Blog

  • เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.มนพร เจริญศรี หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบฯเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.เดือน ‘มนพร เจริญศรี’ สส.เพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ได้เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2568) ว่า หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบดำเนินการแล้วเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    โครงการพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางระหว่าง ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เชื่อม กับ อ.นาแก นับเป็นอีกโครงการสำคัญ ในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมสายหลัก สายรอง เชื่อมระหว่างจังหวัด อำเภอ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ขับเคลื่อนมาตลอดไม่ว่าจะเป็นขั้วรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางหลัก ที่ประชาชน นักท่องเที่ยว สัญจรไปมา ระหว่างตัวจังหวัดนครพนม กับตัวอำเภอ เคยมีปัญหาเกิดอบัติเหตุบ่อย เพราะเดิมเป็นเส้นทางสองช่องการจราจร ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้สนับสนุนกระทรวงคมนาคม อนุมัติงบประมาณกว่า 450 ล้านบาท เริ่มดำเนินการพัฒนาในเฟสแรก ขยายถนน 4 เลน ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมมีการผลักดันการวางแผนพัฒนา ต่อเนื่อง จนถึงปี 2570 จนกว่าจะแล้วเสร็จ ตลอดสาย โดยจะต้องใช้งบผูกพันต่อเนื่อง เพราะมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง แต่มั่นใจจะสามารถผลักดันการพัฒนา ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด รวมถึงเส้นทางหลักสายสำคัญ ในพื้นที่ของ นครพนม

    มั่นใจโครงการพัฒนาเส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของนครพนม อีกทั้งยัง เป็นการเพิ่มความปลอดภัย ทางถนน แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผลักดันสู่นครพนม เป็นเมืองหลัก แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/Rp2o_RWyr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_qKbDYlIrdkteLUV0L43A

  • 6 พ.ย.นี้ ‘พิพัฒน์’  เคาะแพ็คเก็จลดค่าครองชีพ ‘รถไฟฟ้า-ทางด่วน’

    6 พ.ย.นี้ ‘พิพัฒน์’ เคาะแพ็คเก็จลดค่าครองชีพ ‘รถไฟฟ้า-ทางด่วน’

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการศึกษาข้อมูลแนวทางรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้บริการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ครอบคลุมกับโครงการรถไฟฟ้าทุกสาย 

    ทั้งนี้นอกเหนือจากรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568 – 30 พ.ย. 2569 โดย รฟม. จะต้องไปดำเนินการศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน ทั้งเรื่องเงินชดเชย เรื่องการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าจากเอกชนกลับมาเป็นของรัฐบาล ซึ่งจะต้องไปหารือร่วมกับกระทรวงการคลังด้วย 
     

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รฟม. ต้องสรุปผลการศึกษาเสนอกลับมายังกระทรวงคมนาคมในวันที่ 6 พ.ย.นี้ จากนั้นในวันที่ 11 พ.ย. 2568 จะเสนอไปยังที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2568 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 25 พ.ย. 2568 เพื่อให้เริ่มดำเนินการได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้

    “ส่วนการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า เมื่อกลับมาเป็นของรัฐบาลแล้ว จะใช้วิธีว่าจ้างให้เอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการและเดินรถ ส่วนการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อคืนสัมปทานนั้น ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะ” นายพิพัฒน์ กล่าว 

    ขณะที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Chage) เพื่อนำเงินมาซื้อคืนสัมปทานถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง แต่มองว่า อาจจะต้องใช้ระเวลาในการดำเนินการนานเกินไป จึงอาจจะต้องใช้แหล่งเงินทุนจากช่องทางอื่น หรืออาจจะวิธีการกู้เงินมาดำเนินการก่อน
     

    สำหรับการปรับอัตราค่าโดยสาร 40 บาทตลอดสาย จะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รวมทั้งช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนทางรางเป็นทางเลือกหลักของประชาชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งช่วยลดมลภาวะทางอากาศ หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ด้วย

    นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังมีนโยบายแพ็คเก็จลดค่าครองชีพในการเดินทางของประชาชน เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการเตรียมลดค่าผ่านทางพิเศษ (ทางด่วน) ทุกเส้นทางในอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง 

