Blog

  • ไม่ใช่เดือนของการขาย?

    ไม่ใช่เดือนของการขาย?

    เดิมที “โมนิก้า” เชื่อว่า เริ่มต้นเดือน พ.ค. จะมีแรงขายทำกำไรออกมาเป็นจำนวนมาก เพราะสภาพเศรษฐกิจ และกิจกรรมท่องเที่ยวมักมีการชะลอตัว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนสถาบันขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง ประกอบกับเป็นช่วงเปิดเทอมของนักเรียน จึงทำให้ผู้ปกครองทั้งประเทศประหยัดการใช้เงิน ส่งผลให้ธุรกรรมทางด้านต่าง ๆ ดูหนืดกว่าปกติ ซึ่งเป็นโมเมนตัมที่ไม่ดีเอาเสียเลยนะจ๊ะ

    ถึงกระนั้นเมื่อมองถึงปัญหาสงครามที่กำลังเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ย่อมส่งผลดีโดยตรงกับสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคียงเป็นเวลา 2 เดือน และทำให้นักลงทุนเชื่อว่า สภาพเศรษฐกิจจะฟื้นทั่วโลกจะผงกหัวขึ้นแบบนี้ “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนพิจารณาดูว่า ประเทศไทยจะเป็นเหมือนที่คาดการณ์หรือเปล่า?

    ถ้าคิดว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นจริง! การที่ดัชนียืนปิดที่ระดับ 1,507.53 จุด ลบไป 9.38 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.17 หมื่นล้านบาท ย่อมเป็นจังหวะซื้อแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แถมรัฐบาล “เสี่ยหนู” กำลังจะอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าทุกคน “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนประเมินสถานการณ์ทั้งหมดว่า คุ้มค่าในการซื้อหุ้นขนาดไหน? เพราะข้อมูลสถิติเก่า ๆ ชี้ชัดว่า พ.ค.-มิ.ย. ตลาดหุ้นทั่วโลกมักเผชิญแรงขายนะซี

    ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น TRUE ขึ้นมาเป็นลำดับแรก เพราะเป็นหุ้นที่เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกรอบ ผสานกับมีการประเมินกันว่า ปีนี้ผลงานจะดีขึ้นเป็นลำดับ จึงอยากให้นักลงทุนประเมินการยืนปิดที่ระดับ 14.40 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 3.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.62 พันล้านบาท เทียบกับราคาเป้าหมายที่ระดับ 19 บาท คุ้มค่าที่จะเล่นเหมือนที่พวกขาใหญ่เม้าท์ให้แซ่ดอะป่าว?

    เช่นเดียวกับแรงซื้อที่เริ่มเข้ามาในหุ้น CPALL ก็เป็นช็อตที่ทำให้อีฉันตาลุกวาวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะมองในมุมของราคาเป้าหมายที่โบรกฯ ให้ไว้ในระดับ 62 บาท ผนวกเข้ากับมาตรการเติมเงินเข้ากระเป๋าให้กับประชาชนของรัฐบาล คือตัวแปรที่ทำให้อีฉันมองว่า การยืนปิดที่ระดับ 44.50 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 1.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.39 พันล้านบาท ยังมีแก๊ปให้หุ้นวิ่งอีกเยอะนะจะบอกให้

    ส่วนรายที่กลับมาเล่นใหม่เป็นวันที่ 2 อย่างหุ้น STPI คงหนีไม่พ้นเรื่องกินรวบโครงการขนาดใหญ่ เพราะคู่แข่งอย่าง ITD ก็หลุดเข้าหลุมดำไปแล้ว ส่วนในรายของ CK ก็เป็นที่รับรู้ว่า พวกกัน “โมนิก้า” เลยไม่แปลกใจที่มีมือดีเข้ามาจุดพลุต่ออีกวัน ซึ่งทำให้ราคาหุ้นกระโดดขึ้นมาปิดที่ระดับ 4.88 บาท บวกไป 0.46 บาท หรือขึ้นไป 10.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 307 ล้านบาท จนมีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปหาไฮเก่าที่ระดับ 8 บาทอีกครั้งไงล่ะคะ

