Blog

  • สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 2-2.5% : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 2-2.5% : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากตลาดคาด 1.7% แต่ชะลอลงจาก 2.8%ในไตรมาสแรกของปี 69 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสแรก 0.2%

    ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% เมื่อดูเครื่องชี้ทั้งด้านการผลิต และการใช้จ่าย จะเห็นว่าชะลอตัวลงหมด ยกเว้นการส่งออก และการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 13.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีถึง 14.1%” นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.69) ขยายตัวได้ 2.4%

    ส่วนที่ในไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 12% ต่อ GDP นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ไทยขาดดุลการค้า และขาดดุลบริการ จึงส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในช่วงไตรมาส 2/69 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 117% และเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าหักผลของน้ำมัน กับทองคำออก จะพบว่าดุลการค้าของไทยยังเกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในช่วงถัดไป ที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นทดแทน และปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ จนเริ่มจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ เช่น ลดกำลังการผลิตลง และพิจารณานำเข้าในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน แต่ละเดือน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ก็เชื่อว่าจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นได้

    “โดยรวม ต้องดูเรื่องดุลบริการด้วย เพราะที่กระทบจากค่า freight ค่าประกัน และนักท่องเที่ยวลดลง ปกติดุลบริการจะเพิ่มในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ แต่ปีนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศต่าง ๆ มีปัญหาค่าครองชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่สูงอย่างคาด และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ -1.2% ต่อ GDP” นายดนุชา กล่าว

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ทั้งปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5%

    “ช่วงถัดไป มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจจะโตได้ 2.2% (ค่ากลาง)” นายดนุชา กล่าว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และรักษาระดับการลงทุนของภาคเอกชน และภาคการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในบางจุด อีกทั้งติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเตรียมการไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายจากเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในแง่การช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/632405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw227GFI92JvoU8ZyitfzhzB

  • มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)


    17/08/2569 | 190 |

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    ขณะที่ผมกำลังเดินทางร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นทางการในวันนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้

    1) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

    2) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

    เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน

    3) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

    จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ผมขอเรียนว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

    ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง‘ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ‘ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ

    ขอบคุณครับ

    ที่มา FB : ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kYLKdOgLyFaJLg5iUFyzq

  • Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่มีรากลึกจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมานาน ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และผลกระทบจากระเบียบโลกใหม่

    การตอบโจทย์จึงไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการผ่าน Policy Mix หรือชุดนโยบายที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิด และการสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน

    1.การประสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และ มาตรการเฉพาะจุด

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครื่องมือหลัก คือ (1) นโยบายการคลัง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ภายใต้ทรัพยากรทางการคลังที่จำกัด 

    (2) นโยบายการเงิน โดย กนง. เน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ (3) มาตรการเฉพาะจุด

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร พูดถึงการดำเนิน 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย (1) โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย (2) “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ

    (3) “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs โดย 3 มาตรการนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก (4) การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (5) การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident ที่เป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต. โดย 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อม

    (6) การกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น (7) การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม

    (8) การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) โดยแบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดย 2 มาตรการนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer Protection)

    2.บทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติ: ใกล้ชิดท้องถิ่นผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ กนง. สัญจร”

    ปัญหาเศรษฐกิจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วยยาขนานเดียว การลงพื้นที่รับฟังเสียงคนท้องถิ่น ผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ โครงการ กนง. สัญจร” ทำให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็น “ภาพจริง” รวมทั้งยังได้ประสานพลังจากผู้เชี่ยวชาญทั้งส่วนกลางและคนในพื้นที่ ผ่านงานสัมมนาภูมิภาค

    ผู้ว่าฯ กล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น สนง. ภาคทั้ง 3 แห่ง จึงเป็นจุดเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง การพูดคุย รับฟังเสียง และ Feedback จากคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไม่เกิดจากการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำด้วย SMEs จึงควรปรับตัวเพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย ด้านแรงงานควรปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่

    ในส่วนของแบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเช่นกันโดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติต่างๆ แบงก์ชาติจึงดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    3.สร้างรากฐานจากภายใน: พัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และ มาตรการเฉพาะจุดแล้ว แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านการสร้าง “ความรอบรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

