Blog

  • 1,406 กม. ข้ามประเทศ: เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

    1,406 กม. ข้ามประเทศ: เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

    จากระนองสู่เชียงราย เมื่อเจ้าของฟาร์มสเตย์พาทีม 50 คนเดินทาง 1,406 กม. สร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวเมืองรอง

    เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 – ในยุคที่การท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น การตัดสินใจของผู้ประกอบการธุรกิจที่พักแห่งหนึ่งจากจังหวัดระนอง ที่เลือกนำพนักงานทั้ง 50 คนเดินทางข้ามประเทศจากปักษ์ใต้สู่ปักษ์เหนือ กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปลายทาง แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพการท่องเที่ยวของเมืองรองอย่างเชียงรายไปยังกลุ่มผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ

    จากป่ารกร้างสู่ฟาร์มสเตย์ดัง พลังของการสื่อสารดิจิทัล

    วิโรจน์ ฉิมมี หรือที่คนรู้จักในนาม “เบส” เจ้าของ “บ้านไร่ ไออรุณ” ฟาร์มสเตย์ในอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เล่าถึงที่มาของการเดินทางครั้งนี้ว่า เริ่มจากความตั้งใจที่จะให้รางวัลกับพนักงานทุกคน หลังจากที่ทุกคนร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจที่เคยเป็นเพียงป่ารกร้าง ให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย

    “ผมหยอดกระปุกสะสมเงินมาได้ 1 ล้านบาท เพื่อจะพาพนักงานไปเติมพลัง ไปมีความสุขด้วยกันอีกครั้ง” วิโรจน์โพสต์ในช่องทาง บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun  “อยากพาทุกคนไปไกลสุดในประเทศนี้ เท่าที่จะทำได้ ปีนี้เราจะไปอุดหนุนชาวจังหวัดเชียงรายกัน”

    การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 50 คน โดยต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 และกลับมาเปิดบริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ช่วงปลายเดือนที่เป็นช่วงท่องเที่ยว

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    1,406 กิโลเมตร ข้ามน้ำข้ามทะเล จากใต้สุดสู่เหนือสุด

    การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากสนามบินระนอง ที่อยู่ห่างจากบ้านไร่เพียง 28 กิโลเมตร คณะเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย โดยใช้งบประมาณค่าตั๋วเครื่องบินทั้งหมด 4 แสนบาท เดินทางไปต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เชียงราย ระยะทางเกือบ 1,500 กิโลเมตร

    “ครั้งแรกในชีวิตที่ทุกคนได้เดินทางมาที่จังหวัดนี้” วิโรจน์เล่า “หลายคนในทีมเป็นชาวบ้านที่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ได้เห็นท้องฟ้า ท้องทะเล จากภาคใต้มาถึงเมืองเหนือ”

    สิ่งที่น่าสนใจคือ สนามบินระนองในปัจจุบันมีเที่ยวบินให้บริการถึง 2 ไฟลต์ต่อวัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น สะท้อนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน

    เส้นทางท่องเที่ยว สัมผัสเชียงรายในทุกมิติ

    โปรแกรมการเดินทาง 4 วัน 3 คืน ที่วิโรจน์วางแผนไว้ ครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญของเชียงราย เริ่มจากมื้อแรกที่ร้านข้าวซอยวิจิตตรา ร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อ พร้อมเมนูข้าวซอยและน้ำเงี้ยวที่ทุกคนประทับใจ

    คืนแรกพักกลางทุ่งดอกไฮเดรนเยียบนยอดดอย ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย พร้อมหมูกระทะที่จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่จะออกเดินทางสำรวจจุดท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ ผาฮี้-ผาหมี, ไร่สิงห์ปาร์ค, อาข่า ฟาร์มวิว, สวนดอกไฮเดรนเยีย ดอยช้าง, ไร่ชาฉุยฟง และดอยตุง แต่ละจุดล้วนมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความงามของธรรมชาติ ไร่กาแฟบนภูเขาสูง ฟาร์มแกะที่มีนักท่องเที่ยวต่อคิวซื้อบัตรเข้าชม ไปจนถึงดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์

    คืนที่สองเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย พักที่โรงแรม The Riverie by Katathani ริมแม่น้ำกก ซึ่งทีมงานของโรงแรมได้ต้อนรับด้วยพวงมาลัยและการ์ดที่เขียนวางไว้บนเตียงทุกห้อง แม้จะไม่ได้แจ้งความเป็นพิเศษล่วงหน้า แต่การบริการที่เป็นเลิศทำให้ทุกคนประทับใจ

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าตัวเลข

    การเดินทางของคณะ 50 คนจากระนองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเชียงรายในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเช่ารถ ไปจนถึงการซื้อของฝากจากชุมชนต่างๆ

    หากประมาณการอย่างหยาบจากงบประมาณ 1 ล้านบาท หักค่าตั๋วเครื่องบิน 4 แสนบาท คงเหลืองบประมาณ 6 แสนบาท ที่ใช้จ่ายในพื้นที่เชียงราย เฉลี่ยคนละประมาณ 12,000 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าที่พัก 2 คืน ค่าอาหาร 4 วัน ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือมูลค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของธุรกิจที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพและเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวเชียงราย กลายเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังมหาศาลโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด

    “การลงทุนของจังหวัดเชียงราย แค่การเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยิ้มแย้ม ก็เป็นการสร้างกำไรในระยะยาว” วิโรจน์กล่าว “แม้จะมีบางคนมองว่า ทางร้านก็จะได้การลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า แต่เราก็ต้องดูว่าทำไมต้องเลือกเดินทางมาไกลจากระนองถึงเชียงรายมากกว่า 1,406 กม.”