    ส่วนรายย่อยที่เป็นสายซิ่งต้องมองไปที่หุ้น LTS หลังมีมือดีเข้ามาไล่ราคาหุ้นแบบดุเดือด จนชนซิลลิ่งตั้งแต่ยังไม่ปิดตลาดภาคเช้า และมีออเดอร์ซื้อค้างอีกจำนวนหนึ่ง “โมนิก้า” เลยอยากให้ขาลุยประเมินการยืนปิดไปที่ระดับ 2.32 บาท บวกไป 0.55 บาท หรือขึ้นไป 31% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 18 ล้านบาท เหมาะต่อการลุยต่อไหม? เพราะเดี๊ยนไม่อยากชี้นำอะไรไปมากกว่านี้..อิอิอิ

    สำหรับสายเศร้าต้องมองไปที่ NER หลังกำไรไตรมาส 1 ลดฮวบ ซึ่งเป็นผลพวงที่เกิดจากภาษีทรัมป์ ซึ่งทำให้ลูกค้ารีบตุนสินค้าตั้งแต่ปีก่อน ขณะเดียวกันก็มาเจอเรื่องสงครามเข้าอีกดอก “โมนิก้า” จึงเข้าใจสาเหตุที่หุ้นทิ้งตัวลงมาปิดที่ระดับ 4.42 บาท ลบไป 0.32 บาท หรือลงไป 6.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 233 ล้านบาท และขอคอมเมนต์แค่ว่า “ฟ้าหลังฝน ย่อมสดใส” นะตัวเอง

    โมนิก้าและทีมงาน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/829793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J2FQh1D9–R2WwYyvMHf5

  • เปิดโปง 2 ธุรกิจ 10 ทุนต่างชาตินอมินี ฮุบ ‘สมุย-พะงัน’ ถือครองหุ้นกว่า 67%

    เปิดโปง 2 ธุรกิจ 10 ทุนต่างชาตินอมินี ฮุบ ‘สมุย-พะงัน’ ถือครองหุ้นกว่า 67%

    กระแส ‘ต่างชาติยึดเกาะสมุย-พะงัน’ กำลังถูกพูดถึงอย่างหนัก หลังธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาฯ บน 2 เกาะดัง เต็มไปด้วยทุนต่างชาติ ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการสแกนนอมินี พบต่างชาติถือหุ้นกว่า 11,426 บริษัท หรือเกือบ 68% ของธุรกิจทั้งหมด พร้อมเปิดชื่อ 2 กลุ่มธุรกิจต้องสงสัย ลุยสอบเส้นทางเงินอีก 34 บริษัท

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ หลังเกิดกระแส ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’

    โดยล่าสุด เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติ ลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย)

    แม้บริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมฯ ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม

    “ที่ผ่านมา กรมคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน (Ease of Doing Business) แต่อาจเข้ามาง่ายเกินไป หากเข้ามาทำธุรกิจ ตามกฎหมายก็สนับสนุนเต็มที่ แต่หากเข้ามาในรูปแบบใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ตักตวงผลประโยชน์ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ก็พร้อมลงดาบปราบปรามอย่าง หนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ”

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ

    แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ

    ส่งผลให้ทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ จะกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด เพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

    จากข้อมูลที่กรมฯ ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า

    • จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5) เยอรมัน 608 ราย (5%) 6) จีน 569 ราย (5%) 7) อเมริกัน 444 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10) เบลเยียม 222 ราย (2%)

    ภาพมุมสูงแสดงเมืองท้องศาลา เกาะพะงัน 1

    จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’

    ภาพมุมสูงแสดงเมืองท้องศาลา เกาะพะงัน 2

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ

    • สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อ สำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี
    • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม

    พบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท

    “โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี”

    ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำ ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี

    โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่าย กลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน)

    โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

    ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน คนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37

    กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    อย่างไรก็ตาม กรมฯ กำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1) ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2) ต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99%

    ภาพ: Vasit Buasamui / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/foreign-nominees-seize-samui-phangan-shares/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b8kKTVjDI6yS7JMV-T3zX

  • ม.หาดใหญ่ ผนึก TGN เปิดตัว “HUG” ศูนย์นวัตกรรมท่องเที่ยวอาหารแห่งแรกของไทย | TOPNEWS

    ม.หาดใหญ่ ผนึก TGN เปิดตัว “HUG” ศูนย์นวัตกรรมท่องเที่ยวอาหารแห่งแรกของไทย | TOPNEWS

    วันที่ 8 พ.ค. 2569 มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network – TGN) และภาคีเครือข่าย เปิดตัว “HUG – Hat Yai University Gastronomy Lab” ศูนย์นวัตกรรมและการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้กรอบการพัฒนา Reinventing University มุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นให้เป็นประสบการณ์ระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนสงขลาสู่การเป็นศูนย์กลาง Gastronomy ของอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ

    ผศ.ดร.วิทวัส ดิษยะศริน สัตยารักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และผู้ก่อตั้ง HUG เปิดเผยว่า “HUG เป็น Living Lab ของนักออกแบบวัฒนธรรมอาหาร ที่เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงเส้นทางวัตถุดิบ (Ingredient Journey) การสร้างประสบการณ์หลายประสาทสัมผัส (Multi-sensory) การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ (Creative Gastronomy) และการสื่อสารอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านอาหาร เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ระหว่างเจ้าบ้านและนักเดินทาง” โดยในงานเปิดตัวยังมีการนำเสนอไฮไลต์ “Honey Tasting Experience” ที่สร้างความสนใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

    ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (TGN) และผู้ร่วมก่อตั้ง HUG กล่าวว่า “การนำน้ำผึ้งชันโรงของสงขลามาออกแบบ ผ่านกระบวนการ Sensory Design เพื่อสะท้อนระบบนิเวศและความลุ่มลึกของรสชาติ ตอกย้ำภารกิจของ HUG ในการเปลี่ยนรสชาติให้เป็นเรื่องราว ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวระดับสูง ให้กับจังหวัดสงขลา เมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น UNESCO Creative City of Gastronomy” ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามกิจกรรมของ HUG ได้ที่ https://www.huggastrolab.com หรือผ่าน Facebook : HUG Hatyai University Gastronomy Lab และ Instagram : @huggastronomylab

    จรัส ชูศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1569426&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k4QR9IWtdRHByT3eBQg94

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยว ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย สกัดทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยว ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย สกัดทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/146411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IY_1ipK2TiSYAiuO_r1wf

  • ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำมันแพง “หยุดจ่ายเงินชดเชย กองทุนน้ำมัน” ด้านกระทรวงพลังงานรับลูก เตรียมพิจารณา 22 พฤษภาคมนี้

    สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงและลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอ “หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน” และ “ระงับการจ่ายหนี้ชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมัน” ชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน เสนอเจรจาลดค่าแอดเดอร์ ค่าพร้อมจ่ายกับโรงไฟฟ้าก่อนประกาศอัตราค่าไฟใหม่ ขณะที่กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอ เตรียมนำเข้าหารือในคณะทำงานร่วม และยืนยันเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงพลังงาน มีการประชุมนัดแรกของ “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน” ภายหลังเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามแต่งตั้งผู้แทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก รวม 12 คน เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ เพื่อผลักดันแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะภาคประชาชนมีความหวังว่ากระทรวงพลังงานจะเร่งแก้ปัญหาที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีต้นตอจาก “กำไรส่วนเกิน” ของค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน

    “สิ่งที่เราขอวันนี้ คือให้หยุดเก็บเงินส่วนลดราคาน้ำมันเข้า กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงชั่วคราว เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับภาระ ขณะที่บางกลุ่มยังได้ประโยชน์จากกำไรส่วนเกิน” ปานเทพกล่าว

    ทั้งนี้ ภาคประชาชนยังเสนอให้กระทรวงพลังงานชะลอการจ่ายเงินกู้ 20,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นอย่างชัดเจน รวมถึงเสนอให้ยุติการชดเชยน้ำมันชีวภาพประเภท B20 และ E20 ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก

    ในส่วนของค่าไฟฟ้า ภาคประชาชนเสนอให้กระทรวงพลังงานเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดสำหรับครัวเรือน โดยเสนอให้ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติของค่ากินเปล่า หรือค่าแอดเดอร์ (Adder) และเจรจาปรับลดค่าแอดเดอร์ของโรงไฟฟ้าเดิม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ยังเสนอให้เจรจาปรับลด “ค่าความพร้อมจ่าย” (Available Payment : AP) หรือยืดระยะเวลาการจ่าย เพื่อนำส่วนลดดังกล่าวมาหักลบค่าไฟฟ้าก่อนคำนวณอัตราใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน โดยเปิดทางให้ครัวเรือนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ภายใต้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หรือเน็ตมิเตอริง (Net Metering) ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้ประชาชนสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้ากับระบบได้โดยตรง และเสนอให้ภาคธุรกิจหรือครัวเรือนที่ติดตั้งขนาด 5 – 10 กิโลวัตต์ ใช้ระบบการคำนวณแบบ “คิดแยก” ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้และไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า หรือเน็ตบิลลิง (Net Billing) ภายใต้สัญญา 25 ปี เพื่อเร่งคืนทุนและลดภาระค่าไฟในระยะยาว

    นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังยื่นหนังสือขอข้อมูลต่อคณะทำงานฯ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาทิ ข้อมูลใบนำเข้าน้ำมันดิบ ใบขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ข้อมูลค่าการกลั่น กำไรสุทธิของโรงกลั่นย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยละเอียด เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ด้านรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจากการชดเชยน้ำมันชีวภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะ B20 ที่ชดเชยลิตรละ 5.38 บาท และ E20 ที่ชดเชยลิตรละ 2.61 บาท รวมมูลค่ากว่า 454 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 13,647 ล้านบาทต่อเดือน

    “ถ้ายังเดินหน้าชดเชยต่อไป กองทุนน้ำมันจะยิ่งติดลบ ขณะที่ประชาชนยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง ทั้งที่ในช่วงนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกมีส่วนลด จึงควรนำส่วนลดดังกล่าวมาช่วยลดราคาขายปลีกให้ประชาชนทันที” รสนามองว่า หากรัฐสามารถเรียกคืนกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมันกลับเข้าสู่กองทุนได้ ก็จะช่วยลดภาระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องผลักภาระมายังประชาชน

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ขณะที่ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นด้วยในหลักการของข้อเสนอหลายประเด็น และพร้อมรับข้อมูลทั้งหมดไปพิจารณา โดยยืนยันว่ากระทรวงพลังงานต้องการทำให้โครงสร้างราคาพลังงาน “เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้”

    “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นตัวแทนของประชาชน ทุกข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย กระทรวงพร้อมรับไว้พิจารณา รวมถึงข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบค่าการกลั่น ค่าการตลาด และกำไรส่วนเกินจากการกักตุนน้ำมัน” โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ “ทีมสุดซอย” ตรวจสอบตัวเลขน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาว่ามีส่วนใดเข้าข่ายเป็น “ลาภลอย” จากวิกฤตราคาน้ำมันหรือไม่

    สำหรับแนวทางการทำงาน คณะทำงานร่วมฯ จะประชุมทั้งหมด 4 ครั้ง ภายในกรอบเวลา 60 วัน โดยการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาประเด็นน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมัน และพืชพลังงาน ก่อนจะหารือเรื่องก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโซลาร์รูฟท็อปในลำดับต่อไป และจะสรุปผลการดำเนินงานภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2569


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ยื่น 8 ข้อเสนอ รมว.พลังงาน แก้ น้ำมันแพง

    “รสนา” ซัดรัฐแก้ ค่าไฟ ผิดจุด โยกภาระประชาชน แต่อุ้มกำไรโรงไฟฟ้าเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/080569_oil-fund_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S2uQvShZhXyz8QGgb67rZ

  • “อีฟ-บัว” ทะลุตัดเชือก “บูม-แมงปอ” ชิงดำชายคู่ ศึกเทนนิสไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    “อีฟ-บัว” ทะลุตัดเชือก “บูม-แมงปอ” ชิงดำชายคู่ ศึกเทนนิสไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสอาชีพชาย เอ็ม 25 รายการ “ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2)” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 974,700 บาท และเทนนิสอาชีพหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ “ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2)” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,350 บาท ที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 69 ในรอบรองชนะเลิศ ประเภทชายคู่ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ กับ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ หวดชนะคู่มือวาง 1 ของรายการ ชาร์ลส์ แบร์รี จากไอร์แลนด์ กับ โจชัว ชาร์ลตัน จากออสเตรเลีย 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-3, 6-4 เข้าไปชิงชนะเลิศ กับ เจสซี เดลานีย์ จากออสเตรเลีย กับ ยามาโตะ สุเอโอกะ จากญี่ปุ่น คู่มือวาง 2 ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 8 คน “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 เอาชนะ นาโฮะ ซาโตะ จากญี่ปุ่น 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-4, 7-5 เข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ เอริกะ เซมะ จากญี่ปุ่น ส่วน “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร โชว์ฟอร์มสดหวดชนะ อี คยอง ซอ จากเกาหลีใต้ เจ้าของแชมป์สัปดาห์แรก 2-1 เซต 6-0, 4-6, 6-3 ผ่านเข้าไปตัดเชือกกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ เอริกะ เซมะ (ญี่ปุ่น) ชนะ โมนิค แบร์รี (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-1, หลิว หยูฮั่น (จีน) ชนะ อิม ฮีแร (เกาหลีใต้) 6-2, 6-0, ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ เอส ดี ปราจวาล เดฟ (อินเดีย) 6-1, 6-3, โมเอรานี บูซิจ (ออสเตรเลีย) ชนะ ไทโย ยามานากะ (ญี่ปุ่น) 7-6 (5), 5-7, 6-2, แมทธิว เดลลาเวโดวา (ออสเตรเลีย) ชนะ มาซามิจิ อิมามุระ (ญี่ปุ่น) 7-5, 1-6, 6-1, ทาคุยะ คุมาซากะ (ญี่ปุ่น) ชนะ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 7-5, 6-1

    ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ เจสซี เดลานีย์-ยามาโตะ สุเอโอกะ (ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น) ชนะ ฟรานซิส เคซีย์ อัลคันทารา-โคลิน ซินแคลร์ (ฟิลิปปินส์-นอร์เทิร์นมาเรียนา) 6-2, 6-3, ประเภทหญิงคู่ รอบรองชนะเลิศ อัญชิสา ฉันทะ-ทรรศพร นาคหล่อ ชนะ ลัลดา กำหอม-พิมพ์มาดา ทองคำ 6-2, 7-5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845838/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vZpHqU184jhZZkBh0YRHU

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 08/05/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 08/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rqBTXcvtSGvrq4iUxJEoz

  • BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ดำเนินการยกระดับศักยภาพและความแข็งแกร่งของ Supply Chain ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย 

    รวมถึงเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยให้เข้าถึงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการจัดซื้อและรับช่วงการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน

    โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และบริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผ่าน SUBCON Thailand 2026 ซึ่งเป็นการนำเสนอชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด Sourcing Innovation Shaping Tomorrow โดยล่าสุดมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมออกบูธ 239 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ 154 บริษัท 

    “คาดว่าจะมีผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศกว่า 90 บริษัท จาก 14 ประเทศทั่วโลก เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม เข้าร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงและจับคู่ธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายการจับคู่เจรจาธุรกิจกว่า 9,000 คู่ คาดว่าจะมีมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในอนาคตกว่า 20,000 ล้านบาท”

    BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    นอกจากนี้ จะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation Showcase) เพื่อสะท้อนศักยภาพการผลิตของไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด Smart & Green Technology ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูงจากหน่วยงานชั้นนำ เช่น ระบบ Smart Energy Management Platform จากบริษัท PTT Digital ซึ่งผสานเทคโนโลยี IoT, AI และ Energy Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงการนำเสนอ Sensor Device จากหน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลและควบคุมระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมได้

    นอกจากนี้ จะมีการจัดสัมมนาเพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยรวม 17 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย การขยายการลงทุนในต่างประเทศ การเข้าถึงแหล่งทุนในยุคดิจิทัล รวมถึงการอัปเดตมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ งาน SUBCON Thailand จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะพาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าใกล้ผู้ซื้อระดับโลกมากขึ้น ได้เห็นความต้องการของตลาดจริง และยกระดับไปสู่การเป็นพันธมิตรในซัพพลายเชนของบริษัทชั้นนำระดับโลก” 

    นายนฤตม์ กล่าวต่อไปอีกว่า งานดังกล่าวจะจัดวันที่ 13 – 16 พ.ค.  69 เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้ซื้อระดับโลก และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล รวมถึงต่อยอดสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xBxTxabt-cJdQtWx42oIY

  • ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย ‘มูดี้ส์’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง

    8 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดี้ส์” (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบ และชี้แจงข้อมูลกับตัวแทน ของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายในที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐ และเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น

    ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อนที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

    นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เพราะได้ดำเนินการจริง

    “ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้เตรียมใจรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่นและปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/992715/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d2j8pGfk71ZAu5MV2cOQN

  • ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย รศ.ดร. สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มอบสายรัดห้ามเลือดและอุปกรณ์เฝือกอ่อนที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดยทีมวิศวกรของสถาบันฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และเสริมสร้างศักยภาพการบริการสาธารณสุขในเขตภาคเหนือ โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017835&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vGBMjjhKi6Jiqc2jzNlCU