    – สร้างเครือข่ายครูและที่ปรึกษาหนี้: แบงก์ชาติมุ่งเน้นการสร้าง “ผู้เผยแพร่ความรู้” ที่ใกล้ชิดกับชุมชน ผ่านโครงการ “ครูสตางค์” ซึ่งเป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน และการจัดตั้ง “หมอหนี้” ช่วยให้คำแนะนำกับประชาชนและ SMEs ในการจัดการหนี้สิน

    – บูรณาการผ่านระบบการศึกษา: การแก้ปัญหาหนี้ที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Competency) ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย โดยผลักดันให้ความรู้ด้านการเงินเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางการเงินก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

    – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: ในมิติการพัฒนาสังคม แบงก์ชาติยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำผ่าน “มูลนิธิ 50 ปี ธปท.” โดยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี

    การศึกษาถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ต้องควบคู่กับ “การใช้เงินเป็น” ด้วย

    แบบอย่างที่ดีล่าสุดที่สังคมไทยรับทราบกัน คือ เรื่องราวชีวิตของ “คุณฮลุน โซโล” ที่แม้เกิดในครอบครัวยากจน แต่ตั้งใจเรียนจนได้รับทุนการศึกษา “จุฬา-ชนบท” และตัวคุณฮลุนเองยังมีวินัยการใช้เงิน ทำงานและเก็บเงินเอง ก่อนนำไปใช้ทำงานตามความฝันได้สำเร็จ

    ภารกิจของแบงก์ชาติ มีทั้งบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเฉพาะจุดทางการเงินและการทำงานร่วมกับภาคีภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. 

    ทั้งหมดนี้ คือ การประสานนโยบายควบคู่กับการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน เพื่อไขทางออกเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำของทุกฝ่าย เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนกันนะคะ

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1247734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3drxlXOuPE3t12nTnL_OsS

  • วิกฤตปากท้อง

    วิกฤตปากท้อง

    คาดการณ์อะไรเอาไว้บ้าง

    ๑) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส ๒ จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส ๒ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ ๒.๗% จากไตรมาส ๑ ที่ติดลบ -๐.๕% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส ๒ ขยายตัวชะลอลงเหลือ ๑.๙% จากที่โตร้อยละ ๓.๓ ในไตรมาส ๑ 

    “เอกนิติ” ย้ำว่าหากไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป

    นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน

    ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส ๓ และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

    ๒) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส ๒ ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส ๒ กลับมาขาดดุลถึง ๑.๗๖ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ ๖ แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส ๑ ประมาณ ๑.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ 

    ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

    “ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ๒ แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต‘ ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน”

    ๓) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ ๑๓.๔ ในไตรมาส ๒ ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ ๑๑ ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง ๒ หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ ๑๐.๑ ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง ๒.๕๕ แสนล้าน ในไตรมาส ๒ โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S–Curve เช่น  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ ๑๒.๑ ในไตรมาส ๑ มาอยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๕ ในไตรมาส ๒ โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

    “…ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ ๒ นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ ๒ ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ…”

    ครับ…ก็คอยติดตามตอนที่ ๒ 

    ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” พูดไว้ชัดเจนหากไม่สามารถหยุดวงจรดิ่งเหวนี้ อนาคตจะเกิดหายนะแน่นอน และนั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน

    แต่ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดบางประการที่น่ากลัวอย่างยิ่งในการแถลงของสภาพัฒน์

    นั่้นคือ โรงงานไทยเดินเครื่องแค่ ๕๗.๔๗% ต่ำสุดในรอบ ๒๔ ไตรมาส

    หมายความว่าการผลิตต่ำกว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก

    ภาคการผลิตอุตสาหกรรมทั้งไตรมาสโตแค่ ๐.๑% การผลิตยานยนต์ -๗.๒% ส่งออกรถยนต์นั่ง -๔๒.๔%       การก่อสร้างโตแค่ ๐.๑%

    การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ลดลงครั้งแรกในรอบ ๑๓ ไตรมาส

    ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ๑๗.๗ พันล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ ๘ ไตรมาส

