Blog

  • เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

    เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

    จากนี้ชีวิตและปากท้องของคนไทยจะเดินไปทางไหน? คำถามนี้อาจไม่ได้อยู่แค่ในห้องประชุมของรัฐบาลหรือบนตัวเลขเศรษฐกิจ แต่กำลังสะท้อนกลับมาถึงชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อเศรษฐกิจโตช้า ธุรกิจย่อมระมัดระวังการลงทุน การจ้างงาน และการขยายกิจการ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนอาจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ รายได้ของคนทำงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็กก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยลดลง 0.2% จากไตรมาสแรก โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 13.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6%

    ด้านการส่งออกยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่ปริมาณการส่งออกขยายตัว 13.7% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้แรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก

    แต่ภาพอีกด้านกลับน่ากังวล เมื่อการนำเข้าสินค้าเร่งตัวแรงถึง 42.3% และปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.7% ทำให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุลอย่างหนัก และส่งผลต่อเนื่องไปยังดุลบัญชีเดินสะพัด

    ไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ที่ระดับ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 12% ของ GDP และถือเป็นการขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดุลการค้าขาดดุล 12.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 8.2% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

    ขณะเดียวกัน ดุลบริการ รายได้ การโอน และบริจาค ขาดดุลอีก 5.6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.8% ของ GDP ส่งผลให้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ไตรมาสที่ทั้งดุลการค้าและดุลบริการขาดดุลพร้อมกัน

    เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

    เมื่อหันไปมองประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นช่องว่างการเติบโตของไทยชัดเจนขึ้น โดยเวียดนามขยายตัวถึง 8.39% มาเลเซีย 6% สิงคโปร์ 5.7% อินโดนีเซีย 5.29% และฟิลิปปินส์ 2.3% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.9% ทำให้ไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนที่นำมาเปรียบเทียบ

    แรงส่งของหลายประเทศในภูมิภาคส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ไทยยังต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก

    ด้านการท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญ โดยไตรมาส 2 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.557 ล้านคน สร้างรายรับจากการท่องเที่ยว 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% และรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6%

    สำหรับแนวโน้มทั้งปี สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยมีค่ากลาง 2.2% จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคครัวเรือน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 9.6% การบริโภคครัวเรือน 2.6% และมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 15.1%

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การค้าโลกที่ผันผวน มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

    โจทย์ของรัฐบาลจากนี้จึงใหญ่กว่าการทำให้ GDP โต 2.2% เพราะสิ่งที่ต้องเร่งทำคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เร็วขึ้น พร้อมสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายไปถึงประชาชน ขณะเดียวกันต้องรับมือกับสัญญาณขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    เพราะหากเศรษฐกิจไทยยังโตช้ากว่าเพื่อนบ้านต่อเนื่อง สิ่งที่ประชาชนอาจรู้สึกได้ในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนรายงาน GDP แต่คือรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย งานที่หายากขึ้น ธุรกิจที่ไม่กล้าลงทุน และกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่

    นี่จึงเป็นอีกบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักโตต่ำ และไม่ปล่อยให้ช่องว่างระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านถ่างกว้างขึ้นไปอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OPXQn9sTNATEXijVmX9Zy

  • สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

    สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

    นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการ สศก. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร ให้เข้าถึงง่าย ทันเวลา โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สศก. จึงได้พัฒนาและปรับปรุงการให้บริการข้อมูลบนเว็บไซต์หลัก พร้อมเปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถรับทราบล่วงหน้าว่า ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่ต้องการจะเผยแพร่เมื่อใด และเข้าถึงได้จากช่องทางใด ทำให้ไม่พลาดการติดตามข้อมูลสำคัญด้านเศรษฐกิจการเกษตร

