงพลุ งานรื่นเริง ถวายความอาลัย

    ททท. สั่งเลื่อน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 งดแสดงพลุ งานรื่นเริง ถวายความอาลัย

    ททท. แจ้งเลื่อนงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 แสดงแสงสีเสียงริมเจ้าพระยา เดิมกำหนด 1 พ.ย.–15 ธ.ค. เพื่อความเหมาะสมช่วงไว้ทุกข์ สื่อคาดอาจเริ่มใหม่ 1 ธ.ค. รอยืนยัน

    ททท. แจ้งเลื่อนงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 แสดงแสงสีเสียงริมเจ้าพระยา เดิมกำหนด 1 พ.ย.–15 ธ.ค. เพื่อความเหมาะสมช่วงไว้ทุกข์ สื่อคาดอาจเริ่มใหม่ 1 ธ.ค. รอยืนยัน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยืนยันการเลื่อนจัดงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 (Vijit Chao Phraya 2025) โดยจะเลื่อนการแสดงพลุและกิจกรรมรื่นเริงทั้งหมดออกไปก่อน การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อความเหมาะสมในห้วงเวลาไว้ทุกข์ หลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เดิม ททท. วางกำหนดการจัดงานนี้ไว้ 45 วัน ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 โดยจะมีกิจกรรมแสดงแสง สี เสียง และพลุ บริเวณแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น สะพานพระราม 8, วัดอรุณราชวราราม และสะพานพุทธ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ททท. ต้องเลื่อนการแสดงพลุ “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” ออกไป และต้องปรับกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ ที่ ททท. จัดหรือสนับสนุน ให้มีความเหมาะสม การดำเนินการนี้เป็นไปตามประกาศสำนักพระราชวังและมติคณะรัฐมนตรี ในช่วงการไว้อาลัย

    สถานะล่าสุด ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ททท. แจ้งว่า เลื่อนออกไปก่อน และจะประชุมเพื่อกำหนดรูปแบบและกำหนดการใหม่ ซึ่ง ททท. ยังไม่ประกาศวันเริ่มงานใหม่อย่างเป็นทางการ

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจากสื่อท่องเที่ยวเอกชนบางแห่ง ระบุว่า “เป้าหมาย” การเลื่อนจัดงาน อาจจะไปเริ่มใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 แต่ข้อมูลนี้ยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ททท. อีกครั้ง

    สำหรับนโยบายของ ททท. ในช่วงนี้ คือ กิจกรรมเชิงประเพณีและวัฒนธรรม เช่น งานลอยกระทง ยังสามารถจัดได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องตัดองค์ประกอบรื่นเริงออก และจัดงานอย่างสำรวม ส่วนกิจกรรมที่มีพลุหรืองานรื่นเริงโดยตรง ให้เลื่อนออกไปก่อน

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข้อมูลจาก

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1477025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Be9sxaW2D3op_hCuiEe86

  • ศวส.ห่วงเปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่งเพื่อเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาระบบสุขภาพ

    ศวส.ห่วงเปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่งเพื่อเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาระบบสุขภาพ

    กทม-สาธารณสุข

    ศวส.ห่วงเปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่งเพื่อเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาระบบสุขภาพ

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ศวส.ห่วงเปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ ระบุ ผลจาก 5 พื้นที่นำร่องเปิดผับตีสี่ชี้ชัดอุบัติ เจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12 % ตายเพิ่มขึ้น 13 % ส่วนคดีเมาแล้วขับพุ่งกว่า 115 % แต่ผลทางด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ส่วนยอดรายได้นักท่องเที่ยวพื้นที่อื่นกลับทำยอดแซงกว่า 2 เท่า ตอกหน้าเป็นการท่องเที่ยวไม่มีคุณภาพ ชง 3 ข้อเสนอให้พิจารณา

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567 พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา

    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”รศ.ดร.นพ.พลเทพกล่าว

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” 2.หากมีการดำเนินการใดๆต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน 3.ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพกล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/bangkok/451960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09GUAPe2ZyOK8FoGdgq-9f

  • นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

    นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

    ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ทะลุแนวต้านทางจิตวิทยา 50,000 จุด หลังนางซานาเอะ ทาคาอิจิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมให้คำมั่นนโยบายเน้นการเติบโตและมาตรการกระตุ้นทางการคลังมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำสถิติครั้งประวัติศาสตร์ในวันนี้ (27 ต.ค.) เมื่อดัชนีนิกเกอิ 225 ทะยานผ่านระดับ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก เนื่องจากนักลงทุนต่างคาดหวังถึงมาตรการใช้จ่ายครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การที่ดัชนีสามารถก้าวข้ามแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญนี้ได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งล่าสุดสำหรับดัชนีหุ้นบลูชิพที่ร้อนแรงอย่างมาก นับตั้งแต่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้มีแนวคิดสนับสนุนการใช้จ่ายทางการคลัง ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ

    โดยดัชนีนิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 2.4% แตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 50,491.23 จุด ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าด้วยการปรับขึ้น 2.1% ที่ระดับ 50,337.36 จุด ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันของดัชนีอยู่ที่ 26%

    ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ ซึ่งเป็นดัชนีในวงกว้างกว่า ก็ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 1.6% ปิดตลาดภาคเที่ยงที่ 3,321.48 จุด และมีผลตอบแทนสะสมปีนี้ที่ 19.3%

    นายฮิโรยูกิ อุเอโนะ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของ Sumitomo Mitsui Trust Asset Management ระบุว่า “การปรับขึ้นของนิกเกอิได้รับการสนับสนุนจากความคาดหวังในรัฐบาลของทาคาอิจิ ซึ่งมีนโยบายที่เน้นการเติบโตเป็นหลัก” โดยเสริมว่า ตลาดซื้อขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าดัชนีจะปรับลดลงหลังทาคาอิจิได้รับเลือกตั้ง แต่การลดลงนั้นไม่นาน เนื่องจากนักลงทุนที่พลาดโอกาสการปรับขึ้นรอบก่อนหน้าต่างเข้า “ช้อนซื้อ” หุ้นเมื่อราคาลดลง

    หุ้นที่ให้แรงหนุนนิกเกอิมากที่สุดในวันจันทร์คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป Advantest ซึ่งราคาพุ่งขึ้น 5.15% ขณะที่บริษัทเจ้าของแบรนด์ Uniqlo อย่าง Fast Retailing ก็เพิ่มขึ้น 2.73%

    ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ 225 ได้ทะลุระดับ 45,000 จุด ไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน และทำสถิติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับตลาดที่ซบเซามานาน โดยก่อนหน้านี้ดัชนีต้องใช้เวลาถึง 34 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับมาสู่จุดสูงสุดในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024

    นายนิชิฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศญี่ปุ่นของ Oxford Economics ให้ความเห็นว่า “มาตรการทางการคลังมักจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจโดยรวม”

    การที่ดัชนีพุ่งเข้าใกล้ 50,000 จุด เมื่อวันอังคารที่แล้ว เกิดขึ้นหลังนางทาคาอิจิผ่านการโหวตในรัฐสภาเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเธอให้คำมั่นที่จะดำเนินนโยบายการใช้จ่ายเชิงรุก พร้อมคาดการณ์ว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีมูลค่าสูงกว่า 13.9 ล้านล้านเยน

    ทั้งนี้ นางทาคาอิจิ ได้เข้ารับตำแหน่งต่อจากนายชิเงรุ อิชิบะ และเป็นผู้ที่สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ตามกำหนดการ นางทาคาอิจิ จะเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในช่วงเย็นวันจันทร์ และจะมีการประชุมสุดยอดทวิภาคีในวันอังคารนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2891586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A0WtNqdgMLmVzwYxyUse_

  • ขยับเป้าส่งออกโต 9.4-10.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สนค.ชี้การค้าโลกฟื้นตัว

    ขยับเป้าส่งออกโต 9.4-10.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สนค.ชี้การค้าโลกฟื้นตัว

    วันนี้ (27 ต.ค.2568) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกของไทยในเดือนก.ย.พบว่าขยายตัว 19% มีมูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ1,000,905 ล้านบาท เป็นการขยายต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ที่สูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565 ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 29,695.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว17.2% ดุลการค้า เกินดุล 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลให้หารส่งออกไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาจากความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ประกอบกับสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกฟื้นตัว การส่งออกไปยังตลาดหลักและตลาดรองกลับมาขยายตัวสูง

    ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปีนี้ ส่งออกขยายตัวที่13.9% มีมูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 254,575.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว11.9% ดุลการค้า ขาดดุล 429.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยหากเทียบเป็นเงินบาท ภาพรวม 9 เดือนแรก ส่งออก มีมูลค่า 8,397,219 ล้านบาท ขยายตัว 5.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 8,516,656 ล้านบาท ขยายตัว3.8% ดุลการค้า ขาดดุล 119,437 ล้านบาท

    แนวโน้มการส่งออกมีทิศทางที่ดีขึ้น จากความชัดเจนของภาษีสหรัฐ เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวกำลังซื้อกลับมา และภาษีส่งออกไปสหรัฐที่ไทยถูกเรียกเก็บ 19% สามารถแข่งขันได้กับอาเซียน ส่วนปัจจัยเสี่ยง มีเรื่องค่าบาท และซัพพลายจากจีนรวมถึงการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่จะส่งผลต่อค่าเงินบาทไทยให้แข้งค่าขึ้น

    ผอ.สนค กล่าวว่า เป้าส่งออกปีนี้ กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน เดิมมองไว้ที่ 2-3% แต่หลังจากมีปัจจัยบวกทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้น ความชัดเจนเรื่องภาษี ดัชนีการผลิตโลกที่ฟื้นตัว หากในช่วง3 เดือนที่เหลือ สามารถส่งออกได้เฉลี่ย 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็น่าจะทำให้ทั้งปีตัวเลขส่งออกทั้งปีอยู่ที่9.4-10.4%

    หากส่งออกทั้งปีโตที่9.4% มูลค่าส่งออกจะอยู่ที่ 326,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินบาท ที่ 10.5 ล้านล้านบาท แต่หากขายยตัวที่10.4% จะมีมูลค่าที่332,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินบาทที่ 10.67 ล้านล้านบาท ซึ่งจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งมูลค่าและสัดส่วน

    สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 8.1% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน สินค้าเกษตร หดตัว 18.2% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 4.1% กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ไก่แปรรูป ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และไอร์แลนด์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวในตลาดอินเดีย จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ ลาว เวียดนามและญี่ปุ่น

    น้ำตาลทราย ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว ปากีสถาน และนิวซีแลนด์กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เมียนมา และแคนาดา ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว หดตัว 31.4% หดตัวต่อเนื่อง 11 เดือน หดตัวในตลาดสหรัฐฯ อิรัก แอฟริกาใต้ เบนิน และเซเนกัล แต่ขยายตัวในตลาดจีน โกตดิวัวร์ แคนาดา มาเลเซีย และฮ่องกง

    ยางพารา หดตัว 15.3% หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน ในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ แต่ขยายตัวในตลาดจีน ตุรกี เยอรมนี ปากีสถาน และโรมาเนีย ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง หดตัว 55.5 %หดตัวต่อเนื่อง เป็นต้น ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 0.6% ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 26.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ)

    ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัวเช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เป็นต้น 9 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 18.6%

    ผอ.สนค.กล่าวอีกว่า ส่วนตลาดส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้เผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง ขณะเดียวกันการส่งออกไปตลาดอื่น ๆ ทั้ง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน (5) และในตลาดรอง อาทิ เอเชียใต้ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ล้วนขยายตัว สะท้อนถึงการตอบสนองต่อมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ด้วยการกระจายตลาดทางเลือกใหม่

    โดยแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัว แม้จะอยู่ในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่สร้างแรงกดดันและความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ความเสี่ยงจากภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายหลายด้าน ทั้งการเจรจากับคู่ค้าเพื่อเพิ่มการนำเข้า เร่งปิดดีล FTA ที่อยู่ระหว่างเจรจา เข้มงวดการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าในกลุ่มเฝ้าระวัง รวมถึงสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้

    อ่านข่าว:

     “ไทย-สหรัฐฯ” แถลงการณ์ร่วม กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ตั้งเป้าสรุปผลปลายปีนี้

    “ผ้าไทย” จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ สานภูมิปัญญาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก

    “ศุภจี”ลุย 2 เวทีใหญ่ อาเซียน–เอเปค ดันไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0soO2uhzjinjg62C0v2tIz

  • ราชบุรี มิติใหม่ เปิด “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก” ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมร่วมถวายความอาลัย | เดลินิวส์