    ตัวเลขนี้ถือว่าเลวร้ายอย่างมาก

    การนำเข้าพุ่ง ๔๒.๓% สูงสุดในรอบ ๒๐ ไตรมาส

    ขณะที่ส่งออกที่โต ๑๗.๖%

    ทำให้ขาดดุลดุลการค้า ๑๒.๑ พันล้านดอลลาร์  จาก ๐.๓ พันล้านในไตรมาสก่อน

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ๕๐.๓ ต่ำสุดในรอบ ๑๔ ไตรมาส

    การบริโภคภาคเอกชนโตแค่ ๑.๙% ชะลอจาก ๓.๓% จากไตรมาสก่อน

    อัตราการว่างงานดูเหมือนจะดี แค่ ๐.๙๖% แต่คนที่มาขอรับสิทธิว่างงานจากประกันสังคมตาม ม.๓๓ มี ๒๘๙,๘๐๐ คน คิดเป็น ๒.๓๗%

    สูงสุดในรอบ ๑๘ ไตรมาส

    ธุรกิจที่ปิดตัว มีทุนจดทะเบียนรวมกัน ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท

    ครึ่งแรกปีนี้มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ ๗,๐๒๔ ราย เพิ่มขึ้น ๑๒.๕%

    ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิก อยู่ที่ ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท เทียบกับ ๓๐,๕๐๐ ล้านบาทในปีก่อน มากกว่า ๓ เท่าตัว

    แม้จะมีธุรกิจตั้งใหม่ ๔๔,๗๗๓ ราย เพิ่มขึ้น ๒.๑%  แต่ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ลดลง ๒๕.๔% เหลือ ๑๑๑,๒๐๐ ล้านบาท

    การลงทุนภาคเอกชนโตพรวดพราด ๑๓.๔% สูงสุดในรอบ ๕๔ ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    แต่มีตัวเลขที่ต้องกลับมาคิดกันเยอะๆ

    การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต ๕๙.๕% แต่การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต ๑๐๐.๓%

    สภาพัฒน์ชี้ว่าการขาดดุลครั้งนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างของการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าสินค้าส่วนประกอบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

    ครับ…ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเข้าสู่ความยากลำบากที่มากขึ้น

    “เอกนิติ” จะทำให้หลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร

    ลำพังเงินกู้ ๔ แสนล้าน จะรอดหรือ

    ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือกันอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1051839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KHCyl0jYRsfbeBH0KC1_3

  • “สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

    “สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศ ขณะที่เรียกร้องพรรคคอมมิวนิสต์จีนสานต่อแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางความท้าทายทั้งเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการค้า และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับชาติตะวันตก

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และบรรดาผู้นำระดับสูงของจีน เข้าร่วมการประชุมที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง วันนี้ (17 ส.ค.) เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเศรษฐกิจที่ยังมีบทบาทจำกัดบนเวทีโลก สู่การเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวยกย่องเจียงว่า มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน รวมถึงการสร้างความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน

    สีระบุว่า เจียงมีส่วนสำคัญในการปกป้องและพัฒนาสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน เปิดยุคใหม่ของการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และผลักดันแนวทางสังคมนิยมแบบจีนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

    เจียง เจ๋อหมิน เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1926 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี 1989 ถึง 2002 และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางจนถึงปี 2004 ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2022 ด้วยวัย 96 ปี

    ในช่วงที่เจียงเป็นผู้นำ จีนเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น รัฐบาลจีนในยุคนั้นเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับระบบที่อยู่อาศัย เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและธุรกิจมากขึ้น รวมถึงรับมือวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายทศวรรษ 1990

    หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2001 ซึ่งช่วยเร่งการบูรณาการของจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในเวลาต่อมา

    สี จิ้นผิง กล่าวว่า เจียงสามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ และรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายได้อย่างสุขุม ซึ่งช่วยให้กระบวนการสร้างความทันสมัยของจีนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนในปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

    ผู้นำจีนเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มความตระหนักต่อความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความมั่นคง พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศอย่างเด็ดขาด

    สี จิ้นผิง ยังกล่าวว่า จีนต้องเดินหน้าสร้าง “ปาฏิหาริย์สองประการ” ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงมรดกทางการเมืองของเจียงเข้ากับเป้าหมายของจีนในปัจจุบัน ทั้งการสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจระดับโลก และการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน

    การรำลึกถึงเจียงเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเผชิญโจทย์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ขณะที่แนวทางการบริหารประเทศในยุคเจียงและนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ซึ่งเป็นคู่หูสำคัญในการบริหารประเทศช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เน้นการปฏิรูปตลาด การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชน และการสร้างความมั่งคั่ง

    ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้น และเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    นายเจียงและนายจูผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจจีน ทั้งการปิดรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรัง การยกเลิกระบบที่อยู่อาศัยแบบเดิมเพื่อเปิดทางสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การรับมือวิกฤตการเงินเอเชีย และการนำจีนเข้าสู่ WTO

    ขณะเดียวกัน พิธีรำลึกดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์การเมืองจีน เนื่องจากเป็นโอกาสในการติดตามลำดับอำนาจภายในพรรค รวมถึงสถานะของอดีตผู้นำและกลุ่มการเมืองรุ่นก่อน

    อดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ซึ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากเจียงและปัจจุบันมีอายุ 83 ปี ไม่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวของสื่อทางการจีนในช่วงแรก ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่า และอดีตรองประธานาธิบดี หวัง ฉีซาน ซึ่งเคยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตในยุคสี จิ้นผิง ปรากฏตัวในงานดังกล่าว

    ก่อนถึงวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลของเจียง สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนได้ออกอากาศสารคดีช่วงไพรม์ไทม์จำนวน 12 ตอน ถ่ายทอดชีวิตและผลงานของอดีตผู้นำรายนี้

    แม้เจียงจะเป็นผู้นำจีนในช่วงหลังเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 และรัฐบาลของเขายังคงควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด แต่ชาวจีนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับมองย้อนยุคเจียงด้วยความรู้สึกเชิงบวก

    ในช่วงที่เจียงดำรงตำแหน่ง อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่จีนในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จีนจะพัฒนาระบบควบคุมและกลั่นกรองข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Great Firewall” เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดที่รัฐบาลมองว่าอาจกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม

    อย่างไรก็ตาม ชาวจีนบางส่วนยังจดจำยุคเจียงว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองโลกในแง่ดี เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วส่งผลให้มาตรฐานชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ซึ่งชื่อของผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันมักถูกควบคุมหรือเซ็นเซอร์ เจียงกลับได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ผู้อาวุโส”” และกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมออนไลน์กลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบบุคลิกของอดีตผู้นำ ซึ่งเคยทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์และได้รับการฝึกอบรมในสหภาพโซเวียต

    เจียงยังเป็นที่รู้จักจากบุคลิกที่เป็นกันเอง ความชื่นชอบการร้องเพลง และความสามารถในการท่องสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นภาษาอังกฤษจากความทรงจำ

    นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังประกาศเตรียมออกเหรียญที่ระลึกพร้อมภาพของเจียงในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีวันเกิดของเขา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนที่ชื่นชอบอดีตผู้นำรายนี้

    การรำลึกถึงเจียง เจ๋อหมิน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสดุดีอดีตผู้นำ แต่ยังสะท้อนความพยายามของผู้นำจีนในปัจจุบันที่จะเชื่อมโยงยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศเข้ากับภารกิจของจีนในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก.

    ที่มา Reuters / AP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2953340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k7d_np4X7adyFvwIBTXvx

  • สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

    สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

    สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% แม้ถูกตะวันออกกลางกดดันหนัก เชื่อครึ่งหลังดีขึ้น ส่งออก-ลงทุนพยุง รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจหนุนทั้งปีโตได้ 2.2% 

    วันที่ 17 ส.ค.2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในการแถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังสะท้อนความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ 

    นายดนุชา กล่าวว่า หากเทียบกับไตรมาสแรกแบบปรับฤดูกาล เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% ซึ่งเป็นผลจากเครื่องชี้หลายด้านชะลอลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และภาคบริการบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังไม่ได้สะท้อนภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง เพราะหลายภาคเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และสินค้าเทคโนโลยี

    จุดเด่นสำคัญของไตรมาสนี้คือการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเดินหน้าปรับตัวและลงทุนรองรับเศรษฐกิจใหม่ แม้บรรยากาศโลกยังไม่แน่นอน 

