Blog

  • ‘ไทย-ออสเตรเลีย’หนุนเปิดโอกาสใหม่ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ดันไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD  | เดลินิวส์

    ‘ไทย-ออสเตรเลีย’หนุนเปิดโอกาสใหม่ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ดันไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD  | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 19 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ณ อาคารรัฐสภาออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือเต็มคณะ  โดยนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวย้ำความมุ่งมั่นขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้ใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความท้าทายร่วมกันและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และเกิดขึ้นในช่วงสำคัญก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวต่อว่า ไทยและออสเตรเลียยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี 2563 และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุม 4 สาขาสำคัญที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน ด้านที่ 1 การเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกที่มีอยู่และพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้ทันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้านที่ 2 เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวอีกว่า ด้านที่ 3 วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ และชื่นชมบทบาทของชุมชนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย สะท้อนสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้น และ ด้านที่ 4 ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ไทยและออสเตรเลียจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง–ออสเตรเลีย และกรอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทยอย่างต่อเนื่อง 

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวเชื่อมั่นว่า หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในระยะต่อไป ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีแอลบาเนซี รัฐบาล และประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้า และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลีย

    ด้านนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยได้นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังตอบรับคำเชิญเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า

    อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป ฉบับแรก แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ  ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

    ฉบับที่สอง แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อหนังสือแสดงเจตจำนง ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีต่อข้อเสนอของออสเตรเลียในการจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมไทย–ออสเตรเลียทุกสองปี (Biennial Defence Ministers’ Meeting) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม และสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศจะเร่งประสานงานเพื่อผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6119596/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WnL4OvHmwccH8LNWedw2

  • ‘กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดี 3 กรมภาษี จากดาวเด่นคลัง สู่ผู้บริหารธุรกิจ

    ‘กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดี 3 กรมภาษี จากดาวเด่นคลัง สู่ผู้บริหารธุรกิจ

    ‘กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดี 3 กรมภาษี จากดาวเด่นคลัง สู่ผู้บริหารธุรกิจอาหาร

    “กุลยา ตันติเตมิท” เปลี่ยนเข็มทิศชีวิต หลังจากทำงานข้าราชการในกระทรวงการคลังกว่า 25 ปี เลือก Early Retire ออกไปใช้ชีวิตหลังทุ่มเทกับงานมาอย่างยาวนาน ล่าสุด ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในภาคเอกชน นั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในโลกธุรกิจสายอาหาร 

    สำหรับ “กุลยา” เป็นที่รู้จักในแวดวงกระทรวงการคลัง จากนักเศรษฐศาสตร์สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สู่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นเป็นอธิบดีครบทั้ง 3 กรมจัดเก็บรายได้ ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร

    ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งงานเศรษฐกิจ นโยบายการคลัง งบประมาณ และการจัดเก็บรายได้ ทำให้ “กุลยา” เป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ได้รับการจับตา และเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง

    แต่เส้นทางดังกล่าวต้องยุติลงก่อนถึงตำแหน่งสูงสุด เมื่อเธอตัดสินใจลาออกจากราชการ โดยมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ขณะมีอายุประมาณ 54 ปี

    จากลูกหม้อ สศค. สู่เก้าอี้อธิบดี

    “กุลยา” เริ่มต้นเส้นทางราชการจากครอบครัวที่บิดาและมารดาเคยรับราชการ หลังจบการศึกษาได้กลับมาใช้ทุนที่ สศค. และเริ่มทำงานด้านเศรษฐกิจมหภาค ก่อนเติบโตขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงการคลัง

    ช่วงปี 2561-2563 เธอมีประสบการณ์ในระดับนานาชาติในตำแหน่งกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก ก่อนกลับมารับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สศค. ในปี 2564

    น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

    ปีเดียวกัน “กุลยา” ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง ก่อนย้ายไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากรในปี 2566 ต่อด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิตในปี 2567 และอธิบดีกรมศุลกากรในปี 2568 ก่อนกลับมานั่งอธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม 2568

