Blog

  • ลอตใหญ่! ‘ผู้การอ้วน’ แถลงผลงานเจ๋ง ‘สืบนนทบุรี’ บุกจับคลังบุหรี่ไฟฟ้าค่ากว่า 24 ล้าน ผงะเจอซุกปืนด้วย | เดลินิวส์

    ลอตใหญ่! ‘ผู้การอ้วน’ แถลงผลงานเจ๋ง ‘สืบนนทบุรี’ บุกจับคลังบุหรี่ไฟฟ้าค่ากว่า 24 ล้าน ผงะเจอซุกปืนด้วย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 พ.ย. พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรายุ วานิชกูล ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.อภิศักดิ์ โชติกเสถียร ผกก.สภ.ปากเกร็ด พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ รอง ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.ศราวุธ แสงทอง สว.กก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.นนทบุรี นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 939/2568 เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด หลังสืบทราบว่าเป็นที่สถานที่เก็บบุหรี่ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

    โดยบ้านหลังดัวกล่าวเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จากการตรวจค้นภายในบ้านพบบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 80,000 ชิ้น มูลค่าราคาประมาณ 24,000,000 บาท อาวุธปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอก กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 70 นัด โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง ไอแพด 2 เครื่อง สามารถจับกุมผู้ต้องหา ได้ทั้งหมด 3 ราย ประกอบด้วย นายธัช อายุ 32 ปี นายวุฒิ อายุ 34 ปี และนายวิชญ์ อายุ 30 ปี จึงควบคุมตัวพร้อมยึดของกลางทั้งหมด

    พล.ต.ต.เดชรพี กล่าวว่า จากการสอบสวนทั้งหมดให้การว่า เช่าบ้านหลังนี้มาได้ประมาณ 6 เดือน เดือนละ 30,000 บาท เพื่อเก็บบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ปกติจะไม่มีคนเฝ้า สินค้าจะขายให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่โทรศัพท์มาสั่งซื้อขายกันเป็นประจำ ไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์ ขายปลีกตัวละ 160 บาท ขายมาได้ประมาณ 3-4 เดือน ส่วนของกลางที่พบเป็นจำนวนมากเพราะสินค้าตกค้าง ซึ่งหลังจากที่หน่วยงานรัฐ สั่งปราบปรามอย่างหนักจึงทำให้ขายออกไม่ได้

    ส่วนของกลางเป็นปืน 2 กระบอก ยี่ห้อ ซิกซาวเวอร์ ขนาด 9 มม. บุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 70,000-80,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 24 ล้านบาทนั้น จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การว่า ขายบุหรี่ไฟฟ้ามาประมาณ 4-5 เดือน ส่วนเครือข่ายที่ร่วมจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า คาดว่าน่าจะเป็นชาวมาเลเซียที่ค้าขายด้วยกัน ฝากถึงเยาวชนที่จะคิดจะสูบบุหรี่ไฟฟ้า ขอนึกถึงสุขภาพของตัวเองดีกว่า เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ก่อนำส่ง สภ.ปากเกร็ด ต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5260845/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JJdEHw-vbHZsQrIkudSrX

  • “อนุทิน”  อารมณ์ดี โพสต์เพลงบ้านเรา โวผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค ชี้ การพูดคุยยึดหลักกฎหมายไทย

    “อนุทิน” อารมณ์ดี โพสต์เพลงบ้านเรา โวผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค ชี้ การพูดคุยยึดหลักกฎหมายไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107534&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dOo3ymiISpRSFmpgeSLul