    เชื่อมโยงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดี มีคืน”

    การเดินทางของคณะบ้านไร่ ไออรุณ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งเปิดตัวมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้รับสิทธิประโยชน์จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    สำหรับมาตรการสำหรับบุคคลธรรมดา ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทสำหรับการท่องเที่ยวในเมืองรอง (1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย) และ 20,000 บาทสำหรับเมืองหลัก (1 เท่าของค่าใช้จ่าย) ครอบคลุมทั้งค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มาตรการสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมหรือสัมมนาให้กับพนักงานได้ถึง 2 เท่าสำหรับเมืองรอง และ 1.5 เท่าสำหรับเมืองหลัก ซึ่งตรงกับกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่นำพนักงานเดินทางไปเพื่อเติมพลังและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    การเรียนรู้ที่คุ้มค่ากว่าเงิน

    วิโรจน์เปิดเผยว่า ธุรกิจของเขาเป็นเพียงกิจการเล็กๆ ที่ผลประกอบการไม่ได้มีกำไรเหลือเงินเยอะ แต่เขาเลือกที่จะลงทุนกับคน ด้วยความเชื่อว่าการพาพนักงานออกไปสัมผัสประสบการณ์ภายนอก จะช่วยพัฒนาทักษะและทัศนคติในการทำงาน โดยเฉพาะธุรกิจบริการอย่างฟาร์มสเตย์

    “เราเลือกใช้วิธีนี้ในการพัฒนาคนมาหลายปีแล้ว ปีละ 1 ครั้ง” เขากล่าว “อยากพาทุกคนออกเดินทางมาพัก มาชาร์จพลัง มาเป็นผู้ใช้บริการ มาเห็นว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน ในสถานที่ที่เราไม่เคยไป”

    ประสบการณ์ที่พนักงานได้รับนั้นครอบคลุมทุกมิติของการท่องเที่ยว ตั้งแต่การได้นั่งเครื่องบิน ได้เห็นการบริการของแอร์โฮสเตส ได้นั่งรถขึ้นดอยที่มีคนขับคอยเล่าประวัติสถานที่ ได้เห็นโฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ ได้สัมผัสการบริการที่ยอดเยี่ยมจากที่พักต่างๆ ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ที่จะนำมาต่อยอดในการพัฒนา “บ้านไร่ ไออรุณ” ของตัวเองให้ดีขึ้น

    “ประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ จะเป็นพลังบวกให้เราทุกคนกลับไปพัฒนาบ้านไร่ เพื่อกลับไปเป็นผู้ให้บริการที่ดีขึ้น” วิโรจน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

    ภาคเหนือยุคใหม่ พร้อมรับนักท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนืออย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ฤดูเหนือ” พร้อมเผยกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อกระตุ้นการเติบโตของการท่องเที่ยว

    นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เปิดเผยว่า แม้ตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2568 จะทรงตัว แต่คาดการณ์ว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้การท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศคลี่คลายและมีกิจกรรมปลายปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวทั้งปี 2568 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา

    สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรอง

    ททท. ได้วางกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภาคเหนือ ประการแรกคือการใช้พลังของรีวิวและโซเชียลมีเดีย การตลาดแบบ “ตามรอยรีวิว” และการบอกต่อจากอินฟลูเอนเซอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังทางการตลาดแบบนี้

    ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน ผู้ประกอบการและสายการบินมีแผนเพิ่มเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศสู่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองรองอย่างเชียงรายที่เริ่มมีสายการบินตรงจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ประการสุดท้ายคือการกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ซึ่งพบว่ามีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ททท. ยังเน้นการขยายตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง และญี่ปุ่น เพื่อชดเชยความผันผวนของตลาดหลักและสร้างความหลากหลายของนักท่องเที่ยว

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    เทศกาลและกิจกรรมตลอดทั้งปี

    แคมเปญ Season of North 2026 มุ่งเน้นให้ภาคเหนือเป็นจุดหมายที่ “เที่ยวได้ทุกฤดู” ผ่าน 3 มุมความสุขหลัก คือ ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (พักผ่อน/สุขภาพ) ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง (ความสุข/ฮีลใจ) และฤดูแห่งการแบ่งปัน (บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเหนือ)

    ในช่วงฤดูกาลนี้ ภาคเหนือมีกิจกรรมหลากหลายตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลทุเรียนอุตรดิตถ์ งานสีสันดอยตุงและเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานแพร่คราฟต์ และเทศกาลใหญ่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน อาทิ ยี่เป็งเชียงใหม่ โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟสุโขทัย ลอยกระทงสายตาก และนมัสการพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

    บทเรียนและแรงบันดาลใจ

    กรณีของบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นหลายมิติของการท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านประสบการณ์จริง การใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบกระจายรายได้สู่ชุมชน