    ด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีแรงหนุนจากอุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสินค้าเทคโนโลยีตามวัฏจักรโลก แม้บางกลุ่มอ่อนแรง เช่น รถยนต์นั่งที่หดตัวจากแรงกดดันเรื่องคาร์บอนและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า 

    นายดนุชา กล่าวว่า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะบริการโรงแรม ภัตตาคาร และขนส่ง รวมถึงการใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและยานพาหนะ แต่กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องเรือนยังขยายตัวได้ สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ระดับ 50.3 

    ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% สะท้อนแรงกดดันจากการผลิตเพื่อใช้ในประเทศที่ชะลอตามการบริโภค ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกยังมีแรงบวก โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และคอมพิวเตอร์ขยายตัวสูง เพียงแต่น้ำหนักในดัชนีอุตสาหกรรมยังน้อยกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมถูกกดไว้ 

    ภาคเกษตรยังขยายตัว 1.5% จากผลไม้และยางพารา แม้ข้าวและปาล์มน้ำมันลดลง โดยราคาและรายได้เกษตรกรยังปรับดีขึ้น ส่วนสาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นใกล้ 53,000 บาทต่อทริป ช่วยประคองรายได้ภาคบริการ 

    เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางค่อนข้างแรง ทั้งราคาพลังงาน การเร่งนำเข้าน้ำมัน และต้นทุนโลจิสติกส์ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูง โดยมีทั้งดุลการค้าและดุลบริการติดลบ แต่หากหักน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าไทยยังเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าฐานการค้าแท้จริงยังแข็งแรง 

    “ไตรมาส 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้เท่านี้ มาจากผลกระทบค่อนข้างแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ในช่วงถัดไปสถานการณ์เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสนี้ และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.2%” นายดนุชากล่าว

    นายดนุชา กล่าวว่า สศช. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 2.2% โดยกรอบประมาณการ 1.7-2.7% จากกรอบเดิม 1.5-2.5% ค่ากลางที่ 2% ขณะที่เศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.9% การส่งออกสินค้าคาดขยายตัว 2.5-3.5% และการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมี Thailand Fast Pass เป็นกลไกช่วยอำนวยความสะดวกและเร่งการลงทุน

    ทั้งนี้ แนวโน้มไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 2 ซึ่งมีโอกาสเป็นจุดต่ำสุดของปี หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงในไตรมาส 2 เริ่มชะลอลงในครึ่งปีหลัง แต่ยังต้องติดตามใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็วและยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง มาตรการการค้าของสหรัฐ ความผันผวนตลาดทุน และเอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตร ขณะเดียวกันต้องระวังหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของ SME ที่ยังอยู่ระดับสูง เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจในประเทศที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและการจ้างงาน

    สำหรับมาตรการกระตุ้นการบริโภค นายดนุชา กล่าวว่า ตัวเลขไตรมาส 2 เป็นช่วงก่อนมาตรการไทยช่วยไทยพลัส จึงต้องติดตามข้อมูลรายเดือนก่อนตัดสินใจมาตรการใหม่ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินต้องรอบคอบ ตรงเป้า และให้ความสำคัญกับความเสี่ยงพลังงานควบคู่ค่าครองชีพ

    นายดนุชา กล่าวว่า แนวทางบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี สศช.เสนอ 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ดูแลภาคเกษตรจากภัยแล้ง รักษาแรงส่งออกและรับมือมาตรการการค้าสหรัฐ ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เร่งเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการ PPP รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงพลังงานและเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    สำหรับภาพรวม สศช.มองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสที่ได้รับแรงกระแทกหนักจากภายนอกมาได้ โดยยังมีเครื่องยนต์สำคัญช่วยพยุง ทั้งส่งออก การลงทุน สินค้าเทคโนโลยี เกษตรบางกลุ่ม และรายรับต่อหัวของนักท่องเที่ยว แนวโน้มครึ่งปีหลังจึงมีโอกาสปรับดีขึ้น หากรัฐบาลประคองมาตรการให้ตรงจุดและบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ทันสถานการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2953300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k6tb9foXd8PR2yUslQQ10