    ทั้งนี้การลดค่าทางด่วน คาดว่าจะสามารถประกาศใช้เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนได้ภายในสิ้นปี 2568  โดยแพ็คเก็จดังกล่าวยังไม่รวมโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เนื่องจากมีโครงสร้างค่าผ่านทางที่แตกต่างกัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.thansettakij.com/economy/megaproject/643068&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OsPHjqDgXR10c5WkdZ1Hw

  • “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำคนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาสานต่อเจตนารมณ์ สร้างครูคุณภาพ | TOPNEWS

    “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำคนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาสานต่อเจตนารมณ์ สร้างครูคุณภาพ | TOPNEWS

    3 พ.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 54 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมีนายสุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2568 ให้แก่เด็กนักเรียนว่า ดิฉันขออนุญาตเรียกท่านว่า ‘อาจารย์ทวี’เพราะท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติไทยไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองของประเทศ และถึงแม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงระยะสั้น ๆ แต่ก็ถือว่าได้สร้างคุณูปการที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนอยากให้นักเรียนนักศึกษาทุกคนได้ตระหนักและภาคภูมิใจในทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของท่าน

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า คุรุสภาให้ความสำคัญกับมรดกทางความคิดของอาจารย์ทวีมาโดยตลอด เพราะท่านคือ ผู้วางรากฐานของสภาวิชาชีพครูที่ได้มาตรฐาน ไม่เพียงทำหน้าที่คัดกรองผู้มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

    “ดิฉันอยากฝากทาง คุรุสภา และ สกสค.ว่าในโอกาสต่อไป หากมีกิจกรรมเช่นนี้อีก ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและผู้สนใจได้เข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้ให้มากที่สุด ปัจจุบันเรามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 500,000 คน จึงอยากให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ แม้ไม่ได้รับชมสด ก็สามารถนำคลิปเผยแพร่ต่อได้เพื่อให้ความรู้ส่งต่อไปได้มากที่สุด”ศ.ดร.นฤมล ระบุ

    ในช่วงท้าย ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมงานทุกฝ่ายที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์ทวี บุณยเกตุ พร้อมกล่าวว่า “คนดีไม่มีวันตาย อาจารย์ทวีคือผู้วางรากฐานการพัฒนาวิชาชีพครูให้ได้มาตรฐานสากล และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันหวังว่าคุรุสภาและมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จะยังคงร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ต่อไปในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376671&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QYgG9yAW-iQI12BxCFsSF

  • รู้จัก “โอ๊ต ภาสกร”นักแสดงซีรีส์ดัง ฝีมือไม่ธรรมดา จากความพยายามคู่จิ้น

    รู้จัก “โอ๊ต ภาสกร”นักแสดงซีรีส์ดัง ฝีมือไม่ธรรมดา จากความพยายามคู่จิ้น

    รู้จัก

    รู้จัก “โอ๊ต ภาสกร”นักแสดงซีรีส์ดัง ฝีมือไม่ธรรมดา จากความพยายามคู่จิ้น

    ประวัติส่วนตัว

    • ชื่อ-นามสกุล : ภาสกร สารรัตนะ (ชื่อเล่น: โอ๊ต) 
    • วันเกิด : 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
    • ส่วนสูง : ประมาณ 173 ซม. 
    • การศึกษา : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
    • ดีกรีนักกีฬา : เคยเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล ตำแหน่งลิเบอโร่ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • IG : Oatpasakorn
    • X :  Oatpasakorn

    รู้จัก  

    เส้นทางในวงการบันเทิง

    • โอ๊ตเริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น วัยเป้ง นักเลงขาสั้น, สตรีเหล็ก ตบโลกแตก, หอแต๋วแตก แหกนะคะ 
    • เขาได้เล่นซีรีส์ที่ได้รับความนิยม เช่น Projects The Series: SPIKE รับบท “เพชร” ซึ่งเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลในเรื่อง ซึ่งตรงกับจุดแข็งของเขาในชีวิตจริง 
    • ล่าสุดมีบทบาทนำในซีรีส์ ไหนเฮียบอกไม่ชอบเด็ก (My Stubborn) ร่วมกับ โบ๊ท ยงค์ยุทธ เติมต่อ โดยโอ๊ตรับบท “จวิ้น” ซึ่งได้รับการพูดถึงอย่างมากในหมู่แฟนคลับซีรีส์วาย

