Blog

  • กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก

    กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก

    กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก


    1/11/2568 | 21 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก

    วันนี้ ( 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.00 น. นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ อุดมราชธานี ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก โดยมีนายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก คณะผู้บริหาร ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากจังหวัด ต่าง ๆ ภาคีเครือข่าย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีฯ เป็นจำนวนมาก

    นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “ด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ อุดมราชธานี โดยมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานไป เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ขอปวารณาถวายจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อบำรุง และบูรณะพระอาราม บำรุง โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นทุนการศึกษา จำนวน 5 โรงเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,644,693 บาท ในการนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ขออนุโมทนาบุญกุศลที่พี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้ร่วมทำบุญมหากุศลด้วยกันในครั้งนี้ “

    นอกจากนี้ภายในงานพิธีฯ ได้มีผู้ประกอบการ OTOP ชวนชิม กว่า 90 ร้านค้า ได้ร่วมทำบุญเป็นโรงทานบริการอาหาร และเครื่องดื่มแก่พี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้มาร่วมทำบุญมหากุศลในครั้งนี้ด้วย

    ปัจจุบันวัดอุดมธานีมี พระอุดมวชิราวชิรนายก (ประทวน สุขวฑฒโน) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายก วัดอุดมธานีถือเป็นเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครนายก เป็นที่เคารพสักการะของ พุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน และได้รับกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/282675&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mflo-8ppQnEeB7QX8Ljj2

  • ผลศึกษาพบ ‘ฟังเพลง-เล่นดนตรี’ อาจลดความเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’ ถึง 40%

    ผลศึกษาพบ ‘ฟังเพลง-เล่นดนตรี’ อาจลดความเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’ ถึง 40%

    เมลเบิร์น, 1 พ.ย. ซินหัว รายงานว่า — ผลการศึกษาผู้สูงอายุมากกว่า 10,800 คน ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลีย พบว่าการฟังเพลงหรือเล่นดนตรีตอนอายุมากขึ้นอาจลดความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ฟังเพลงเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมต่ำกว่าผู้ที่ไม่เคยฟังเพลง ฟังไม่บ่อย หรือฟังเป็นครั้งคราวราวร้อยละ 39

    รายงานระบุว่าผู้สูงอายุที่ฟังเพลงเป็นประจำยังมีอัตราการบกพร่องทางการรู้คิดลดลงราวร้อยละ 17 รวมถึงมีคะแนนด้านการรู้คิดโดยรวมและความจำอาศัยเหตุการณ์ (episodic memory) ซึ่งใช้สำหรับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมาในระดับสูงกว่า ส่วนการเล่นเครื่องดนตรีเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงร้อยละ 35

    วารสารจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุนานาชาติ (International Journal of Geriatric Psychiatry) ซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษานี้ ระบุว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ฟังเพลงและเล่นดนตรีเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงร้อยละ 33 และอัตราการบกพร่องทางการรู้คิดลดลงร้อยละ 22

    การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากแอสไพริน อิน รีดิวซิ่ง อีเวนท์ส อิน ดิ เอลเดอร์ลี่ (ASPREE) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของยาแอสไพรินโดสต่ำต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ รวมถึงการศึกษาย่อยแอสไพริน อิน รีดิวซิ่ง อีเวนท์ส อิน ดิ เอลเดอร์ลี่ ลองจิทูดินัล สตัดดี ออฟ โอลเดอร์ เพอร์ซันส์ (ASPREE Longitudinal Study of Older Persons)

    เอ็มมา จาฟฟา หัวหน้าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าผลการศึกษาชี้ว่ากิจกรรมดนตรีอาจเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับการรักษาสุขภาพทางปัญญาในผู้สูงอายุ แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุความเป็นเหตุเป็นผลได้

    อนึ่ง ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นประเด็นสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากอายุที่ยืนยาวขึ้นทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราอย่างภาวะสมองเสื่อมและภาวะการรู้คิดเสื่อมเพิ่มขึ้น

    โจแอนน์ ไรอัน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ ผู้เขียนอาวุโสของผลการศึกษานี้ กล่าวว่าหลักฐานบ่งชี้กรณีสมองเสื่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุและพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจได้รับอิทธิพลจากการเลือกสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของแต่ละคนอีกด้วย พร้อมสำทับว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม การแทรกแซงตามวิถีชีวิต เช่น ฟังและ/หรือเล่นดนตรี อาจส่งเสริมสุขภาพทางปัญญา และอาจช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60310&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qKdcLyHuBry8BCJMaQDb5

  • ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

    ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

    ขัวศิลปะ” ร่วมส่งครูใหญ่แห่งล้านนา ศิลปะไทยอำลา “รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ” ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ปิดฉากครึ่งศตวรรษแห่งการให้และการสร้าง

    เชียงราย/กรุงเทพฯ, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ แสงไฟจากเมรุมาศสะท้อนเงาร่มไม้กรังกราว เหนือเสียงสวดพระอภิธรรมที่ทอดยาวอย่างสงบ คณะศิลปินไทยจากหลากสำนัก—โดยเฉพาะ “ศิลปินเชียงราย”—ร่วมยืนเคียงข้างกันเพื่อไว้อาลัยในพิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินอาวุโส ครูผู้ก่อร่าง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” และที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง ผู้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 สิริอายุ 71 ปี การส่งท่านครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของศิลปินผู้ทุ่มเทกว่าครึ่งศตวรรษ หากยังเป็นจังหวะให้ทั้งวงการหันกลับมาทบทวน “สมการการสร้างสรรค์” ที่ท่านฝากไว้ ศิลปะ = ความสุข + ความหมาย + การให้โอกาส

    ภายในพิธี มีผู้แทนจากวงการศิลปะทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่เดินทางมาร่วมคับคั่ง นำโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินระดับตำนานของเชียงราย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2567 (สาขาเครื่องปั้นดินเผา) อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อดีตนายกสมาคมขัวศิลปะ อาจารย์สมพงษ์ สารทรัพย์ อาจารย์ชาตะ ใหม่วงค์ และ นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ รวมถึงเครือข่ายศิลปินแม่ญิงและศิษย์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฝ่ายภาครัฐมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี—ภาพทั้งหมดสะท้อน “ทุนทางสังคม” ที่ศรีวรรณสั่งสมไว้ตลอดชีวิตการทำงาน

    จากพีระศรีสู่ดอยแม่สาย เส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับล้านนา

    ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ เดินบนถนนศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเริ่มต้นที่ โรงเรียนเพาะช่าง (พ.ศ. 2513) ก่อนก้าวสู่ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาภาพพิมพ์ สถาบันซึ่งส่งต่อมรดกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในเส้นทางนั้น เธอได้รับทั้ง ทุน SPAFA (เพื่ออบรมครูศิลปะที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2539) และรางวัลจากเวทีสำคัญอย่าง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 23–24 (เหรียญทองแดง–เหรียญเงิน ประเภทภาพพิมพ์) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เธอไม่เคยหยุดทดลองสื่อใหม่ๆ—ทั้งภาพพิมพ์ จิตรกรรม วัตถุจัดวาง—และยังเป็นครูที่ส่งนักศึกษาสู่เส้นทางศิลปินจำนวนมาก