    วิโรจน์เล่าถึงที่มาของความฝันในการสร้างบ้านไร่ที่บ้านเกิดว่า “ผมคุยกับพ่อตลอดถึงสิ่งที่อยากทำ แต่กับแม่ผมต้องอ้างไปก่อนว่าจะกลับมาทำงานเป็นสถาปนิกในตัวเมืองระนอง เพราะแม่เป็นแม่ค้าในตลาด ถ้าเพื่อนที่เป็นแม่ค้าด้วยกันรู้เข้า ทุกคนจะแห่ถามแม่ว่า ลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ แล้วกลับมาทำอะไรที่บ้าน ผมไม่อยากให้แม่ต้องกังวลกับคำถามเหล่านี้ ก็เลยบอกแม่ไปแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วผมตั้งใจกลับมาสร้างบ้าน”

    ความตั้งใจนั้นประสบผลสำเร็จ จากป่ารกร้างกลายเป็นฟาร์มสเตย์ที่ผสมผสานที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร และขายของฝากงานแฮนด์เมด กลางสวนผักและผลไม้ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-20.00 น. และที่สำคัญคือการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง มีพนักงาน 50 คนที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

    “ผลลัพธ์ที่ได้มัน คือความสุขทางใจ ไม่ใช่แค่พนักงานนะ นายจ้างอย่างผมใจมันก็ฟูไปด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงการพาพนักงานเดินทาง “เดินคนเดียวไปได้ไว แต่เดินได้ไกล ก็ต้องไปด้วยกัน”

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    มาตรการเสริมอื่นๆ ที่หนุนการท่องเที่ยว

    นอกจากมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเสริมอื่นๆ อีก 3 มาตรการ ได้แก่ การเร่งรัดเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านการฝึกอบรม (Front Load) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก และกำหนดให้เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงิน

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระหว่าง 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ให้หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่พักมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพที่พัก

    และมาตรการลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ จาก 10% เป็น 5% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืนและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

    แม้ว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ความผันผวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูแล้ง และการพัฒนาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม โอกาสก็มีมากมาย ทั้งการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนและเอเชียตะวันออกที่กำลังฟื้นตัว แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    การมีอินฟลูเอนเซอร์และผู้ประกอบการอย่างวิโรจน์ ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากและเลือกมาท่องเที่ยวเชียงราย ถือเป็นโอกาสทองในการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเป็นการสื่อสารแบบ organic ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    เชียงราย แบบจำลองของการท่องเที่ยวเมืองรองที่ประสบความสำเร็จ

    เชียงรายถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จากจังหวัดที่เคยถูกมองว่าเล็กที่สุดในภาคเหนือ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ด้วยจุดเด่นหลายประการ

    ประการแรกคือความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติอันงดงามบนพื้นที่ภูเขาสูง วัดวาอารามที่มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ ไร่กาแฟและไร่ชาบนดอยสูง ฟาร์มแกะและสวนดอกไม้นานาพันธุ์ และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

    ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบินที่เริ่มมีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ถนนและการคมนาคมที่สะดวกขึ้น และที่พักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โรงแรมระดับหรูจนถึงโฮมสเตย์ชุมชน

    ประการที่สามคือคุณภาพการบริการที่ดี ดังที่วิโรจน์ให้ความเห็นว่า “พี่ๆพนักงานที่โรงแรม น่ารักมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี มีพวงมาลัยรอต้อนรับ มีการ์ดเขียนวางไว้บนที่นอนทุกห้อง ทุกคนประทับใจในงานบริการมากครับ” การบริการที่เป็นเลิศนี้คือสิ่งที่สร้างความประทับใจและทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีก

    บทส่งท้าย เมื่อการท่องเที่ยวกลายเป็นการลงทุนในคน

    เรื่องราวของวิโรจน์และทีมงาน 50 คนจากบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการลงทุนในการพัฒนาคน การเรียนรู้ และการสร้างแรงบันดาลใจ

    การเดินทาง 1,406 กิโลเมตร ข้ามจากจังหวัดเล็กที่สุดในภาคใต้มาสู่เมืองรองของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขระยะทาง แต่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวระหว่างเมืองรองด้วยกัน การสร้างความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจที่พักในพื้นที่ต่างๆ และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังผ่านโซเชียลมีเดีย

    จากผู้ติดตาม 1 ล้านคน ที่ได้เห็นภาพความสวยงามของเชียงราย ความอบอุ่นของการต้อนรับ และรอยยิ้มของทีมงานที่มีความสุขกับการเดินทาง กลายเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นๆ อยากมาสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน นี่คือพลังของการท่องเที่ยวแบบ storytelling ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ

    ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐอย่าง “เที่ยวดี มีคืน” ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดถึง 1.5 เท่าสำหรับเมืองรอง และแคมเปญ “Season of North 2026” ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้เกิดกรณีศึกษาแบบนี้มากขึ้นในอนาคต

    สำหรับวิโรจน์และทีมงาน พวกเขาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจัดดอกไม้และตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือน บ้านไร่ ไออรุณ ในจังหวัดระนอง ด้วยการบริการที่ดียิ่งขึ้น จากประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้