    รู้จัก

    จุดเด่น-ความสามารถ

    • ความสามารถด้านกีฬา: จากการเป็นนักวอลเลย์บอลชายหาดและในร่ม ส่งผลให้มีความเร็วในการเคลื่อนไหว รับลูกได้ดี — คุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งลิเบอโร่ ซึ่งทำให้เขาโดดเด่นในบทบาทละคร/ซีรีส์ที่เกี่ยวข้องกับกีฬา 
       
    • ความสามารถด้านการแสดง : แม้จะเริ่มจากภาพยนตร์และบทสมทบ แต่การได้รับบทนำในซีรีส์ My Stubborn ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับตัวเองในวงการ
       
    • ภาพลักษณ์: หนุ่มหล่อ หน้าใส สไตล์ “โอปป้าไทย” ทำให้มีฐานแฟนคลับทั้งในไทยและในกลุ่มผู้ชมซีรีส์วาย ขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย 

    สิ่งที่น่าสนใจ

    • แม้จะเรียนบัญชี แต่สามารถบาลานซ์ระหว่างการเรียน กีฬา และงานแสดงได้อย่างน่าชื่นชม 
    • การเลือกบทที่เกี่ยวข้องกับกีฬา (เช่น ซีรีส์ SPIKE) ถือว่าเป็นการใช้จุดแข็งของตนเองให้เป็นประโยชน์
    • การเติบโตจากบทสมทบไปเป็นบทนำแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน — สำหรับผู้ที่ติดตามวงการบันเทิงไทย ถือว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง

     รู้จัก

    รู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/komchadluek-award/609367&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Aih6ZqU3zNxchgnMsi49W

  • กัมพูชาบุกปิดกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ เอี่ยวอาชญากรรมการฉ้อโกง

    กัมพูชาบุกปิดกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ เอี่ยวอาชญากรรมการฉ้อโกง

    กัมพูชาเข้าตรวจค้น-สั่งปิดกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ สงสัยทำผิดกฎหมาย-ลักลอบแฝงฉ้อโกงผ่านระบบไอที

    เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 68 สำนักเลขาธิการคณะกรรมการการพนันเชิงพาณิชย์กัมพูชา (CCGC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้สั่งระงับการดำเนินธุรกิจและปิดสถานประกอบการกาสิโนแบรนด์ “จินเป่ย” และ “จีซี” รวม 4 แห่งในจังหวัดสีหนุวิลล์

    ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งรัฐบาลฉบับที่ 01 ว่าด้วยการรณรงค์ปราบปรามการฉ้อโกงทางเทคโนโลยีในประเทศ

    กาสิโนสี่แห่งในจังหวัดสีหนุวิลล์ที่ถูกระงับและสั่งปิดโดยคณะทำงาน ได้แก่ กาสิโน Jin Pei Group, กาสิโน Jin Pei, กาสิโน G.C. Casino และกาสิโน Jin Pei Casino 4

    ทั้งหมดถูกปิดเนื่องจากต้องสงสัยว่ากระทำความผิดฐานปกปิดและฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/260640/amp&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ewTVriUKIuwIWBRqBer7I

  • รัฐบาลชวนประชาชน “กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568” กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    รัฐบาลชวนประชาชน “กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568” กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    “เที่ยวดีมีคืน” รัฐบาลชวนประชาชน กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568 กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี มุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่

    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงานเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดีมีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่” โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษีสำหรับประชาชนทั่วไปที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท
    • หากเดินทางไปจังหวัดเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท) นอกจากเมืองรอง หักลดหย่อนได้ 1 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบพาเงินออกนอกเมืองใหญ่ สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U4qpGy49juWG4rNWfgGIn

  • ทียู โกยกำไรไตรมาส3 ที่ 1,304 ล้านบาท สวนทางเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    ทียู โกยกำไรไตรมาส3 ที่ 1,304 ล้านบาท สวนทางเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ ทียู เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานการไตรมาส 3 ปี 68 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความท้าทาย และมียอดขายรวมอยู่ที่ 34,501 ล้านบาท จากแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ 4,127 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี68 

    “ผลประกอบการไตรมาส 3 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของบริษัทท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่ยังเห็นสัญญาณการเติบโต ปริมาณการขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งในระดับ 19% สะท้อนว่ากำลังดำเนินกลยุทธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในด้านการเพิ่มความคล่องตัวของการดำเนินงาน การเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก และการต่อยอดศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์ในพอร์ตทั้งหมดของบริษัท”

