Blog

  • เกินคาด! คนละครึ่งพลัสชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย 4 วันแรก เงินสะพัดกว่า 8.7 พันล้านบาท

    เกินคาด! คนละครึ่งพลัสชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย 4 วันแรก เงินสะพัดกว่า 8.7 พันล้านบาท

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การใช้จ่ายโครงการ คนละครึ่งพลัส วันที่ 4 (1 พ.ย.) ณ เวลา 23.00 น. พบว่า มียอดการใช้จ่าย 8,748 ล้านบาท เเยกเป็นเงินที่รัฐร่วมจ่าย 4,321 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 4,426 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้สิทธิ์กว่า 15 ล้านคน จากที่ได้สิทธิ 20 ล้านคน มีจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 792,804 ร้านค้า โดยปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสคึกคักมาก ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจของไทยกับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    พร้อมย้ำถึงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการใช้จ่ายในโครงการฯ ว่า การใช้จ่ายในโครงการฯ จะต้องเป็นการซื้อขายสินค้า และบริการเฉพาะบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และบริการขนส่งสาธารณะ โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า โดยผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีการทำธุรกรรมซื้อขายและสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการแบบพบหน้า (Face to Face) โดยไม่มีการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์หรือผ่านคนกลาง เว้นแต่การใช้สิทธิผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการฯ

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการนวด และสปา ที่ประสงค์จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ขอให้ตรวจสอบชื่อและที่ตั้งของสถานประกอบการในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้ตรงกับใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการตรวจสอบ และอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ดังมีรายละเอียดวิธีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลร้านค้าถุงเงินบนเว็บไซต์ถุงเงินกรุงไทยปรากฏตาม QR Code

    ข้อมูลจากการติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของร้านค้าในสื่อสังคมออนไลน์ ร่วมกับการวิเคราะห์ธุรกรรมของร้านค้าด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) กระทรวงการคลังได้ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการฯ ของร้านค้าแล้วเป็นจำนวน 55 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568) เนื่องจากมีพฤติการณ์รับแลกเงินและสแกนรับเงินห่างจุดขายแบบผิดปกติ จึงขอย้ำเตือนว่า กระทรวงการคลังจะดำเนินการเอาผิดกับร้านค้าที่ทุจริตในโครงการฯ อย่างถึงที่สุด ทั้งนี้ โครงการฯ มีวัตถุประสงค์ชัดเจนที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าสินค้าหรือบริการกับประชาชนเพื่อบรรเทาภาระ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยกับผู้ค้าขายรายเล็กที่สุจริต

    ดังนั้น หากร้านค้าและประชาชนมีพฤติการณ์ เช่น รับแลกเงินโดยไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง สแกนค่าสินค้าต่างจากราคาสินค้าหรือบริการจริง ซื้อขายสินค้าต้องห้าม ให้บริการที่ไม่ได้อยู่ในข่ายประเภทที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นต้น จะนำไปสู่ความเสียหายต่อการดำเนินโครงการฯ และกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเรียกเงินคืนจากร้านค้าเต็มจำนวนตามที่รัฐได้โอนให้แก่ร้านค้า และดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดต่อไป

    นอกจากนี้ ขอย้ำเตือนร้านค้าอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยให้จำหน่ายสินค้าในราคาเดียวกันทั้งกรณีชำระด้วยเงินสด และชำระผ่านโครงการฯ ฝ่าฝืน โทษหนัก ปรับ 140,000 หรือ จำคุก 7 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

    สำหรับในวันพรุ่งนี้ วันที่ 3 พฤศจิกายน กระทรวงการคลัง จะเปิดให้ร้านอาหารเลือกผูกร้านกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ได้บนแอปฯ ถุงเงิน ซึ่งร้านค้าจะสามารถเลือกผูกกับแพลตฟอร์ม Food Delivery ได้เพียงรายเดียวเท่านั้น ย้ำ! จะเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 06:00 – 21:00 น.ของทุกวันเท่านั้น