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเกษียณราชการ เธอเลือก “ย้ายชีวิต” จากกรุงเทพฯ ไปยัง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บนที่ดินจัดสรรใน ตำบลศรีดอนมูล ที่ครั้งหนึ่งเป็นเกสต์เฮาส์เล็กๆ ก่อนปรับปรุงเป็น บ้าน–สตูดิโอ และต่อยอดเป็น ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยแรงสนับสนุนด้านทุนจากน้องชาย (คุณจงชัย เจนหัตถการกิจ) และเงินเก็บที่เจ้าตัวยอม “ควัก” เพื่อผลักฝัน ในที่สุด เงินร่วมประมาณ สองล้านกว่าบาท แปรสภาพเป็นพื้นที่ที่หลอมรวม “งาน–คน–ชุมชน” เข้าด้วยกัน

    “อยากให้หอศิลป์เสร็จเร็วๆ จะได้ชวนเพื่อน ชวนเด็กๆ มาแสดงงาน มาเล่นสนุกกับศิลปะ” — เป็นทัศนคติที่ลูกศิษย์เล่าถึงเธอเสมอ ศิลปะในสายตาศรีวรรณ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องสูงส่งเกินเอื้อม หากแต่ เฮฮาปาร์ตี้” ให้คนเข้าถึง—คำนี้กลายเป็นทั้งบุคลิกและอัตลักษณ์งานของเธอ

    ศิลปิน–ครู–ผู้ก่อตั้ง “พื้นที่สร้างโอกาส”

    เมื่อเปิดศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ประตูบานหนึ่งของวงการศิลปะเชียงรายก็เปิดกว้างขึ้นสำหรับ ศิลปินหญิง–ศิลปินรุ่นใหม่–ศิลปินท้องถิ่น ที่มองหาพื้นที่โชว์งานด้วยเงื่อนไขเป็นธรรม การคัดเลือก เป็น 1 ใน 60 ศิลปิน ร่วมเวที Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ยิ่งยืนยันมาตรฐานการทำงานของเธอ ขณะเดียวกัน รางวัล “สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” ปี 2567 (วันสตรีสากล) สะท้อนบทบาทเชิงสาธารณะที่มากกว่า “ใครโด่งดังคนเดียว”—แต่คือการทำให้ ทั้งชุมชนศิลป์ “ดังไปด้วยกัน”

    บนเส้นทางนี้ “ขัวศิลปะ”—สมาคมศิลปินเชียงราย—รับศรีวรรณเป็นเสมือน “ครูใหญ่ใจดี” ที่ทั้งให้คำปรึกษาและเปิดพื้นที่ร่วมทำกิจกรรม เครือข่ายศิลปินแม่ญิงได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีคิดแบบ สนุก–จริงใจ–ใส่ใจมืออาชีพ” ทำให้สถานที่ในอำเภอชายแดนเล็กๆ ค่อยๆ กลายเป็นจุดหมายบนแผนที่ศิลปะของภาคเหนือ

    เชียงรายกับบทบาท “เมืองศิลปะ” ที่ขยายวง

    การสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ เชียงราย เดินเกมส์วัฒนธรรมเชิงรุก—ต่อยอดจากฐาน วัดร่องขุ่น–บ้านดำ–ขัวศิลปะ ไปสู่เครือข่ายอาร์ตสเปซและเทศกาลศิลป์ร่วมสมัยในชุมชนชายแดน การมีนักสร้างสรรค์รุ่นอาวุโสที่ “ย้ายไปอยู่จริง ทำงานจริง” เช่นศรีวรรณ จึงช่วย เติมสมดุลระหว่าง “เมืองท่องเที่ยวศิลปะ” กับ “เมืองที่ศิลปินอยากใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เมืองที่แวะมาจัดแสดงแล้วกลับ การเกิดและเติบโตของศรีดอนมูลอาร์ตสเปซจึงมีความหมายเชิงโครงสร้าง—เป็น พื้นที่กลาง ที่ชักเชื่อม ชาวบ้าน–นักเรียน–ศิลปิน–นักท่องเที่ยว–ผู้ซื้อผลงาน เข้าด้วยกัน

    ในระดับประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานเครือข่ายพยายามขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power และ Creative Economy ให้ลงสู่ภูมิภาค การมี “ต้นแบบพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยคนจริง” อย่างศรีดอนมูลอาร์ตสเปซทำให้ นโยบายจับต้องได้ ไม่ติดอยู่บนกระดาษ

    เรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมวงการ “ศิลปะเป็นเรื่องของการมีชีวิต”

    เพื่อนร่วมรุ่นและศิษย์จำนวนมากกล่าวตรงกันว่า “พลังงาน” ของศรีวรรณคือ ความเป็นกันเองแบบคนอารมณ์ดี ที่พร้อมเล่าเรื่องชีวิต—ตั้งแต่วาระขำขันอย่าง “น้ำท่วมบ้านที่กรุงเทพฯ ตุ่มเด้งลอย” จนถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจ “แพ็กชิวิต” ขึ้นเหนือ เธอไม่ลืมเพื่อน ไม่ลืมลูกศิษย์ ส่ง “ใส้อั่วเชียงราย” ลงมากรุงเทพฯ เป็นระยะ เหมือนบอกกลายๆ ว่า ศิลปะต้องกินได้ นอนหลับ และหัวเราะได้ จึงจะเดินทางไกล

    การยืนอยู่ท่ามกลาง “สายลมที่พัดผ่านร่องน้ำโขง” ในเชียงแสน ทำให้ผลงานของเธอในบั้นปลาย เบาสบายขึ้นแต่คมขึ้น—เบาในเชิงสัมผัส คมในเชิงความหมาย จากภาพพิมพ์และพื้นผิวที่ชวนลูบไล้ สู่การจัดวางที่ยุให้คนดู “ขยับตัวและความคิด” ไปพร้อมกัน

    ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (ไทม์ไลน์ย่อ)

