Blog

  • “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา

    “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา

    “นฤมล” รมว.ศึกษาธิการ เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำ คนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาส่งต่อเจตนารมณ์สร้างครูคุณภาพสู่อนาคต

    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่ ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 54 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมีนายสุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค., ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

    นางนฤมล กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2568 ให้แก่เด็กนักเรียนว่า ขออนุญาตเรียกท่านว่าอาจารย์ทวี เพราะท่านสร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติไทยไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองของประเทศ และถึงแม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงระยะสั้นๆ แต่ก็ถือว่าได้สร้างคุณูปการที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนอยากให้นักเรียนนักศึกษาทุกคนได้ตระหนักและภาคภูมิใจในทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของท่าน ทั้งนี้ คุรุสภาให้ความสำคัญกับมรดกทางความคิดของอาจารย์ทวีมาโดยตลอด เพราะท่านคือผู้วางรากฐานของสภาวิชาชีพครูที่ได้มาตรฐาน ไม่เพียงทำหน้าที่คัดกรองผู้มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

    “ดิฉันอยากฝากทางคุรุสภา และ สกสค. ว่า ในโอกาสต่อไปหากมีกิจกรรมเช่นนี้อีก ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและผู้สนใจได้เข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้ให้มากที่สุด ปัจจุบันเรามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 500,000 คน จึงอยากให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ แม้ไม่ได้รับชมสดก็สามารถนำคลิปเผยแพร่ต่อได้เพื่อให้ความรู้ส่งต่อไปได้มากที่สุด”

    ในช่วงท้าย นางนฤมล กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมงานทุกฝ่ายที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์ทวี บุณยเกตุ พร้อมระบุว่า “คนดีไม่มีวันตาย อาจารย์ทวีคือผู้วางรากฐานการพัฒนาวิชาชีพครูให้ได้มาตรฐานสากล และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันหวังว่าคุรุสภาและมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จะยังคงร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ต่อไปในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2893042&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0boNkqff4jG8NaUFNHe1Cp

  • ‘


    คอลัมน์ ‘คุยเฟื่องเรื่องใกล้ตัว’ โดย ‘วิฑูรย์ สิมะโชคดี’

    ดร.ประวิช รัตนเพียร นายกสภามหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) ได้นำคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย และคณะอาจารย์ร่วม 20 ชีวิต ไปทัศนศึกษาที่มหานครฉงชิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2568   เพื่อศึกษาดูงานและหารือเรื่องความร่วมมือกันกับผู้บริหารระดับสูงของ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำได้แก่

    (1) Chongqing Technology and Business University

    (2) Chongqing Polytechnic University of Electronic Technology  และ

    (3) Chongqing Vocational College of Intelligent Engineering

    ความจริงในวันนี้ก็คือสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยหลายแห่งในฉงชิ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมสูงมาก โดยผ่านการวิจัยในสาขาสำคัญๆ เช่น การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ปัญญาประดิษฐ์ (AI)  บิ๊กดาต้า (Big Data)  พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) และวิศวกรรม (Engineering) เป็นต้น

    มหาวิทยาลัยเหล่านี้มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นผ่านการวิจัยและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดโดยมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันวิจัยและดำเนินการในภาคปฏิบัติให้เกิดผล และมีห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมด้วยเครือข่ายการวิจัยระดับชาติ เป็นตัวประสานเชื่อมต่อกันและใช้ผลการวิจัยเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ  มีการสร้างแพลตฟอร์มสาธารณะ (Public Platform)  เพื่อบริการสาธารณะสำหรับสาขาวิชาชั้นนำ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดการวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจีนและสังคมโลก

    มหาวิทยาลัยในฉงชิ่งให้ความสำคัญกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกเป็นอย่างมาก หลายสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยต่างๆได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับสูงเช่น สาขาวิศวกรรมศาสตร์  วิทยาศาสตร์วัสดุ และเคมี ต่างเก่งจนติดอันดับต้นๆ ของโลก