    โดยผู้ที่จะสั่งซื้ออาหารผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery กระบวนการ คือ เริ่มต้นรายการสั่งซื้อผ่านแอปฯ เป๋าตัง และดำเนินการต่อบนแพลตฟอร์ม Food Delivery / เข้าสู่เมนู Food Delivery ในแอปฯ เป๋าตัง * เลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิ เวอรี” จากหน้าแรกของแอปฯ เป๋าตัง / เข้าสู่หน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แล้วเลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” / เลือกแพลตฟอร์ม Food Delivery ที่ต้องการใช้บริการ / แอปฯ เป๋าตังจะนำเข้าสู่แพลตฟอร์ม Food Delivery ที่เลือก / ดำเนินการค้นหาร้านค้าและเลือกรายการอาหารตามปกติ / ทำการสั่งอาหารและรอรับการแจ้งเตือนเพื่อชำระค่าจัดส่ง

    วิธีการชำระค่าจัดส่ง สามารถดำเนินการชำระค่าบริการจัดส่งอาหารผ่านช่องทางของ Food Delivery แพลตฟอร์ม / เมื่อชำระค่าส่งสำเร็จ ระบบจะส่ง Notification เพื่อให้ชำระค่าอาหารผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ส่วนการชำระค่าอาหาร (ไม่รวมค่าจัดส่ง) จะทำผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง โดยต้องดำเนินการภายใน 5 นาที หลังจากได้รับการแจ้งเตือน

    โดยการชำระผ่าน Notification ของแอปฯ เป๋าตัง ให้กดที่ Notification ของแอปฯ เป๋าตังที่แจ้งเตือนเพื่อชำระค่าอาหาร แล้วทำตามขั้นตอนจนสำเร็จ ระบบจะแสดงสลิปการทำรายการสำเร็จ

    ส่วนการชำระผ่าน Notification ของ Food Delivery Platform เปิด Notification: กดที่ Notification ของ Food Delivery แพลตฟอร์ม ที่แจ้งเตือนให้ชำระค่าอาหารผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IVlIMby9K4QC4Z_9XU3Np

  • ซูเปอร์โพลชี้! “คนละครึ่ง พลัส” คนไทยพอใจคนละครึ่ง พลัส

    ซูเปอร์โพลชี้! “คนละครึ่ง พลัส” คนไทยพอใจคนละครึ่ง พลัส

    สำนักวิจัยซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,248 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    และเมื่อสอบถามความพึงพอใจต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง พลัส โดยรวม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.5 อยู่ในกลุ่ม “พอใจสูงสุด” (Top-2 Box ระดับ 9–10 คะแนน)

    สะท้อนถึงความรู้สึกเชิงบวกต่อมาตรการดังกล่าว ว่า มีประโยชน์ต่อการจับจ่ายใช้สอยและการหมุนเวียนเศรษฐกิจจริง ขณะที่ประชาชน ร้อยละ 22.1 แสดงความพึงพอใจในระดับปานกลาง และมีเพียง ร้อยละ 8.4 เท่านั้นที่ระบุว่าไม่พึงพอใจ

    ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกความพึงพอใจต่อมาตรการคนละครึ่งพลัสตามภูมิภาค พบว่า ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มความพึงพอใจในระดับสูง โดยเฉพาะภาคเหนือ มีสัดส่วนกลุ่มพอใจสูงสุดมากที่สุด ร้อยละ 73.8 รองลงมาคือ ภาคใต้ ร้อยละ 71.4, กรุงเทพฯ ร้อยละ 70.4, ภาคกลาง ร้อยละ 68.2, และ ภาคอีสาน ร้อยละ 68.1 ในขณะที่กลุ่ม “พอใจน้อยหรือไม่พึงพอใจ” มีสัดส่วนต่ำในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือซึ่งมีเพียง ร้อยละ 4.7 เท่านั้น

    ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และ ไม่มีช่องว่างของความเหลื่อมล้ำด้านความพึงพอใจเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการบริหารนโยบายระดับชาติ

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบแนวโน้มที่น่าสนใจดังนี้ กลุ่ม Gen Y (29–44 ปี) มีความพึงพอใจสูงสุดที่ ร้อยละ 73.8 รองลงมาคือGen X (45–60 ปี) ร้อยละ 70.5  Baby Boomers (มากกว่า 60 ปี) ร้อยละ 68.9 และ Gen Z (ไม่เกิน 28 ปี) ร้อยละ 64.8 สอดคล้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจของแต่ละวัย