    • พ.ศ. 2513 : จบการศึกษาโรงเรียนเพาะช่าง
    • ปริญญาตรี–โท : สาขาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับทุนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น)
    • พ.ศ. 2539 : ได้รับ SPAFA Scholarship อบรมครูศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
    • ตลอดกว่า 30 ปี : อาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง
    • ปลายทศวรรษ 2560 : ย้ายพำนักที่ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เชียงราย
    • ก่อตั้ง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยทุนสนับสนุนจากครอบครัว (งบรวมกว่า 2 ล้านบาท)
    • พ.ศ. 2566 : คัดเลือก 1 ใน 60 ศิลปิน จัดแสดงใน Thailand Biennale Chiang Rai 2023
    • พ.ศ. 2567 : รับรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” วันสตรีสากล
    • 23 ตุลาคม 2568 : ถึงแก่มรณกรรมที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย สิริอายุ 71 ปี
    • 1 พฤศจิกายน 2568 : พิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดนิมมานรดี กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “บันทึกเหตุการณ์” แต่ชี้ให้เห็นการเคลื่อนตัวของศิลปินจาก ศูนย์กลาง (กรุงเทพฯ) ไปสู่ ชายแดน (เชียงราย) และทำให้ชายแดนกลายเป็น ศูนย์กลางใหม่ของโอกาส” สำหรับผู้คนจำนวนมาก

    วิเคราะห์ผลกระทบ มรดกเชิงระบบที่ท่านทิ้งไว้

    1. ด้านการศึกษา — เครือข่ายศิษย์–ลูกศิษย์ที่กระจายอยู่ในสถาบันต่างๆ คือทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการสอนศิลปะในระยะยาว วิธีสอนของท่าน—ที่ให้ “ทดลองและสนุก”—ทำให้ศิลปะไม่กลายเป็นวิชาแห้งแล้ง แต่เป็น “เครื่องมือคิด” ในชีวิตประจำวัน
    2. ด้านสถาบันศิลปะท้องถิ่น — ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซพิสูจน์ว่า อาร์ตสเปซขนาดเล็ก ที่บริหารด้วยความรักและวินัยสามารถยืนระยะได้ หากเชื่อมกับเครือข่ายท้องถิ่น–จังหวัด–ประเทศ มีบทเรียนสำคัญอย่าง การตั้งมาตรฐานงานแสดง/ระบบไฟ/ความปลอดภัย/การสื่อสาร และ การจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ที่ดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วน
    3. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ — การเป็นศิลปินในเมืองท่องเที่ยวชายแดนเปิดทางให้เกิด บริการเชิงประสบการณ์ (experience-based) เช่น เวิร์กช็อปภาพพิมพ์–การเยี่ยมสตูดิโอ–การท่องเที่ยวเชิงศิลป์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ ร้านอาหาร–ที่พัก–ของที่ระลึก และเชื่อมโยงแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในพื้นที่
    4. ด้านอัตลักษณ์สตรี–ความเท่าเทียม — บทบาทของศรีวรรณในฐานะ ที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง และการได้รับยกย่องเป็น สตรีดีเด่น สร้าง “แรงเห็น” ให้สังคมตระหนักว่า ผู้นำทางศิลปะหญิง ขับเคลื่อนระบบนิเวศได้อย่างแข็งแรงไม่แพ้ใคร

    ความท้าทายหลังคำอำลา จะรักษา “จิตวิญญาณของพื้นที่” อย่างไร

    หลังพิธี ส่งต่อมาสู่คำถามสำคัญว่า ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ จะเดินต่ออย่างไรให้คง “จิตวิญญาณ” ตามที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

    • การสืบทอดการบริหาร: ตั้งคณะทำงาน/มูลนิธิ/กติกาโปร่งใส เพื่อให้การคัดเลือกนิทรรศการ/การใช้พื้นที่ยังคงมาตรฐาน
    • ฐานทุนและรายได้: พัฒนารูปแบบ membership–friends of art space–crowdfunding นิทรรศการ เพื่อไม่พึ่งพิงงบประมาณแหล่งเดียว
    • เครือข่ายกับสถาบันการศึกษา: ทำ MOU กับมหาวิทยาลัย/โรงเรียนในภาคเหนือเพื่อแลกเปลี่ยนศิลปิน–นักศึกษา–อาจารย์
    • ทุนทรัพย์สินทางปัญญา: เก็บข้อมูลผลงาน–จดหมายเหตุ–บทสัมภาษณ์ของศรีวรรณให้เป็น คลังความรู้ (archive) สำหรับนักวิจัย–นักเรียน
    • ความปลอดภัยและมาตรฐาน: ยกระดับระบบไฟ แสง เสียง พื้นที่คนพิการ ให้รองรับนิทรรศการร่วมสมัยอย่างมืออาชีพ

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากยึดหลักที่ท่านสอนไว้—ให้พื้นที่เป็น “ของทุกคน” ที่เชื่อในพลังของศิลปะ

    เสียงสะท้อนจาก “ขัวศิลปะ” พลังของความร่วมมือจังหวัด–ประเทศ

    การที่คณะศิลปินเชียงรายนำโดย อาจารย์เฉลิมชัย และเครือข่าย “ขัวศิลปะ” เดินทางมาร่วมพิธีพร้อมผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนความเป็น พหุศูนย์” ของวงการศิลปะไทย วันนี้ “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียวอีกต่อไป เมืองศิลป์อย่างเชียงรายกำลังเป็น รากฐาน ที่ปั้นคน–ปั้นงาน–ปั้นพื้นที่ และส่ง “พลังกลับ” เข้าสู่ประเทศ ผ่านเทศกาลนานาชาติ การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และตลาดศิลปะที่ขยายตัวต่อเนื่อง

    ในเชิงสัญลักษณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “การอำลา” แต่คือ “พิธีส่งต่อธง” ให้รุ่นต่อไป—ธงที่เขียนด้วยลายมือของศรีวรรณว่า ศิลปะคือความสุขร่วมกัน”

    ความทรงจำที่มีชีวิต

    เมื่อเปลวเพลิงดับลง เถ้าถ่านค่อยๆ เย็นตัว แต่ “ความทรงจำ” ของผู้คนที่ได้สัมผัสศรีวรรณยังอุ่นอยู่ เธออาจไม่ใช่ศิลปินที่วิ่งตามแสงแฟลช หากแต่เป็นคนที่ เปิดไฟสตูดิโอเป็นคนแรกและปิดเป็นคนสุดท้าย คอยถามไถ่ลูกศิษย์ว่า “วันนี้สนุกไหม” มากกว่าถามว่า “ขายได้กี่ชิ้น” ความช่างคุย ช่างหัวเราะ และความรักในความเป็น “เฮฮาปาร์ตี้” ทำให้หลายคนกล้าคลี่ “ผ้าขาว” ชีวิตออกมาแต้มสี

    มรณกรรมของเธอจึงไม่ใช่วงเล็บปิด หากเป็น “จุดเว้นวรรค” ให้ทุกคนได้หายใจ และเดินหน้าต่อในจังหวะที่มั่นคงกว่าเดิม—เดินบนถนนที่เธอช่วยลาดปูไว้ จาก เพาะช่าง–พีระศรี สู่ แม่สาย–ศรีดอนมูล ถนนสายนี้ยังยาวไกล และคนเดินยังมากขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อมูลสำคัญ

    • พิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ จัดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น.วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ
    • ผู้ร่วมพิธีจากเชียงราย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.สมลักษณ์ ปันติบุญ (ศิลปินแห่งชาติ 2567), อ.ทรงเดช ทิพย์ทอง, อ.สมพงษ์ สารทรัพย์, อ.ชาตะ ใหม่วงค์, นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และคณะศิลปินเชียงราย
    • ผู้แทนภาครัฐ: นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)
    • ประวัติการศึกษา–ผลงาน: จบ เพาะช่าง (พ.ศ. 2513), ปริญญาตรี–โท ภาพพิมพ์ ศิลปากร, ทุน SPAFA (พ.ศ. 2539), เหรียญรางวัล ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 23–24, สอนมหาวิทยาลัย กว่า 30 ปี
    • ก่อตั้ง ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยทุนร่วม กว่า 2 ล้านบาท ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 ศิลปิน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2567
    • ถึงแก่มรณกรรมวันที่ 23 ตุลาคม 2568โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สิริอายุ 71 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/sridonmoon-artspace-founder-chiang-rai-tribute/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l_8nMfy51fagR3C7nVQtj

  • “ดร.ณัฎฐ์” เห็นต่างปมแก้ “กม.ท้องถิ่น” ลดอายุ -ไม่จำกัดวาระ ไม่สอดคล้องรธน.

    “ดร.ณัฎฐ์” เห็นต่างปมแก้ “กม.ท้องถิ่น” ลดอายุ -ไม่จำกัดวาระ ไม่สอดคล้องรธน.

    “ดร.ณัฎฐ์” เห็นต่างปมแก้ “กม.ท้องถิ่น” ลดอายุ -ไม่จำกัดวาระ ไม่สอดคล้องรธน.

    1 พฤศจิกายน 2568  สืบเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และร่างกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเด็นปรับลดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นโดยลดอายุจากเดิม 35 ปี มาเป็น 25 ปีและไม่จำกัดวาระในการดำรงตำแหน่งนั้น

    ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วกล่าวว่า ร่างแก้ไข พรบ.ท้องถิ่น 4 ฉบับ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยแก้ไขหลายประเด็น โดยเฉพาะ เกณฑ์อายุ วุฒิการศึกษาและการจำกัดวาระดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น อบจ. เทศบาล และ อบต.

    แม้จะอ้างเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมว่า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นก็ตาม

    แต่มีปัญหาว่า การผูกขาดอำนาจในการเมืองท้องถิ่นในเรื่องไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง จะเป็นปัญหาในการต่อการยกระดับการพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เป็นการสืบทอดอำนาจในตระกูลเดียวกันหรือไม่ ทำให้แชมป์เก่าผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นสะสมทุนได้เปรียบ

    เพื่อใช้ทุนเทาการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยการซื้อเสียงหนักยิ่งกว่าเดิมหรือไม่

    หากพิจารณาร่างกฎหมายท้องถิ่น 4 ฉบับ ประเด็นปลดล๊อกไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล อบจ. ต้องพิจารณาถึงการผูกขาดอำนาจในท้องถิ่นและข้อเสียอื่นๆด้วย

    มิใช่เพียงประเด็นเอาใจผู้บริหารท้องถิ่นให้พรรคพวกของตนเองเพื่อสร้างฐานอำนาจท้องถิ่นหนุนการเมืองระดับชาติให้แก่พรรคการเมืองใด หรือเพื่อมิให้คนการเมืองท้องถิ่นเข้ามาแย่งชิงที่ฐานนั่งแข่งขันการเมืองระดับชาติ เพราะมีพื้นที่ให้ทำการเมือง เท่ากับถอยหลังลงคลอง ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

    แม้ในร่างแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นจะลดเกณฑ์ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่น จากเดิมอายุ 35 ปี มาเป็นขั้นต่ำ 25 ปี หากเป็นสมาชิกท้องถิ่น อาจใช้ฐานคิดของผู้สมัคร สส.ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 97(2) อาจสอดคล้องกัน

    ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน

    แต่ผู้บริหารท้องถิ่น มีฐานะเป็น “นายกเล็ก”หากเทียบเคียงคุณสมบัติรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 160 (2)

    เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด มี “วุฒิภาวะที่เพียงพอ” มิใช่ วัยรุ่นสร้างตัว ย่อมก่อให้มีสถิติทุจริตการเมืองท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

    ในการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยปรากฎตามรัฐธรรมนูญ 2550 นำมาบัญญัติเป็นข้อห้ามเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จะเห็นได้จากนายกรัฐมนตรี จะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปี มิได้ ไม่ว่าดำรงแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม

    โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้ในเจตนารมณ์เช่นเดียวกัน

    เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพื่อป้องกันผูกขาดอำนาจ เป็นกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดมีอำนาจมากเกินไป จนนำไปสู่การใช้อำนาจมิชอบ

    ทั้งเพื่อส่งเสริมการหมุนเวียนอำนาจ โดยหลักการนี้ เชื่อว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง ทำให้มีการนำนโนบายใหม่ๆเข้ามา และเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถและมุมมองใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เป็นการสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล สะท้อนหลักการประชาธิปไตย การจำกัดวาระเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตยที่เชื่อว่า อำนาจควรมาจากประชาชนและการหมุนเวียนอำนาจเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

    ส่วนการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. รวมถึงท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยมีแนวคิด การจำกัดวาระของผู้บริหารท้องถิ่น โดยเกิดขี้นครั้งแรก ในปี 2540 โดยผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระ 4 ปี ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน

    แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้บัญญัติถึงการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญในหมวด 14 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 249 – 254 แต่โดยหลักไปเขียนไว้ในกฎหมายท้องถิ่นเฉพาะ

    รัฐธรรมนูญ มาตรา 252 บัญญัติเพียงว่า ให้สมาชิกท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้ง ตามที่กฎหมายบัญญัติ

    เจตนารมณ์กฎหมายท้องถิ่น เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจ หรือการผูกขาดทรัพยากรท้องถิ่น ส่งเสริมการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่และเปิดโอกาสผู้นำรุ่นใหม่เข้าสู่การบริหารท้องถิ่น ไม่ต่างจากเจตนารมณ์ของการจำกัดวาระการเมืองระดับชาติ

    การแก้ไขกฎหมายท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นไม่จำกัดวาระ ลดเกณฑ์อายุผู้บริหารท้องถิ่น จึงเป็นแก้ไขกฎหมายย้อนยุค ถอยหลังลงคลอง ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่เพื่อเอาใจนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งระดับชาติเฉพาะกิจเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IiY3MGb6xKfEAXVH5dfVv

  • ฮือฮาต้นไม้คล้าย ‘อสุรกาย’ สายมูลั่นเล็งทางไหนก็เหมือน ‘ผีเปรต’ สยองขวัญ..จนขนลุก | เดลินิวส์

    ฮือฮาต้นไม้คล้าย ‘อสุรกาย’ สายมูลั่นเล็งทางไหนก็เหมือน ‘ผีเปรต’ สยองขวัญ..จนขนลุก | เดลินิวส์