    “เส้นทางดังกล่าวทำให้เธอผ่านการบริหาร 3 กรมภาษี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ของประเทศ ถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของประวัติการทำงาน“

    ดีกรีเศรษฐศาสตร์แน่น

    ด้านการศึกษา “กุลยา” จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ก่อนรับทุนรัฐบาล ก.พ. ศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐฯ

    เธอสำเร็จปริญญาโท 2 ใบ ได้แก่ MS Economics จาก Brandeis University และ MA Economics จาก Boston University และจบปริญญาเอก PhD Economics สาขา International Economics and Finance จาก Brandeis University

    ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และประสบการณ์ทำงานในหลายหน่วยงาน ทำให้เธอมีภาพของผู้บริหารที่ผ่านทั้งงานนโยบายและงานบริหารองค์กรขนาดใหญ่

    เลือก Early Retire ก่อนก้าวสู่เอกชน

    แม้ชื่อของ “กุลยา” จะยังถูกจับตาในเส้นทางผู้บริหารกระทรวงการคลัง แต่เธอเลือกเปลี่ยนทิศทางชีวิตด้วยการลาออกจากราชการในเดือนพฤษภาคม 2569

    เหตุผลที่เธอเคยกล่าวไว้ คือ ต้องการพักผ่อนหลังจากทุ่มเททำงานหนักมาเป็นเวลานาน และมองการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire

    อย่างไรก็ตาม การออกจากราชการไม่ได้หมายถึงการยุติบทบาทการทำงาน

    ล่าสุด “กุลยา” ก้าวเข้าสู่ภาคเอกชน รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ TSS ในเครือ TSTE Group โดยทำงานร่วมกับ “ชนะชัย ชุติมาวรพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TSTE ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน

    จากบริหารรายได้รัฐ สู่ธุรกิจอาหาร

    TSS ก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจด้านการขาย การตลาด และการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวและสาหร่ายภายใต้แบรนด์ “โกริโกะ” (Koriko)

    โครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม TS Food แบ่งหน้าที่ชัดเจน โดยบริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด หรือ NBF รับผิดชอบการผลิต ขณะที่ TSS ดูแลด้านการตลาดและจัดจำหน่าย

    โจทย์สำคัญจากนี้ คือการผลักดัน “โกริโกะ” ให้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์สาหร่ายชั้นนำของไทย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบรับเทรนด์สุขภาพ ขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

    จากอดีตผู้บริหารที่มีบทบาทในการดูแล “รายได้ของประเทศ” วันนี้ “กุลยา” กำลังเปลี่ยนสนามมาสู่การบริหาร “รายได้ของธุรกิจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K5_AZWy2Bl4R2wUtA_ltz

  • ทักษิณ มองภัยคุกคามไทยไม่ได้มีแค่ชายแดน ครอบคลุมเศรษฐกิจ เอไอ ไซเบอร์ พลังงาน จี้รัฐเร่งปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

    ทักษิณ มองภัยคุกคามไทยไม่ได้มีแค่ชายแดน ครอบคลุมเศรษฐกิจ เอไอ ไซเบอร์ พลังงาน จี้รัฐเร่งปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

    วานนี้ (18 สิงหาคม) ที่โรงแรมดุสิตธานี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด ‘Breaking Through the Global’ โดยมี ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และมี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมแสดงความยินดี

    ทักษิณกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ปัจจุบันภัยคุกคามต่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภัยทางทหาร หรือความมั่นคงบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อาชญากรรมไซเบอร์ พลังงาน การจ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง

    “วันนี้เป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามที่จะมีต่อประเทศไทยในทุกมิติ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภัยคุกคามยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น และประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือทั้งการสู้รบรูปแบบเดิม และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่” ทักษิณ กล่าว

    ทักษิณกล่าวอีกว่า การใช้โดรนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลาดตระเวนหรือการใช้งานทางการเกษตร แต่สามารถนำมาใช้ในการตรวจการณ์และโจมตีได้ ขณะที่การปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของไทยหลายกรณียังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ทั้งที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้