    ปัจจุบัน ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการผลิต การตลาด และการค้าระหว่างประเทศ การมีปฏิทินเผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย จะช่วยให้ เกษตรกร ใช้ข้อมูลราคา ผลผลิต สถานการณ์ตลาด ประกอบการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ขณะที่ ผู้ประกอบการ สามารถประเมินแนวโน้มวัตถุดิบ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน ส่วน นักวิเคราะห์ นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป จะมีแหล่งข้อมูลกลางสำหรับติดตามสถานการณ์ภาคเกษตร และ ผู้บริหาร กษ. หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับ ปฏิทินดังกล่าว นำเสนอในรูปแบบตารางที่ใช้งานง่าย โดยแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่ รายการ/สินค้า ความถี่ในการเผยแพร่ ช่วงเวลาเผยแพร่ และผู้ประสานงาน/ช่องทางติดต่อ พร้อมจัดหมวดหมู่ข้อมูลให้เห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 10 หมวดหลัก ได้แก่ ผลพยากรณ์ ข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร ราคาสินค้าเกษตร สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร การนำเข้า–ส่งออก ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปัจจัยการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร และการคำนวณต้นทุน

    รายละเอียดที่แสดงในปฏิทินดังกล่าว ทั้งประเภทข้อมูล ความถี่และช่วงเวลาการเผยแพร่ ผู้ประสานงาน และช่องทางเข้าถึงข้อมูล ถือเป็น Metadata หรือข้อมูลอธิบายชุดข้อมูล ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจลักษณะของข้อมูล และพิจารณาได้ว่าข้อมูลใดเหมาะกับความต้องการ ควรติดตามเมื่อใด และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ขณะเดียวกัน การรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบในลักษณะ Data Catalog หรือบัญชีข้อมูล ยังช่วยให้ค้นหาและเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการได้สะดวก ลดเวลาและความซ้ำซ้อนในการค้นหา รวมถึงสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูล ที่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐเป็นระบบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น

    ปฏิทินดังกล่าวมีจุดเด่นที่การแสดงรอบการเผยแพร่ข้อมูลอย่างชัดเจน ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส และรายปี ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตามข้อมูลที่ตรงกับความต้องการได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปใช้วางแผนล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมี ตารางทดลองคำนวณต้นทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถประมาณการต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของตนเองได้บนเว็บไซต์

    ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรไม่เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของ สศก. ในฐานะ องค์กรนำในการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐาน โปร่งใส เข้าถึงง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมแสดงรายชื่อผู้ประสานงานแยกตามหมวดหมู่ข้อมูลและช่องทางติดต่อ เพื่อให้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรง รวมทั้งมี               การประเมินความพึงพอใจบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ สศก. นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สศก. ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าใช้งาน “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ผ่านเว็บไซต์ www.oae.go.th โดยคลิกเลือกเมนู “ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ซึ่งภายในหน้าดังกล่าว ได้รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ หรือเข้าใช้งานปฏิทินฯ ได้โดยตรงที่ https://oae.go.th/home/Agricultural-calendar

    “สศก. มุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรให้เป็นข้อมูลที่เข้าถึงง่าย ใช้ได้จริง ทันเวลา และเผยแพร่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ประชาชน ผู้บริหาร และภาคีเครือข่าย สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการยกระดับบริการข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง” นายชนวัฒน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1051464/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FI_i5PqGGStCFoNPE9Yed

  • กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    กรมทางหลวงชนบท เสริมการท่องเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หลังเปิดใช้ถนนพุทธภูมิ 4 เลน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อมสู่แหล่งมรดกโลก ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม


    17/08/2569 | 36 |

            นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในทุกภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน เป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนพัฒนาระบบโครงข่ายถนนในจังหวัดให้ครอบคลุมสอดคล้องกับปริมาณความต้องการในการเดินทางของประชาชน ตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในส่วนของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทช. ได้เปิดใช้ถนนพุทธภูมิ (ถนนสายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช) เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถนนสายนี้เป็นสายทางเข้าสู่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองคอนที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,000 ปี และยูเนสโกได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแล้วเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 
     

            ทช. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปสู่ระดับสากล โดยในส่วนของการเดินทาง ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถใช้ถนนพุทธภูมิเพื่อเข้าสู่แหล่งมรดกโลกทางศาสนาและวัฒนธรรม “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ได้อย่างสะดวกปลอดภัย รองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ทช. ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว มีจุดเริ่มต้น กม. ที่ 0+000 บริเวณจุดตัด ทล.4103 – 4+000 บนถนนพุทธภูมิ ระยะทาง 4 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบคอนกรีต 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.25 เมตร (ไป – กลับ) มีไหล่ทางกว้าง 1 – 3 เมตร ตรงกลางเป็นคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ความยาว 390 เมตร และมีทางกลับรถ 5 จุด นับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของจังหวัด ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง ด้านการท่องเที่ยว ทั้งยังช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดในตัวเมือง แบ่งเบาการจราจรในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชให้สามารถระบายการจราจรออกสู่นอกเมืองได้อย่างคล่องตัว เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/167712


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/532192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T0JnmTAOiXl1ivgxs_Qwn

  • เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง?

    เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง?

    เศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เหลือขยายตัวเพียง 1.9% เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.2% (ค่ากลาง)

    วันนี้ (17 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวมีสาเหตุหลักมาจากเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน หลังเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.4% YoY มาเลเซียขยายตัว 6.0% YoY สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% YoY อินโดนีเซียขยายตัว 5.3% YoY และฟิลิปปินส์ขยายตัว 2.3% YoY

    วิเคราะห์ ‘ปัจจัยฉุด’ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาส 2 ปีนี้

    โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยขยายตัวเหลือ 1.9% (ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า) เป็นไปตามการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาอยู่ที่ระดับ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส) โดยมีการชะลอตัวในเกือบทุกหมวดสำคัญ ทั้งหมวดบริการ หมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดสินค้าคงทน เป็นต้น

    (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก เหลือโตเพียง 0.2% (ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) เนื่องจากการลดลงของรายจ่ายโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินและค่าตอบแทนแรงงานที่ปรับตัวลดลง 2.8% และ 0.3% ตามลำดับ

    (3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว ปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส (เทียบกับการขยายตัว 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) โดยเฉพาะการลดลงของการลงทุนหมวดเครื่องจักรเครื่องมือและการลงทุนในหมวดก่อสร้าง ตามการลดลงของการก่อสร้างรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

    (4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสาขาเกษตรกรรม ขยายตัว 1.5% (ชะลอลงจาก 2.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารชะลอตัว โดยขยายตัว 1.5% (ชะลอจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัว โดยขยายตัว 2.6% (ชะลอลงจาก 3.5% ในไตรมาสก่อน) ขณะที่สาขาก่อสร้างขยายตัวเกือบหยุดนิ่ง โดยขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงอย่างรุนแรงจาก 6.2% ในไตรมาสก่อนหน้า)

    เปิด ‘แรงส่ง’ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2: ลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก

    แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 จะเผชิญการชะลอตัวในหลายด้าน แต่ยังมีแรงสำคัญ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งตัวขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2555

    ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัว 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ขยายตัวสอดคล้องกับกระแสความต้องการในตลาดโลก โดยกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ขยายตัว 129%) และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ขยายตัว 65.5%)

    เศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดหรือยัง

    ดนุชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเศรษฐกิจไทยตอนนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง หรือเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เท่าที่ดูข้อมูลจนถึงตอนนี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากในครึ่งปีหลัง คาดว่าความรุนแรงของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเริ่มคลี่คลายลง

    สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทย

    สภาพัฒน์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

    โดยสาเหตุสำคัญของการปรับเปลี่ยนประมาณการมาจาก 4 สาเหตุสำคัญ ดังนี้

    • การส่งออกสินค้า โดยสภาพัฒน์ปรับคาดการณ์มูลค่าส่งออกขึ้นเป็น 15.1% (จากเดิมคาดไว้ 9 6%) เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจ และ ปริมาณการค้าโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ และ เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI) ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น โดยปรับคาดการณ์รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 ล้านล้านบาท (จากเดิมที่คาดไว้ 1.49 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 10.6% (จากเดิมคาด 6.2%)
    • การลงทุนภาคเอกชน ปรับขึ้นเป็น 9.6% (จากเดิม 3.7%) สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ ตลอดจนความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากยอดการขอรับและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
    • การบริโภคภาคเอกชน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% (จาก 2.4%) สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 1.5-2.0%

    อย่างไรก็ตาม ดนุชากล่าวว่า ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายนอกประเทศที่สำคัญ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและธุรกิจ SMEs ที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงจะเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-q2-lowest-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJTCsPJLuPnnJ3E9AhRfk

  • สศช.ปรับ GDP ปี 69 โต 2.2% ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุน จับตาน้ำมัน ภาษีสหรัฐฯ-หนี้ SME

    สศช.ปรับ GDP ปี 69 โต 2.2% ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุน จับตาน้ำมัน ภาษีสหรัฐฯ-หนี้ SME