    โดยกลุ่มวัยทำงาน (Gen Y และ Gen X) มักเป็นผู้มีภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงเห็นผลเชิงบวกจากการใช้สิทธิโครงการโดยตรง ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) มีแนวโน้มใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจจริงน้อยกว่า จึงมีระดับความพึงพอใจที่ต่ำลงเล็กน้อย

    รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.3 เห็นด้วยว่า มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้าชุมชนได้จริงมีเพียง ร้อยละ 7.1 ที่ไม่เห็นด้วย และ ร้อยละ 10.6 ที่ยังไม่แน่ใจ ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ถึง “ประโยชน์เชิงรูปธรรม” ของนโยบาย โดยเฉพาะต่อร้านค้ารายย่อยและตลาดชุมชนที่ได้รับเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในช่วงดำเนินมาตรการ

    นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.7 ระบุว่า “ต้องการให้ทำต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว” อีก ร้อยละ 38.7 เห็นว่าควรทำเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ส่วนร้อยละ 8.6 ที่ไม่ต้องการให้ทำต่อ เมื่อพิจารณาในเชิงดัชนีสนับสนุนนโยบาย พบว่ามีค่าบ่งชี้ว่าประชาชนมีความไว้วางใจและศรัทธาต่อแนวทางของรัฐในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม

    ผลการสำรวจในรายงานของซูเปอร์โพล ยังได้สะท้อนด้วยว่า มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับสูงมาก ทั้งในด้านความพึงพอใจและผลต่อเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและพื้นที่ชนบทที่ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

    1. ขยายผลในลักษณะโครงการถาวรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Permanent Scheme) โดยปรับวงเงินและรูปแบบการร่วมจ่ายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจรายไตรมาส

    2. เสริมระบบดิจิทัลและข้อมูลขนาดใหญ่ (Digital Payment & Data Analytics) เพื่อให้ติดตามผลได้แบบเรียลไทม์และลดปัญหาทุจริต

    3. เน้นสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ด้วยภาษาที่ตรงกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อสังคม และระบบเกมมิฟิเคชัน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม

    4. พัฒนาโมเดลเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน (Local Business Ecosystem) โดยใช้ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาวทั่วประเทศ

    รายงานของซูเปอร์โพล ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่พึงพอใจระดับสูงสุดต่อนโยบาย คนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาล  โดยคนภาคเหนือพึงพอใจมากที่สุดและคน Gen Y ที่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานตอนต้นพึงพอใจมากที่สุดต่อโครงการ คนละครึ่ง พลัส เช่นเดียวกัน และอาจกล่าวได้ว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนทุกกลุ่มอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21tNjdt5o4QeaijovKWrfc

  • จีน-ไทยเดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจการค้า พัฒนาทางรถไฟ ปราบอาชญากรรมข้ามแดน

    จีน-ไทยเดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจการค้า พัฒนาทางรถไฟ ปราบอาชญากรรมข้ามแดน

    สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งพบปะหารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย นอกรอบการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ในเมืองคยองจูของเกาหลีใต้ กล่าวว่าจีนพร้อมเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาของจีนในยุคใหม่

    สีจิ้นผิงยังแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

    สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี เครือญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ซึ่งไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งและมีสายใยผูกพันดังครอบครัว โดยความสัมพันธ์จีน-ไทยเข้าสู่ระยะใหม่ของการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างสีจิ้นผิงเยือนไทยในเดือนพฤศจิกายน 2022 ทำให้รากฐานมิตรภาพแข็งแกร่งขึ้นและมีโอกาสร่วมมือเพิ่มขึ้น

    ปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และ 50 ปีทอง มิตรภาพจีน-ไทย ซึ่งด้วยจุดเริ่มต้นใหม่นี้ทั้งสองฝ่ายควรสานต่อความสำเร็จในอดีต ทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน สนับสนุนความพยายามสร้างความทันสมัยของอีกฝ่าย และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคยิ่งขึ้น

    ขณะที่เมื่อไม่นานนี้ การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ได้พิจารณาทบทวนและรับรองคำแนะนำสำหรับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน

    สีจิ้นผิงจึงกระตุ้นจีนและไทยเร่งการพัฒนาทางรถไฟจีน-ไทย เพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร เศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรมดิจิทัล และอื่นๆ รวมถึงรับประกันว่าประชาชนของทั้งสองประเทศจะได้รับผลประโยชน์อันเป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น