  • นอร์ทกรุงเทพฉลอง 25 ปี มอบรางวัลคนดีและศิษย์เก่าดีเด่น

    นอร์ทกรุงเทพฉลอง 25 ปี มอบรางวัลคนดีและศิษย์เก่าดีเด่น

    ภูมิภาค

    นอร์ทกรุงเทพฉลอง 25 ปี มอบรางวัลคนดีและศิษย์เก่าดีเด่น

    วันเสาร์ ที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ปทุมธานี – วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ห้องปทุมรัตน์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้จัดพิธีฉลองครบรอบ 25 ปี มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพในฐานะ “มหาวิทยาลัยแห่งโอกาสและคุณภาพ” เพื่อยกย่องความสำเร็จในการยกระดับการศึกษาของไทย พร้อมมอบรางวัล “คนดีของสังคม” และ “ศิษย์เก่าดีเด่น” ที่มีผลงานดีเด่นและเป็นแบบอย่างให้กับสังคมและเยาวชน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพกล่าวว่า การครบรอบ 25 ปีเป็นการก้าวไปสู่อนาคตของมหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด “Unlock Potential – Empower Possibility” หรือ “ปลดล็อกศักยภาพ สร้างทุกโอกาส” เพื่อสร้างคนที่มีคุณภาพและจิตสำนึกเพื่อสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้ทันสมัย และพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ

    ในพิธีนี้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัล “คนดีของสังคม” จำนวน 80 รางวัล โดยยกย่องบุคคลและองค์กรที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติในด้านต่างๆ เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยี จิตอาสาเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาและพัฒนาท้องถิ่น และการศึกษาและสุขภาพ

    บุคคลสำคัญที่ได้รับรางวัลได้แก่ พลโท บุญสิน พาดกลาง, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์, คุณนวลพรรณ ล่ำซำ (มาดามแป้ง), ร้อยตำรวจโท เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ซิโก้), ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี (บุ๋ม ปนัดดา), คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป Bitkub) และอีกหลายบุคคลสำคัญ รวมถึงองค์กรต้นแบบ เช่น บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย), บางจาก คอร์ปอเรชั่น, สสส., และสำนักงานประกันสังคม

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้มอบรางวัล “ศิษย์เก่าดีเด่น” จำนวน 50 รางวัล ให้กับศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จและสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม เช่น ดร.จตุพล ชมภูนิช, ดร.ธนกฤต จินตวร, ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ และดร.อดิศร ไชยคุปต์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/452623&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Ng9iapF2OKQi2ntL4JDx

  • “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีสรุปผลภารกิจประชุมอาเซียนและเอเปค ย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยร่วมคณะ

    นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้พบหารือกับผู้นำ 15 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 3 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 บริษัทชั้นนำ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าผลการเจรจาจะต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนไทย

    ไทยได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก เพื่อเสริมบทบาทในฐานะ “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตร เพิ่มโควตาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับแคนาดา

    นอกจากนี้ มีข้อตกลงทวิภาคีสำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับสิงคโปร์ การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในตลาดมาเลเซีย การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับบรูไนในด้านอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

    สำหรับการหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน นายอนุทินยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ตกลงเพิ่มโควต้าการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การดำเนินภารกิจทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้หลักความถูกต้อง โปร่งใส และยึดมั่นในกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Heh-DS-dtBC8Q-ZY0BPun

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาการน่าเป็นห่วง

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาการน่าเป็นห่วง

    วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.49 น.

    เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ ต้องเจอกับปัญหาและความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ รายได้ของภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้า รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัว ตามความซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งปัญหาเรื่องการเมืองที่ไม่แน่นอนจนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนกระทรวงการคลัง จะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะโตได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ (จาก 2.2% เป็น 2.4%) เพราะจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4 และ เชื่อว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องแม้จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และก็หวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้ จะยังมีแรงหนุนเศรษฐกิจไทยอยู่จริง เช่น มาตรการของรัฐแบบที่อัดเม็ดเงินเข้าระบบเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ(คนละครึ่งพลัส) มาตรการลดรายจ่าย (ค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง) มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง (ลดหย่อนภาษี) ฯลฯ ส่วนอีกแรงหนุนสำคัญคือ ผลจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนและภาคธุรกิจ และมีส่วนช่วยให้สินเชื่อขยายตัวได้มากขึ้น รวมทั้งความร่วมมือของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาภาคครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความเสี่ยงต่างๆ ก็ยังมีอยู่ เช่น เรื่องของการส่งออก แม้ว่าตัวเลขตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกันยายนจะเติบโตได้ดี เพราะมีการเร่งรวมสต๊อกของผู้นำเข้าเพื่อลดผลกระทบจากภาษี โดยเฉพาะผู้นำเข้าสหรัฐ ดังเมื่อสต๊อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่แต่ก็ทำไม่ได้ดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังอยู่ในโซนซบเซา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจบไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อภาวะการค้าโลกแน่นอน

    อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ ภาคการลงทุนของเอกชน ที่ยังอ่อนแอลงต่อเนื่อง ดูได้จากตัวเลขดัชนีภาคการผลิต (PMI) ที่ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี แม้ล่าสุดในเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือเพิ่มขึ้น 1% การใช้กำลังการผลิตก็อยู่แค่เพียงระดับ 50% ซึ่งปัญหาใหญ่น่าจะมาจากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก จีน ทะลักเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย ในทุกกลุ่มสินค้า ละผู้ประกอบการไทยที่เจ็บตัวหนักที่สุดคือ กลุ่ม SME เพราะความสามารถในการแข่งขันนั้นต่ำมาก และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ต่ำมาก จากปัญหารายได้ต่ำกว่ารายจ่ายและยังแบกภาระหนี้ไว้สูงมาก ย่อมทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน โดยเฉพาะด้านเครื่องจักร การลงทุนในภาคก่อสร้าง

    ที่สำคัญคือความเสี่ยงและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่กล่าวมาข้างต้นมีโอกาสที่จะลากยาวต่อไปถึงปีหน้า (สำหรับภาคส่งออก และการลงทุน) ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนก็คงจะยังเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยต่อไปแบบที่ไม่รู้ว่าจะแก้ได้เมื่อใด…ถึงตรงนี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 นั้นน่าห่วงมาก หากรัฐบาลไม่มีฝีมือมากพอในการบริหารเศรษฐกิจ

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZWjpMq6F1tOxPtl3qafan

  • “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ตรวจงานถนนเชื่อม “หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง” เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม “เพชรบุรี–นราธิวาส” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง สู่ศูนย์กลาง “ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย”

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้า คือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม. ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม. ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้าง โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่มตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร–สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช–สงขลา–ปัตตานี–นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่-จองถนน จังหวัดสงขลา-พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมาย เพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยว ให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษา ดูแล และขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01K46NtBGilyxJPIq0k9xx

  • บ้านว่างทั่วไทย1.64 ล้านหน่วย ฉุดโอกาสเศรษฐกิจไทย         

    บ้านว่างทั่วไทย1.64 ล้านหน่วย ฉุดโอกาสเศรษฐกิจไทย         

    บ้านว่างเป็นเครื่องชี้ถึงภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชัดเจนที่สุดอันหนึ่ง ถ้ามีบ้านว่างเหลืออยู่มากแสดงว่าในแง่หนึ่ง ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยคงมีไม่มากนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงปัญหาการเก็งกำไรจนเกินควร

    ทำให้มีบ้านเหลืออยู่โดยไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก การมีบ้านว่างมากเกินไปยังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยมีปัญหาจนทำให้บ้านที่จะสร้างขึ้นใหม่ขายได้ยาก และหากผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินมีปัญหาในการขาย ก็อาจส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของสถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่ออีกด้วย

    ทั้งนี้ บ้านว่างหรือ Unoccupied Housing Units คือบ้านแนวราบและห้องชุดสำหรับการซื้อขายที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย (หรือมีผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 15 หน่วยต่อเดือนซึ่งแสดงว่าอาจจะมาทำความสะอาดบ้านเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้อยู่อาศัย)

    บ้านว่าง

    ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส สำรวจปริมาณบ้านว่างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ณ ปี2568 มีที่อยู่อาศัยรวมกันถึง 6,390,376 หน่วย คาดว่ามีบ้านว่างถึง 734,893 หน่วย หรือประมาณ 11.5% ของทั้งหมด  บ้านว่างส่วนใหญ่ถึง 58% เป็นห้องชุดพักอาศัย