    ‘สภาพัฒน์’ เผยเศรษฐกิจไทย ตรมาส2/69 โต 1.9% สูงกว่าคาด หลังส่งออก-ลงทุนเอกชนแรง พร้อมปรับเป้า GDP ปี 69 จาก 2% เป็น 2.2% คาด Q3 ฟื้นตัวดีขึ้น จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง การค้าโลก น้ำแล้ง และหนี้ SME เร่งรัฐอัดลงทุน-ส่งออก

    17 ส.ค.2569-นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ สศช.เคยคาดไว้ราว 1.15% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก และหากปรับผลตามฤดูกาล เศรษฐกิจไตรมาส 2 หดตัว 0.2% จากไตรมาสแรก

    สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เพิ่มจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% จากที่ขยายตัว 9.4% ในไตรมาสแรก เนื่องจากการลงทุนรัฐวิสาหกิจลดลง 12.2% แม้การลงทุนรัฐบาลยังขยายตัว 4.9% สศช.จึงเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี

    ส่วนด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 14.1% ได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่ม 129% และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เพิ่ม 65% ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งลดลง 42.4% ส่วนบริการขยายตัว 5.1% สำหรับการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 17.6%

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงถึง 27.2% จากการนำเข้าน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนแผงวงจรรวม และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก รวมถึงการเร่งนำเข้าพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ราว 12% ของ GDP แต่หากหักผลจากน้ำมันและทองคำ ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัวเพียง 0.2% จาก 3.4% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเหลือ 50.3 จาก 52.8 อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6%

    ด้านภาคการผลิต ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 6.1% เป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ส่วนภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ขณะที่สาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% แม้รายได้ต่อทริปปรับเพิ่มขึ้น สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.96% เงินเฟ้อทั่วไป 2.7% เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 279.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนี้สาธารณะ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP

    นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้าน Supply Chain ต้องนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบจำนวนมาก ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยง แม้แนวโน้มสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 8% ไปยังราคาผู้บริโภค จากสถานการณ์ดังกล่าว สศช.ปรับสมมติฐานเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.9% เป็น 3.3% และการค้าโลกจาก 3.6% เป็น 4.3% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์

    นอจากนี้ สศช.ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5-3.5% จากเดิม 1.8-2.8% และนำเข้าเป็น 7-8% จากเดิม 5.3-6.3% โดยยังคงคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32 ล้านคน รายได้ 1.65 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จากค่ากลาง 2% เป็น 2.2% หรืออยู่ในช่วง 2-2.5% คาดการบริโภคเอกชนโต 2.6% ลงทุนเอกชน 9.6% ลงทุนภาครัฐ 3.1% ส่งออก 15.1% และนำเข้า 25.5% เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-2% และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของ GDP โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ขณะที่ต้องติดตามมาตรการภาษีและการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แม้ไทยยังมีความสามารถแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ

    ส่วนความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของการค้าโลก เงินเฟ้อและภาวะการเงินโลก ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม ภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระอยู่ที่ 15.91% และ NPL ของ SME ราว 9% ของสินเชื่อรวม สำหรับแนวทางบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี สศช.จะเร่งดูแลภาคเกษตรและบริหารจัดการน้ำ รักษาแรงส่งการส่งออกและกระจายตลาด เร่งอำนวยความสะดวกการลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศ Data Center เร่งเบิกจ่ายและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงส่งเสริม PPP และ Thailand Future Fund พร้อมเร่ง Energy Transition และลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าที่มีความเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาส 2 หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง โดยยังคงประมาณการ GDP ทั้งปีที่ 2.2%

    นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนกรณีอินโดนีเซียพยายามดึงผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นไปลงทุน ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตและ Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะสมมากว่า 30 ปี จึงเชื่อว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่มาตรการอำนวยความสะดวกนำเข้าชิ้นส่วนมีเป้าหมายเพื่อรักษาการจ้างงาน การส่งออก และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มากกว่าการเพิ่มรายได้จากภาษีนำเข้า