    ทั้งสองประเทศควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในด้านการท่องเที่ยว เยาวชน และความร่วมมือท้องถิ่น จัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกันและมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ

    นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายควรเพิ่มความพยายามปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น การพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม สร้างสภาพแวดล้อมอันปลอดภัยแก่การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทวิภาคี

    สีจิ้นผิงเสริมว่าท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงและความไร้เสถียรภาพ จีนพร้อมทำงานร่วมกับไทยเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามแผนริเริ่มธรรมาภิบาลโลก (GGI) ผดุงความเป็นธรรมและความยุติธรรมสากล และคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของกลุ่มประเทศโลกใต้

    ด้านอนุทินกล่าวว่าการที่สีจิ้นผิงแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีความหมายต่อประชาชนชาวไทยอย่างยิ่งและไทยซาบซึ้งกับสิ่งนี้อย่างมาก

    อนุทินกล่าวถึงความสำเร็จของการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 และการรับรองคำแนะนำสำหรับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน พร้อมชื่นชมว่าความสำเร็จจากการพัฒนาของจีนเป็นเรื่องน่าประทับใจ

    ปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยไทยพร้อมใช้โอกาสนี้เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีน และขยับขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเชื่อมโยง การท่องเที่ยว และอื่นๆ ตลอดจนยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีนสู่ระดับใหม่ และไทยจะยังคงดำเนินการปราบปรามการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมอย่างจริงจัง

    ขณะที่แผนริเริ่มระดับโลกที่เสนอโดยสีจิ้นผิง จำนวน 4 แผน ได้สะท้อนบทบาทของจีนในฐานะประเทศใหญ่ที่มีความรับผิดชอบในกิจการระหว่างประเทศ ซึ่งไทยชื่นชมอย่างมากและสนับสนุนอย่างแข็งขัน โดยไทยพร้อมขยายความร่วมมือพหุภาคีกับจีน และร่วมกันเดินหน้าสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/532010.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xnFgqesFx6mQEyFVwWsp8

  • รัฐบาลเผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    รัฐบาลเผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยล่าสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 780,659 ราย ทั่วประเทศ และมียอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 5,424.7 ล้านบาท

    จากยอดการใช้จ่ายดังกล่าว แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 2,684.9 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 2,739.8 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการรายย่อย เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่ได้รับผลดีจากมาตรการดังกล่าว

    รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/01/590543/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j1IxwZS4YuO_RzFPUe_BW

  • พณ.เร่งกระตุ้นกำลังซื้อท้ายปี หนุนนโยบายรัฐ “บัตรสวัสดิการ-คนละครึ่งพลัส”

    พณ.เร่งกระตุ้นกำลังซื้อท้ายปี หนุนนโยบายรัฐ “บัตรสวัสดิการ-คนละครึ่งพลัส”

    เริ่มแล้ว มหกรรมลดราคาสินค้า รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทยหนุนนโยบายรัฐ ช่วยผู้มีบัตรสวัสดิการฯ-คนละครึ่งพลัสทั่วประเทศเริ่มแล้ววันนี้ – 15 พ.ย. 2568 ลดสูงสุดถึง 60% ลดภาระค่าครองชีพ สร้างกำลังซื้อในพื้นที่

    วันนี้( 1 พ.ย.2568) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (1 พ.ย. 2568) เป็นวันแรกของการเริ่มเปิดงานมหกรรมลดราคาสินค้า รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย (LOCAL Low COST) ซึ่งเป็นกิจกรรมรวมห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ 101 แห่ง กว่า 800 สาขา เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารสัตว์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 60% สอดรับนโยบายรัฐบาล กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด ลดภาระค่าครองชีพ และมีความเป็นอยู่ที่ดี

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    โดยกรมฯชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าคุณภาพในราคาถูก เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ที่ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกที่เข้าร่วมมหกรรมใกล้บ้านของท่าน ตั้งแต่วันนี้-15 พ.ย.2568 สามารถใช้สิทธิร่วมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังเริ่มดำเนินการในช่วงเวลานี้ คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลได้เพิ่มวงเงินชั่วคราวอีก 850 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568) จากเดิมได้รับ 300 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน รวมเป็น 1,150 บาท โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน สามารถนำวงเงินดังกล่าวมาใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นที่เป็นร้านธงฟ้าทั่วประเทศได้

    และผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 20 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงินจำนวน 2,400 บาท และประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ได้รับวงเงินจำนวน 2,000 บาท ก็สามารถนำสิทธิมาใช้ซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าปลีก/ร้านโชห่วย ที่ร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ด้วย

    “การจัดมหกรรม LOCAL Low COST ในครั้งนี้ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศผ่านห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นของคนไทยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศให้มีความคึกคัก นับเป็นเส้นเลือดฝอยทางธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมาก เปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็กสามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างเท่าเทียม”

    อ่านข่าว:

    จับตาเจรจาหยุดโลก “ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” 30 ต.ค. ชี้ชะตาทิศทางสงครามการค้าโลก

    รัฐบาลยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” ไม่จำกัดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อวัน

    เตือนผู้ค้า “คนละครึ่งพลัส” ขายของเกินราคา เจอโทษปรับ-จำคุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14_z0HUDEGZh6XSMr2N7zM

  • Kickoff Meeting ศน.ทั่วประเทศ  

    Kickoff Meeting ศน.ทั่วประเทศ  

    การศึกษา

    Kickoff Meeting ศน.ทั่วประเทศ  

    วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    Kickoff Meeting ศน.ทั่วประเทศ  

    กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สุโขทัย เขต 2 นำโดย นางสาวพเยาว์  อ่วมภักดี  ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา พร้อมด้วยศึกษานิเทศก์ทุกคน ร่วมประชุมออนไลน์  Kickoff Meeting มิติใหม่นิเทศการศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน ตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของ สพฐ. ทางระบบออนไลน์ ณ ห้องประชุมศรีสำโรง สพป.สุโขทัย เขต 2

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/education/452676&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m8GLJTofkGGb6AYFuzoZv

  • โพล “กระแสการเมือง ภาคอีสาน” เลือก พรรคประชาชน อันดับ 1 -ตัวนายกฯ ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ นำลิ่ว

    โพล “กระแสการเมือง ภาคอีสาน” เลือก พรรคประชาชน อันดับ 1 -ตัวนายกฯ ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ นำลิ่ว


    นิด้าโพล เผย “กระแสการเมือง ภาคอีสาน”  ตัวนายกฯ ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ นำอันดับ 1 “อนุทิน” ตามที่ 2 ต่อด้วย”เท้ง” ส่วนพรรคการเมือง เลือก พรรคประชาชน อันดับ1 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)เผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคอีสาน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคอีสาน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนอีสานจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.40 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 19.70 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 6.10 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)อันดับ 6 ร้อยละ 4.80 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.80 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 8 ร้อยละ 2.70 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 2.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) และพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) และร้อยละ 0.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนอีสานจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.05 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 16.85 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 15.75 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.55 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 7 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 9 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี พรรคกล้าธรรม และพรรคเสรีรวมไทย และร้อยละ 0.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 48.95 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.05 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.20 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.70 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.85 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 27.75 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 24.50 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 99.25 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.15 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.60 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 34.35 สถานภาพโสด ร้อยละ 63.40 สมรส และร้อยละ 2.25 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.40 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 27.65 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 40.00 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.60 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 20.60 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.75 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 8.90 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 14.00 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 18.85 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 15.90 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 19.40 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.10 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.85 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.45 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 6.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 19.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.25 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 8.95 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 3.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 1.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 0.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 5.95 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M1xJvsMb6ofJs_rxPFuHx

  • กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

    กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

    วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    เมื่อเร็วๆนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประจำปีการศึกษา 2567 (เป็นวันที่ 2) โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม  กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง (สถาบันสมทบ) รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,340 คน

    การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ  นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วยศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ  อธิการบดี คุณภรณี  ลีนุตพงษ์ และ ดร.วินัย  สารสุวรรณ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เฝ้าฯ รับเสด็จ

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/924861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tARbwQZJmO614E8As6Yeq

  • สภาสังคมสงเคราะห์ มอบทุน นร.ลพบุรี

    สภาสังคมสงเคราะห์ มอบทุน นร.ลพบุรี

    Logo

    Logo

    สภาสังคมสงเคราะห์ มอบทุน นร.ลพบุรี

    ลพบุรี, 1 พฤศจิกายน – สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล, ร.อ.พนม เปียอยู่ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายทหารผ่านศึกเพื่อความมั่นคง อ.ท่าวุ้ง, อสม.ม.5 ต.บางลี่ มอบทุนการศึกษากรณีเรียนพิเศษสำหรับเด็กยากจน จำนวน 1 ราย ในพื้นที่ ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี โดย น.ส.เจนจิรา เอี่ยมแจ่ม ร่วมบริจาคทุนการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253737&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UVkctYeI1hdPgYbic_YpF

  • “อนุทิน” แจงผลงานประชุมเอเปค ลั่นนำไทยกลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้ง!