    “โคตรภูมิใจ” คำพูดสั้นๆ ที่วิโรจน์ใช้สรุปทริปนี้ สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้ประกอบการรายเล็กที่กล้าตัดสินใจลงทุนในคน และได้เห็นรอยยิ้มความสุขของพนักงานทุกคนที่ได้ออกไปสัมผัสโลกกว้าง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืม บนยอดดอยแห่งเชียงราย จังหวัดเมืองรองเหนือสุดของประเทศไทย

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
    • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
    • ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง
    • บ้านไร่ ไออรุณ
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • กรมสรรพากร
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/ranong-chiangrai-tourism-stimulus-case-study/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_vUJmGDLNkaXqqeuDOURt

  • KKP ชี้ “รางคู่” ปฏิวัติการขนส่งไทย หนุนเศรษฐกิจโต ลดต้นทุนโลจิสติกส์

    KKP ชี้ “รางคู่” ปฏิวัติการขนส่งไทย หนุนเศรษฐกิจโต ลดต้นทุนโลจิสติกส์

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการยกเครื่องระบบรางครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งถือเป็น “การปฏิรูประบบรางแห่งชาติ” ที่จะเปลี่ยนโฉมการขนส่งของประเทศทั้งระบบ โดยโครงการนี้ครอบคลุมการสร้าง รางคู่ทั่วประเทศ และการออก พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางฉบับใหม่ ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เสริมศักยภาพการแข่งขัน กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้เมืองรองและชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟ

    พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง – ปลดล็อกภาคเอกชนสู่ระบบราง

    ก่อนหน้านี้ ระบบรางของไทยอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐเพียงไม่กี่แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำหรับเส้นทางระหว่างเมือง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สำหรับระบบรถไฟฟ้าในเมือง และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำหรับรถไฟฟ้าในเขตเมืองหลวง โดยหน่วยงานเจ้าของรางทำหน้าที่ทั้ง “ผู้กำกับดูแล” และ “ผู้ดำเนินการ” ไปพร้อมกัน ซึ่งจำกัดความยืดหยุ่นของระบบ

    พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางฉบับใหม่ ได้ “แยกบทบาท” ดังกล่าวออกจากกันอย่างชัดเจน โดยจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการขนส่งทางราง (สกรร.) ขึ้นเป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่กำกับดูแล ออกใบอนุญาต กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย และวางแผนพัฒนาระบบรางในภาพรวม ขณะที่หน่วยงานเดิมอย่าง รฟท. และ รฟม. จะยังคงเป็นผู้ดำเนินงานหรือเจ้าของราง แต่ไม่มีอำนาจกำกับดูแลอีกต่อไป

    กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้เอกชนสามารถขอใบอนุญาตได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
        1.    การดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานทางราง
        2.    การให้บริการเดินรถไฟ
        3.    การดำเนินการทั้งสองส่วน

    ระบบ “ใบอนุญาต” ใหม่นี้มาแทนระบบ “สัมปทาน” เดิม ซึ่งช่วยให้เอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง เข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องรับภาระลงทุนทั้งหมดเอง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดเสรีระบบรางของไทย และสร้างการแข่งขันที่โปร่งใสในระยะยาว

    การขยายทางคู่ – ยกระดับระบบรางครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีเส้นทางรถไฟระหว่างเมืองรวม 4,845 กิโลเมตร แต่ในปัจจุบันมีเพียงราว 30% ที่เป็นรางคู่ โดยโครงการใหม่นี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 62% ภายในปี 2572 เพื่อให้รถไฟสามารถวิ่งสวนทางได้ เพิ่มความเร็วจาก 60-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลดเวลาเดินทางลงได้ถึง 20-30%

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังใช้ระบบรางน้อยกว่าศักยภาพ โดยมีสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางเพียง 1% ของทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า ปัญหาหลักมาจากข้อจำกัดด้านงบลงทุนและหนี้สินของรฟท. ที่มีหนี้สุทธิราว 471,000 ล้านบาท ทำให้ขาดงบประมาณในการปรับปรุงขบวนรถและบริการให้ทันสมัย

    เมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่น จีน อินเดีย และกลุ่มยุโรป จำนวนการเดินรถต่อระยะทาง (trip per km) และจำนวนผู้โดยสารต่อประชากร (trip per capita) ของไทยยังต่ำกว่ามาก สะท้อนว่าระบบรางไทยยังไม่ถูกใช้เต็มศักยภาพ และยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาในอนาคต

    รถไฟโดยสาร – ต้องแข่งขันกับเครื่องบินและรถยนต์

    การสร้างรางคู่จะช่วยให้รถไฟวิ่งเร็วขึ้นและลดเวลาเดินทาง แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันกับเครื่องบิน รถยนต์ส่วนตัว และรถบัส โดยเครื่องบินแม้เร็วกว่า (700–900 กม./ชม.) แต่ต้องใช้เวลารวมราว 2 ชั่วโมงในขั้นตอนเช็กอิน โหลดกระเป๋า และรอขึ้นเครื่อง ทำให้รถไฟเริ่มได้เปรียบเมื่อระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ เช่น กรุงเทพฯ–หัวหิน หรือ กรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งสามารถเดินทางถึงใจกลางเมืองได้โดยตรง