    ราชบุรี มิติใหม่ เปิด “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก” ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมร่วมถวายความอาลัย | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ ตลาดน้ำดำเนินสะดวกท่ายุวันดา อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต 5 และรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นประธานเปิดโครงการ “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก”เข้าสู่มิติใหม่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลองให้คงอยู่คู่ชุมชน

    ภายในงานมี นายภาคิน อภิโชครุ่งเรือง กำนันตำบลดำเนินสะดวก, นางกิตต์รวี อภิสินรุ่งโรจน์ ประธานพัฒนาสตรีอำเภอดำเนินสะดวก, สมาชิกเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก, กลุ่มสตรี และประชาชนในพื้นที่ พร้อมนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ก่อนเริ่มพิธีเปิด ได้มีการจัดพิธี ยืนสงบนิ่งร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

    จากนั้น นายชัยทิพย์ ได้เป็นประธาน ตัดริบบิ้นเปิดแพรคลุมป้าย “ท่าเรือยุวันดา ตลาดน้ำยามเย็น” ก่อนจะร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ พร้อมนำคณะลงเรือล่องไปตามลำคลองดำเนินสะดวกและคลองตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก แจกจ่ายอาหารและของที่ระลึกแก่ประชาชน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางแสงไฟยามเย็นสะท้อนผืนน้ำที่สวยงาม

    นอกจากนี้ยังมี การแสดงโขนจากนักเรียนในพื้นที่ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยให้เยาวชนได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าความเป็นไทย รวมถึงกิจกรรมจำหน่ายสินค้า OTOP อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสตรีในชุมชน ซึ่งช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนและเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

    สำหรับ “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก” จะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสบรรยากาศตลาดน้ำในยามค่ำ ชมวิถีชีวิตสองฝั่งคลอง พร้อมบริการ ล่องเรือฟรี และ ที่จอดรถฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาเยือน

    การเปิดตลาดน้ำยามเย็นในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ในการ ฟื้นฟูภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำของอำเภอดำเนินสะดวก ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และยังเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5242244/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XgFhFUNdUoA6i1dtJRJNr

  • กางข้อมูล คุ้มไหม? เปิดผับตี 4-ปรับโซนนิ่ง ห่วงเจ็บตายเพิ่ม-เมาแล้วขับพุ่ง

    กางข้อมูล คุ้มไหม? เปิดผับตี 4-ปรับโซนนิ่ง ห่วงเจ็บตายเพิ่ม-เมาแล้วขับพุ่ง

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่

    เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567 พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า

    แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อมูลดังนี้

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา

    • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13%
    • จังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22%
    • คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน
    • เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง
    • โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก
    • เจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา
       

    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”  รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

    การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้

    1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”

    2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน

    3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม
     
    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642445&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ucpKsZhzVA73JyQA6TV9_

  • ภูแลนคา จ.ชัยภูมิ เปิดฤดูท่องเที่ยว อุณหภูมิเหลือ 19 องศา นทท.เจอทะเลหมอกผาหัวนาคเต็มขุนเขา

    ภูแลนคา จ.ชัยภูมิ เปิดฤดูท่องเที่ยว อุณหภูมิเหลือ 19 องศา นทท.เจอทะเลหมอกผาหัวนาคเต็มขุนเขา

    สิ้นสุดการรอคอย เพราะลมหนาวแรกของปีมาเยือนแล้วใน จ.ชัยภูมิ ที่ไม่ได้มีแค่ทุ่งดอกกระเจียวแต่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ บรรยากาศดีจนต้องบอกต่อ

    โดยเฉพาะบนเทือกเขาภูแลนคา ซึ่งล่าสุด (วันที่ 26 ต.ค. 68) มีอากาศเย็นฉ่ำคอยต้อนรับฤดูท่องเที่ยว ด้วยอุณหภูมิลดต่ำเหลือเพียง 19 องศาเซลเซียสเท่านั้น

    ความฟินนี้ทำให้นักท่องเที่ยวสายแคมป์ปิ้ง และนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างจังหวัดกว่า 150 คน ไม่รอช้า รีบแพ็คกระเป๋า คว้าเต็นท์คู่ใจ มุ่งหน้าไปจับจองพื้นที่กางเต็นท์กันอย่างคึกคัก