    “ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปเยี่ยมกองทัพบก และได้พูดถึงภัยคุกคามสมัยใหม่ว่า เราจะเตรียมอาวุธแบบเดิมๆ คงไม่ได้แล้ว แต่วันนั้นยังไม่ค่อยมีความสนใจกัน เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวกัน” ทักษิณ กล่าว

    ทักษิณกล่าวอีกว่า ภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจจากการเข้ามาของเอไอจะทำให้โครงสร้างการทำงานและตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเอไอสามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ขณะที่แรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะมีความสำคัญมากขึ้น และใช้เอไอเข้ามาช่วยเป็นเสมือน ‘พนักงานที่มีความสามารถ’ ช่วยทำงานในแต่ละแผนก หากเราไม่ปรับตัว ก็จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่ออาชีพคนไทย ต่อการทำงาน และการจ้างงานของคนไทย ประเทศไทยต้องเตรียมคนให้พร้อมกับโลกการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะการสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด

    ทักษิณยังกล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบน้ำมัน และระบบสื่อสาร เพราะหากระบบเหล่านี้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง วันนี้ความมั่นคงด้านระบบไซเบอร์ของเรายังไม่ค่อยดี จึงอยากให้ถึงเวลาที่ต้องตื่นตัวกันเรื่องนี้

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษา ตนเห็นว่าโลกในอนาคตให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น ขณะที่เอไอจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ดังนั้นระบบการศึกษาต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นปริญญา ไปสู่การสร้างความรู้และทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    “แม้ในประเทศไทยจะมีเสียงวิจารณ์ว่าคนรุ่นใหม่ เด็ก Gen Z ไม่อดทนและเปลี่ยนงานบ่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนรุ่นนี้มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการและสร้างธุรกิจของตัวเองสูง จึงควรมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและการศึกษาเพื่อดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่มาใช้ในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” ทักษิณ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ทักษิณยังมองว่า การเข้าสู่สังคมอายุยืน หรือ Longevity จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเทคโนโลยีชีวการแพทย์และการพัฒนาวิทยาศาสตร์อาจทำให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อระบบบำนาญ การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างครอบครัวในอนาคต หากเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะทำอย่างไร จะอยู่กันอย่างไร บำนาญจะเป็นอย่างไร และระบบที่อยู่อาศัยจะเอาอย่างไร ประเทศไทยต้องเริ่มคิดถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งแต่วันนี้

    อีกประเด็นคือเทคโนโลยีการสื่อสาร ตนมองว่าการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือในอนาคตจะเชื่อมโยงกับระบบดาวเทียมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประเทศไทยจึงต้องติดตามเทคโนโลยีให้ทัน และวางแผนด้านความมั่นคงของระบบสื่อสารควบคู่กัน ขณะที่ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ โดยเห็นว่าต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูกก็ไม่มีใครมาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย” ทักษิณ กล่าว

    ทักษิณยังกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ระบบราชการ และกฎหมายจำนวนมากที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเห็นว่าภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี และพิจารณานำเอไอเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก แทนที่จะมุ่งออกกฎหมายใหม่เพียงอย่างเดียว อาจพิจารณายกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาประเทศ เพื่อให้ระบบราชการมีความคล่องตัวมากขึ้น

    ทั้งนี้ ทักษิณกล่าวว่า ภัยคุกคามในอนาคตจะครอบคลุมทั้งความมั่นคงชายแดน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ระบบราชการ พลังงาน และความมั่นคงทางไซเบอร์ ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภายในประเทศและสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศต่าง ๆ เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaksin-thailand-new-threats-technology/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h0B7gK_m0CNmtwp1wLC-y

  • จับตา! “ศุภจี” นำทีมแถลงยุทธศาสตร์ ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชนพรุ่งนี้

    จับตา! “ศุภจี” นำทีมแถลงยุทธศาสตร์ ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชนพรุ่งนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดงานแถลงวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมเปิดเผยแนวทางการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าว ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร

    การแถลงข่าวดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นใน วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องสตูดิโอ 1 (STUDIO 1) สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

    สำหรับกำหนดการแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่

    เวลา 10:00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมแถลงวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมเปิดเผยแนวทางการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์

    เวลา 10:30 น. จะมีการแถลงข่าวร่วมเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อน 4 กลุ่มภารกิจ โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลง

    ทั้งนี้ การแถลงดังกล่าวจะเป็นการนำเสนอทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ในด้านการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/855347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34PL0tz1YycG24q7-3RDeG

  • รอยร้าว(ลึก)เศรษฐกิจรัสเซีย.!