    สำหรับการส่งออกรถยนต์นั่งที่ลดลงกว่า 40% คาดว่าเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากมาตรฐานด้านคาร์บอนและการแข่งขันของรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้น แต่รถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยยังขยายตัวราว 50-55% สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานการผลิตไทย ส่วนอุตสาหกรรม EV ในระยะแรก ไทยอาจต้องนำเข้าชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ เช่น มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน ก่อนพัฒนาการผลิตในประเทศและเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้าง Supply Chain EV ให้แข็งแกร่งและเพิ่มมูลค่าการลงทุนในไทยระยะยาว

    สำหรับมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นั้น  มองว่ายังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เนื่องจาก GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นข้อมูลในอดีตและเกิดขึ้นก่อนมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจึงยังไม่สะท้อนผลของมาตรการในช่วงหลัง ดังนั้นหลังมาตรการสิ้นสุด ยังไม่ควรเร่งสรุปว่าจะต้องมีมาตรการใหม่ทันที แต่ควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และผลของมาตรการที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและตรงเป้าหมายที่สุด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1051444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r3XLFdJEB0TdGei1zWt_a

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน เวียดนามนำโด่ง 8.4%

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ต่ำสุดใน 6 ชาติอาเซียน เวียดนามนำโด่ง 8.4%

    วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2%

    ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดใน 6 ประเทศอาเซียนที่ สศช.นำมาเปรียบเทียบ โดยเวียดนามยังเติบโตสูงที่สุดที่ 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 6.0% สิงคโปร์ 5.9% อินโดนีเซีย 5.3% ฟิลิปปินส์ 2.3% และไทย 1.9% ตัวเลขล่าสุดจากหน่วยงานสถิติของแต่ละประเทศสอดคล้องกัน โดยสิงคโปร์รายงาน GDP โต 5.9% มาเลเซีย 6.0% อินโดนีเซีย 5.29% และฟิลิปปินส์ 2.3% ในช่วงเดียวกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยยังคงรั้งท้ายกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพราะตลอดปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.4% ต่ำที่สุดในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่ในไตรมาสแรกปี 2569 ไทยโต 2.8% เท่ากับฟิลิปปินส์ และอยู่ในอันดับต่ำสุดร่วม ก่อนที่ไตรมาส 2 ไทยจะหลุดลงมาอยู่ท้ายตารางเพียงประเทศเดียว

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงมาจากฝั่งการใช้จ่าย โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ 50.3 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส ขณะเดียวกันการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลโตเพียง 0.2% จาก 3.4% ในไตรมาสแรก

    ด้านการลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจที่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังเป็นแรงส่งสำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555 โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัว 16.6%

    อีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนแข็งแรงคือการส่งออกสินค้า ซึ่งในไตรมาส 2 มีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.28 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และเครื่องจักร แต่การเติบโตของการส่งออกไม่ได้สะท้อนกลับมายังภาคการผลิตไทยมากนัก เพราะสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% จาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ที่ลดลง 7.2%

    ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 42.3% เร่งขึ้นจาก 33.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในไตรมาสนี้ถึง 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.92 แสนล้านบาท) จากที่ขาดดุลเพียง 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9,900 ล้านบาท) ในไตรมาสแรก

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ยังมีสัญญาณอ่อนแรง โดยไตรมาส 2 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 6.55 ล้านคน ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงแรงกว่าไตรมาสแรกที่หดตัว 2.4% อย่างไรก็ตาม รายรับจากการท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้น โดยรายรับรวมจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติอยู่ที่ 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 68.97% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส มูลค่า 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.75 แสนล้านบาท) ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.9% ของ GDP

    แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะชะลอตัวเหลือ 1.9% แต่ สศช.ยังคาดว่า เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% เทียบกับการเติบโต 2.4% ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคครัวเรือน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะเดียวกัน สศช.ยังปรับคาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ขึ้นเป็น 9.6% และคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 15.1% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านตัวเลขเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพของไตรมาส 2 ยังตอกย้ำโจทย์เดิมของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียยังสามารถรักษาการเติบโตระดับ 5-8% ได้ เศรษฐกิจไทยกลับโตไม่ถึง 2% และจากที่เคยอยู่ท้ายตารางร่วมกับฟิลิปปินส์ในไตรมาสแรก รอบนี้ไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มที่ สศช.นำมาเปรียบเทียบอย่างเต็มตัว

    Tags: , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-quarter-2-thailand-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19lqOhuv9sXv4jUhJui_6G

  • สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งหากพิจารณาเครื่องชี้วัดทั้งในฝั่งภาคการผลิตและภาคการใช้จ่ายจะเห็นสัญญาณการชะลอตัวเกือบทั้งหมด ยกเว้นด้านการส่งออกและการลงทุนที่ยังคงขยายตัวได้ดีมาก 

    “เฉพาะการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา” 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับผลทางฤดูกาลออกแล้ว พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสนี้หดตัวลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี เนื่องจากหลายเครื่องชี้วัดสำคัญเริ่มชะลอตัวลง

    บริโภคหดตัว 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    ในด้านการโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดบริการ กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงบริการด้านขนส่งที่ขยายตัวลดลง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 52.8 ในไตรมาสก่อน 

    ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลก็ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.2% จากเดิม 3.4% จากการลดลงของรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงค่าตอบแทนแรงงาน

    สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% แต่การลงทุนภาครัฐกลับหดตัว 1.6% สาเหตุสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่มีการชะลอการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงถัดไป

    ส่งออกโตพุ่ง 12.5% แต่รถยนต์ดรอป หดตัว 42.4%

    ภาคการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ 12.5% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวโดดเด่นถึง 14.1% สินค้ากลุ่มที่เติบโตดีคืออุปกรณ์โทรคมนาคมและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีโลก แต่การส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวลงถึง 42.4% เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในต่างประเทศและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    ในส่วนของการนำเข้านั้นขยายตัวสูงถึง 27.2% โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกในอนาคต

    “การนำเข้าที่พุ่งสูงนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสนี้ขาดดุล 12% ของ GDP ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันและทองคำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่สูงขึ้น แต่หากหักลบรายการน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าจะยังคงเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ”

    ดัชนีราคาสินค้าเกษตรโตครั้งแรกรอบ 6 ไตรมาส

    ภาคการผลิตในสาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.5% ชะลอลงเล็กน้อยตามการผลิตข้าวเปลือกและปาล์มน้ำมันที่ลดลง แต่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 6.1% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ด้านสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ และการผลิตยานยนต์ที่ลดลง 7.2% ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 57.47%

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 1.5% ชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% อย่างไรก็ตาม รายรับต่อคนต่อทริปปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 53,000 บาท

    หนี้สาธารณะไทยพุ่ง 12.9 ล้านล้านบาท

    เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 พบว่าอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP 

    ประเมินปี 69 จีดีพีไทยโต 2.2%

    สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.2% (ในช่วงร้อยละ 2.0-2.5) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะโตได้ถึง 9.6% และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 15.1% ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเข้มงวดขึ้น ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อของ SME ที่มี NPLs สูงถึง 9% รวมถึงความผันแปรของสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะฝนน้อยที่อาจกระทบต่อภาคเกษตรและการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน

    “สภาพัฒน์จึงเสนอแนวทางการบริหารนโยบาย 5 ด้าน คือ การดูแลภาคเกษตรและเตรียมปัจจัยการผลิต การรักษาแรงส่งภาคส่งออก การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการอำนวยความสะดวกผ่านมาตรการต่างๆ เช่น Thailand Fast Pass การเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ และการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iXQNn4PZv-oDXYVpxSMRO

  • สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต

    สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากตลาดคาด 1.7% แต่ชะลอลงจาก 2.8%ในไตรมาสแรกของปี 69 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสแรก 0.2%

    ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% เมื่อดูเครื่องชี้ทั้งด้านการผลิต และการใช้จ่าย จะเห็นว่าชะลอตัวลงหมด ยกเว้นการส่งออก และการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 13.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีถึง 14.1% นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. มิ.ย.69) ขยายตัวได้ 2.4%

    ส่วนที่ในไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 12% ต่อ GDP นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ไทยขาดดุลการค้า และขาดดุลบริการ จึงส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในช่วงไตรมาส 2/69 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 117% และเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าหักผลของน้ำมัน กับทองคำออก จะพบว่าดุลการค้าของไทยยังเกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในช่วงถัดไป ที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นทดแทน และปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ จนเริ่มจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ เช่น ลดกำลังการผลิตลง และพิจารณานำเข้าในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน แต่ละเดือน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ก็เชื่อว่าจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นได้