    นอกจากนี้ มหานครฉงชิ่งยังมีความทันสมัยทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยผสมผสานรวมกับมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับสิ่งก่อสร้างยุคใหม่ เช่น รถไฟโมโนเรลที่วิ่งทะลุผ่านอาคาร ถนนและสะพานลอยหลายชั้นหลายระดับ และสถาปัตยกรรมล้ำสมัย เช่น โรงละครใหญ่ฉงชิ่ง (โรงละคร 360 องศา) ที่เป็นไฮไลต์ดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ฉงชิ่งยังเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญๆ ของจีน และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เช่น ท่าเรือว่านโจว เป็นต้น เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม  ที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของจีน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อาวุธ เหล็ก และอะลูมิเนียม เป็นต้น รวมถึงเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊คที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีการพัฒนาท่าเรือว่านโจวให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญ และมีการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ช่วยให้เรือขนาดใหญ่สามารถเดินทางถึงตัวเมืองได้

    ทัศนียภาพอันงดงามด้วยการล่องเรือในแม่น้ำแยงซีเพื่อชมทัศนียภาพของเมืองยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงไฟจากตึกสูงระฟ้า จึงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    การผสมผสาน “เก่ากับใหม่” โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว จึงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนมาท่องเที่ยวมหานครฉงชิ่ง เพราะน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

    ทั้งหมดทั้งปวงของมหานครฉงชิ่งในวันนี้ จึงบ่งบอกถึง “คุณภาพด้านการศึกษา” และ “คุณภาพของคน”ประกอบกับการเอาจริงเอาจังของผู้บริหาร จึงทำให้ฉงชิ่งเป็นเมืองที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และประวัติศาสตร์

    วันนี้ RBAC จึงพร้อมที่จะก้าวย่างอย่างมั่นคงในการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา ด้วยการพัฒนาอาจารย์และบุคลากร เพื่อยกระดับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    เพราะ“การศึกษาที่มีคุณภาพสูง”จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติ ครับผม !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37090&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hLEu0UO-nelRS2LuHEGFN

  • วิกฤตการศึกษาญี่ปุ่น! “นักเรียน” ขาดเรียนพุ่ง 3.5 แสนคน พบปัญหา “บูลลี่-ใช้ความรุนแรง” สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    วิกฤตการศึกษาญี่ปุ่น! “นักเรียน” ขาดเรียนพุ่ง 3.5 แสนคน พบปัญหา “บูลลี่-ใช้ความรุนแรง” สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107725&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OL4d2pqGd_Xs826NYWWy8

  • “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ”รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำ คนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาส่งต่อเจตนารมณ์สร้างครูคุณภาพสู่อนาคต

    “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ”รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำ คนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาส่งต่อเจตนารมณ์สร้างครูคุณภาพสู่อนาคต

    การศึกษา

    “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ”รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำ คนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาส่งต่อเจตนารมณ์สร้างครูคุณภาพสู่อนาคต

    วันจันทร์ ที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568    เวลา 09.00 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 54 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมีนายสุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2568 ให้แก่เด็กนักเรียนว่า ดิฉันขออนุญาตเรียกท่านว่า ‘อาจารย์ทวี’เพราะท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติไทยไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองของประเทศ และถึงแม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงระยะสั้น ๆ แต่ก็ถือว่าได้สร้างคุณูปการที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนอยากให้นักเรียนนักศึกษาทุกคนได้ตระหนักและภาคภูมิใจในทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของท่าน

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า คุรุสภาให้ความสำคัญกับมรดกทางความคิดของอาจารย์ทวีมาโดยตลอด เพราะท่านคือ ผู้วางรากฐานของสภาวิชาชีพครูที่ได้มาตรฐาน ไม่เพียงทำหน้าที่คัดกรองผู้มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

    “ดิฉันอยากฝากทาง คุรุสภา และ สกสค.ว่าในโอกาสต่อไป หากมีกิจกรรมเช่นนี้อีก ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและผู้สนใจได้เข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้ให้มากที่สุด ปัจจุบันเรามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 500,000 คน จึงอยากให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ แม้ไม่ได้รับชมสด ก็สามารถนำคลิปเผยแพร่ต่อได้เพื่อให้ความรู้ส่งต่อไปได้มากที่สุด”ศ.ดร.นฤมล ระบุ

    ในช่วงท้าย ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมงานทุกฝ่ายที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์ทวี บุณยเกตุ พร้อมกล่าวว่า “คนดีไม่มีวันตาย อาจารย์ทวีคือผู้วางรากฐานการพัฒนาวิชาชีพครูให้ได้มาตรฐานสากล และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันหวังว่าคุรุสภาและมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จะยังคงร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ต่อไปในอนาคต”
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/452759&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20CmKc8idbJm4KXK-7FzCG

