Blog

  • ททท.จับมือ 3 อุทยานฯอุตรดิตถ์ ชวนท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติรับลมหนาว ส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

    ททท.จับมือ 3 อุทยานฯอุตรดิตถ์ ชวนท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติรับลมหนาว ส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

    ภูมิภาค

    ททท.จับมือ 3 อุทยานฯอุตรดิตถ์ ชวนท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติรับลมหนาว ส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

    วันเสาร์ ที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่บริเวณจุดชมวิวอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน นายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยนายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน  นายเกิดพงษ์  โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว และ นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์  แถลงข่าวเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ช่วงฤดูหนาว นำเสนอภาพลักษณ์เมืองน่าเที่ยวศักยภาพของจังหวัดอุตรดิตถ์ ชูจุดขายเรื่องธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงาม พร้อมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Eco Tourism ในอุทยานแห่งชาติทั้ง 3 แห่ง  (ททท.) โดยศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ผนึกกำลังร่วมกับ  3 อุทยานแห่งชาติสำคัญ (อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว) ชวนออกเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ รับลมหนาว กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวช่วงปลายปีส่งท้ายปีเก่า 2568 รับปีใหม่ พุทธศักราช 2569  

    นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเช่นนี้ ลมหนาวพัดมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับช่วงเวลาแห่งความสุขของการออกเดินทางท่องเที่ยว “ภาคเหนือ” มีจุดขายช่วง High Season ที่น่าสนใจกว่าภาคอื่น พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุคใหม่นิยมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เที่ยวภู ดูดาว ชมหมอก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ สัมผัสลมหนาวอากาศเย็น  โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกจับตามองลำดับต้นๆ คือแหล่งท่องเที่ยวประเภทอุทยาน ลานกางเต้นท์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มี 3 อุทยานแห่งชาติที่มีความสมบูรณ์สวยงาม ทั้งอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งแต่ละอุทยาน ล้วนมีเสน่ห์ มีกิจกรรมท่องเที่ยว และมีบรรยากาศ ที่แตกต่างกันออกไป โดยในช่วงปลายปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – มกราคม 2569 (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในพื้นที่ เร่งสร้างการรับรู้ ชูจุดขายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ร่วมกับ 3 อุทยานแห่งชาติ กำหนดเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์รับลมหนาว ด้วยแคมเปญ “เที่ยวอุตรดิตถ์ พิชิต 3 อุทยาน”เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและ บอกต่อ (Grand Moment) รวมถึงร่วมกันผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ให้นักท่องเที่ยวเกิดความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น

    ด้านนายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อมูลเสริมว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ได้ท่องเที่ยวได้แค่ช่วงฤดูทุเรียนเท่านั้น อยากให้นักท่องเที่ยวทุกท่านได้ทำความรู้จักกับอุตรดิตถ์ โซนเหนือ บริเวณอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า อำเภอน้ำปาด และอำเภอบ้านโคก ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่หลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านช้างเพราะอยู่ติดกับ สปป.ลาว โดยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเริ่มเย็นลง จุดหมายปลายทางการพักผ่อนส่วนใหญ่จะนึกถึงภูเขา ลมหนาว  ทะเลหมอก และที่ทุกท่านอยู่ ณ บริเวณนี้คืออุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน จุดขายคือ “ทะเลสาบสุริยันต์จันทรา” หรือ “ทะเลสาบลำน้ำน่าน” คือจุดชมพระอาทิตย์ตกและพระจันทร์ขึ้นตำแหน่งเดียวกัน และมองไปด้านหลัง คือ “เกาะนมสาว” ตั้งชื่อล้อตามจินตนาการของนักท่องเที่ยว ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คเช็คอินที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่แพ้กัน นี่แค่เพียงความสวยงามของ 1 ใน 3 อุทยานแห่งชาติ ยังมีอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้ลองมาสัมผัสในห้วงฤดูกาลหน้าหนาวแบบนี้ ซึ่งภายหลังจากสถานการณ์อุทกภัย พายุบัวลอย เมื่อปลายเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ถึงแม้ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่สภาวปกติ การท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในด้านการสนับสนุนและผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จะร่วมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อชูศักยภาพด้าน การท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ต่อไป   

    นายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ได้เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านความปลอดภัย การบริการ และการอำนวยความสะดวก โดยมีการปรับปรุงลานกางเต็นท์ จุดชมวิว และระบบการจองเข้าพื้นที่ออนไลน์ เพื่อให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปีนี้ระดับน้ำในอุทยานฯ ถือว่าขึ้นสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของจุดชมวิวทะเลสาบสุริยันต์จันทรา และเกาะนมสาว ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยว เดินทางเข้าพื้นที่คึกคักต่อเนื่อง และในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยววันนี้ ทางอุทยานฯ ได้ให้แนวคิด (กิมมิค) เป็นการปล่อยปลาตะเพียน ความหมายของการปล่อยปลาตะเพียนให้เข้ากับงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวที่ อุทยานลำน้ำน่าน เน้นความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์ของปลา สายน้ำ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ร่วมกันทุกภาคส่วน การปล่อยปลาตะเพียนในวันนี้ จึงเป็นทั้งการคืนชีวิตให้สายน้ำ และเป็นการ อวยพรให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วยความราบรื่นและประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

    ด้านนายเกิดพงษ์ โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ได้เตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ด้วยการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยาน และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ให้พร้อมตลอดฤดูกาล สำหรับอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่แห่งนี้ นับเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ต้นสักใหญ่ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ต้นมเหสักข์เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และให้ประชาชนได้ร่วมกันเรียนรู้ รัก และหวงแหนป่าไม้ของแผ่นดิน

    นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเส้นทางพิชิตยอดภูสอยดาว ยอดภูที่สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย และในปีนี้ อุทยานฯ ได้วางมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งการจัดระบบการจองล่วงหน้า การจัดระเบียบเส้นทางเดินเท้า

    นอกจากนี้ อุทยานฯ ยังได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ที่ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และมีพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำ ซึ่งภูสอยดาวถือเป็นหนึ่งในผืนป่าที่ได้รับพระเมตตาจากแนวพระราชดำริของพระองค์ใรการรักษาสภาพผืนป่าให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/452667&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O32Wxw-Ip8fGGkER18KcT

  • คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก

    คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก

    วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.12 น.

    รัฐบาลปลื้ม “น่าน” และ “สงขลา” ได้รับคัดเลือกจาก UNESCO เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีโลก

    1 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน และจังหวัดสงขลา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น
    สอดคล้องกับนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งสร้างรายได้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย “จังหวัดน่าน” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) จากการนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    ขณะที่ “จังหวัดสงขลา” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาอาหาร (Gastronomy) จากการนำเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    การได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดน่านและจังหวัดสงขลา รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924911&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dNeVE7cZIIWSS29hOguil

  • แม็คโคร จับมือ หัวเว่ย สู้ภัยไซเบอร์  เสริมแกร่งระบบไอที หลังหลายบริษัทไทยถูกโจมตี

    แม็คโคร จับมือ หัวเว่ย สู้ภัยไซเบอร์ เสริมแกร่งระบบไอที หลังหลายบริษัทไทยถูกโจมตี

    Corporate Moves

    แม็คโคร จับมือ หัวเว่ย สู้ภัยไซเบอร์ เสริมแกร่งระบบไอที หลังหลายบริษัทไทยถูกโจมตี

    01 พ.ย. 2025 เวลา 17:00 น.

    แม็คโคร จับมือ หัวเว่ย สู้ภัยไซเบอร์  เสริมแกร่งระบบไอที หลังหลายบริษัทไทยถูกโจมตี

    แม็คโคร ยกระดับมาตรฐานไอทีแบบบูรณาการ เสริมความปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ร่วมมือกับ หัวเว่ย พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก พัฒนาความปลอดภัยทั้งระบบเครือข่าย ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว พร้อมประเมินระบบอย่างสม่ำเสมอ

    จากการที่หลายบริษัทในประเทศไทยเผชิญ ภัยคุกคามไซเบอร์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 นี้ พบว่าบริษัทไทยกลายเป็นเป้าโจมตีของ ภัยไซเบอร์ กว่า 10,000 ครั้ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกโจมตีมากเป็นอันดับหนึ่ง ธุรกิจพลังงาน การขนส่ง รวมถึงค้าปลีก ล่าสุด แม็คโคร เป็นอีกหนึ่งรายที่ได้ตรวจพบการเข้าถึงระบบจาก Ransomware ซึ่งบริษัทยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับข้อมูลทางการเงินและข้อมูลอ่อนไหวของลูกค้า

