Blog

  • เทรนด์คนทำงานยุคใหม่ “ลาพักร้อน นอนอยู่บ้าน” แทนการออกไปเที่ยว

    เทรนด์คนทำงานยุคใหม่ “ลาพักร้อน นอนอยู่บ้าน” แทนการออกไปเที่ยว

    เมื่อ “การนอน” กลายเป็นความหรูหราใหม่

    แม้แต่ในยามที่ผู้คนเลือกจะออกไปเที่ยว “การนอน” ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ผลสำรวจเดียวกันชี้ว่า 47% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยอมจ่ายแพงขึ้นถึง 25% เพื่อรับประกันว่าจะได้ “นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม” ในระหว่างทริปนั้นๆ

    ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการเติบโตของเทรนด์ “Sleep Tourism” หรือการท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การนอนอย่างมีคุณภาพโดยเฉพาะ Amerisleep

    เทรนด์คนทำงานยุคใหม่

    พบว่ายอดการค้นหาคำว่า “Wellness Travel” (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) บน Google พุ่งสูงขึ้นกว่า 95% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่คำที่เฉพาะเจาะจงอย่าง “Sleep Resort” หรือ “Sleep Vacation” ก็ถูกค้นหาสูงขึ้นกว่า 30%

    รายงานจาก HTF Market Intelligence ในปี 2024 ยังตอกย้ำเทรนด์นี้ โดยประเมินว่าตลาด Sleep Tourism ทั่วโลก มีมูลค่ามหาศาลถึง 6.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตอีกกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028

    ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่าง Sleep Tech (เทคโนโลยีเพื่อการนอน) หรือ Sleep Clinic (คลินิกการนอนหลับ) เป็นตลาดที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเช่นกัน

    ที่มา : AOLunitenewsonlineathletechnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/860540&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vKCh4B3TlqHmwiA72GW6v

  • น้ำใจท่วมทุ่ง! ฮีโร่ผู้ใจบุญ “เขาหลัก” อุทิศที่ดิน 600 เมตร สร้างทางระบายน้ำถาวร กู้เมืองท่องเที่ยวน้ำท่วมซ้ำซาก! สส.พังงา ลุยนำทีมแก้ปัญหา

    น้ำใจท่วมทุ่ง! ฮีโร่ผู้ใจบุญ “เขาหลัก” อุทิศที่ดิน 600 เมตร สร้างทางระบายน้ำถาวร กู้เมืองท่องเที่ยวน้ำท่วมซ้ำซาก! สส.พังงา ลุยนำทีมแก้ปัญหา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nCvYRU_vCoq8bA5LCyJVO

  • “แอตต้า”ฝันไฮซีซั่นนี้ดีกว่าปีก่อน

    “แอตต้า”ฝันไฮซีซั่นนี้ดีกว่าปีก่อน

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า มีความหวังว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยต้องดีกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา เนื่องจากรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลจีน และขอให้เปิดประตูนำนักท่องเที่ยวจีนออกมาเที่ยวไทยอย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอดทั้งปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 32 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ แบ่งเป็น 5 อันดับประเทศที่เข้ามาเที่ยวไทยสูงสุด ได้แก่ 1.จีน 4.6 ล้านคน 2.มาเลเซีย 4.5 ล้านคน 3.อินเดีย 2.2 ล้านคน 4.รัสเซีย 1.6 ล้านคน และ 5.เกาหลีใต้ 1.5 ล้านคน “สาเหตุที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทั้งปีต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล เนื่องจาก นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาผ่านสมาคมฯ มีประมาณ 10,000 คนต้นๆ ต่อวันเท่านั้น และมีบางวันที่ลดลงต่ำกว่าหมื่นคนด้วย ถือว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับช่วงปกติ การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว อย่าต่ำไปกว่านี้เลย ภาคเอกชนยังคาดหวังว่า ฟ้าหลังฝนต้องสดใสกว่านี้ ในฐานะที่ชินชาแล้วก็ต้องมีปัจจัยบวกรออยู่ข้างหน้า”

    สำหรับการปราบแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือว่าส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยเพราะเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกัน เมื่อกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็มองไทยที่อยู่ติดกันในภาพแบบเดียวกัน โดยอยากให้รัฐบาลร่วมมือกันทำงานเพื่อปราบขบวนการที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้ง เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการเอเจนท์ทัวร์ก็ได้ข้อมูลว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

    ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม ภายในเดือนม.ค. 2569 จะมีการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ ผ่านการนำพันธมิตรผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาเจรจาซื้อขายกับผู้ประกอบการไทย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 1,500 คน และจะมีโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการจัดทำโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2892664&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mH0GylSNKhdWVwgi8qA-n

  • เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อาคาร CCB บริเวณด่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความพร้อมของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ก่อนเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันเดียวกัน โดยมีผู้เข้าร่วมคณะลงพื้นที่จากหลายหน่วยงาน อาทิ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เส้นทาง ทั้งนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ตลอดจนผู้แทนจากบริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จำกัด (BGSR 81) และผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อแสดงถึงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทาง

    นางสาวมัลลิกาเปิดเผยว่า การเปิดทดลองให้บริการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนโลจิสติกส์ มอเตอร์เวย์ M81 ถือเป็นโครงข่ายยุทธศาสตร์หลักที่เชื่อมกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปยังภาคตะวันตกและภาคใต้ รองรับทั้งการขนส่งสินค้าและการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น โครงการนี้ช่วยลดระยะเวลาเดินทางจากถนนรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี ถึงจังหวัดกาญจนบุรี จากเดิมกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง เหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี

    โครงการมอเตอร์เวย์ M81 มีระยะทางรวมประมาณ 96 กิโลเมตร เริ่มต้นจากอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก ไปสิ้นสุดที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี โครงการนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยภาครัฐรับผิดชอบงานโยธา ส่วนเอกชนรับผิดชอบด้านระบบควบคุม การดำเนินงาน และบำรุงรักษา (O&M) ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จำกัด มอเตอร์เวย์สายนี้มีจุดขึ้นลงและด่านเก็บค่าผ่านทางรวม 8 จุด และในช่วงเปิดทดลองให้บริการฟรี ได้อนุญาตให้รถทุกประเภทที่สามารถใช้มอเตอร์เวย์เข้ามาใช้บริการได้โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า แม้ตัวโครงการจะแล้วเสร็จเกือบสมบูรณ์ แต่ยังคงมีการติดตั้งและทดสอบระบบบางส่วน จึงมีการจำกัดความเร็วเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก และรถโดยสารทั่วไป จำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถพ่วงจำกัดความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ กรมทางหลวงและบริษัทเอกชนผู้ร่วมลงทุนได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี

    ในช่วงการเปิดทดลองใช้งานที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 พบว่ามีปริมาณรถเฉลี่ยมากกว่า 35,000 คันต่อวัน และสูงสุดกว่า 50,000 คันต่อวันในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้เส้นทางของประชาชนอย่างชัดเจน กรมทางหลวงคาดว่า เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและเก็บค่าผ่านทางในเดือนมกราคม 2569 โครงการจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 100,500 ล้านบาท

    มอเตอร์เวย์ M81 เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแห่งชาติ ที่กระทรวงคมนาคมมุ่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อสู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ ภายใต้นโยบาย “เดินทางสะดวก ปลอดภัย ลดภาระประชาชน และวางรากฐานสู่ศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค” ในปี 2569 กระทรวงยังมีแผนต่อยอดโครงข่ายเพิ่มเติม เช่น การก่อสร้างทางยกระดับบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338) ช่วงพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4 และโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 8 (M8) สายนครปฐม–ปากท่อ เพื่อเชื่อมต่อไปยังเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะช่วยขยายโครงข่ายโลจิสติกส์และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาคในอนาคต

    การเปิดให้บริการทดลองใช้มอเตอร์เวย์ M81 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของรัฐบาลในการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายให้ทุกก้าวของการเดินทางบนมอเตอร์เวย์สายใหม่นี้ คือความปลอดภัย ความสะดวก และความสุขของคนไทยทุกคน

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732735&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6a55KwHRfX5aEWwdQK5D

  • ‘สี จิ้นผิง’ ชมนโยบายนายกฯอนุทิน ไม่เอากาสิโน

    ‘สี จิ้นผิง’ ชมนโยบายนายกฯอนุทิน ไม่เอากาสิโน

    “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ชื่นชมนโยบายนายกฯ อนุทิน “ไม่เอากาสิโน” ย้ำไม่คิดแทรกแซงนโยบายประเทศใด แต่จีนจะใช้มาตรการภายในไม่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีน เดินทางมาเที่ยวเพราะคาสิโน พร้อมร่วมมือกับไทยปราบทุกภัยไซเบอร์ เชี่อปิดดิลเพิ่มขายข้าวไทย 5 แสนตัน

    31 ตุลาคม 2568 – เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Kolon เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง (Mr. Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