  • SCBX กลุ่มเอสซีบีเอกซ์สืบทอดทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจัดพิธีถวายผ้ากฐิน ประจำปี 2568 ณ วัดดอนบุบผาราม จ.สุพรรณบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCBX กลุ่มเอสซีบีเอกซ์สืบทอดทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจัดพิธีถวายผ้ากฐิน ประจำปี 2568 ณ วัดดอนบุบผาราม จ.สุพรรณบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ จัดพิธีถวายผ้ากฐิน ประจำปี 2568 ณ วัดดอนบุบผาราม ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์  จ.สุพรรณบุรี วัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ในชื่อเดิมว่าวัดตะค่า) เพื่อสืบทอดทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสืบสานประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนให้สืบต่อไป โดยมี พระศรีประจันตคณาภิบาล (สมทรง พลเสน โชติปัญฺโญ) ป.ธ.3 เจ้าอาวาสวัดดอนบุบผาราม เจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายมาณพ เสงี่ยมบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโต้ เอกซ์ จำกัด เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางพัตราภรณ์ สิโรดม Chief Talent Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) นายวิฑูรย์ พรสกุลวานิช Chief Consumer Banking Officer นางพิกุล ศรีมหันต์ Chief Debt Recovery Management Officer และ Chief Business Banking Officer นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และนางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยพาณิชย์ โพรเทค จำกัด นำคณะผู้บริหารและพนักงานบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ร่วมพิธี รวมจิตศรัทธายอดปัจจัยในการทำบุญจากผู้บริหาร พนักงาน ลูกค้า และประชาชน เป็นเงินกว่า 4.02 ล้านบาท โดยจะนำไปบูรณะกุฏิสงฆ์ ในโอกาสนี้ยังได้มอบถุงน้ำใจให้ผู้สูงอายุ 30 คน และมอบทุนการศึกษา กองทุนอาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียน และมุมหนังสือให้กับโรงเรียนวัดดอนบุบผารามอีกด้วย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/03/590727/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11jE3OYgkaYmHP_3nK6jHP

  • กระทรวงศึกษาฯญี่ปุ่นเผย เด็กขาดเรียน-ถูกบูลลี่พุ่งเป็นประวัติการณ์ในปี 67 : อินโฟเควสท์

    กระทรวงศึกษาฯญี่ปุ่นเผย เด็กขาดเรียน-ถูกบูลลี่พุ่งเป็นประวัติการณ์ในปี 67 : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นเผยให้เห็นว่า ในปีงบประมาณ 2567 มีเด็กนักเรียนจำนวน 353,970 คนในโรงเรียนประถมและมัธยมต้นที่ขาดเรียน 30 วันขึ้นไป ทำสถิติสูงสุดระดับใหม่ โดยเพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 12 ติดต่อกันแล้ว

    ในจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยเด็กประถม 137,704 คน เพิ่มขึ้น 5.6% และเด็กมัธยมต้น 216,266 คน เพิ่มขึ้น 0.1% โดยรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 3.9% ของเด็กนักเรียนทั้งหมด ซึ่งทางกระทรวงฯ ให้เหตุผลว่า จำนวนเด็กขาดเรียนเพิ่มขึ้นเพราะพ่อแม่และผู้ปกครองตระหนักมากขึ้นว่านักเรียนไม่ควรถูกบังคับให้ไปโรงเรียน

    ผลสำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนนี้ มีเด็ก 42,978 คนที่เรียนหนังสือในสถาบันทางเลือก เช่น โรงเรียนอิสระหรือศูนย์สนับสนุนการศึกษา ขณะที่เด็ก 13,261 คนเรียนหนังสือที่บ้านผ่านการเรียนทางไกล อย่างไรก็ตาม มีเด็กมากถึง 135,724 คนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ครูแนะแนวของโรงเรียน