  • สะเทือนภาพลักษณ์!! โพล “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ชี้ชาวมะกันเกินครึ่ง ระบุชัดชีวิตยุค “ทรัมป์” แย่ลง เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางผิดๆ | TOPNEWS

    สะเทือนภาพลักษณ์!! โพล “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ชี้ชาวมะกันเกินครึ่ง ระบุชัดชีวิตยุค “ทรัมป์” แย่ลง เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางผิดๆ | TOPNEWS

    ผลสำรวจใหม่ล่าสุด พบชาวอเมริกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าครึ่ง ระบุว่า ฐานะของพวกเขาแย่ลง ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังบริหารประเทศมานาน 1 ปีครึ่ง ทั้งยังพบว่า พรรคเดโมแครตเป็นต่อในศึกเลือกตั้งกลางเทอม

    สะเทือนภาพลักษณ์!! โพล “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ชี้ชาวมะกันเกินครึ่ง ระบุชัดชีวิตยุค “ทรัมป์” แย่ลง เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางผิดๆ – Top News รายงาน

    ผลการสำรวจออนไลน์ ที่ โฟคัลเดตา ( Focaldata ) บริษัทวิจัยในลอนดอน จัดทำให้กับ ไฟแนนเชียล ไทมส์ สื่อธุรกิจชั้นนำในอังกฤษ เป็นการวัดความรู้สึกของชาวอเมริกัน ในขณะที่เหลือเวลาอีก 3 เดือนจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอม

    โดยรวมแล้ว ชาวอเมริกันทุกฝ่ายทางการเมือง กล่าวว่า พวกเขามีชีวิตแย่ลง กว่าเมื่อ 19 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเตรียมส่งไม้ต่อให้กับทรัมป์

    ประมาณ 53 % ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด กล่าวว่า พวกเขามีฐานะแย่ลงในขณะนี้ เนื่องจากสงครามกับอิหร่านและปัญหาต่างๆ ที่ผลักดันค่าครองชีพสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ชาวรีพับลิกันที่คิดแบบเดียวกันอยู่ที่ 25% และสูงกว่านั้นในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ซึ่งอยู่ที่ 57%

    เกือบ 2 ใน 3 กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ผิด มีเพียง 25% กล่าวว่ากำลังมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง

    ชาวอเมริกันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังให้พรรคเดโมแครต เหนือกว่าพรรครีพับลิกัน ในเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ รวมถึงการจ้างงานและเศรษฐกิจ คะแนนความนิยมของทรัมป์ในเรื่องอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพนั้นอ่อนแอเป็นพิเศษ โดยมีถึง 64% ไม่พอใจในผลงาน รวมถึงเกือบ 7 ใน 10 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ และประมาณ 1 ใน 3 ของชาวรีพับลิกัน ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณที่แย่ที่สุดสำหรับพรรครีพับลิกัน เพราะเชื่อกันว่า การสนับสนุนในประเด็นเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ชนะ กมลา แฮร์ริส คู่แข่ง ในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีปี 2567

    โดยรวมแล้ว 55% ไม่พอใจผลงานของทรัมป์ ขณะที่คะแนนความนิยมสุทธิของทรัมป์ในหมู่พรรครีพับลิกันลดลง 8 จุด จากเดือนก่อนหน้า

    พรรคเดโมแครต ยังมีคะแนนนิยมนำพรรครีพับลิกัน 44% ต่อ 39% เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกถามว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนพรรคใด ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตอยู่ในตำแหน่งที่จะกลับมาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ในขณะที่การควบคุมวุฒิสภา อาจจะยากกว่า

    พรรคเดโมแครต จำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่ม 4 ที่นั่งในวุฒิสภา และอีก 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสองสภาในปีหน้า การทำเช่นนั้นได้ในสภาใดสภาหนึ่ง จะขัดขวางการออกกฎหมายที่เป็นไปในลักษณะแบ่งพรรคแบ่งพวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะ 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้วาระของพรรครีพับลิกันหมดไป ยกเว้นนโยบายที่ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีสามารถทำได้ด้วยอำนาจของฝ่ายบริหาร