    ล่าสุด แม็คโคร ประกาศ นโยบาย Zero Tolerance ไม่อ่อนข้อต่อการละเมิดความปลอดภัยทางข้อมูล โดยได้ร่วมมือกับหน่วยราชการ และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เสริมความปลอดภัยทั้งระบบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลสมาชิก ลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน พร้อมได้แจ้งเตือนให้ลูกค้าใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ 

    การสู้ภัยไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทไทย เนื่องจากทุกธุรกิจที่ใช้คอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ ล้วนสามารถตกเป็นเหยื่อของการโจมตีข้อมูลได้ตลอดเวลา จึงถือเป็นความท้าทายร่วมกันของทุกองค์กรที่ต้องเผชิญและหาทางป้องกันจากภัยไซเบอร์ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/news/corporate-moves/1205737&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BCxGlQIRkbTF2F38jPwvK

  • ธนเพชร พ่ายมือแชมป์บราซิล ตกรอบตัดเชือกศึกแคล-คอมพ์ไอทีเอฟ หัวหิน

    ธนเพชร พ่ายมือแชมป์บราซิล ตกรอบตัดเชือกศึกแคล-คอมพ์ไอทีเอฟ หัวหิน

    ธนเพชร พ่ายมือแชมป์บราซิล ตกรอบตัดเชือกศึกแคล-คอมพ์ไอทีเอฟ หัวหิน

    “โอเว่น” ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสไทย สู้เต็มที่แต่พ่าย อิกอร์ มาร์คอนเดส มือแชมป์จากบราซิล 0-2 เซต จอดรอบรองฯ ศึกแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ ที่หัวหิน รับเงินรางวัล 753 ดอลลาร์ พร้อมแต้มสะสมโลก 4 คะแนน

    การแข่งขัน เทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 สัปดาห์ที่ 2 (เอ็ม15 หัวหิน) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 516,000 บาท ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

    ประเภทชายเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ “โอเว่น” ธนเพชร ฉันทะ นักหวดเจ้าถิ่นวัย 26 ปี มือ 904 ของโลก มือวาง 8 ของรายการ พบกับ อิกอร์ มาร์คอนเดส นักเทนนิสจากบราซิล วัย 28 ปี มือ 613 ของโลก มือวาง 3 ของรายการ ซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์ในสัปดาห์ก่อนหน้า 

    แม้ธนเพชรจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของมาร์คอนเดสได้ แพ้ไป 0-2 เซต 3-6,1-6 ตกรอบรองชนะเลิศ รับเงินรางวัลปลอบใจ 753 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25,903 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลก 4 คะแนน

    ด้าน อิกอร์ มาร์คอนเดส ทะลุเข้าชิงชนะเลิศเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน โดยจะพบกับคู่แข่งคนเดิมคือ อาเธอร์ เวเบอร์ จากฝรั่งเศส มือ 554 ของโลก มือวาง 2 ของรายการ ที่เอาชนะ มูฮัมหมัด ริฟกี ฟิเตรียดี้ จากอินโดนีเซีย มือ 846 ของโลก มือวาง 7 ไปได้ 2-0 เซต 6-1, 6-4

    ส่วนประเภทชายคู่ รอบชิงชนะเลิศ ลีโอ วิฑูรย์เธียร (ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น) จับคู่กับ ชินจิ ฮาซาวะ นักเทนนิสจากญี่ปุ่น มือวาง 1 ของรายการ ช่วยกันเอาชนะ อิกอร์ มาร์คอนเดส จากบราซิล และ ซี่ ฟู่ หว่อง จากฮ่องกง มือวาง 4 ของรายการ 2 เซตรวด 7-6 (ไทเบรก 7-2) และ 6-2

    ภายหลังการแข่งขัน มร.ซามาน ฮัสซานี ผู้ตัดสินชี้ขาดจากสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) ชาวอิหร่าน เป็นผู้มอบรางวัล โดย ลีโอ และชินจิ คว้าแชมป์ชายคู่ พร้อมรับเงินรางวัลรวม 930 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,992 บาท) และคะแนนสะสมคนละ 15 คะแนน ขณะที่ มาร์คอนเดส และหว่อง ในฐานะรองแชมป์ ได้รับเงินรางวัลรวม 540 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,576 บาท) และคะแนนสะสมคนละ 8 คะแนน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/93385/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mIknJWQQDHRnrOWnZYTh6