    นอกจากนี้ ผลสำรวจชี้ว่า การกลั่นแกล้งในโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย มีมากถึง 769,022 กรณีเท่าที่ตรวจพบ โดย 1,405 กรณีในจำนวนนี้ถือว่าเป็น “เหตุการณ์ร้ายแรง” ถึงขั้นส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือต้องขาดเรียนเป็นเวลานาน ซึ่งตัวเลขทั้งสองต่างสูงเป็นประวัติการณ์ โดยกระทรวงฯ ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเพราะมีการตรวจพบมากขึ้น พร้อมกับแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ร้ายแรงที่เพิ่มมากขึ้น

    ในจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยการกลั่นแกล้งในโรงเรียนประถม 610,612 กรณี, โรงเรียนมัธยมต้น 135,865 กรณี, โรงเรียนมัธยมปลาย 18,891 กรณี และโรงเรียนสำหรับผู้พิการ 3,654 กรณี โดยมีโรงเรียน 30,204 แห่งที่รายงานว่ามีการกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือคิดเป็น 83.9% ของโรงเรียนทั้งหมด

    ในบรรดาเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น มี 490 กรณีที่ไม่ได้รับการระบุว่าเป็นการกลั่นแกล้งจนกระทั่งสถานการณ์รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนกรณี ความรุนแรงในโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย เพิ่มขึ้น 18.2% จากปีก่อนหน้า เป็น 128,859 กรณี ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    จำนวนเด็กนักเรียนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายซึ่งโรงเรียนมีการบันทึกไว้ อยู่ที่ 413 ราย โดยในจำนวนนี้มี 8 รายที่ได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542212&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-fj55BB_DAYpiKxv-wAA-

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต!! ประเทศไทยใต้เงา “ทุนเทา”

    วิกฤตซ้อนวิกฤต!! ประเทศไทยใต้เงา “ทุนเทา”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rdp4EFNFmBgQeCwDFK1t9

  • “ราคาไข่” ดิ่งหนัก หน้าฟาร์มเหลือ 3 บาท ปรับลง 3 สัปดาห์ติด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี แนวโน้มไหลลงยาว

    “ราคาไข่” ดิ่งหนัก หน้าฟาร์มเหลือ 3 บาท ปรับลง 3 สัปดาห์ติด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี แนวโน้มไหลลงยาว

    “ราคาไข่ไก่” ดิ่งหนัก หน้าฟาร์มเหลือฟองละ 3 บาท ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” ราคาไข่ปรับลง 20 สตางค์ ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ แนวโน้มไหลลงยาว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว , สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี , สหกรณ์ผู้เลี้ยงไกไข่เชียงใหม่-ลำพูน และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย แจ้งปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกร ลงอีก 20 สตางค์ ลงมาอยู่ที่ฟองละ 3 บาท หรือ แผงละ 6 บาท มีผลวันนี้ (3) ซึ่งเป็นการปรับราคาลง 20 สตางค์ ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ในรัฐบาลอนุทิน และแนวโน้มคาดจะไหลลงอีก

    โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่ ระบุว่า ปัญหาในตอนนี้ คือ รายใหญ่อมลูกไก่ไข่ไปเลี้ยงแล้ว ไม่สามารถขายได้ ก็ขายดัมพ์ราคาลงมา ส่วนพวกรายย่อยหาลูกไก่มาเลี้ยงยากมากๆ บางรายต้องลากไก่ยืนกรง ไป 100 สัปดาห์ เพราะกลัวไม่มีลูกไก่ และไก่สาวมาแทน ซึ่งเป็นความลำบากในฝั่งเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ส่วนผู้ทำการค้าไข่ต้องวางแผนดีๆ รู้กลไกตลาด ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แนวโน้มคาดการณ์ว่าราคาไข่ไก่จะลงอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WiMnZSgLrErEn_T2RBSVc

  • TDRI ชี้ เศรษฐกิจไทย เสี่ยงถูกลืม! จี้เปลี่ยนโมเดลพัฒนาประเทศ

    TDRI ชี้ เศรษฐกิจไทย เสี่ยงถูกลืม! จี้เปลี่ยนโมเดลพัฒนาประเทศ

    TDRI ห่วงเศรษฐกิจไทยโตช้า กระทบปากท้องประชาชน ชี้หากไม่เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่ เสี่ยงเป็น ‘ประเทศที่ถูกลืม’ คนไทยหมดหวังย้ายออกนอกประเทศ เตรียมเสนอโมเดลการพัฒนาใหม่ ผ่าน 5 โจทย์ท้าทาย ในเวทีสัมมนาสาธารณะในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” 17 พฤศจิกายนนี้

    วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึง ความท้าทายทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนจากสงครามการค้าว่า ในสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปิดกว้างในอดีต ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออก

    แต่ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับสงครามการค้าจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยในระดับที่สูง ดังนั้นหากไทยไม่ปรับโมเดลการพัฒนาประเทศใหม่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะช้าลงเรื่อย ๆ ตามที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2568-2569 นี้เศรษฐกิจจะโตไม่ถึง 2 % และอาจจะเติบโตต่ำที่สุดในเอเชียรองจากญี่ปุ่น

    ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า หากไทยมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ช้าลง ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ประเทศเกิดความเสี่ยงที่จะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ นอกจากนี้การทำมาหากินของประชาชนยังจะฝืดเคือง

    โดยกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบเร็วที่สุดภายใต้โครงสร้างที่มีความเหลื่อมล้ำมาก คือกลุ่มคนที่มีได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็รับผลกระทบกันไปบ้างแล้วจนวันนี้ปัญหาลามไปถึงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมทั้งกลุ่มคนชั้นกลาง

    “เสียงบ่นดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ธุรกิจเงียบเหงา ทำมาค้าขายไม่ค่อยดี สุดท้ายจะหนีไม่พ้นที่จะกระทบกับคนทุกกลุ่มในประเทศ หากเราไม่ทำอะไรเลย เราจะไม่ฟื้นจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะซบเซาก็จะซบเซาต่อไป ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่งที่ถูกลืมไป เป็นสิ่งที่คนไทยคงไม่อยากเจอ และประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นความหวังทางเศรษฐกิจก็อาจจะย้ายออกไปทำมาหากินที่ต่างประเทศแทน” ดร.สมเกียรติระบุ

    ดร.สมเกียรติระบุว่า โจทย์สำคัญคือ คนไทยจะทำมาหากินต่อไปในอนาคตกันอย่างไรท่ามกลางสงครามการค้า และการทะลักเข้ามาตีตลาดไทยของสินค้าจากต่างประเทศ จากโจทย์ดังกล่าว ทีดีอาร์ไอจึงจัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปีในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งจะมีการนำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปได้มากกว่านี้ กลับไปยืนในอัตราการเติบโตอยู่ที่ 4-5% ไม่ติดกับดักรายได้ปานกลางอย่างที่เป็นอยู่

    งานสัมมนาสาธารณะดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เวลา 08.30-16.00 น. โดยทีมวิจัย TDRI เตรียมนำเสนอทางออกต่อ 5 ประเด็นท้าทายในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ประกอบด้วย

    • การสร้างเครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ
    • การสร้างนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างการเติบโต
    • การกำหนดนโยบายการค้า-การลงทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโต
    • การพัฒนาทักษะและนวัตกรรมสู่โมเดลการพัฒนาใหม่
    • การปรับบทบาทภาครัฐไทยในโลกใหม่

    รวมถึงมีเวทีเสวนา ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้กำหนดนโยบายของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tdri-thailand-slow-growth-forgotten-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YArY2kz0oX4oHbQ24HSyQ