    นอกจากนี้ หากพรรคเดโมแครต ได้ครองสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอีกครั้ง พวกเขาได้ให้คำมั่นแล้วว่า จะสอบสวนธุรกรรมทางการเงินของครอบครัวทรัมป์ รวมถึงผลกำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์ ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ คณะกรรมาธิการฯหลายชุด ยังกำลังพิจารณาอำนาจการออกหมายเรียกของรัฐสภา เพื่อสอบสวนการไล่ออกและการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน ที่มี อีลอน มัสก์ เป็นหัวหอก เมื่อครั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของทรัมป์ด้วย

    ผลสำรวจออนไลน์ของไฟแนนเชียลไทมส์ จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 7 ถึง 10 สิงหาคม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 1 พัน 913 คน มีค่าความคลาดเคลื่อน บวกลบ 2.9%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1664546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36cinXWfjfgGnP2l3pqCDE

  • เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกดูดี แต่ไส้ในความเสี่ยงเพียบ : News Hour 17-08-69

    เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกดูดี แต่ไส้ในความเสี่ยงเพียบ : News Hour 17-08-69

    เผยแพร่:

    เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกดูดี แต่ไส้ในความเสี่ยงเพียบ : News Hour 17-08-69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/euFQuHRsFF0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F0woH56LPyv4IB_eUHf97

  • สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ส.ค. 2569

    | 23 view

    สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น.

    ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ

    1. ผลการเยือนรัสเซียของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

            1.1 ภาพรวม

    • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซียระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569
    • การเยือนในครั้งนี้ เป็นการสานต่อจากการหารือทวิภาคีระดับผู้นำระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2569
    • วัตถุประสงค์หลักของการเยือนครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายโอกาสความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการทูตเศรษฐกิจของไทยที่สนับสนุนการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
    • ในการเยือนครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้นำคณะภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วย นำโดยคณะผู้บริหารหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย

            1.2 กำหนดการสำคัญ

    • กำหนดการสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฯ ทำหน้าที่ประธานร่วมกับนายอะเล็กเซย์ เชคุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติก รัสเซีย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 
    • รองนายกรัฐมนตรีฯ พบหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงของรัสเซีย ในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ได้แก่ นายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และนายบาคิตชาน ซากินตาเยฟ ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันร่วมกับภาคเอกชนไทยและรัสเซีย ซึ่งมีนายอิวาน เดมเชนโก ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย เป็นเจ้าภาพ
    • ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย 