    รอยร้าว(ลึก)เศรษฐกิจรัสเซีย.!

    การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตัวเลขภายนอก “ดูเป็นบวก” แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วย “รอยร้าว” สะท้อนสภาวะซับซ้อนของประเทศที่ตกอยู่ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อและการถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงจากชาติตะวันตก ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และภาพรวมครึ่งปีแรกเติบโต 0.6% แม้จะสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของ “ธนาคารกลางรัสเซีย” แต่กลับไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของประชาชน “รัสเซีย” กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “เศรษฐกิจสองระดับ” อย่างเต็มรูปแบบ

    โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 2 ระดับนี้ แบ่งแยกความอยู่ดีกินดีออกจากกันอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งคือกลุ่มภาคอุตสาหกรรมทางการทหาร การผลิตอาวุธ ตลอดจนโรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำสงคราม ซึ่งได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการอัดฉีดเงินงบประมาณอุดหนุนของภาครัฐ ช่างฝีมือและพนักงานเครือข่ายนี้ มีรายได้ดีและมีความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่อีกฟากหนึ่ง คือ ภาคเศรษฐกิจพลเรือนและธุรกิจทั่วไปที่ไม่ได้อิงกับกองทัพ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น

    “สัญญาณรอยร้าว” ที่น่าวิตกที่สุดประการหนึ่ง คือ การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง มีการคาดการณ์ว่าปี 2569 รัสเซียจะเผชิญการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งปี 2568 มีการขาดดุลเพิ่มเป็นเท่าตัวจากปี 2567 อยู่แล้ว ภาวการณ์คลังที่ตึงตัวขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของประเทศ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลก จะมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างบางช่วง แต่รายได้จากน้ำมันและก๊าซในครึ่งแรกปี 2569 กลับทำได้เพียง 64% ของระดับรายได้ที่เคยทำได้ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 2 ปีก่อน

    สาเหตุสำคัญที่บั่นทอนรายได้ด้านพลังงานมาจากสองปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือยุทธศาสตร์ใหม่ของยูเครนในการใช้โดรนพิสัยไกลเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายในแม่น้ำและดินแดนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างและการผลิต ปัจจัยที่สองคือการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรตะวันตก ทั้งการปรับลดเพดานราคาน้ำมันให้ต่ำลง ตลอดจนการกวาดล้างและจำกัดการทำงานของเครือข่ายเรือขนส่งน้ำมันเถื่อนหรือ “เรือเงา” ที่รัสเซียใช้หลบเลี่ยงมาตรการก่อนหน้านี้

    ในระดับฐานราก ภาคประชาชนและครัวเรือน เริ่มได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่กลับมารุนแรงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเลือกซื้อสินค้าราคาถูก ข้อมูลจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่สะท้อนว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ของร้านค้าและอาหารราคาประหยัดมากขึ้น เช่น ยอดขายคุกกี้ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2.5 เท่า เนื่องจากเป็นขนมหวานที่ราคาจับต้องได้ง่ายกว่าช็อกโกแลต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เป็นดัชนีชี้วัดถึงแรงกดดันต่อรายได้ที่แท้จริงของประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน

    แม้รัฐบาลรัสเซียจะยังพอมีเครื่องมือทางการคลังในการประคองสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นภาษีบริษัทพลังงานการพยายามแสวงหาแหล่งกู้ยืมจากต่างประเทศ หรือการนำเงินสำรองของธนาคารกลางส่วนที่ยังไม่ถูกอายัดอีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ออกมาใช้อุดช่องว่าง แต่กระนั้น นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะบีบให้ประธานาธิบดี “วลาดิเมียร์ ปูติน” ตัดสินใจยุติสงครามในยูเครนได้ เว้นเสียแต่ว่าราคาน้ำมันโลกจะตกลงไปอยู่ในระดับ 35-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินหนึ่งปี