    โอกาสนี้ ประธานาธิบดีจีน กล่าวถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีกล่าว ขอบคุณและซาบซึ้งประธานาธิบดีสีจิ้น ผิง ที่ได้มีสารถวายความอาลัย และยังได้กล่าวด้วยถ้อยคำในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายต่อคนไทย ทั้งนี้ จะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบด้วย

    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุม Fourth Plenum ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 4 ซึ่งได้วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่าปี 2568 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและรุ่งเรืองร่วมกัน

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยัน และพร้อมผลักดันความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระดับประชาชน ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรเพื่ออนาคต

    นายกรัฐมนตรีชื่นชมความจริงจังของประธานาธิบดีสี ที่ให้คำมั่นกับไทยในการร่วมกันปราบปรามภัยไซเบอร์ (Cyber crime) ถือว่าเป็น อาชญากรรมทั้งทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถือเป็นวาระแห่งชาติและจะระดมความร่วมมือจากภูมิภาคเพื่อที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ด้วย

    นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดืสี ถึงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง ซึ่งไทยกล่าวถึงความคืบหน้า การบริหารจัดการดำเนินการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน รวมถึง โครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 (หนองคาย–เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นสะพานทางราง เพื่อเชื่อมต่อรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบรางกับจีน ทำให้สินค้าสามารถเดินทางไปและกลับตั้งแต่จีนตอนล่างไปจนถึงแหลมมาลายู

    ในการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันกับท่านประธานาธิบดีสี ถึง รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน มาเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ไทย สินค้าไทย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ไทยมีอยู่ ไทยมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น จึงได้หยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกชนิดและขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวอีกครั้ง โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยอย่างดี

    ประธานาธิบดีจีนกล่าวชื่นชมนโยบายไทยและย้ำว่า ไม่คิดแทรกแซงการดำเนินนโยบายภายในของประเทศใดๆ แต่จะใช้มาตรการภายในของตน ในการหยุดยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเพื่อท่องเที่ยวคาสิโน เท่านั้น เพราะจีน เห็นว่า ธุรกิจการพนันมีผลเสียต่ออย่างมากต่อวิถีชีวิตของคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงนโยบายรัฐบาลชุดนี้และความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการมีการพนันที่ถูกกฎหมายเช่นกัน

    นายกรัฐมนตรี ยังถือโอกาสนี้ ติดตามการเจรจา การซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตันซึ่งคณะเจรจาได้ทำงานมาระดับหนึ่ง ขณะที่จีนบริโภคทั้งประเทศเกือบ 150 ล้านตัน ชื่อว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เชิญนายกรัฐมนตรีจีน มาการประชุมแม่โขง- ล้านช้าง ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วย

    “ภาพรวม การหารือกับประธานาธิบดีจีนสังเกตได้ถึง บรรยากาศฉันท์มิตร ปฏิกิริยากลับมาของจีนซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจและและมีความสำคัญ เปลี่ยนแปลงทิศทางที่ดีขึ้น และคณะผู้บริหารที่ร่วมหารือก็มีความพึงพอใจ ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่หยุดชะงักไป ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีต้องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/888119/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rJ4GdAQzJbbItJRakEpVJ

  • ตรวจความพร้อมมอเตอร์เวย์ M81  ฟรี! ตลอด 24 ชม. เริ่มวันนี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ตรวจความพร้อมมอเตอร์เวย์ M81 ฟรี! ตลอด 24 ชม. เริ่มวันนี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32Zq0G_NHL2qrSE1wSqbCi

  • นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน


    1/11/2568 | 190 |

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific”

    ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเปิดการประชุม ได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงกว่า 36 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น “เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

    2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

    3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

    “ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

    โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน  จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101786


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8VEvC_D7Tyzdal7m1Lxs

  • โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้


    1/11/2568 | 52 |

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 07.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในห้วงสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ คือ การเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific” ในเวลา 10.00 น. ณ ห้อง 300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้นำเสนอแนวทางเสริมศักยภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสร้างสังคมทุกกลุ่มให้พร้อมรับอนาคต เพื่อภูมิภาคที่ยั่งยืนและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อการประชุมฯ เสร็จสิ้นมีการถ่ายภาพหมู่ของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    จากนั้นในเวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ (Gimhae Air Base) นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยเที่ยวบินพิเศษของกองทัพอากาศ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยจะเดินทางถึงไทยเวลา 21.00 น.