             1.3 ประเด็นหารือสำคัญ

    • ประเด็นหารือสำคัญระหว่างการเยือน ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายการค้าและการลงทุน ซึ่งปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังมีการค้าระหว่างกันไม่มาก โดยมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จึงมีศักยภาพที่จะขยายตัว
    • ไทยผลักดันให้เร่งกระบวนการเพื่อเริ่มการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย Eurasia Economic Union หรือ EAEU ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซ เบลารุส และอาร์เมเนีย โดย EAEU มีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 180 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจรวมกว่า 99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับไทย
    • หลังจากนี้ จะมีการจัดประชุมระดับคณะทำงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านต่าง ๆ อาทิ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความเชื่อมโยง และพลังงานสีเขียว ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
    • ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยและรัสเซียได้หารือประกอบด้วย ความร่วมมือเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าไทย อาทิ สินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความเป็นไปได้ของความร่วมมือด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การเชื่อมโยงด้านคมนาคม การท่องเที่ยว และการส่งเสริมการลงทุน โดยจะมีการจัด Russia–Thailand Investment Forum ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ซึ่งต่อยอดจากการประชุม Investment Forum ที่ภูเก็ต เมื่อปี 2568
    • ในการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ซึ่งจะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย 
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในเอกสารแผนการหารือ (Plan of Consultations) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นแผนการหารือความร่วมมือในระดับและสาขาต่าง ๆ
    • คณะภาคเอกชนไทยยังได้เข้าร่วมการบรรยายสรุปโดยสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย และรับฟังประสบการณ์จากภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในรัสเซีย ตลอดจนเยี่ยมชมกิจการของภาคเอกชนรัสเซียเพื่อโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ โดยคณะภาคเอกชนไทยที่ร่วมเดินทางไปรัสเซียในครั้งนี้มาจากหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ICT เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยางและชิ้นส่วนยานยนต์
    • การเยือนรัสเซียของรองนายกรัฐมนตรีฯ ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย โดยภาครัฐได้เปิดโอกาสและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายการค้าการลงทุน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
    1. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี
    • รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17 – 22 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์
    • ในการเยือนออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ พบหารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย รวมถึงพบภาคเอกชนไทยและออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 และจะมีกำหนดการร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเยี่ยมชม Thai Town และพบชุมชนไทยในนครซิดนีย์
    • ในการเยือนนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการจะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พบปะภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และจะร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ในโอกาสการครบรอบ 70 ปีทางการทูตระหว่างกันในปี 2569 และจะเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
    • การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ เป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง และเป็นการเยือนออสเตรเลียระดับนายกรัฐมนตรีของไทยในรอบ 14 ปี ขณะที่เป็นการเยือนนิวซีแลนด์ระดับนายกรัฐมนตรีในรอบ 13 ปี
    1. ความคืบหน้ากระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
    • เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ซึ่งเป็นนายทะเบียนที่ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการประนอม ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต แคทรีนา คูเปอร์ ชาวออสเตรเลีย เป็นผู้ประนอมคนที่ 5 ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม
    • เอกอัครราชทูตคูเปอร์เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์มายาวนานทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการทูตการเจรจา ทั้งยังเป็นบุคคลที่รู้จักภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดี ในฐานะที่เคยเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียที่มีภารกิจดูแลภูมิภาคนี้ และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไทยสนับสนุนในกระบวนการปรึกษาหารือระหว่างทุกฝ่ายก่อนหน้านี้
    • เอกอัครราชทูตคูเปอร์เคยเป็นตัวแทนร่วม (Co-Agent) ของรัฐบาลออสเตรเลียในกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ครั้งแรกของโลก ทำให้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
    • ฝ่ายไทยมั่นใจว่า ประสบการณ์ในด้านกฎหมายและการทูตของเอกอัครราชทูตคูเปอร์จะช่วยเอื้อต่อความเข้าใจบริบทและประเด็นสำคัญในสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี
    • คณะกรรมาธิการประนอมได้รับการแต่งตั้งโดยสมบูรณ์ทั้ง 5 ท่านแล้ว และฝ่ายไทยเองก็ได้แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทน (Agent) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูต ทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ในฐานะรองผู้แทน (Deputy Agent) แล้ว
    • ลำดับถัดไป คณะกรรมาธิการฯ จะกำหนดวันและสถานที่ประชุมครั้งแรกซึ่งเบื้องต้นคาดว่า จะจัดขึ้นได้ภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดต่อไป
    • วาระสำคัญของการประชุมครั้งแรกคาดว่า จะเป็นการพิจารณาจัดทำข้อบังคับ (Rules of Procedure)ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์และกรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนแนวทางสำหรับการประชุมและการดำเนินกระบวนการในระยะต่อไป เช่น การกำหนดสถานที่และช่วงเวลาสำหรับการประชุม และรายละเอียดแนวทางที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
    • กระบวนการประนอมไม่ใช่การขึ้นศาล ผลลัพธ์ไม่ใช่คำพิพากษาและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อเสนอแนะที่ทั้งสองฝ่ายจะนำไปพิจารณาต่อไป
    • กรรมาธิการทั้ง 5 เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง มีความเข้าใจบริบทของสถานการณ์ และจะช่วยให้ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่มีความสมดุล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องนำเสนอมุมมองและชี้แจงข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการฯ ว่าจะเป็นพื้นฐานให้ทั้งสองฝ่ายนำไปหารือกันต่อได้หรือไม่
    • ในฐานะสมาชิกของประชาคมระหว่างประเทศที่มีความรับผิดชอบและเคารพ ในกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมกระบวนการอย่างเต็มที่ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อย่างดีที่สุด และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

    สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/J2A5gpNlEE/?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pb-summary-17082026-th%3Fpage%3D67403f9fc93410213728ffa3%26menu%3D674040c6356f402374088c23&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p5idorsjq4MaDvFKe5E5E

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FB_G9cKeySbCUc9wfF6ud