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต หลังปัจจัยชั่วคราวคลี่คลาย ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต หลังปัจจัยชั่วคราวคลี่คลาย ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: BoT, OAE, OIE, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การส่งออกสินค้าในเดือน ก.ย. เร่งตัวขึ้นเป็น 19.2% YoY จาก 5.5% เดือนก่อน ขณะที่หากไม่รวมทองคำ การส่งออกสินค้ายังขยายตัวได้ดีที่ 13.5% จาก 3.0% เดือนก่อน ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าขยายตัวดีได้ต่อเนื่องที่ 18.0% จาก 14.7% เดือนก่อน ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าภายใต้ระบบดุลการชำระเงินที่ระดับ 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากที่เกินดุลเพียง 0.81 พันล้านในเดือนก่อน
    • ด้านดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) พลิกกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.0% YoY จาก -4.2% เดือนก่อน มาจากปัจจัยชั่วคราวที่ทยอยคลี่คลาย โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า การผลิตในหมวดยานยนต์ (6.0%) ปิโตรเลียม (3.6%) ฟื้นตัวกลับมาขยายตัว ประกอบกับการผลิตในหมวดแผงวงจรและเซมิคอนดักเตอร์ (9.4%) ขยายตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า (-11.7%) การก่อสร้างกับซีเมนต์ (-7.9%)  อาหารและเครื่องดื่ม (-2.0%) ยางและพลาสติก (-1.2%) ล้วนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
    • รายได้เกษตรกรยังคงลดลงจากปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยปรับลดลงมากขึ้นที่ -17.1% YoY จาก -11.7% ในเดือนก่อน โดยหลักเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง (-14.3% vs. -12.3% เดือนก่อน) พร้อมกับผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวลง (-3.2% vs. 1.7% เดือนก่อน)
    • จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.23 ล้านราย ในเดือน ก.ย. จาก 2.58 ล้านรายเดือนก่อน โดยหากขจัดผลของฤดูกาล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเร่งตัวขึ้น 5.8% MoM, sa (vs. 2.8% เดือนก่อน) ส่งผลให้รายรับนักท่องเที่ยวในรูปค่าเงินบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 12.6% MoM, sa (vs. 3.3% เดือนก่อน)
    • การลงทุนภาคเอกชน (PII) หดตัวลงมาที่ -5.2% YoY (vs. 9.1% เดือนก่อน) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนหดตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ (-12.2% YoY vs. 13.7% เดือนก่อน) ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าสินค้าทุนที่ชะลอตัวลง ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้าง (7.5% vs. 4.7% เดือนก่อน) และหมวดยานพาหนะ (4.2% vs. 0.2% เดือนก่อน) ยังขยายตัวได้
    • เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน (PCI) ชะลอตัวลง โดยขยายตัวได้ 2.3% YoY จาก 2.7% เดือนก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายภาคบริการที่ชอละตัวลงที่ 3.2% YoY (vs. 3.8% เดือนก่อน)  ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดอื่ีนๆ ขยายตัว โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทนขยายตัวได้ (16.0% YoY vs. 3.7% เดือนก่อน) หมวดสินค้ากึ่งคงทน (2.3% vs. 0.1% เดือนก่อน) และหมวดสินค้าไม่คงทนกลับมาขยายตัวเล็กน้อย (0.1% vs. -0.1% เดือนก่อน)
    • Our views แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะปรับดีขึ้นในเดือน ก.ย. แต่ภาพรวมในไตรมาสที่ 3 ยังสะท้อนภาพที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อน โดยแรงกดดันในฝั่งอุปทานเกิดจากการปิดซ่อมบำรุงชั่วคราวของภาคการผลิตอุตสาหกรรม ส่งผลให้กิจกรรมภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบและปรับลดลงตาม ขณะที่ในด้านอุปสงค์ การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ส่วนรายรับจากภาคการท่องเที่ยวปรับลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ดี การส่งออกในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังสูงขึ้นต่อเนื่องตามกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ และคลาวด์ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกสินค้ายังขยายตัวสูงต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ บ้างแล้วในบางหมวดสินค้า โดยปัจจัยดังกล่าวยังคาดว่าจะเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการแจกเงินของรัฐบาลในช่วงไตรมาสที่ 4
    • เราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/25 มีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 1.6%YoY, ลดลง -0.5%QoQsa.
    • เราคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.1% สำหรับปี 2025 โดยผลกระทบเชิงลบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังน้อยกว่าคาด การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการแจกเงินของรัฐบาล รวมถึงการกลับมาเปิดสายการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีการปิดซ่อมบำรุงไปในช่วงก่อนคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาหนุน ส่วนมุมมองเศรษฐกิจไทยในปี 2026F ยังคงไว้ที่ 1.6% ตามเดิม
    • ในด้านนโยบายการเงิน เราคาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยยบายลง 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ณ สิ้นปี อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการคลังเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2026 และหากมาตรการดังกล่าวมีขนาดใหญ่พอที่จะกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อในปี 2026F กลับขึ้นมาแตะกรอบล่างอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1.0% เราอาจต้องปรับประมาณการอัตราดอกเบี้ยสุดท้าย (Terminal rate) ของรอบนี้ขึ้นอีก 25bps ขึ้นมาเป็น 1.00% จาก 0.75%

    Today’s Data Releases

    • จีน, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ต.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/03/590678/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t2UhRB9eA_Jqm_HVEi53z