    สำหรับเส้นทางระยะสั้น รถไฟยังเสียเปรียบรถยนต์ส่วนตัวและรถบัสในด้านความยืดหยุ่น เพราะเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟ ทำให้ “การเดินทางต่อ (last-mile)” ยังไม่สะดวก ต่างจากประเทศที่มีระบบรางแข็งแกร่ง เช่น ญี่ปุ่น จีน หรือในยุโรป ที่มีเมืองขนาดใหญ่หลายแห่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางระหว่างกัน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยมีกรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่เพียงแห่งเดียว ขณะที่เมืองใหญ่อื่นมีประชากรและกิจกรรมเศรษฐกิจน้อยกว่า จึงทำให้ศักยภาพของรถไฟโดยสารระหว่างเมืองยังจำกัด ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ “เงื่อนไขของใบอนุญาต” และ “โครงสร้างค่าธรรมเนียม” หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนบริหารจัดการได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม รถไฟโดยสารก็มีโอกาสเติบโตในระยะยาว

    รถไฟขนส่งสินค้า – โอกาสขยายตลาดแทนรถบรรทุก

    ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางรถไฟมีสัดส่วนเพียง 1% ของการขนส่งทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่าง ลาดกระบัง–แหลมฉบัง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมคลังสินค้าภายในประเทศกับท่าเรือน้ำลึก

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่า การขยายรางคู่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้รถไฟขนส่งสินค้าสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากรถบรรทุกได้มากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางยุทธศาสตร์อย่าง “นครสวรรค์–แหลมฉบัง” และ “ภาคอีสาน–แหลมฉบัง” ที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

    รถไฟมีข้อได้เปรียบชัดเจนด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ รถไฟหนึ่งขบวนขนส่งได้ราว 1,500 ตัน ขณะที่รถบรรทุกทั่วไปได้เพียง 25 ตัน อีกทั้งใช้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักน้อยกว่า 3–4 เท่า และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า หากการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถไฟจะได้ประโยชน์จาก เศรษฐกิจต่อขนาด (economy of scale) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงและแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ การขนส่งทางรางยังช่วยลดความแออัดบนถนน ลดอุบัติเหตุ และช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย – ลดต้นทุนมหาศาล หนุน GDP โต

    โครงการรางคู่ทั่วประเทศมีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 285,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดย KKP ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ราว 0.27–0.30% ต่อปี ในช่วงก่อสร้าง และเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การขนส่งทางรางมีต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางถนนถึง 4.3 เท่า หรือประหยัดได้ราว 570 บาทต่อตันสินค้า หากเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางอีก 10% จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศได้กว่า 49,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.27% ของ GDP

    นอกจากผลทางเศรษฐกิจโดยตรง การขยายรางคู่และการเปิดเสรีระบบรางยังสร้างผลดีทางอ้อม ทั้งการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่เมืองรอง และการลดการใช้น้ำมันจากการขนส่ง เพราะรถไฟขนส่งได้ไกลกว่าและประหยัดพลังงานมากกว่ารถบรรทุกถึง 3–4 เท่า ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและลดการปล่อยคาร์บอนได้พร้อมกัน

    ปูทางเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    เมื่อรวมทุกด้านแล้ว “รางคู่” ไม่เพียงเป็นโครงการคมนาคม แต่ยังเป็น แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนภาคธุรกิจ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และวางรากฐานสู่ระบบโลจิสติกส์ยุคใหม่ที่ต้นทุนต่ำและยั่งยืนมากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทย “วิ่งเร็วขึ้น” อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cDPiLfGXLY9eObOrkJrAN

  • นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน


    1/11/2568 | 270 |

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific”

    ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเปิดการประชุม ได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงกว่า 36 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น “เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

    2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

    3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

    “ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

    โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน  จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101786


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/437031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pxjSBMlgeeoqD07EBlwup

  • พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” น้อมรำลึก “พระพันปีหลวง”

    พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” น้อมรำลึก “พระพันปีหลวง”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gyllrv3uRAbU3QoDU4jRe

  • “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ถดถอย แต่ฟื้นตัวจำกัด

    “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ถดถอย แต่ฟื้นตัวจำกัด

    ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3 แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้าง แต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่อง

    ก่อนที่สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่  17 พฤศจิกายน 2568 สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565

    แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 2.2% และปี 2569 1.7% 

    ทั้งนี้ ความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

    แรงที่หนึ่ง คือ มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก

    อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต็อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    แรงที่สอง คือ การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย 

    ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจับเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า  นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่

    นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง

    ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment  และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

    ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

    เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจประทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bE_T5gTlzhDNzazyX04Eq

  • มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ร่วมกับ S.MILES Group มอบทุนการศึกษา ปลูกต้นเฟื่องฟ้า กว่า 1,000 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเยาวชน | TOPNEWS

    มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ร่วมกับ S.MILES Group มอบทุนการศึกษา ปลูกต้นเฟื่องฟ้า กว่า 1,000 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเยาวชน | TOPNEWS

    เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับนักเรียนและเยาวชน รวมถึงสร้างบรรยากาศที่สดใสให้กับโรงเรียน ทั้งนี้ ต้นเฟื่องฟ้าเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง ความงดงาม และความหวังใหม่ มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษาเชื่อว่าต้นเฟื่องฟ้าเล็กๆ เหล่านี้ จะเติบโตไปพร้อมกับความฝันของน้องๆ ทุกคน ให้ร่มเงาและแรงบันดาลใจในทุกก้าวของการเรียนรู้

    นอกจากนี้ ยังมีการนิมนต์พระสงฆ์มาร่วมประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา และเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญอาคารเรียนหลังใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียน คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้ร่วมกิจกรรม

    อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียม เพราะเรามั่นใจว่า “การให้” คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ยั่งยืน “การศึกษาต้องมาก่อน”

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/ คิว ผู้สื่อข่าว Topnews ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1374978&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hCZBsD6rVagSo6TOk7_7g

  • ไทยเฮ! ยูเนสโก ประกาศรับรอง “น่าน-สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

    ไทยเฮ! ยูเนสโก ประกาศรับรอง “น่าน-สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า องค์การยูเนสโก ประกาศรับรองให้ “น่าน” และ “สงขลา” เข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี พ.ศ. 2568 กระทรวงวัฒนธรรมขอแสดงความยินดีที่เมือง น่าน และ สงขลา ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของโลก ประจำปี พ.ศ.2568 (ค.ศ. 2025) โดย น่าน ได้รับการประกาศในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) และ สงขลา ในสาขา วิทยาการอาหาร (Gastronomy) นับเป็นการตอกย้ำศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมไทยที่มีความโดดเด่นและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    จังหวัดน่าน
    จังหวัดน่าน

    รมว.ซาบีดา ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ “จังหวัดน่าน” ได้นำเสนอข้อมูลใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) ภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่งานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านมิได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    จังหวัดสงขลา
    จังหวัดสงขลา

    ส่วน “จังหวัดสงขลา” ได้นำเสนอข้อมูลในสาขาอาหาร (Gastronomy) โดยเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    รมว.วธ. กล่าวต่อว่า ในปีนี้ ยูเนสโกได้ประกาศรับรองเมืองใหม่เข้าสู่เครือข่ายทั้งหมด 58 เมือง จาก 41 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 8 สาขาความสร้างสรรค์ ได้แก่ หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน 14 เมือง, วรรณกรรม 10 เมือง, วิทยาการอาหาร 10 เมือง, ดนตรี 9 เมือง, สถาปัตยกรรม 5 เมือง, ออกแบบ 4 เมือง, ภาพยนตร์ 4 เมือง, และ มีเดีย อาร์ต 2 เมือง การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกจะช่วยส่งเสริมให้เมืองน่านและสงขลาได้พัฒนาและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเมือง

    รมว.วธ. กล่าวตอนท้ายว่า ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทยขอร่วมแสดงความยินดีกับอีก 6 เมืองในประชาคมอาเซียนที่ได้รับการประกาศในปีนี้ด้วย ได้แก่ Dumaguete City สาขาวรรณกรรม, Quezon City สาขาภาพยนตร์ (ฟิลิปปินส์), Ho Chi Minh City สาขาภาพยนตร์ (เวียดนาม) Malang สาขามีเดีย อาร์ต, Ponorogo สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (อินโดนีเซีย) และ Kuala Lumpur สาขาการออกแบบ (มาเลเซีย) ซึ่งสะท้อนพลังสร้างสรรค์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zwpgl849ij86xQ_uGUIcI

  • รศ.หริรักษ์ โพสต์ถึง ‘สว.นันทนา’ เล่านิทานสอนใจเรื่องคุณค่าความคิดคนทุกระดับ

    รศ.หริรักษ์ โพสต์ถึง ‘สว.นันทนา’ เล่านิทานสอนใจเรื่องคุณค่าความคิดคนทุกระดับ

    1 พฤศจิกายน 2568 – รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมรู้จักและคุ้นเคยกับอ.นันทนา นันทวโรภาส ตั้งแต่แกเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะแกเป็นประธานชุมนุมปาฐก และผมเป็นผู้ช่วยท่านอ.นรนติ เศรษฐบุตร ซึ่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาในขณะนั้น มีหน้าที่ดูแลกิจกรรมนักศึกษาและกีฬา ดังนั้นแม้ผมไม่ได้สอนอ.นันทนาโดยตรง เพราะมาจากคนละคณะ แต่ก็นับว่า ต้องติดต่องานกันบ่อยครั้ง เมื่อแกจบการศึกษาแล้ว ก็ได้พบกันบ้างเป็นครั้งคราวตามที่ต่างๆ แต่ในระยะกว่าสิบปีผ่านมา ไม่เคยได้พบกันเลย เห็นแต่ในช่องข่าวต่างๆเสมอ

    ผมจะไม่ตัดสินในกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ว่า การให้สัมภาษณ์ของอ.นันทนา ถือว่าเป็นการขัดต่อหลักจริยธรรมของวุฒิสมาชิกอย่างร้ายแรงหรือไม่ แต่อยากขอเล่านิทานที่มาจากเรื่องจริง เป็นนิทานที่ผมชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังเกือบทุกรุ่นที่เรียนวิชาเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