    โดยรวม ต้องดูเรื่องดุลบริการด้วย เพราะที่กระทบจากค่า freight ค่าประกัน และนักท่องเที่ยวลดลง ปกติดุลบริการจะเพิ่มในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ แต่ปีนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศต่าง ๆ มีปัญหาค่าครองชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่สูงอย่างคาด และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ -1.2% ต่อ GDP นายดนุชา กล่าว

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ทั้งปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5%

    ช่วงถัดไป มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจจะโตได้ 2.2% (ค่ากลาง) นายดนุชา กล่าว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และรักษาระดับการลงทุนของภาคเอกชน และภาคการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในบางจุด อีกทั้งติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเตรียมการไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายจากเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในแง่การช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26kdleeSCwRcpmKJxgRQNm

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.02 น.


    กลยุทธ์ : แรงซื้อหด รอพักตัว
    แนวต้าน : $4,400 , 68,900 บาท
    แนวรับ : $4,300 , 68,000 บาท
    .

    ทองคำเริ่มชะลอแรงซื้อ หลังปัจจัยเศรษฐกิจหมดแรงกระตุ้น หลังตลาดรับรู้ตัวเลขสำคัญทั้ง Nonfarm และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไปแล้ว ช่วงนี้ทองคำจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามปัจจัยทางเทคนิคมากขึ้น โดยตลาดเริ่มหันไปจับตาการประชุม Jackson Hole วันที่ 27–29 สิงหาคม เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มถูกตลาดรับรู้ไปมากแล้ว ทำให้หากไม่มีสถานการณ์ใหม่เข้ามา ทองอาจขาดแรงผลักดันให้ขึ้นต่อในระยะสั้น
    .

    ด้านปัจจัยพื้นฐานยังมีแรงพยุงอยู่ โดยเฉพาะแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเดินหน้าสะสมทองเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าเหนือ 33 บาทต่อดอลลาร์ก็ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศ แม้ทองโลกจะเริ่มพักตัวก็ตาม อย่างไรก็ตาม หากทองคำขึ้นทดสอบบริเวณ $4,450–4,500 ซึ่งเป็นโซนแนวต้านสำคัญ อาจเห็นแรงขายทำกำไรออกมา ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องระวังการไล่ซื้อบริเวณราคาสูง
    .

    ด้านเทคนิค ทองคำยังไม่เสียโครงสร้างขาขึ้น แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอ แนวรับแรกอยู่ที่ $4,300 หรือ 68,000 บาท หากยืนได้ มีโอกาสแกว่งสะสมกำลังและกลับขึ้นทดสอบ $4,400 อีกครั้ง แต่หากหลุดลงมา แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ $4,200–4,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นรอพักตัว ไม่ไล่ราคา และติดตามสัญญาณจาก Jackson Hole เป็นตัวชี้ทิศทางรอบใหม่ของทองคำในช่วงปลายเดือน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-17-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14IRlWJuLmrzzn8swycn3Q

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 โต 1.1% ต่ำกว่าคาด ผลกระทบจากสงคราม

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 โต 1.1% ต่ำกว่าคาด ผลกระทบจากสงคราม

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% ต่ำกว่าคาด ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน สหรัฐที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนและบริษัทญี่ปุ่น 

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% แบบคำนวณเป็นรายปี (annualized) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะโต 2% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่ถูกกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวลง

    ตัวเลขดังกล่าวเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโต 2.1% ในไตรมาสก่อนหน้า

    ภาวะเศรษฐกิจไตรมาสนี้ถือเป็นไตรมาสแรกที่สะท้อนผลกระทบของสงครามอิหร่านอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

    • ส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ด้านโครงสร้างการเติบโต การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นออกมาดีกว่าคาดในทั้งสามเดือนของไตรมาส อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า มากกว่าจะมาจากปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

    เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เผยแพร่ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจ และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปีงบประมาณ 2026 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027) เล็กน้อย จาก 0.5% เป็น 0.6%

    “เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าจะยังคงเติบโตในระดับปานกลาง แม้จะอยู่ในทิศทางชะลอตัวลง” ธนาคารกลางระบุ โดยชี้ไปที่ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบดังกล่าวน่าจะถูกชดเชยบางส่วนจากมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าเชื้อเพลิงสำหรับภาคครัวเรือน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากมีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LcMNUXIL1dP6CzKuR5r-p