    สะท้อนว่ามีการเก็งกำไรในห้องชุดเป็นอันมาก จึงเกิดการว่างของบ้านเป็นจำนวนมาก จนอาจกลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Economic Waste) หากไม่ได้มีการใช้สอยเท่าที่ควร ยิ่งถ้าเป็นในกรณีบ้านแนวราบโอกาสการสูญเสียยิ่งมีมาก เพราะจะมีค่าเสื่อมเกิดขึ้นมากมาย ยิ่งในกรณีที่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเลย

    ในจำนวนบ้านว่างทั้งหมดนั้น 58% เป็นห้องชุดนั้น ยังมีกลุ่มใหญ่อีกราว 24% เป็นทาวน์เฮาส์ รองลงมาก็คือบ้านเดี่ยว ที่ยังมีว่างอยู่รวม 11% เป็นตึกแถวหรือาคารพาณิชย์ 4% และเป็นบ้านแฝด เพียง 3% เท่านั้น ในช่วงนับสิบปีที่ผ่านมา จำนวนห้องชุดเปิดใหม่มีมากกว่าครึ่งหนึ่งมาโดยตลอด

    จึงทำให้ห้องชุดมีสัดส่วนบ้านว่างมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าห้องชุดมีสัดส่วนของบ้านว่างสูงถึง 24.8% แสดงว่าประมาณหนึ่งในสี่ของห้องชุดไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย  กรณีนี้จึงเป็นสัญญาณอันตรายของห้องชุดพักอาศัยเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่บ้านแนวราบ มีสัดส่วนบ้านว่างน้อยมากเพราะยังมีผู้นิยมซื้อกันเป็นจำนวนมาก  ในอีกแง่หนึ่งการสร้างห้องชุดมีจำนวนมากจนเกินไปแล้ว  หากมีการสร้างห้องชุดที่ไม่เป็นที่ยอมรับในตลาด ก็อาจทำให้การขายเป็นไปได้ยากขึ้น

    สังเกตได้ว่าราคาบ้านที่ตํ่ากว่า 2 ล้านบาท มีสัดส่วนบ้างว่างมากกว่ากลุ่มที่มีราคาสูงกว่า โดยเฉพาะห้องชุดราคาไม่เกิน 500,000 บาท มีสัดส่วนการว่างสูงถึง 21.1%  สินค้าประเภทนี้ค่อนข้างทรุดโทรมเพราะคงเก็บค่าส่วนกลางได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้เพราะบ้านราคาถูกสามารถซื้อเก็งกำไรมากเป็นพิเศษ 

    ผู้มีรายได้น้อยก็สามารถซื้อได้ ผู้เก็งกำไรก็สามารถซื้อเพื่อการปล่อยเช่าหรือขายต่อในเวลาอันควรก็ได้  ยิ่งบ้านราคาถูกยิ่งอาจมีการดูแลชุมชนที่จำกัดกว่า อาจไม่สามารถจัดเก็บค่าส่วนกลางได้เพียงพอ ทำให้มีสภาพทรุดโทรมจึงยิ่งกลายเป็นบ้านว่างมากกว่ากลุ่มที่มีราคาสูงกว่า

    พื้นที่ธนบุรีมีอัตราว่างของห้องชุดสูงสุดถึง 28.6% หรือว่าง 1 หน่วยในทุกๆ 3.5 หน่วยของห้องชุด หรือทั้งหมดข้างต้นนี้มีอัตราว่างสูงถึง 1 หลังในทุกๆ ไม่เกิน 4 หลัง ซึ่งถือว่าจะกลายเป็นอุปทานมาขายแข่งกับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ทั้งนี้พื้นที่ๆ ปลอดภัยที่สุดได้แก่ สมุทรปราการโดยบ้านแนวราบโดยรวมมีอัตราว่างเพียง 6.0% หรือว่าง 1 หน่วย ในทั้งหมด 16.6 หน่วย รองลงมาได้แก่พื้นที่ สมุทรปราการ บางนา บางพลี มีนบุรี บางกะปิ นวลจันทร์ ราษฎร์บูรณะ คลองเตย ลาดกระบัง และธนบุรี โดยมีอัตราว่างเพียง 6-7.9% เท่านั้น  แสดงว่าพื้นที่เหล่านี้ยังเหมาะสมที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบได้อีกตามสมควร

    หากพิจารณาในขอบเขตทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจำนวนบ้านในเขตกรุงเทพ มหานครและปริมณฑลที่มีอยู่ 6,390,376 หน่วย มีสัดส่วนบ้านว่างในเขตกรุงเทพ มหานครและปริมณฑลประมาณ 11.5% จึงประมาณการจำนวนบ้านว่างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ 734,893 หน่วย ส่วนจำนวนบ้านในบริเวณอื่น

    ทั่วประเทศ มี22,738,143 หน่วย คาดว่ามีสัดส่วนบ้านว่างในบริเวณอื่นทั่วประเทศ 4.0% เพราะในชนบทเป็นพื้นที่ๆ มีผู้อยู่อาศัยจริง ดังนั้นจำนวนบ้านว่างในบริเวณอื่นทั่วประเทศจึงควรเป็น 909,526 หน่วย รวมแล้วจำนวนบ้านว่างรวมทั่วประเทศก็คือ 1,644,419 หน่วย (1.64ล้านหน่วย)

    หากประมาณการว่าราคาเฉลี่ยต่อหน่วยคือ 2.1 ล้านบาท ทำให้มูลค่าของบ้านว่างเป็นเงินถึง 3,453,280 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 91.3% ของงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2569 ที่มีค่าเป็นเงิน 3,780,600 ล้านบาท หรือมูลค่าบ้านว่างสูงพอๆ กับงบประมาณแผ่นดินไทยแล้วอย่างไรก็ตาม การมีบ้านว่างมากแสดงว่ามีการเก็งกำไรในห้องชุดเป็นอันมาก จึงเกิดการว่างของบ้านเป็นจำนวนมากจนอาจกลายเป็นความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจ (Economic Waste)

    แนวทางการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของบ้านว่าง เพื่อให้กระตุ้นให้มีการใช้สอย โดยเจ้าของอาจจะขายหรือให้เช่าในราคาถูกลงกว่าราคาเรียกขายเดิม ทำให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องออกไปอยู่ชนบทไกลๆ เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

    หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45  ฉบับที่ 4,144 วันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/642986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nnCUn9t-vWuHrg6KOzja6

  • “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีสรุปผลภารกิจประชุมอาเซียนและเอเปค ย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยร่วมคณะ

    นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้พบหารือกับผู้นำ 15 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 3 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 บริษัทชั้นนำ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าผลการเจรจาจะต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนไทย

    ไทยได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก เพื่อเสริมบทบาทในฐานะ “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตร เพิ่มโควตาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับแคนาดา

    นอกจากนี้ มีข้อตกลงทวิภาคีสำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับสิงคโปร์ การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในตลาดมาเลเซีย การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับบรูไนในด้านอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

    สำหรับการหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน นายอนุทินยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ตกลงเพิ่มโควต้าการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การดำเนินภารกิจทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้หลักความถูกต้อง โปร่งใส และยึดมั่นในกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Heh-DS-dtBC8Q-ZY0BPun

  • “ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาสทำงาน ประกาศส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

    “ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาสทำงาน ประกาศส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

    “สุชัชวีร์” โว “ไทยก้าวใหม่” พร้อมส่งผู้สมัครสส. สู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ ย้ำจุดแข็ง ร่วมทำงานได้กับทุกฝ่าย ไม่เติมความขัดแย้ง เน้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอประชาชนให้โอกาส เชื่อมั่น บุคลากรพรรคพาไทยมุ่งไปข้างหน้า

    วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่วัดปรมัยิกาวาสวรวิหาร ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง ว่า พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมส่งผู้สมัครทั่วประเทศ ถือว่าเรามีความมุ่งมั่น และเรามีความพร้อม ส่วนจะประสบผลสำเร็จแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน อยากให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคที่ไม่ไปเติมความขัดแย้ง ซึ่งหากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เราพร้อมทำงานได้กับทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ขอให้เราได้มีโอกาสได้สร้างความเปลี่ยนแปลง