    ทั้งนี้ โครงการของบริษัท ซึ่งได้แก่ โปรเจกต์โซนาร์ และ โปรเจกต์เทลวินด์ยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี73 โดยค่าใช้จ่ายจากโครงการดังกล่าวยังส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่คาดว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทยอยลดลงตั้งแต่ปี69 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนในกระบวนการผลิต การจัดซื้อ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายสุทธิ 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 70

    อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัทยังปรับตัวได้ แม้ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ยอดขายลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ปริมาณการขายยังทรงตัว ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ 13.8% จากยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์น้ำที่ทั้งยอดขายและปริมาณการขายนั้นเติบโต สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ยอดขายเติบโต 6.2% ในสกุลเงินบาท และเติบโต 14.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้วยแรงหนุนจากยอดขายในสหรัฐฯ และยุโรปที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5264961/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZHKtmpuUXkmrOxeUDs-Jc

  • ทองฟิวเจอร์ร่วงกว่า $20 เช้านี้ หลังจีนยุติให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำ : อินโฟเควสท์

    ทองฟิวเจอร์ร่วงกว่า $20 เช้านี้ หลังจีนยุติให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำ : อินโฟเควสท์

    ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวลงกว่า 20 ดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (3 พ.ย.) หลังจากรัฐบาลจีนประกาศยุติการให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศจีนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดทองคำรายใหญ่ของโลก

    ณ เวลา 07.26 น.ตามเวลาไทยในวันนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 20.30 ดอลลาร์ หรือ 0.51% แตะที่ระดับ 3,976.20 ดอลลาร์/ออนซ์

    รัฐบาลจีนประกาศยุติการให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำที่มีมานาน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศจีนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดทองคำรายใหญ่ของโลก โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา (1 พ.ย.)

    ตามกฎเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงการคลัง จีนจะไม่อนุญาตให้ผู้ค้าปลีกหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการขายทองคำที่ซื้อจากตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้อีกต่อไป ไม่ว่าจะขายโดยตรงในรูปทองแท่ง หรือผ่านกระบวนการผลิตเป็นเครื่องประดับก่อนขายก็ตาม

    ข้อบังคับนี้ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน เช่น ทองคำแท่ง ทองคำบริสุทธิ์ และเหรียญทองที่ได้รับการอนุมัติจากธนาคารกลางจีน รวมถึงทองคำที่ใช้ในภาคการผลิตเครื่องประดับและอุตสาหกรรมต่าง ๆ

    รัฐบาลจีนคาดว่าการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีครั้งนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาและเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตช้าลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZLVgWa0d-Pn2EEhEkvLcO

  • ผลวิจัยเผยฟังเพลง/เล่นดนตรีเป็นประจำ ลดเสี่ยงสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้มากถึง 39% : อินโฟเควสท์

    ผลวิจัยเผยฟังเพลง/เล่นดนตรีเป็นประจำ ลดเสี่ยงสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้มากถึง 39% : อินโฟเควสท์

    ผลการศึกษาผู้สูงอายุมากกว่า 10,800 คน ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลียพบว่า การฟังเพลงหรือเล่นดนตรีตอนอายุมากขึ้นอาจลดความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ฟังเพลงเป็นประจำ มีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมต่ำกว่าผู้ที่ไม่เคยฟังเพลง ฟังไม่บ่อย หรือฟังเป็นครั้งคราว ราว 39%

    รายงานระบุว่า ผู้สูงอายุที่ฟังเพลงเป็นประจำยังมีอัตราการบกพร่องทางการรู้คิดลดลงราว 17% รวมถึงมีคะแนนด้านการรู้คิดโดยรวมและความจำอาศัยเหตุการณ์ (episodic memory) ซึ่งใช้สำหรับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมาในระดับสูงกว่า ส่วนการเล่นเครื่องดนตรีเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลง 35%

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วารสารจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุนานาชาติ (International Journal of Geriatric Psychiatry) ซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษานี้ ระบุว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ฟังเพลงและเล่นดนตรีเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลง 33% และอัตราการบกพร่องทางการรู้คิดลดลง 22%

    การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากแอสไพริน อิน รีดิวซิ่ง อีเวนท์ส อิน ดิ เอลเดอร์ลี่ (ASPREE) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของยาแอสไพรินโดสต่ำต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ รวมถึงการศึกษาย่อยแอสไพริน อิน รีดิวซิ่ง อีเวนท์ส อิน ดิ เอลเดอร์ลี่ ลองจิทูดินัล สตัดดี ออฟ โอลเดอร์ เพอร์ซันส์ (ASPREE Longitudinal Study of Older Persons)