    ในทางกลับกัน ความตึงเครียดทางการเงินที่สะสมมากขึ้น อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่อันตรายยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า แทนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะทำให้ผู้นำรัสเซียยอมถอย มันกลับอาจเป็นแรงกระตุ้นให้รัสเซียตัดสินใจ “เร่งยกระดับสงคราม” และเพิ่มความรุนแรงในการบุกโจมตี เพื่อพยายามปิดเกมและจบศึกให้ได้ตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทรัพยากรทางการเงิน อุปทานพลังงาน และความอดทนทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะถดถอย จนไม่เหลือทางเลือกในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/854990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F2D9j9s7ehyydz6Vc5TYh

  • รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    กรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 จาก 2% เป็น 2.2%

    ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่ติดตามภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่นครซิดนีย์ โดยนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 

    “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% หรือ 6% คือโตมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

    ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% ส่งนตัวยังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ 

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า GDP ในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ

    1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ 

    3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    ทั้งนี้ถ้าที่ผ่านมารัฐบาลไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

    ส่วนในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังกล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

    1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 

    2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน 

    3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxkfFqQ9HTyUP7EpMTC6t

  • ‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.

    ‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.

    “อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจจีดีพีขยับมาที่ 2.2% นายกฯ บอกโตได้มากกว่านี้ “คลัง”  กางแผนขับเคลื่อน 3 ด้าน “ประคองเศรษฐกิจ-เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน-เร่งลงทุน” สุรศักดิ์บอกยังไม่ชงไทยเที่ยวไทยพลัสเข้า ครม. รอหารือให้สะเด็ดน้ำก่อน

    เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายอนุทินรับว่า  คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้

     “เศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4, 5 และ 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้”  นายอนุทินกล่าว

    ถามว่านายกฯ พอใจรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยิ่งกว่าพอใจอีก

    เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ยังไม่พอใจ มีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือการลงทุน เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย แล้วต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติยังกล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอกของไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน 2.วิกฤตค่าครองชีพ และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน  ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

    นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่านโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ 3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า  กระทรวงยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สภาพัฒน์ได้รายงานสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปเงื่อนไขของการใช้เงินในโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ตามที่ได้วางกรอบเอาไว้ โดยจะพิจารณาให้สมบูรณ์รอบด้าน ขณะเดียวกันเรารับฟังความเห็นจากสมาคมโรงแรมที่ต้องการให้ดำเนินการให้ทันภายในเดือน ก.ย.นี้

    รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า งบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในเฟสแรก อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท  หากโครงการประสบความสำเร็จจะพิจารณาในเฟสต่อไป เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภายในประเทศด้านการท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง แต่หลังจากวิกฤตสงครามพลังงานมีตัวเลขที่ขยับขึ้น  ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2-3% โดยคาดการณ์ตัวเลขในภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่กว่า 33 ล้านคน และเชื่อว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีตัวเลขจะเพิ่มขึ้น รวมถึงจะมีเปิดสายการบินใหม่จากประเทศต่างๆ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น

    ถามถึงการดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจะกระตุ้นเงินหมุนเวียนในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน นายสุรศักดิ์กล่าวว่า คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปในภาคบริการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว 

    ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่นที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ประชาชนที่ยื่นอุทธรณ์สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ และได้สั่งการกรมการปกครองและผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะ ก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่   รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์  ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เช็กเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน

    เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน  นายพลพีร์กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดควรบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ต้องเดินทางไป-กลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่าจะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นก่อนหมดเขตในสิ้นเดือน  ส.ค.นี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1052783/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xM7jP1aWohsaFW5a055Bl

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw328uowCIdpAJ11Iw4g9Qrn

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากออสเตรเลียมากกว่า 70 ราย ครอบคลุม 10 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งกลุ่มการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ยานยนต์ ดิจิทัล เหมืองแร่ และพลังงานหมุนเวียน เช่น Canva, ARB Corporation, Cochlear และ NEXTDC พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายอนุทิน กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    *ชู Thailand Fast Pass ดึงลงทุน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลียเจรจาขยายวีซ่าทำงาน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้การตอบรับอย่างล้นหลาม คือนโยบาย Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยแก้ไขปัญหาและจุดติดขัด  ให้นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้กระบวนการต่างๆ มีความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยไม่มีนักลงทุนรายใดสะท้อนปัญหาในด้านลบเลย 