    ฮือฮาต้นไม้คล้าย ‘อสุรกาย’ สายมูลั่นเล็งทางไหนก็เหมือน ‘ผีเปรต’ สยองขวัญ..จนขนลุก

    ชาวเน็ตฮือฮา หลังมีคนโพสต์รูปต้นไม้ขนาดใหญ่ ถูกปกคลุมด้วยไม้เลื้อยลักษณะคล้ายอสุรกาย หรือ “ผีเปรต” ทำเอาผู้คนเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5261288/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QTOy-QKUSBJqfVqUOoSou

  • นครพิษณุโลก เปิดงาน “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง

    นครพิษณุโลก เปิดงาน “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง

    เมื่อเวลา 20.19  น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่เวทีสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ ถ.พุทธบูชา อ.เมือง พิษณุโลก นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568  “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พ.ย. 2568 ณ บริเวณสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีหัวหน้าส่วน เจ้าหน้าที่ พี่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว เข้าร่วม ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมของภาครัฐ เอกชน กลุ่มชมรม เครือข่าย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกิดอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    นางสุวิมล ปราบศรีภูมิ รองนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ในฐานะประธานคณะทำงาน กล่าวว่า  เทศบาลนครพิษณุโลก ภายใต้นโยบายคณะผู้บริหาร ได้เล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงแต่ละเทศกาล ทั้งยัง เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป จึงได้จัดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568  “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พ.ย. 2568 เวลา 17.00-22.00 น. ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของฝาก ของที่ระลึก อาหารคาว หวานจากร้านอร่อย ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น(OTOP) จุดถ่ายรูป จุดเช็คอินวังกระทงสุดสวย จุดบริการรถรางชมเมือง และการแสดงดนตรีแนวออร์เคสตราของ วงบุญช่วย จากมหาวิทยาลัยนเรศวร การแสดงลิเก คณะเพชรพิบูล ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

    ซึ่งรูปแบบของการจัดงานในปีนี้ ได้ปรับให้เกิดความเหมาะสมภายใต้บรรยากาศของการถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ทั้งเรื่องการตกแต่งสถานที่ การประดับไฟแสง สี การแสดงกิจกรรมที่ยังคงความอลังการ  พร้อมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานทุกท่าน แต่งกายไว้ทุกข์ตามความเหมาะสม

    โดยหลังพิธีเปิดงาน ได้นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ร่วมชมบูทอาหารของผู้ประกอบการ และมอบผ้ากันเปื้อนเป็นที่ระลึกอีกด้วย /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/11/01/191774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2od2aQfacbuLHm8lL7e4VC

  • ตร.ทท.ดูแลนักท่องเที่ยวความเชื่อมั่นวันฮาโลวีน

    ตร.ทท.ดูแลนักท่องเที่ยวความเชื่อมั่นวันฮาโลวีน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107528&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cp-Zg-DYWQCr5M6dmMvmB

  • นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y33VOuHNZvALgDqfYm5Cd

  • ททท. – 3 อุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์ แถลงข่าว ชวน “เที่ยวอุตรดิตถ์พิชิต 3 อุทยานแห่งชาติ” | TOPNEWS

    ททท. – 3 อุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์ แถลงข่าว ชวน “เที่ยวอุตรดิตถ์พิชิต 3 อุทยานแห่งชาติ” | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุตรดิตถ์ ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวอุตรดิตถ์พิชิต 3 อุทยานแห่งชาติ” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว นำเสนอภาพลักษณ์เมืองน่าเที่ยว

    โดยได้รับเกียรติจาก นายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จ.อุตรดิตถ์ นายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน นายเกิดพงษ์ โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และ นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อม หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    โดยนางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงาน ททท.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเช่นนี้ ลมหนาวพัดมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับช่วงเวลาแห่งความสุขของการออกเดินทางท่องเที่ยว “ภาคเหนือ” มีจุดขายช่วง High Season ที่น่าสนใจกว่าภาคอื่น พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ นิยมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เที่ยวภู ดูดาว ชมหมอก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ สัมผัสลมหนาวอากาศเย็น โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกจับตามองลำดับต้นๆ คือแหล่งท่องเที่ยวประเภทอุทยาน ลานกางเต้นท์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มี 3 อุทยานแห่งชาติที่มีความสมบูรณ์สวยงาม ทั้งอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติ ต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งแต่ละอุทยาน ล้วนมีเสน่ห์ มีกิจกรรมท่องเที่ยว และมีบรรยากาศ ที่แตกต่างกันออกไป

    โดยในช่วงปลายปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – มกราคม 2569 (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในพื้นที่ เร่งสร้างการรับรู้ ชูจุดขายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ร่วมกับ 3 อุทยานแห่งชาติ กำหนดเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์รับลมหนาว ด้วยแคมเปญ “เที่ยวอุตรดิตถ์ พิชิต 3 อุทยาน”เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและ บอกต่อ (Grand Moment) รวมถึงร่วมกันผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ให้นักท่องเที่ยวเกิดความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น

    ทางด้าน นายวารุจ ศิริวัฒน์ สส.อุตรดิตถ์ เขต 2 ให้ข้อมูลเสริมว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ได้ท่องเที่ยวได้แค่ช่วงฤดูทุเรียนเท่านั้น อยากให้นักท่องเที่ยวทุกท่านได้ทำความรู้จักกับอุตรดิตถ์ โซนเหนือ บริเวณอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า อำเภอน้ำปาด และอำเภอบ้านโคก ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่หลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านช้างเพราะอยู่ติดกับ สปป.ลาว โดยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเริ่มเย็นลง จุดหมายปลายทางการพักผ่อนส่วนใหญ่จะนึกถึงภูเขา ลมหนาว ทะเลหมอก และที่ทุกท่านอยู่ ณ บริเวณนี้คืออุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน จุดขายคือ “ทะเลสาบสุริยันต์จันทรา” หรือ “ทะเลสาบลำน้ำน่าน” คือจุดชมพระอาทิตย์ตกและพระจันทร์ขึ้นตำแหน่งเดียวกัน และมองไปด้านหลัง คือ “เกาะนมสาว” ตั้งชื่อล้อตามจินตนาการของนักท่องเที่ยว ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คเช็คอินที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่แพ้กัน นี่แค่เพียงความสวยงามของ 1 ใน 3 อุทยานแห่งชาติ ยังมีอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้ลองมาสัมผัสในห้วงฤดูกาลหน้าหนาวแบบนี้