    ไฮไลท์ของ ภูแลนคา คือ ผาหัวนาค จุดเช็คอินสุดฮอตต้องยกให้ ด้วยลานกางเต็นท์กว่า 70 หลัง ถูกกางจนเต็มพื้นที่ นักท่องเที่ยวต่างได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นสมใจ พร้อมลมพัดแรงเบาๆ ตลอดคืน และตื่นตากับการรับแสงแรก ชมภาพที่รอคอยก็ปรากฏ นักท่องเที่ยวต่างพากันตื่นเต้น เมื่อกลุ่มเมฆหมอกสีขาวนวลลอยพัดมาปะทะยอดเขา กลายเป็นทะเลหมอก ขนาดย่อม ปกคลุมทั่วทั้งขุนเขา สร้างความประทับใจตั้งแต่ลืมตาตื่น

    โมเมนต์ที่ห้ามพลาด คือ การเดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ “จุดชมตะวัน” ซึ่งเป็นสกายวอล์คยื่นออกจากหน้าผา บนความสูงกว่า 1,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ให้คุณได้ชมวิวแบบพาโนรามา 180 องศา เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันโผล่พ้นทิวเขา สาดส่องกระทบทะเลหมอก บอกเลยว่านี่คือวิวหลักล้านที่ทุกคนต่างหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่เก็บภาพความประทับใจกันไม่หยุด

    มาถึงภูแลนคาทั้งที ยังไม่จบแค่นั้น ขากลับ นักท่องเที่ยวจะได้แวะเช็คอินที่มอหินขาว ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “สโตนเฮนจ์เมืองไทย” ตื่นตากับกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดยักษ์ 5 แท่ง ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายกันอย่างน่าอัศจรรย์ หินเหล่านี้มีอายุกว่า 175-195 ล้านปี ถือเป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปสุดอันซีนที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

    ทางอุทยานแห่งชาติภูแลนคาได้เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูหนาวนี้แล้ว โดยแบ่งโซนพักค้างแรมและโซนอนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความคึกคักจากทุกเพศทุกวัย

    ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวรับลมหนาว “ปลายฝนต้นหนาว” แบบไม่ต้องไปไกล ชัยภูมิคือคำตอบที่ห้ามพลาด แพ็คกระเป๋า ชวนเพื่อน ชวนแฟน แล้วไปกางเต็นท์รอสัมผัสทะเลหมอกกันได้เลยตั้งแต่วันนี้ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2891575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-NtYFF-do7KIVWn51dTUa

  • “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์
     
    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567

    พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา  
    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”  รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ 1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” 2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน 3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

     
    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/378968589&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCjmuMSxF3w8nQlw5_RCD

  • ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ท่องเที่ยวภาคเหนือโตชัด ปลายปี 68 คาดโต 10% รับปี 69 ผ่านกลยุทธ์ตามรอยรีวิว โครงสร้างพื้นฐานการบินที่เพิ่มขึ้น และการกระจายสู่เมืองรอง ททท. ชู Season of North 2026 ดันรายได้ 178 ล้านบาท

    เหนือ…ไม่ได้มีแค่หน้าหนาว” – ถอดรหัสโอกาสทองของภาคท่องเที่ยวเหนือ สู่เป้าหมาย 178 ล้านบาท ในปี 2569

    ภาคเหนือของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงแห่งการฟื้นตัวและเติบโตครั้งสำคัญ ไม่ได้มีเพียงแค่ลมหนาวและทะเลหมอกอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คมคายและการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ข้อมูลเชิงลึกจาก นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ชี้ให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ที่กำลังสร้างโอกาสมหาศาลให้กับภูมิภาคนี้

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ภาพรวมวันนี้: โมเมนตัมกำลังมาในช่วงปลายปี 68

    นายขจรเดช ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ยอมรับว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ตัวเลขการท่องเที่ยวโดยรวมของภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับที่ “ทรงตัว” เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    “เราคาดการณ์ว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จะมีการเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนมาก” ผอ.ขจรเดชกล่าว “เพราะสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มคลี่คลาย และเรามีกิจกรรมปลายปีสำคัญๆ มากมายที่จะดึงดูดคนไทยให้ขึ้นเหนือ” ด้วยโมเมนตัมที่กลับมาในช่วงปลายปีนี้ ภาคเหนือจึงตั้งเป้าหมายว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปี 2568 จะสามารถ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งก่อนจะก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเติบโตอย่างเต็มตัว

    นายขจรเดช ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ

    เทรนด์ใหม่ปี 2569: พฤติกรรมที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ

    ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยแรงหนุนจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    1. การตลาดแบบ ‘บอกต่อ’ คือกุญแจสำคัญ

    พลังของรีวิว: สิ่งที่ ททท. เห็นชัดเจนคือ การท่องเที่ยวตามคำแนะนำ (บอกต่อ) และการตามรอยอินฟลูเอนเซอร์/รีวิวบนโซเชียลมีเดีย ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ “นักท่องเที่ยวไม่ได้เชื่อแค่การโฆษณา แต่เชื่อในประสบการณ์ที่ถูกบอกเล่า” ผอ.ขจรเดชอธิบาย แนวโน้มนี้ส่งสัญญาณว่า การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำและกระตุ้นการรีวิวเชิงบวกคือกลยุทธ์การตลาดที่คุ้มค่าที่สุด

    2. ‘เที่ยวบิน’ คือปัจจัยบวกที่ใหญ่ที่สุด

    การเข้าถึงที่ดีขึ้น: ผู้ประกอบการและพันธมิตรสายการบินมีแผน เพิ่มเที่ยวบิน ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสู่ภาคเหนือ “การเพิ่มเที่ยวบินคือปัจจัยบวกที่จะทำให้การเดินทางเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากคนไทยและต่างชาติ” นายขจรเดชชี้ การลงทุนด้านการบินจึงเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในปีหน้า

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    3. โอกาสจากความไม่แน่นอนของโลก

    จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย: แม้จะมีปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์โลก แต่คนไทยมีแนวโน้มที่จะเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยเลือกพื้นที่ที่ปลอดภัยและไม่มีปัญหา ภาคเหนือจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้เปรียบ และคาดว่าจะมีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    การปรับสมดุลตลาดต่างชาติ: โอกาสในเอเชีย

    แม้ว่าตลาดใหญ่อย่างจีนจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงทั่วประเทศเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย แต่ภาคเหนือสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการขยายตลาดอื่น

    ตลาดทดแทนที่มาแรง: การลดลงของตลาดจีนได้รับการชดเชยจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นในเอเชีย โดยเฉพาะ ไต้หวัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง รวมถึง เกาหลี, ฮ่องกง, และญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงมาจากโซนเอเชียเป็นหลัก ทำให้กลยุทธ์การตลาดต่างประเทศของภาคเหนือมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    การกระจายตัวของโอกาส: จากเมืองหลักสู่เมืองรอง

    โอกาสทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนเท่านั้น

    ศักยภาพของเมืองรอง: นายขจรเดชระบุว่า แม้เมืองหลักจะยังได้รับความนิยม แต่เริ่มเห็นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองด้วย เช่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเริ่มมีสายการบินตรงจากต่างประเทศ (เช่น Scoot จากสิงคโปร์) บินเข้าสู่พื้นที่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของเมืองรองกำลังเติบโต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถดึงดูดนักเดินทางข้ามภูมิภาคได้

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ททท. เปิดเกมรุก: “Season of North 2026”

    เพื่อรองรับการเติบโตนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวแคมเปญหลัก “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ฤดูเหนือ”

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    เป้าหมายเชิงธุรกิจ

    แคมเปญนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปี และขยายฐานนักท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาล โดยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับปี 2569 คือ:

    นักท่องเที่ยวชาวไทย: เข้าพื้นที่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง

    รายได้จากการท่องเที่ยว: สร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท

    นี่คือความมุ่งมั่นที่จะยกระดับภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ “ทรงคุณค่า” (Value is the New Volume) ที่เที่ยวได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวเพื่อพักผ่อน เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อสัมผัสเทศกาลและวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวภาคเหนือจึงไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่เป็นธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีกลยุทธ์

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dXQcy2392dqyrK9NL8uoi

  • เพาเวอร์บาย ปักหมุด “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดสาขาแรกในจังหวัด ดันโมเดล “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” เจาะตลาดภาคใต้ รับดีมานด์เทคโนโลยีโตต่อเนื่อง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เพาเวอร์บาย ปักหมุด “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดสาขาแรกในจังหวัด ดันโมเดล “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” เจาะตลาดภาคใต้ รับดีมานด์เทคโนโลยีโตต่อเนื่อง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้ารุกตลาดภาคใต้เต็มสูบ เปิดตัว เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล กระบี่” ถือเป็นสาขาแรกในจังหวัด และสาขาที่ 13 ในภูมิภาคภาคใต้ โดยตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าทั้งกลุ่มคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวในกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ชูโมเดล “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” แห่งแรกในกระบี่ ดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มองหานวัตกรรมและสินค้าคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยีในภาคใต้ที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมรองรับดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยบริการครบวงจรและสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม พิเศษฉลองเปิดสาขาใหม่จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม และสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้ชาวกระบี่โดยเฉพาะ

    นายสุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “จังหวัดกระบี่เป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ใน Top 5 ของประเทศ และเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ติดอันดับ 6 ของไทย ในส่วนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยีในภาคใต้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการในกลุ่มสมาร์ทโฟน แกดเจ็ต และสมาร์ทดีไวซ์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ในตลาดภูมิภาคนี้ยังขาดผู้เล่นที่สามารถตอบโจทย์ครบทั้งสินค้าและบริการในที่เดียว เราเห็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวได้ จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุกเปิดสาขาแห่งแรกในกระบี่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” ที่รวบรวมสินค้านวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เทรนด์ฮิต คอลเลคชั่นล่าสุด พร้อมบริการครบวงจร ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมยกระดับประสบการณ์การช้อปให้เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็น Tech Retail Experience เพื่อให้เพาเวอร์บายเป็น Top-of-mind ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาคนี้”

    ชู กลยุทธ์หลักเจาะตลาดกระบี่ สร้างประสบการณ์ช้อปที่ครบกว่า คุ้มกว่า และมั่นใจกว่าเดิม

    1. All Lifestyles, All Categories: คัดสรรสินค้าแบรนด์ชั้นนำกว่า 100 แบรนด์ดัง ครบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน แกดเจ็ต สินค้าไอที ไปจนถึงสินค้าสมาร์ทโฮม ให้ลูกค้าช้อปครบจบในที่เดียว ด้วยพื้นที่กว้างขวางกว่า 1,000 ตร.ม. มีโซนทดลองสินค้า พร้อมเสิร์ฟเทรนด์ฮิตจากแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ Samsung,LG, Electrolux, Haier, Hisense, Hitachi, Toshiba, TCL, Tefal, Philips, Apple, JBL, ASUS, ACER, HP, BOSE, DJI, Garmin, PlayStation, Nintendo, Shark Ninja และ Marshall เป็นต้น
    2. Shop Anywhere, Anytime: ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Omnichannel ผสานทุกช่องทางช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ ทั้งหน้าร้าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยุคใหม่
    3. Smart Travel Experience: เพาเวอร์บายเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยทีมพนักงานที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา พร้อมบริการ VAT Refund for Tourists ภายในร้าน พร้อมมอบสิทธิพิเศษผ่านโครงการ “The 1 to The World” ให้สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสมและรับสิทธิ์ตามแคมเปญได้ทั่วโลก เสริมความคุ้มค่าด้วยส่วนลดพิเศษ 320 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อช้อปสินค้า 7,000 บาทขึ้นไป บริการ Easy Payment รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและแพลตฟอร์มชำระเงินระดับโลก อาทิ Mastercard, VISA, Alipay และ WeChat Pay เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สะดวกและครบครันยิ่งขึ้น
    4. Confidence Beyond Purchase: มอบความมั่นใจทุกขั้นตอน ด้วยผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำสินค้าที่ตรงความต้องการ พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร ทั้งจัดส่ง ติดตั้ง ซ่อมบำรุง และรับประกันคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    พร้อมกันนี้ เพาเวอร์บายจัดโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดสาขาใหม่ เซ็นทรัล กระบี่ ระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม – 26 พฤศจิกายน 2568 มอบข้อเสนอสุดคุ้มเฉพาะสาขา อาทิ สินค้า Crazy Deals ลดสูงสุดถึง 40%, สมัครสมาชิก The 1 ฟรี! รับคูปองส่วนลดมูลค่ารวม 2,400 บาท, ช้อปครบ 4,500 บาท รับฟรี! กล่องอเนกประสงค์ มูลค่า 695 บาท, นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าแลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท, ผ่อน 0% นานสูงสุด 18 เดือน, รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 40,000 บาท (เฉพาะสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ) และ ฟรี! ค่าส่งและติดตั้ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/27/588876/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34pDdIwSJrkst8RI3_01TG