  • รัฐบาล ปลื้ม “น่าน-สงขลา” คว้าสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ UNESCO เร่งต่อยอดท่องเที่ยว

    รัฐบาล ปลื้ม “น่าน-สงขลา” คว้าสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ UNESCO เร่งต่อยอดท่องเที่ยว

    “อัยรินทร์” เผย รัฐบาล ชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ ของ “น่าน” และ “สงขลา” จนได้รับคัดเลือกจาก UNESCO เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีโลก

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน และจังหวัดสงขลา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น

    สอดคล้องกับนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งสร้างรายได้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย “จังหวัดน่าน” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) จากการนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    ขณะที่ “จังหวัดสงขลา” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาอาหาร (Gastronomy) จากการนำเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    การได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดน่านและจังหวัดสงขลา รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FCX0ahOZgStuDSSs28d48

  • “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ตรวจงานถนนเชื่อม “หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง” เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม “เพชรบุรี–นราธิวาส” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง สู่ศูนย์กลาง “ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย”

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้า คือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม. ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม. ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้าง โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่มตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร–สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช–สงขลา–ปัตตานี–นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่-จองถนน จังหวัดสงขลา-พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมาย เพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยว ให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษา ดูแล และขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01K46NtBGilyxJPIq0k9xx

  • “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางครอบครัวไทยช่วงปิดเทอม

    “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางครอบครัวไทยช่วงปิดเทอม

    ในช่วงปิดเทอมของครอบครัวไทย ปีนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ความสนใจในการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มที่ขยายตัวจากปีก่อนอย่างชัดเจน

    “โซล” ขึ้นแท่นแชมป์จุดหมายมาแรงสุดในปีนี้

    กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มียอดการค้นหาที่พักจากครอบครัวที่มีเด็กเพิ่มขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    Freepik/-
    “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางของครอบครัวไทยในช่วงปิดเทอม

    กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด แซงหน้าเซี่ยงไฮ้ซึ่งเคยครองตำแหน่งเดิม สะท้อนความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลีที่ยังแรงทั่วโลก ทั้งซีรีส์ เพลง K-pop และล่าสุดคือแอนิเมชันชื่อดัง K-Pop Demon Hunter ที่ได้รับความนิยมในหมู่เยาวชน รวมถึงในไทยเอง

    นอกจากกระแสฮันรยูแล้ว โซลยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอาหารที่หลากหลาย เหมาะกับการท่องเที่ยวของทุกวัย ทำให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของครอบครัวไทยในช่วงปิดเทอมนี้

    โตเกียวครองแชมป์เมืองต่างประเทศยอดนิยมอันดับหนึ่ง

    แม้โซลจะมาแรง แต่ โตเกียว ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมสูงสุดในหมู่ครอบครัวไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยเสน่ห์ของฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบาย และสถานที่ท่องเที่ยวครบเครื่อง ทั้งโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ดิสนีย์ซี และสวนสัตว์อูเอโนะ ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของทุกวัย

    ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ขึ้นแท่นอันดับสอง ด้วยแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างฮ่องกงดิสนีย์แลนด์และโอเชียนปาร์ค ขณะที่ โอซาก้า รั้งอันดับสามจากยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอื่น ๆ ส่วน สิงคโปร์ อยู่ในอันดับสี่ ด้วยกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น สวนสัตว์สิงคโปร์และเกาะเซ็นโตซ่า

    เที่ยวในประเทศก็ยังฮอต “พัทยา–หัวหิน” ขึ้นแท่นเมืองยอดนิยม

    การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังคึกคักเช่นกัน โดยยอดค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 26% จากปีก่อน โดย พัทยา รั้งอันดับหนึ่งด้วยยอดค้นหาเพิ่มขึ้น 14% รองลงมาคือ หัวหิน เพิ่มขึ้น 12% เป็นจุดหมายที่เหมาะกับครอบครัว ทั้งรีสอร์ตริมทะเลและกิจกรรมสนุก ๆ เช่น วานา นาวา วอเตอร์จังเกิ้ล และหัวหินซาฟารี