    เมื่อถามว่า ได้ตั้งเป้าไว้ที่เท่าไหร่นั้น นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนพูดตั้งแต่วันประกาศเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว ว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่ถ่อมตัว มาเพื่อทำงาน แต่เราก็ต้องการเสียงให้มากพอ ที่สามารถขับเคลื่อนสร้างงานได้ มิเช่นนั้นจะทำงานอะไรไม่ได้เลย เราจึงต้องได้เสียงที่มากพอเพื่อไปดูเรื่องการสร้างทุนมนุษย์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนพิจารณาช่วยพรรคไทยก้าวใหม่ ให้มี สส.เข้าไปทำงานให้มากพอเพื่อที่จะไปช่วยลูกหลานของเราได้

    เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลหรือไม่ที่แต่ละพรรคการเมืองมีการแข่งขันกันดุเดือดและแข่งขันสูงในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะว่าแต่ละพรรคการเมืองเก่งๆ ทั้งนั้น ดังนั้น เราจึงต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น

    ส่วนจะมีไม้เด็ดอะไรที่พรรคไทยก้าวใหม่จะใช้มัดใจประชาชน นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพมีทีมเศรษฐกิจที่ดูเรื่องตลาดทุนใหม่ และเชื่อว่า พี่น้องประชาชนคงเบื่อการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งเชื่อว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความแตกต่าง และเป็นพรรคที่มีความเป็นมืออาชีพ ที่ไม่แสวงหาความขัดแย้ง มาเพื่อทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ให้ประเทศไทยพุ่งไปข้างหน้าเหมือนกับสัญลักษณ์ของพรรคที่เป็นลูกศรพุ่งขึ้นไปข้างบน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892813&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cg7PGibSQHm7l0kbSt7O5

  • “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    น.ส.ตรีนุช เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญคลื่นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในชีวิตการทำงานของคนไทย ปัจจัยที่สำคัญคือ

    1) โครงสร้างประชากร ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดน้อยลง สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    2) ความท้าทายจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความต้องการทักษะอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความต้องการทักษะ
    3) ตลาดแรงงานและการขาดแคลนทักษะ แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะต่ำ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังเผชิญคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ
    4) ความท้าทายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการค้าที่เข้มข้นของสหรัฐฯ ไทยได้รับผลกระทบภาษีส่งออกที่เก็บอัตราร้อยละ 19 
    กระทรวงแรงงานกำหนดนโยบายปี 2569 ทั้งหมด 5 ด้าน 

    โดยพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และผลกระทบสูงที่ทำได้ในระยะสั้น แต่เกิดผลในระยะยาว ดังนี้

    1) การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการสู้รบไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
    2) การยกระดับและเพิ่มทักษะ (UpSkill-ReSkill) แรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี
    3) การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต
    4) สร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
    5) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทำงาน

    ด้านสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้จะเป็นการปูทางสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน ดังนี้

    1) กระตุ้นให้แรงงานพร้อมปรับตัว ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ
    2) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้างทักษะที่ยืดหยุ่น
    3) ทำหลักสูตรให้ตอบโจทย์จริง พัฒนาบุคลากรแบบ Demand Driven ร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคการศึกษา
    4) เร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศ และสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทยทัดเทียมต่างชาติ 

    รมว.แรงงาน กล่าวเพิ่มว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีอายุแค่ 4 เดือน แต่ตนคิดว่าสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้ จะเป็นการปูทางไปสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการ แต่อาจจะต้องจัดเรียงเพื่อไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน มีดังนี้ 1) การกระตุ้นให้แรงงาน “พร้อมปรับตัว” ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้าง “ทักษะที่ยืดหยุ่น” 3) การทำหลักสูตรให้ “ตอบโจทย์จริง” ซึ่งนโยบายของกระทรวงแรงงานมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแบบ “Demand Driven” โดยมีการบูรณาการความร่วมมือไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชนและภาคการศึกษา 4) กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศและสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างศักยภาพให้แรงงานไทยทัดเทียมแรงงานต่างชาติ

    “ดิฉันเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ทำได้ทันที และการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งกับไตรภาคี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาแรงงานไทยก้าวข้ามความผันผวน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติได้” น.ส.ตรีนุช กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968810&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CIOjyj0-nWnDN7GVxu9sB