    เอ็มมา จาฟฟา หัวหน้าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาชี้ว่า กิจกรรมดนตรีอาจเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับการรักษาสุขภาพทางปัญญาในผู้สูงอายุ แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุความเป็นเหตุเป็นผลได้

    อนึ่ง ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นประเด็นสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากอายุที่ยืนยาวขึ้นทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราอย่างภาวะสมองเสื่อมและภาวะการรู้คิดเสื่อมเพิ่มขึ้น

    โจแอนน์ ไรอัน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ ผู้เขียนอาวุโสของผลการศึกษานี้ กล่าวว่า หลักฐานบ่งชี้กรณีสมองเสื่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุและพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจได้รับอิทธิพลจากการเลือกสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของแต่ละคนอีกด้วย พร้อมสำทับว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม การแทรกแซงตามวิถีชีวิต เช่น ฟังและ/หรือเล่นดนตรี อาจส่งเสริมสุขภาพทางปัญญา และอาจช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542281&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WyWqx9iAaErSZsbtmD-d1

  • ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่อยากมีลูก เพราะไม่อยากให้เด็กเกิดมาเจอวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

    ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่อยากมีลูก เพราะไม่อยากให้เด็กเกิดมาเจอวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

    sustainability

    ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่อยากมีลูก เพราะไม่อยากให้เด็กเกิดมาเจอวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

    ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่อยากมีลูก เพราะไม่อยากให้เด็กเกิดมาเจอวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

    ผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ชาวอเมริกันรุ่นใหม่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พวกเขาลังเลที่จะมีลูก 

    • คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจน Z กังวลเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้ลังเลที่จะมีลูกเพราะไม่อยากให้เด็กเกิดมาเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติ
    • ผลสำรวจและงานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจชะลอหรือไม่มีลูก
    • ความกังวลมีสองมิติ คือ ความเป็นอยู่ที่ดีของลูกหลานในอนาคต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการมีลูก ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “มรดกคาร์บอน” (carbon legacy) ให้กับโลก

    ชาวเจน Z กำลังชะลอการสร้างครอบครัว โดยเฉพาะการมีลูก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ การเงินส่วนบุคคล และการเมือง แต่ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

    ในโลกที่มีสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและทวีความรุนแรงมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อถูกเผาไหม้ด้วยน้ำมันและก๊าซถ่านหิน ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่ลูกหลานจะต้องเจอ

    จากการศึกษาของ Lancet ในปี 2024 ในกลุ่มคนอายุ 16-25 ปี ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความกังวลมาก หรือมากที่สุด เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษายังพบว่า 52% กล่าวว่าพวกเขาลังเลที่จะมีลูกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ขณะที่ รายงานของศูนย์วิจัย Pew ที่เผยแพร่เมื่อปี 2024 ระบุว่า ผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 50 ปีที่ไม่มีลูก ให้เหตุผลว่าสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่มีลูก มากกว่าคนที่มีอายุเยอะกว่า 50 ปีที่ไม่มีลูกถึงสี่เท่า

    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ในปี 2025 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งตอบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พวกเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีบุตร

    ส่วนผลสำรวจใหม่โดย PVFARM แพลตฟอร์มโซลูชันพลังงานหมุนเวียน พบว่า 38% ของคนเจน Z กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีลูกน้อยลง

    ไบรอัน ดริสคอลล์ ที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้เชี่ยวชาญด้านความแตกต่างระหว่างรุ่น กล่าวกับนิตยสาร Newsweek ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ภัยคุกคามแบบนามธรรมสำหรับคนรุ่น Gen Z แต่มันเป็นคือสิ่งที่พวกเขาเจอทั้งชีวิต”

    คนรุ่นใหม่เติบโตมากับไฟป่า น้ำท่วม และคลื่นความร้อน จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปรกติ แถมยังทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะตั้งคำถามว่าควรจะให้กำเนิดเด็ก ๆ เข้ามาเพิ่มในโลกนี้หรือไม่

    ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้น ชาวอเมริกัน 1 ใน 7 คนเคยประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมาแล้ว และ 78% พยายามลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน

    เจอรัลลีน ฟอร์ตนีย์ นักปรึกษามืออาชีพที่ได้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการคลินิกประจำภูมิภาคของ Thriveworks คลินิกให้คำปรึกษาด้านปัญหาการเจริญพันธุ์และการวางแผนครอบครัว กล่าวว่า คนเจน Z มีความวิตกกังวลโดยรวมสูงกว่าคนรุ่นก่อน ๆ โดยคนจำนวนมากเลือกจะไม่มีลูก ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากมี แต่เป็นเพราะความล้มเหลวของระบบในการแก้ไขวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้สร้างความกังวลเฉพาะความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกังวลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของโลกด้วย นันทิตา บาจาจ ผู้อำนวยการบริหารของ Population Balance องค์กรด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการตัดสินใจอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว การมีลูกก็ยังเป็นเรื่องใหญ่กว่ามากในหลายระดับ

    ขณะที่ ทราวิส รีเดอร์ ศาสตราจารย์ด้านชีวจริยธรรมจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า การมีลูกมาพร้อมกับที่เรียกว่า “มรดกคาร์บอน

    “คุณไม่ได้แค่ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดคาร์บอนสูง เช่น การซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น รถยนต์คันใหญ่ขึ้น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และอื่น ๆ แต่คนยังสร้างคนที่จะมีรอยเท้าคาร์บอนของตัวเองไปตลอดชีวิตอีกด้วย” รีเดอร์กล่าว

    รีเดอร์กล่าวเสริมว่า ลูกของเราก็อาจมีหลาน และหลานหล่านั้นอาจมีเหลนต่อ ๆ ไปอีก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องอีกหลายชั่วอายุคน แน่นอนว่าการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีคือการไม่มีลูก แต่รีเดอร์ก็ไม่ได้สนับสนุนและไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

    การประเมินผลกระทบของเด็กเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังไม่มีหลักเกณฑ์ว่าที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า พ่อแม่ต้องรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลกระทบของเด็กขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของพ่อแม่ รีเดอร์กล่าวว่า “วิธีที่จะทำนายที่ดีที่สุดว่าพวกเขาจะมีค่าใช้คาร์บอนสูงแค่ไหน คือวัดจากความมั่งคั่งของแต่ละประเทศ”

    ตัวอย่างเช่น สหรัฐปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่ากานาถึง 13 เท่า ตามข้อมูลของฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อการวิจัยบรรยากาศโลก เมื่อปรับตามขนาดประชากรแล้ว หมายความว่าชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยปล่อยก๊าซมากกว่าชาวกานาโดยเฉลี่ยถึง 12 เท่า

    ไม่มีลูกไม่ใช่ทางออก

    การมีลูกอาจส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากที่สุด แต่ไม่เคยมีใครบอกให้ห้ามมีลูก โดยเทรเวอร์ เฮดเบิร์ต อาจารย์สอนปรัชญาจริยธรรมที่มหาวิทยาลัยแอริโซนา ให้เหตุผลว่าการมีลูกเป็นเรื่องที่น่ายินดี

    “ถ้าใครบอกคุณว่ากำลังตั้งครรภ์ การตอบสนองทันทีคือการให้การสนับสนุน แสดงความยินดี หรืออะไรทำนองนั้น” เฮดเบิร์ตกล่าว

    ขณะที่รีเดอร์ กล่าวว่า อีกปัจจัยหนึ่งคือ หลาย ๆ ครั้งมีการพูดว่าการมีลูกทำให้เกิดปัญหาภาวะประชากรล้นโลก ดังเช่นขบวนการสิ่งแวดล้อมในช่วงทศวรรษ 1970 แสดงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่มากเกินไปสำหรับทรัพยากรของโลก ซึ่งภายหลังนำไปสู่ลัทธิเหยียดเชื้อชาติและการปรับปรุงพันธุกรรม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม แม้รีเดอร์จะใช้เวลาศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการมีลูกมานาน แต่เขาก็ยังคงต้องการเป็นพ่อคนอย่างมาก ดังนั้นการหาสมดุลในประเด็นนี้ คือ การมีลูกคนเดียว

    “การมีลูกเป็นกิจกรรมที่มีความหมายและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้คน มันยังมีราคาแพงจากการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเราต้องชั่งน้ำหนักสิ่งเหล่านี้ให้ดี” รีเดอร์กล่าว

    ที่มา: AP NewsBBC, Newsweek

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1205527&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c7LdNhNICEjqr8aLy6gHx