    กรุงเทพฯ ตามมาเป็นอันดับสาม เพิ่มขึ้นถึง 20% ด้วยความหลากหลายของกิจกรรม ทั้งธีมปาร์คไดโนเสาร์แห่งใหม่และงานเทศกาลฮาโลวีน ขณะที่ ชลบุรี มียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 30% จากแหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์เปิดเขาเขียวและนินจาพาร์ค และ เขาใหญ่ ปิดท้ายในอันดับห้า เพิ่มขึ้น 23% ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยธรรมชาติสดชื่นและกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ

    อโกด้าชี้ครอบครัวไทยเน้น “ช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน”

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าวว่า ช่วงปิดเทอมถือเป็นเวลาพิเศษที่ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันและสร้างความทรงจำที่มีค่า อโกด้าจึงออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย พร้อมข้อเสนอคุ้มค่า ทั้งที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และกิจกรรม เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถโฟกัสกับสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน” และเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/260554&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qQfiBkFzPsDLQ-QFJE7U5

  • สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ให้การต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา

    โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรัชพงศ์ ขูนแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 และนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมตรวจเยี่ยม

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้มีการเร่งรัดตรวจสอบและดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการก่อสร้างถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.2075 (ตำบลนาหม่อม–ตำบลบ้านพรุ) ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 43 กับทางหลวงหมายเลข 4 ช่วยลดการจราจรติดขัดบริเวณแยกคลองหวะ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่และสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและความแออัดของถนนสายหลัก เสริมความคล่องตัวในการสัญจรระหว่างชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    2. โครงการศึกษาถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (บริเวณเขาเก้าเส้ง) กับถนนทางหลวงชนบทสาย สข.2004 แยกทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งที่เคยมีปัญหาจากสภาพถนนแคบและข้อจำกัดของเส้นทางบางช่วง จนทำให้การจราจรสวนกันได้ยาก โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทให้สมบูรณ์ รองรับการท่องเที่ยวตลอดแนวชายฝั่งทะเล และเป็นเส้นทางรองช่วยระบายการจราจรเข้า–ออกเขตเมืองสงขลา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2573

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    โดยนายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้คำนึงถึงมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจในทุกมิติต่อไป

    นายสรรเพชญ บุญญามณี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมจะติดตามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ‘สงขลา’ เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732800&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P2ehZaF5w57vJfZhA4lMW

  • แอตต้า ชี้จีนหด ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้เหลือ 32 ล้านคน เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    แอตต้า ชี้จีนหด ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้เหลือ 32 ล้านคน เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า 
    คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 32 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

    เปิด 5 อันดับต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด ตลอดทั้งปี 2568

    • อันดับ 1 จีน 4.6 ล้านคน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 4.5 ล้านคน
    • อันดับ 3 อินเดีย 2.2 ล้านคน 
    • อันดับ 4 รัสเซีย 1.6 ล้านคน
    • อันดับ  5 เกาหลีใต้ 1.5 ล้านคน 

    เปิด 5 อันดับต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด

    สาเหตุที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสะสมทั้งปีต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล เนื่องจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยต่อวันมีประมาณ 1 หมื่นคนต้นๆ เท่านั้น และมีบางวันที่ลดลงต่ำกว่าหมื่นคนด้วย ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นการอยู่รอดของบรรดาผู้ประกอบการ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยต่อวันยังถือว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับช่วงปกติ 

    การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว อย่าต่ำไปกว่านี้เลย โดยหากใช้คำว่าต่ำสุดแล้ว ตามธรรมชาติก็จะปรับดีขึ้นในระยะถัดไป รวมถึงเห็นการทำงานของรัฐบาลที่มีความจริงจัง เป็นผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขยับทำงานตาม เพื่อไม่ให้ถูกจับตามองหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้น 

    เพราะต้องยอมรับว่าการเมืองในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนในการทำงานหรือบริการองค์กรใดได้ง่ายที่สุด ภาคเอกชนจีงยังคาดหวังว่า ฟ้าหลังฝนต้องสดใสกว่านี้ ในฐานะที่ชินชาแล้วก็ต้องมีปัจจัยบวกรออยู่ข้างหน้า