    “อนุทิน” แจงผลงานประชุมเอเปค ลั่นนำไทยกลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้ง!

    “นายกฯอนุทิน” แจงผลงานประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ลั่นนำประเทศไทยกลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง ย้ำการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ทำตามเงื่อนไขไทย

    วันที่ 1 พ.ย.2568 เวลา 21.00 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ แถลงข่าว พร้อมด้วย รมว.กต-รมว.พาณิชย์ -รมช.กลาโหม ภายหลังกลับถึงประเทศไทย จากการไปเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่สาธารณรัฐเกาหลี

    โดยระบุตอนหนึ่งว่า ผลจากการเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ ตนได้พบกับผู้นำแทบจะทุกประเทศ ทั้งการหารือทวิภาคี และหารือเต็มรูปแบบ และหารือกึ่งทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี

    ทั้งนี้ก่อนเริ่มการประชุมผู้นำทุกประเทศได้กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวชื่นชมพระราชกรณียกิจของประองค์ท่าน

    โดยการเดินทางไปร่วมประชุมในครั้งนี้ มีจุดประสงค์ไปเปิดตลาดให้ประเทศไทย ทั้งขายสินค้าเกษตร ส่งเสริมการท่องเที่ยว การเพิ่มโควต้าแรงงานในในประเทศต่างๆ นอกจากนั้นยังมีการชักชวนต่างประเทศมาร่วมลงทุนในไทย และการหาโอกาสในการศึกษาให้เยาวชนไทยในประเทศต่างๆ ซึ่งหลังจากกลับมาแล้วก็จะมีทีมเจรจาต่อเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายต่อไป ซึ่งภารกิจในครั้งนี้ถือว่าเป็นการนำประเทศไทยกลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง และถือเป็นนิมิตหมายที่ดีเพราะเราจะได้รับความสนใจ และให้ความสำคัญ ซึ่งเราจะต้องระมัดระวังตัวและเข้มแข็ง

    ทั้งนี้ในด้านการค้า ประเทศไทยได้เน้น 4 เรื่องหลักที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง คือ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรื่องการขนส่งโลจิติกส์ การเป็นดิจิตอลฮับ และเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืน

    นอกจากนี้เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติไทยตั้งใจที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยไทยยังได้เสนอให้มีการจัดประชุมระหว่างประเทศเรื่องการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองที่ดีจาก จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ซึ่งสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของทุกประเทศ

    ส่วนในเวทีประชุมอาเซียน ตนก็ได้ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ก็มีการระบุเงื่อนไขที่ประเทศไทยต้องการอย่างชัดเจน มีการแถลงการร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯเพื่อความสะดวกในการเจรจาด้านภาษี และเรื่องแร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐ ซึ่งจะประกอบด้วยเรื่องการศึกษาการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เคร่งครัดของไทย ไม่ใช่การให้สัมปทานหรือเอาแร่ไปขายให้เขาประเทศเดียว แต่เราสามารถทำข้อตกลงกับทุกประเทศได้ ถ้าประเทศไหนมีความสนใจ

    ทั้งนี้อยากให้ประชาชนมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้ถึงทางตัน หรือมีจุดตัดใดๆทั้งสิ้น  เพียงแต่วันนี้เราจะอยู่เฉยแล้วหลังให้ต่างประเทศวิ่งเข้ามาไม่ได้ เราต้องวิ่งออกไปแล้วบอกเขาว่าเรามีดีอะไรบ้าง และเราต้องรักษาระดับความสัมพันธ์ให้พอดีกับทุกประเทศ มีทางออก มีทางเลือก และเราต้องไม่เสียศักดิ์ศรี

    RELATED

    TOP การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/260566/amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g1IllgSFdS5SOTmOB0uCO