    ครั้งหนึ่งในอดีตนานมาแล้ว บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาในฤดูหนาว เวลามีหิมะตกหนัก หิมะจะเกาะสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้บางครั้งสายไฟรับน้ำหนักไม่ไหว ต้องขาดลงมา บริษัทจึงมีทีมคนงานที่ต้องใช้รถกระเช้า หรือบางครั้งต้องปีนขึ้นไปบนหัวเสา เพื่อใช้เครื่องมือเขย่าสายไฟเพื่อให้หิมะตกลงมาบนพื้นดิน ปัญหาคืองานดังกล่าวนี้ยากลำบาก ต้องใช้เวลานานและบางครั้งคนงานก็เกิดอุบัติเหตุตกลงมาจากเสาไฟ

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ฝ่ายวิศวกรรมจึงจัดประชุมเพื่อระดมสมอง หาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด ในการประชุม บรรดาวิวกรและช่างต่างก็เสนอวิธีแก้ไขปัญหากันต่างๆนาๆ บางคนมี idea บรรเจิด ถึงกับจะฝึกหมีให้ปีนขึ้นไปเขย่าแทนคน บางคนเสนอว่า ไม่ต้องฝึกแต่ให้เอาน้ำผึ้งไปวางไว้หมีก็ไต่ขึ้นไปเอง ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงก็ไม่สามารถหาวิธีที่เป็นที่พอใจของที่ประชุมได้

    ขณะที่ทุกคนยังคิดอะไรไม่ออก เลขานุการของวิศวกรใหญ่ซึ่งมีหน้าที่จดรายงานการประชุม ก็เกิดมีความคิดขึ้น เนื่องจากเธอเคยเป็นพยาบาลทำงานให้กองทัพในสงครามเวียตนาม นึกถึงเฮลิคอปเตอร์เวลาลงจอด ใบพัดที่หมุนอยู่จะทำให้สิ่งของทุกอย่างที่อยู่ด้านล่าง ปลิวกระจายไปหมด เธอจึงเสนอความคิดว่า หากนำเฮลิคอปเตอร์ไปบินอยู่เหนือสายไฟฟ้าแรงสูง ก็น่าจะทำให้หิมะหลุดออกจากสายไฟได้ ที่ประชุมเห็นด้วย วิศวกรแต่ละคนอยากจะทุบหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจว่า เหตุใดตัวเองจึงนึกถึงวิธีนี้ไม่ได้ และไปทดลองก็ปรากฎว่าได้ผลดีมาก

    นิทานเรื่องนี้จึงเป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่า เราไม่อาจดูแคลนใครได้เลยในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร มีการศึกษาสูงหรือไม่เพียงใด ในห้องเรียนของนักศึกษา MBA ในสมัยก่อน อาจารย์มักจะเล่าถึง กระดาษ post it ของ 3 M ว่าเกิดขึ้นจากความคิดของพนักงานธรรมดาๆของ 3 M คนหนึ่งที่หงุดหงิดเวลาร้องเพลงในโบสถ์ เมื่อเอากระดาษคั่นหนังสือคั่นหน้าที่ต้องดูเนื้อเพลงไว้ แต่เมื่อต้องยืนขึ้นร้องเพลงกระดาษคั่นหนังสือก็ตกลงมา จึงเกิดไอเดียที่นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องมีติดบ้านและติดสำนักงาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของ 3 M เลยทีเดียว

    ขอฝากข้อคิดไว้สำหรับทุกๆท่านที่ได้อ่านข้อเขียนชิ้นนี้ รวมทั้งอ.นันทนาด้วยก็แล้วกันนะครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/888303/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw106pNY_Eeie3kRtSRpNlG-

  • ถึงคิว!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอรับ 1,700 บ. แบ่งจ่าย 2 งวด

    ถึงคิว!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอรับ 1,700 บ. แบ่งจ่าย 2 งวด

    ถึงคิว!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอรับ 1,700 บ. แบ่งจ่าย 2 งวด พ.ย.-ธ.ค.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้แล้ว ที่เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะถูกโอนเข้าบัญชีทุกวันที่ 1 ของเดือน ซึ่งคาดว่าเงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาท/คน/เดือน รวม 1,700 บาท/คน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งปี 2568 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้เกิดการบริโภค การผลิต และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน

    ทั้งนี้ ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท/คน/เดือน โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป สามารถใช้วงเงินได้ที่ร้านธงฟ้าฯ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม

    “ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12761341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FQNibG7MY7yxg-SgZoYOC

  • ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร ขอให้ทบทวนการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีเขียว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ชี้เพิ่มภาระผู้บริโภคกว่า 380,000 คนต่อวัน

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือถึง วิพุธ ศรีวะอุไร ประธาน สภากรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอให้พิจารณาทบทวนประกาศการปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ของกรุงเทพมหานคร ที่จะเริ่มเรียกเก็บในอัตราใหม่ ตั้งแต่ 17 – 45 บาท และสูงสุด  65 บาท เมื่อเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก โดยมี เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับหนังสือแทน

    เสนอ 4 ทางออกลดภาระประชาชนจากค่ารถไฟฟ้า

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน : คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ระบุว่า การปรับราคาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายและความเดือดร้อนของผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 380,000 คนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเดินทางจากพื้นที่ชานเมืองเข้ามาทำงานและศึกษาในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ยังมีการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าเดินทางของผู้บริโภคบางรายในส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นถึง 200% หรือ 3 เท่าจากค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    แม้กรุงเทพมหานครจะให้เหตุผลว่า มีหนี้คงค้างกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กว่า 32,000 ล้านบาท และต้องรับภาระจ่ายค่าจ้างเดินรถปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากค่าโดยสารส่วนต่อขยายอยู่ที่ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้ จะเพิ่มรายได้กรุงเทพมหานครราว 3,500 – 3,700 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้ดังกล่าวสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มให้ประชาชนโดยตรงซึ่งไม่เป็นธรรมในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า หาก กทม. เริ่มจัดเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางเพื่อลดค่าใช้จ่าย จากการโดยสารรถไฟฟ้าไปใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ หรือในบางส่วนอาจหันไปใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลแทน ซึ่งอาจส่งผลให้ปัญหามลพิษ การจราจรติดขัด และอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

    “กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหางบประมาณเพื่ออุดหนุนและชดเชยรายจ่ายส่วนนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน” คงศักดิ์ระบุ

    คงศักดิ์ ย้ำว่า การให้บริการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกลไกราคา ผลตอบแทนทางสัญญา หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว พร้อมเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนินนโยบายด้านขนส่งสาธารณะที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว 4 ประการ ได้แก่

    1) ขอให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อเสนอญัตติด่วนให้ทบทวนและชะลอมาตรการปรับราคาค่าโดยสาร และรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้ใช้บริการ จนกว่าจะเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟังอย่างโปร่งใส

    2) ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางขอรับงบประมาณอุดหนุนรายปีจากรัฐบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารและการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ที่จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครสามารถให้บริการในอัตราที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

    3) ขอให้สภากรุงเทพมหานครเสนอให้สนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างสัญญาจ้างเดินรถและหนี้สินกับเอกชน เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้บริโภค และทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีอัตรารวมไม่เกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางสังคม ก่อนการปรับราคา โดยให้ผลการประเมินต้องผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครก่อนประกาศใช้

    4) ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางการเจรจาพักชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินกับกระทรวงการคลัง หรือคืนภาระหนี้ค่าก่อสร้างและกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงคมนาคม เพื่อลดภาระทางงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหากกรุงเทพมหานครรับภาระหนี้ดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาสัมปทานหลักที่จะครบอายุสัญญาในปี 2572 และทำให้มีปัญหาในอนาคตได้

    ย้ำจุดยืน “ไม่แสวงหากำไร” เปิดทางให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน : เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย

    ทางด้าน เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อรายจ่ายของประชาชนที่เกิดจากการขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวแล้ว โดยสภา กทม. มองว่า บริการสาธารณะที่ “ไม่ควรแสวงหาผลกำไรจากประชาชน” ซึ่งเป็นสิ่งที่สภา กทม. ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

    ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างเร่งด่วน สภา กทม. ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้ และจะส่งต่อไปยังคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

    1) คณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วนสูงสุด 2) คณะกรรมการการจราจรและการขนส่ง เป็นคณะกรรมการเฉพาะที่ศึกษาและให้คำแนะนำด้านคมนาคมและการจราจรของกรุงเทพมหานคร รวมถึงจะประสานงานกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คือ ชัชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อปรึกษาหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

    “สภา กทม. จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะวิสามัญฯ สายสีเขียว และพร้อมเปิดโอกาสให้ สภาผู้บริโภค รวมถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนติดตามมีส่วนร่วม โดยจะทำเรื่องเชิญสภาผู้บริโภคมาให้ข้อมูล ส่วนประเด็นที่ว่าราคาค่าโดยสารจะสามารถปรับลดลงได้หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบไม่ได้ เนื่องจากบทบาทของสภาคือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้รวดเร็วที่สุด” รองประธานสภา กทม. ระบุ

    วอน กทม. อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน : ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา

    ขณะที่ ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา ในฐานะผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเปิดเผยถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสารว่า การที่ กทม. ปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจาก 15 บาท เป็น 17 – 45 บาท และสูงสุด 65 บาทตลอดสาย ทั้งยังมีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ถือเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้ มองว่าเสียงของผู้ใช้บริการตัวจริงควรถูกนำมาพิจารณา ก่อนดำเนินนโยบายใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

    “ตอนนี้ค่าเดินทางรวมทุกต่อวันละเกือบ 200 บาท ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าน้ำค่าไฟอีก ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี อยากฝากถึงท่านผู้ว่าฯ กทม. ช่วยพิจารณาชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารออกไปก่อน หรือหาวิธีบริหารจัดการรายของ กทม. โดยไม่ผลักภาระมาที่ผู้บริโภค” ธัญวรัตณ์กล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ค้าน สายสีเขียวขึ้นราคา เป็น 65 บาท ผลักภาระให้ประชาชน

    หยุดขึ้นราคาสายสีเขียว ดีเดย์ 1 พ.ย. ขึ้น 65 บาท คน กทม. แบกค่ารถไฟฟ้าอ่วม

    “บีทีเอส” ประกาศขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย เริ่ม 1 พ.ย. นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/31102568_oppose-greenline-price_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FkLTVork4gQUwtFU5kECL