    “การเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันสุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ผลักดันประเด็นสำคัญในการเสริมศักยภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์และพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101783


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GVbXJmVaTivOeVBb1iX92

  • สสส.-จุฬาฯ ดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพคนไทย

    สสส.-จุฬาฯ ดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพคนไทย

    สสส. สานพลังจุฬาฯ ขับเคลื่อน “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน” ยกระดับสิ่งแวดล้อมสร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    31 ตุลาคม 2568 – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น “การพัฒนาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …” ภายใต้โครงการพัฒนากฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและกฎหมายการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ

    ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) กล่าวว่า “สสส. เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จึงได้กำหนดให้ “การลดมลพิษจากสิ่งแวดล้อม” เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขับเคลื่อน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (ฉบับประชาชน) การเสนอร่างกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) รวมถึงการสนับสนุน ร่างกฎหมายสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อวางรากฐานด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว ในส่วนของปัญหาขยะมูลฝอย
     
    “สสส. ให้ความสำคัญไม่แพ้กับประเด็นอื่น เนื่องจากปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวิกฤติเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิด “ทิ้ง–เก็บ–กำจัด” ไปสู่ “ลดใช้-ใช้ซ้ำ–หมุนเวียน” พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมรับผิดชอบต่อทรัพยากรอย่างยั่งยืน สสส. เชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ปกป้องสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมที่รู้คุณค่าทรัพยากรอย่างแท้จริง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยและโลกใบนี้” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

    ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาขยะที่กำลังเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพของประเทศไทยมาอย่างยาวนานและสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและไม่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกฎหมายซึ่งทั่วโลกได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นแนวทางในการยกระดับการบริหารจัดการ “ขยะ” สู่การบริหารจัดการ “ทรัพยากร” ที่จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วยการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการลดของเสีย การใช้ซ้ำและรีไซเคิล ช่วยลดปัญหามลพิษจากของเสียและนำวัสดุโลหะมีค่าในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมาแปรใช้ใหม่ รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามเป้าที่กำหนด ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้เคยประเมินไว้ว่า หากประเทศไทยมีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมจะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศไม่น้อยกว่า 1% และสร้างงานได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้ายั่งยืน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถรักษาหรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้กฏระเบียบด้าน CE (อาทิ ESPR, PPWR) มากำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าแล้ว การผลักดันให้มีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (ลดของเสีย เพิ่มแหล่งวัตถุดิบรอบสอง) ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/all-news/888159/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RAMN48WY8hhb370W7OITf

  • เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น “การพัฒนาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการพัฒนากฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและกฎหมายการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร เพื่อเปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ

    ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) กล่าวว่า “สสส. เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จึงได้กำหนดให้ “การลดมลพิษจากสิ่งแวดล้อม” เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขับเคลื่อน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (ฉบับประชาชน) การเสนอร่างกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) รวมถึงการสนับสนุน ร่างกฎหมายสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อวางรากฐานด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว ในส่วนของปัญหาขยะมูลฝอย

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    “สสส. ให้ความสำคัญไม่แพ้กับประเด็นอื่น เนื่องจากปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวิกฤติเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิด “ทิ้ง–เก็บ–กำจัด” ไปสู่ “ลดใช้-ใช้ซ้ำ–หมุนเวียน” พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมรับผิดชอบต่อทรัพยากรอย่างยั่งยืน สสส. เชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ปกป้องสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมที่รู้คุณค่าทรัพยากรอย่างแท้จริง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยและโลกใบนี้” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า สถาบันฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาขยะที่กำลังเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพของประเทศไทยมาอย่างยาวนานและสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและไม่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกฎหมายซึ่งทั่วโลกได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นแนวทางในการยกระดับการบริหารจัดการ “ขยะ” สู่การบริหารจัดการ “ทรัพยากร” ที่จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วยการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการลดของเสีย การใช้ซ้ำและรีไซเคิล ช่วยลดปัญหามลพิษจากของเสียและนำวัสดุโลหะมีค่าในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมาแปรใช้ใหม่ รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามเป้าที่กำหนด ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้เคยประเมินไว้ว่า หากประเทศไทยมีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมจะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศไม่น้อยกว่า 1% และสร้างงานได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้ายั่งยืน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถรักษาหรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้กฏระเบียบด้าน CE (อาทิ ESPR, PPWR) มากำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าแล้ว การผลักดันให้มีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (ลดของเสีย เพิ่มแหล่งวัตถุดิบรอบสอง) ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OWLpFeSyd8WHuVHss7KJH