    นายธนพล กล่าวว่า สำหรับการปราบแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือว่าส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทย เพราะภาพที่ทั่วโลกมองมา มองว่าไทยก็มีปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีชายแดนติดกัน เมื่อกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่สามารถไปเที่ยวได้ ก็มองไทยที่อยู่ติดกันในภาพแบบเดียวกัน 

    โดยอยากให้รัฐบาลร่วมมือกันทำงานเพื่อปราบขบวนการที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้ง เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการเอเย่นต์ ทัวร์ก็ได้ข้อมูลว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

    ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม ภายในเดือนมกราคม 2569 จะมีการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ แบบบีทูบี ผ่านการนำพันธมิตรผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาเจรจาซื้อขายกับผู้ประกอบการไทย เป็นการจัดทำแพคเกจท่องเที่ยวข้ามภาค อาทิ ทัวร์ โรงแรม ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทยและไทยเที่ยวไทย ซึ่งจะมีนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวด้วย 

    โดยคาดการณ์จำนวนผู้ประกอบการเข้าร่วม 1,500 คน ถือเป็นการกระจายวิธีการเที่ยวแบบใหม่ เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะหารือกับรัฐบาลใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้ รวมถึงโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการจัดทำโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยจะมีการหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกครั้งเพื่อจัดสรรงบประมาณอีกครั้ง

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้เดิมประเมินบรรยากาศและปัจจัยต่างๆ คาดว่าปลายปี 2568 การเดินทางท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่เมื่อมีการจัดพระราชพิธีและกำหนดการถวายความอาลัย บรรยากาศก็อาจแตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะตลาดจีน 

    เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของไทยเดินทางไปหารือกับทูตจีนด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลจีน และขอให้เปิดประตูนำนักท่องเที่ยวจีนออกมาเที่ยวไทยอย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคน จึงยังมีความหวังว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยต้องดีกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/642930&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i8QdQVvClmVhxYRf7KO7Z

  • เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์-ร้านอาหารแบบไหนร่วมได้?

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์-ร้านอาหารแบบไหนร่วมได้?

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์แบบไหนถึงร่วมได้ ร้านอาหารต้องเป็นของโรงแรมอย่างเดียวหรือเปล่า เช็กคำตอบได้ที่นี่

    มาตรการภาษีเพื่อการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือเที่ยวดีมีคืน 2568 ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเดือนทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยแบ่งตามพื้นที่การใช้จ่าย ดังนี้

    • เที่ยวเมืองหลัก : หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท (คิดในอัตรา 1 เท่า)
    • เที่ยวเมืองรอง : ได้รับสิทธิสุดพิเศษ โดยนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ในอัตรา 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง ทำให้สามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท)

    กระทรวงการคลังเปิดเผยรายละเอียดข้อมูล คำถามพร้อมคำตอบไว้ ดังนี้

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    สำหรับบุคลธรรมดา

    คำถาม : โฮมสเตย์ไทยที่เข้าข่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา) คือโฮมสเตย์ไทยใดบ้าง?

    • คำตอบ : โฮมสเตย์ตามประกาศกรมการท่องเที่ยว เรื่อง รายชื่อโฮมสเตย์ที่ได้รับรองมาตรฐาน โฮมสเตย์ไทย โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อโฮมสเตย์ได้ที่ https://www.dot.go.th/news/inform/detail/7918 และโฮมสเตย์นั้นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร

    คำถาม : ร้านอาหารต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พักหรือไม่

    • คำตอบ : เป็นร้านอาหารใดก็ได้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พัก และไม่จำเป็นต้องมีการพักโรงแรม โฮมสเตย์ หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม จึงสามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหาร การท่องเที่ยวโดยไม่มีการเข้าพักดังกล่าว ก็สามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหารได้เช่นกัน

    คำถาม : ค่าบริการของร้านอาหารคือค่าใช้จ่ายใด

    • คำตอบ :
      • 1.ค่าอาหาร
      • 2.ค่าเครื่องดื่ม
      • 3.ค่าบริการอื่นๆ ในการใช้บริการของร้านอาหาร เช่น Service Charge

    คำถาม : ผู้มีเงินได้สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวที่สามารถออก e-Tax Invoice ได้จากที่ใด

    • คำตอบ : สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

    คำถาม : e-Tax Invoice คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษอย่างไร

    • คำตอบ : e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีอีก

    คำถาม : ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กับระบบการขอใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