    ส่วนนายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ได้เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านความปลอดภัย การบริการ และการอำนวยความสะดวก โดยมีการปรับปรุงลานกางเต็นท์ จุดชมวิว และระบบการจองเข้าพื้นที่ออนไลน์ เพื่อให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปีนี้ระดับน้ำในอุทยานฯ ถือว่าขึ้นสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของจุดชมวิวทะเลสาบสุริยันต์จันทรา และเกาะนมสาว ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยว เดินทางเข้าพื้นที่คึกคักต่อเนื่อง และในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยววันนี้ ทางอุทยานฯ ได้ให้แนวคิด (กิมมิค) เป็นการปล่อยปลาตะเพียน ความหมายของการปล่อยปลาตะเพียนให้เข้ากับงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวที่ อุทยานลำน้ำน่าน เน้นความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์ของปลา สายน้ำ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ร่วมกันทุกภาคส่วน การปล่อยปลาตะเพียนในวันนี้ จึงเป็นทั้งการคืนชีวิตให้สายน้ำ และเป็นการ อวยพรให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วยความราบรื่นและประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

    นายเกิดพงษ์ โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ ได้เตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ด้วยการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยาน และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ให้พร้อมตลอดฤดูกาล สำหรับอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่แห่งนี้ นับเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ต้นสักใหญ่ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ต้นมเหสักข์เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และให้ประชาชนได้ร่วมกันเรียนรู้ รัก และหวงแหนป่าไม้ของแผ่นดิน

    นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเส้นทางพิชิตยอดภูสอยดาว ยอดภูที่สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย และในปีนี้ อุทยานฯ ได้วางมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด การจัดระบบการจองล่วงหน้า การจัดระเบียบเส้นทางเดินเท้า นอกจากนี้ อุทยานฯ ยังได้จัดนิทรรศการ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ที่ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และมีพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำ ซึ่งภูสอยดาวถือเป็นหนึ่งในผืนป่าที่ได้รับพระเมตตาจากแนวพระราชดำริของพระองค์ใรการรักษาสภาพผืนป่าให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1375432&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H1lH6PjlvtzpnlRKkWHeX

  • เศรษฐกิจเชียงราย สองเครื่องยนต์ ‘ท่องเที่ยว-ชายแดน’ ผลักดัชนีเชื่อมั่นให้ยืนสูง

    เศรษฐกิจเชียงราย สองเครื่องยนต์ ‘ท่องเที่ยว-ชายแดน’ ผลักดัชนีเชื่อมั่นให้ยืนสูง

    เชียงราย–ภาคเหนือ “เงยหน้ารับลมหนาวเศรษฐกิจ” ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตภาคเหนือแตะ 73.5 แรงหนุน “คนละครึ่ง พลัส” จ่อดันกำลังซื้อ-ท่องเที่ยวไฮซีซัน ขณะภาพรวมไทยโต 2.4% ปี 2568 แต่ต้องจับตาความเสี่ยงปี 2569

    เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 — ลมหนาวเที่ยวแรกแตะขอบดอยนางนอนในหุบเขาเชียงราย พร้อมข่าวดีจากส่วนกลางที่ส่งแรงกระเพื่อมถึงปลายน้ำ: ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) เดือนตุลาคม 2568 ของภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.5 สะท้อนมุมมอง 6 เดือนข้างหน้าที่ “ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” บนแรงหนุนสองขา—มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่กำลังเดินเครื่องในไตรมาสสุดท้าย และ ฤดูท่องเที่ยว ที่เข้าสู่ช่วงพีกของปี นัยนี้มีความหมายกับเชียงรายโดยตรง เพราะจังหวัดปลายสุดแดนเหนือกำลังยืนอยู่ “หน้าเคาน์เตอร์โอกาส” ทั้งจากการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ ร้านค้ารายย่อย ไปจนถึงซัพพลายเชนเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน

    ในมุมมหภาค กระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 โต 2.4% จากแรงกระตุ้นภาครัฐและการส่งออกที่คาดขยายตัว 10.0% ทว่า “ปีถัดไป” อาจไม่ราบรื่นเท่าเดิม เมื่อภาพรวมปี 2569 ถูกประเมินว่าจะ ชะลอมาที่ 2.0% สาเหตุหลักจากการเร่งส่งออกในปีนี้เพื่อหลบผลกระทบภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2569 มีแนวโน้ม ‘ทรงตัว’ งบลงทุนรัฐลดลงและภาคเอกชนยังเปราะบาง—สัญญาณที่ผู้ประกอบการเชียงรายควรรู้ทันและปรับแผน

    ภาพใหญ่ของประเทศ โตได้…แต่ไม่ง่าย

    สัญญาณข้างหน้า: กระทรวงการคลังประเมินปี 2568 ไทยขยายตัว 2.4% โดยมี “โครงการคนละครึ่ง พลัส” กับมาตรการเพิ่มวงเงินสวัสดิการรัฐเป็นแรงขับการบริโภคเอกชน (คาดโต 3.0%) และการส่งออกมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 10.0% ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล 2.0 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 3.5% ของ GDP) และเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี -0.2% โดยได้รับอานิสงส์ต้นทุนพลังงานที่ลดลง

    จุดห่วงปี 2569: จีดีพีชะลอที่ 2.0% ส่งออกหดตัว -1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกลับสู่แดนบวกแถว 0.5% นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล—จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดหนี้ครัวเรือน หนุน SMEs เพิ่มออม และลงทุนเพื่ออนาคต—จึงถูกคาดหวังให้ยื้อแรงเฉื่อยเศรษฐกิจและสร้างฐานใหม่ระยะยาว

    คำเตือนเชิงนโยบาย: การค้าโลกที่ผันผวน มาตรการภาษีสหรัฐฯ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ครัวเรือนยังสูง คือชุดความเสี่ยงที่อาจสั่นความเชื่อมั่นธุรกิจ—หากลามสู่ต้นทุนการเงินและพฤติกรรมบริโภค

    พื้นที่เศรษฐกิจภาคเหนือ ดัชนี 73.5 “โซนอ่อนไปทางดี” ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมเครื่องยนต์คู่

    ตัวเลขชวนคิด RSI เดือน ต.ค. 2568

    • ภาคเหนือ 73.5: ได้แรงหนุนจาก บริการ–ท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรม ในช่วงไฮซีซัน กอปรกับมาตรการรัฐ
    • ภาคตะวันออก 75.5 / EEC 78.7: สะท้อนบทเรียนว่าพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน–การลงทุนต่อเนื่อง มีความเชื่อมั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
    • กทม.–ปริมณฑล 63.8: ยังต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ชี้ว่าการฟื้นตัว “ไม่เสมอหน้า” และกิจกรรมบางส่วนยังรอผลลัพธ์มาตรการ

    ความหมายต่อภาคเหนือ:

    1. การท่องเที่ยวกลับมาเป็น “เสาหลักรายได้กระจายตัวสูง” ตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ งานเทศกาลท้องถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรม—ห่วงโซ่คุณค่าไหลถึงชุมชนรวดเร็ว
    2. อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร–เครื่องดื่ม–ยางพารา–อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วน มีแนวโน้มปรับกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อช่วงปลายปีและต้นปีหน้า
    3. กำลังซื้อชาวบ้าน–แรงงานกลับบ้าน ช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน สนับสนุนเม็ดเงินหมุนเวียนท้องถิ่นอย่างเห็นรูปธรรม