    • คำตอบ : แตกต่างกันที่วิธีการจัดทำและการนำส่ง e-Tax Invoice แต่ e-Tax Invoice ที่จัดทำจากทั้ง 2 ระบบสามารถเป็นหลักฐานในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้

    คำถาม : ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้อย่างไร

    • คำตอบ : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

    คำถาม : ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

    • คำตอบ : หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งรวมกับ e-Tax Invoice by Time Stamp ทั้งนี้ ใบกำกับภาษีต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้มีเงินได้ และต้องมี วัน เดือน ปีที่เข้าพัก หรือรับบริการจากร้านอาหาร และจังหวัดที่ที่พักหรือร้านอาหารตั้งอยู่

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    คำถาม : ห้องพักและห้องสัมมนาต้องอยู่ที่เดียวกันหรือไม่

    • คำตอบ : ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน

    คำถาม : รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาคือรายจ่ายใด

    • คำตอบ : ค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดการ ค่าวิทยากร และค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการอบรมสัมมนา เช่น ค่าเอกสารประกอบการอบรม ค่าจ้างถ่ายเอกสาร ค่าบันทึกภาพและเสียง ค่าจัดทำสื่อที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม เป็นต้น

    คำถาม : ผู้ต้องการใช้สิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้จากที่ใด

    • คำตอบ : สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

    คำถาม : e-Tax Invoice และ e-Receipt คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบกระดาษอย่างไร และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) กับระบบการขอทำใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

    • คำตอบ : e-Tax Invoice และ e-Receipt คือ ใบกำกับภาษีและใบรับที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและใบรับ และไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice และ e-Receipt ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีหรือใบรับอีก

    คำถาม : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้อย่างไร

    • คำตอบ : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

    คำถาม : ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    • คำตอบ : หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)

    คำถาม : ผู้ใช้สิทธิสามารถขอ e-Tax Invoice และ e-Receipt จากผู้ประกอบการได้อย่างไร

    • คำตอบ : หากเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้ออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt จากกรมสรรพากร ผู้ใช้สิทธิสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Tax Invoice เว้นแต่ค่าขนส่งสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Receipt

    คำถาม : ผู้ต้องการใช้สิทธิต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนาหรือไม่

    • คำตอบ : ต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนา โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบโครงการ

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    คำถาม : เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวรมีลักษณะอย่างไร

    • คำตอบ : ต้องไม่อาจแยกจากอาคารได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้สลาย หรือทำให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

    คำถาม : โรงแรมที่สามารถใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มีอะไรบ้าง

    • คำตอบ : โรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งหมายถึง สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ เพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด โดยมีค่าตอบแทน และแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
      • โรงแรมประเภท 1 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก และมีห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง
      • โรงแรมประเภท 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักเกิน 50 ห้อง หรือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร
      • โรงแรมประเภท 3 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา
      • โรงแรมประเภท 4 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา

    คำถาม : หากปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ได้มีการจ่ายเงินไปแล้ว จะใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่ อย่างไร

    • คำตอบ : ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เนื่องจากต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

    คำถาม : หากจ้างออกแบบปรับปรุงโรงแรมโดยจ่ายเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จและไม่พร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จะสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

    • คำตอบ : ไม่สามารถใช้สิทธิได้ อย่างไรก็ดี หากมีการลงทุนปรับปรุงโรงแรมแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และมีการบันทึกค่าจ้างออกแบบดังกล่าวรวมอยู่ในมูลค่าของทรัพย์สิน ก็สามารถใช้สิทธิได้

    คำถาม : การซ่อมแซมอาคารสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

    • คำตอบ : หากเป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ไม่สามารถใช้สิทธิได้

    คำถาม : หากต้องการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักจะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องใช้หลักฐานใด

    • คำตอบ :
      • 1.ต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงิน และแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (https://www.rd.go.th) ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
      • 2.ต้องจัดทำรายงานแสดงรายละเอียดของทรัพย์สินที่ใช้สิทธิตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และเก็บรักษารายงานดังกล่าว รวมทั้งเอกสารประกอบการลงรายการในรายงานไว้ ณ สถานประกอบการ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

    ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องมีสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง หรือข้อตกลงในลักษณะทำนองเดียวกันรวมอยู่ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944756/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vy-Qvwv8tcBBUgDRQbTEU