    แต่ก็ยังมีโจทย์ท้าทาย: ความแปรปรวนสภาพอากาศที่กระทบผลผลิตเกษตร ค่าครองชีพในเมืองท่องเที่ยว และการขนส่งข้ามแดนที่ต้องลุ้นกับกฎระเบียบประเทศเพื่อนบ้านเมื่อภูมิรัฐศาสตร์ “ไหลแรง”

    โฟกัสเชียงราย เมืองชายแดน–เมืองท่องเที่ยว “สองเครื่องยนต์” ผลัก RSI ภาคเหนือให้ยืนสูง

    เชียงรายกำลังอยู่ใน จุดสมดุลใหม่ ของบทบาทสองประการ—เมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ–วัฒนธรรม และเมืองโลจิสติกส์ชายแดนฝั่งแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ—ที่โอบรับฤดูกาลท่องเที่ยวและความต้องการบริโภคปลายปีพอดิบพอดี

    1) ไฮซีซันท่องเที่ยว ฤดูขายประสบการณ์–ฤดูเก็บรายได้ฐานราก

    • ฤดูหนาว = ฤดูงาน: เทศกาลแสงสีริมโขง งานกาแฟ–ชา–เกษตร และทริปสายธรรมชาติ “กอดหมอก” ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวที่พัก–อาหาร–เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    • คนละครึ่ง พลัส = คูณแรงในเมืองท่องเที่ยว: มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาส 4 ช่วย “ปิดช่องว่างกำลังซื้อ” ของครัวเรือนท้องถิ่นและนักเดินทาง—ร้านอาหารรายย่อยและผู้ค้าชุมชนมีโอกาสจับจ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จสูงขึ้น
    • SMEs–OTOP–หัตถกรรมท้องถิ่น มีแนวโน้มได้ประโยชน์ทันที เมื่อดีมานด์ของที่ระลึก–ของฝากขยับตามจำนวนนักท่องเที่ยว การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลชำระเงินและการตลาดออนไลน์ช่วงแคมเปญ จะช่วยขยายวงเงินสะพัดได้ดีกว่าช่วงปกติ

    ผลลัพธ์คาดหวัง รายได้ท่องเที่ยว “ไหลลึก” ลงสู่ชุมชน—ตั้งแต่ผู้ให้บริการที่พักระดับครอบครัว ร้านอาหารท้องถิ่น คนขับรถรับจ้าง ไปจนถึงเกษตรแปลงเล็กที่ขายผลผลิตเข้าสายโภชนาการ–คาเฟ่

    2) เศรษฐกิจชายแดน แรงเสริมเมื่อค้าชายแดนฟื้นตัว

    แม้ข้อมูลปริมาณการค้ารายด่านล่าสุดไม่ได้ระบุในชุดข้อมูลนี้ แต่แรงส่งทั่วประเทศจากการส่งออกปี 2568 ที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวสูง 10.0% ย่อมเอื้อให้ โซ่โลจิสติกส์เชียงราย—ทั้งด่านแม่สาย ด่านเชียงของ และท่าเรือเชียงแสน—รับโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบด้านเกษตรแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้

    ประเด็นต้องกางแผน ความผันผวนกฎระเบียบข้ามแดนและต้นทุนขนส่งที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “ล็อกต้นทุน” ผ่านสัญญาระยะกลาง–ยาว และประสานเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ยืดหยุ่นต่อข้อจำกัดหน้าด่าน

    3) ตลาดก่อสร้าง–อสังหาริมทรัพย์เชียงราย อ่านสัญญาณ “ทรงตัว” ก่อนวางเงินลงทุน

    บทวิเคราะห์ของ SCB EIC ที่ประเมินว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2569 “ทรงตัว” ราว 1.41 ล้านล้านบาท และการลงทุนภาครัฐลดแรงจากงบปี 2569 ส่งสารสำคัญถึงผู้พัฒนาโครงการในเชียงราย

    • ภาครัฐยังเดินหน้ามหาโปรเจกต์ แต่ความเร็วการเบิกจ่าย–เปิดประมูลอาจไม่เร่งเท่าที่หวัง
    • เอกชนที่อยู่อาศัยชะลอ ตามภาพอสังหาฯ ประเทศและค่าแรงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากแรงงานข้ามชาติหดตัว
    • มาตรฐานวัสดุ–งานโครงสร้างถูกยกระดับ หลังเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่—เพิ่มต้นทุนและเวลาควบคุมคุณภาพ

    คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับท้องถิ่น

    1. บริหาร Backlog ให้ยืดหยุ่น ปรับสัดส่วนงานรัฐ–เอกชน ลดความเสี่ยงจาก “ลูกค้าก้อนเดียว”
    2. ทำสัญญาซื้อวัสดุล่วงหน้า กับคู่ค้าคุณภาพ เพื่อคุมต้นทุนและลดความผันผวนราคา
    3. จับมือพันธมิตรต่างชาติ/เทคโนโลยี ยกมาตรฐานความปลอดภัย–ผลิตภาพ และใช้เป็น “แต้มความเชื่อมั่น” ในตลาด
    4. ตั้งเป้าการลด Emission และใช้วัสดุเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม—สอดรับทั้งข้อกำหนดใหม่และความต้องการลูกค้ารุ่นใหม่

    4) โอกาส–ความเสี่ยงเฉพาะจังหวัด ทำการบ้านเชิงรุก

    • โอกาสฝั่งท่องเที่ยว: เชื่อม “สุขภาพ–นิเวศ–วัฒนธรรม” ให้เป็นแพ็กเกจเดียว เช่น เส้นทางวิ่ง–ปั่น–เดินป่า ตลาดชุมชน–คาเฟ่กาแฟ–ชา พร้อมพื้นที่กิจกรรมครอบครัว ช่วยยืดเวลาพำนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป
    • โอกาสฝั่งชายแดน: ต่อยอดคลังสินค้าเย็น–เกษตรแปรรูปคุณภาพสูง รองรับคำสั่งซื้อปลายปี–ตรุษจีน พร้อมมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ
    • ความเสี่ยงสำคัญ: สภาพอากาศสุดขั้วกระทบเกษตร, ราคาพลังงานและค่าขนส่ง, และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ–การค้าโลก
    • มาตรการกันชนที่ใช้ได้ทันที: ผู้ประกอบการรายย่อยใช้สิทธิ “คนละครึ่ง พลัส” และโปรโมชันร่วมเอกชนเพื่อดึงทราฟฟิกหน้าร้าน, เชื่อมดีลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล–อีเพย์เมนต์, ทำประกันภัยธุรกิจ–ทรัพย์สินที่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ และจับสัญญาณเตือนจากระบบต้นแบบ “ดัชนีหมอกควัน–PM2.5” เพื่อออกแบบกิจกรรมกลางแจ้งอย่างยืดหยุ่น

    สะพานเชื่อม “นโยบาย–พื้นที่” ทำอย่างไรให้เม็ดเงินเข้าถึงชุมชนเชียงรายเร็วที่สุด

    • เร่ง “แปลงนโยบายเป็นแคมเปญพื้นที่”
      ภาคเอกชน–ชุมชน ควรจับมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ออกแบบกิจกรรมใช้สิทธิคนละครึ่ง พลัสที่
    • ชัดเวลา–ชัดสถานที่–ชัดของดี เช่น ถนนคนเดินมิติใหม่ เมนูวัตถุดิบท้องถิ่น ซุ้มชิม–ช็อป–แชร์ ให้สิทธิประโยชน์ชัดเจนและตรวจง่าย
    • เชื่อม “โลจิสติกส์–ท่องเที่ยว”
      พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ผูกกับจุดขนส่งชายแดน: นักเดินทางที่เข้า–ออกด่าน สามารถถูกดึงเข้ามาใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มในเมือง ผ่านแพ็กเกจคาเฟ่–มิวเซียม–ของฝาก และบริการสปา–สุขภาพ–แอดเวนเจอร์ระยะสั้น
    • ยกระดับอีโคซิสเต็มดิจิทัล
      สนับสนุนผู้ค้าใช้ QR พร้อมเพย์–บัญชีรับเงินธุรกิจ–เครื่องออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้ข้อมูลยอดขาย “สะท้อนจริง” ต่อการวางแผนสต็อกและขอสินเชื่อ

    ตัวเลขชวนคิด” เพื่อการตัดสินใจของเชียงราย

    • 73.5 = RSI ภาคเหนือเดือนตุลาคม 2568 — โซนบวกชัดใน 6 เดือนข้างหน้า
    • 2.4% = จีดีพีไทยปี 2568 (คาดการณ์) — เปิดช่องทำรายได้ปลายปี-ต้นปี
    • 10.0% = การส่งออกทั้งปีกลับมาโตแรง — โอกาสต่อซัพพลายเชนชายแดน
    • -0.2% → 0.5% = เงินเฟ้อ 2568→2569 — ปีหน้าแรงกดดันค่าใช้จ่ายอาจยกหัว
    • 1.41 ล้านล้านบาท = มูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้าง 2569 (คาด “ทรงตัว”) — บอกให้วางแผนลงทุนแบบคุมความเสี่ยง

    ภาคบริการ–ผู้ประกอบการรายย่อยจะ “เกียร์ออโต้” ได้อย่างไร

    1. ดีลราคาล่วงหน้า กับซัพพลายเออร์ (เนื้อ–ผัก–กาแฟ–เบเกอรี่–น้ำมันปรุงอาหาร) ในกรอบ 3–4 เดือน เพื่อคุมมาร์จินช่วงพีก
    2. แพ็กเกจประสบการณ์ มากกว่า “ลดราคา” เช่น เซ็ตอาหารท้องถิ่น + เวิร์กช็อป + มุมถ่ายรูป + ส่วนลดร้านคู่ค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิล
    3. เวลาทำการยืดหยุ่น สอดรับเที่ยวบิน–รถทัวร์–ด่านชายแดน เปิดเช้าขึ้น/ปิดดึกขึ้นในช่วงสัปดาห์พีก
    4. ข้อมูลลูกค้า = ทองคำ: เก็บอีเมล/ไลน์ OA จากลูกค้าหน้าร้าน พร้อมคูปองคัมแบ็กไตรมาส 1/2569 เพื่อลดหลุมยอดขายหลังเทศกาล
    5. มาตรฐานสะอาด–ปลอดภัย–ยั่งยืน สื่อสารชัด (ขยะเปียกลดเหลือศูนย์/ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น/ลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว) ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หน้าต่างแห่งโอกาส” ของเชียงรายในอีก 6 เดือน

    ดัชนี RSI ที่ 73.5 ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะพุ่งแรงในชั่วข้ามคืน แต่มันบอกเราว่า โอกาสมีมากกว่าความเสี่ยง ในช่วงครึ่งปีข้างหน้า หากเชียงราย แปลงมาตรการกระตุ้น ให้เป็นกิจกรรมพื้นที่ที่เข้าถึงผู้ค้า–ชุมชนจริง ใช้ฤดูท่องเที่ยวเป็น “เครื่องเร่งการไหลเวียน” ของเงิน และยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดรับผู้บริโภคยุคใหม่ เม็ดเงินจะไหลลึกและยั่งยืนกว่าแค่ “ภาพคนแน่นงาน”

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้อง ไม่หลงลืมภาพปี 2569 ที่ท้าทายกว่า—จากการชะลอของจีดีพีและการหดตัวของส่งออกตามวัฏจักร—จึงควรเตรียมกันชนด้านเงินสด สัญญาวัสดุ–แรงงาน และผลิตภัณฑ์–ตลาดที่ยืดหยุ่นไว้แต่เนิ่น ๆ

    สารที่ควรถูกตอกย้ำ ถ้าภาคเอกชน–ชุมชน–ท้องถิ่นจับมือกัน “ออกแบบเศรษฐกิจหน้าร้าน” ให้สอดรับมาตรการใหญ่ของรัฐ เชียงรายจะไม่เพียง “รับลมหนาวเศรษฐกิจ” แต่จะสามารถ ชี้ทางลม ให้ไหลผ่านชุมชนอย่างเป็นธรรม สร้างรายได้ กระจายโอกาส และวางฐานใหม่สำหรับปีหน้าที่ท้าทายกว่า

    เค้าโครงข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

    • ประมาณการเศรษฐกิจไทย 2568–2569 (ต.ค. 2568/ต.ค. 2569f)
      • จีดีพี 2568 = 2.4%, 2569f = 2.0%
      • บริโภคเอกชน 2568 = 3.0%, 2569f = 2.4%
      • เงินเฟ้อทั่วไป 2568 = -0.2%, 2569f = 0.5%
      • ส่งออกสินค้าและบริการ (Real term) 2568 = 7.6%, 2569f = -1.7%
      • ดุลบัญชีเดินสะพัด 2568 = 20.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, 2569f = 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
        (ตัวเลขตามเอกสารอินโฟกราฟิกของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่เผยแพร่ ณ ตุลาคม 2568/2569f)
    • ดัชนี RSI ต.ค. 2568
      • ภาคเหนือ 73.5 | ตะวันออก 75.5 | EEC 78.7 | อีสาน 73.9 | ตะวันตก 72.8 | ใต้ 72.7 | ภาคกลาง 68.5 | กทม.–ปริมณฑล 63.8
      • องค์ประกอบที่หนุนภาคเหนือ บริการ–ท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรม บนแรงส่งไฮซีซันและมาตรการรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/northern-rsi-economy-stimulus-tourism-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s872GWXxHaIaBdU4ictnf