    “รัฐบาลเข้าใจดีว่าการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ เราจึงเปิดตัว Thailand Fast Pass เพื่อช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติจนถึงเริ่มงาน พร้อมโปรแกรม Skill Bridge พัฒนาบุคลากรด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่ช่วยให้ธุรกิจจัดหาพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น โดยประเทศไทยตั้งใจที่จะเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มั่นคง และแข่งขันได้ เพื่อความสำเร็จของผู้ที่เลือกสร้างธุรกิจไปพร้อมกับเรา” นายอนุทิน กล่าว 

    นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันอากาศยานสำรองส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการผลิตน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก ดังนั้น หากทางรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนง รัฐบาลไทยก็พร้อมที่จะพิจารณาคลายล็อกกฎระเบียบเพื่อส่งออกน้ำมันอากาศยานไปช่วยเหลือ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นการเพิ่มยอดการส่งออกและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอีกด้วย 

    ส่วนจะมีการหารือถึงประเด็นการผลักดันแรงงานไทยให้มาทำงานที่ออสเตรเลียเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันวีซ่าทำงานมีระยะเวลาที่สั้นลง นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะต้องมีการเจรจาในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ภายหลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนย่านไทยทาวน์  และพบว่าธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเติบโต แต่กลับเผชิญปัญหาขาดแคลนเชฟ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเจรจาแก้ไขข้อติดขัดตรงนี้ 

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eV-w55Y3q3AmPwrR8fomr

  • เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด : ปักหมุด 5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย | TOPNEWS

    เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด : ปักหมุด 5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย | TOPNEWS

    สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย! นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โพสต์ข้อความวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569 จาก สศช. ที่ขยายตัวเพียง 1.9% รั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน ชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างหนัก ทั้งปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง การใช้กำลังการผลิตอุตสาหกรรมดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี ตลอดจนหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 66.9% ต่อ GDP

    นายอลงกรณ์ ระบุว่า “…วันนี้ไม่มีเวลาสำหรับการแก้ปัญหาแบบปะผุ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่าตัดปฏิรูปใหญ่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศอย่างแท้จริง…”

    ผมอ่านและวิเคราะห์รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เพิ่งแถลงรายงานออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยทรุดหนักด้วยโรคอุบัติใหม่นอกเหนือจากการติดหล่มภาวะ “โตต่ำ โตช้า และศักยภาพในการแข่งขันถดถอยเชิงโครงสร้าง” อย่างน่าวิตกมากกว่าเดิม

    การที่ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% (YoY) ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลทางฤดูกาลแล้วกลับติดลบ -0.2% (QoQ sa) จนทำให้ สศช. ต้องปรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 2.0 – 2.5% (ค่ากลาง 2.2%) สะท้อนว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญ “ตอใหญ่” เชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

    เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคในไตรมาส 2/2569 ประเทศไทยขยายตัวรั้งท้ายอย่างเห็นได้ชัด (เวียดนาม 8.4%, มาเลเซีย 5.4%, อินโดนีเซีย 5.3%, สิงคโปร์ 5.9% และฟิลิปปินส์ 2.3%) ยิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

    เจาะลึก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง (ตัวเลขจริง Q2/2569)
    1. ภาพลวงตาส่งออก กับวิกฤต “ขาดดุลแฝง” สูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส
    แม้ตัวเลขมูลค่าการส่งออกในไตรมาส 2 จะเติบโต 17.6% (99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีสินค้าเทคโนโลยีอย่างอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%) และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%) เป็นตัวนำ แต่โครงสร้างการผลิตของไทยกลับขาดการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ทำให้มูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 42.3% (111,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส)

    ผลลัพธ์คือดุลการค้าไตรมาส 2 ขาดดุลสูงถึง -12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.92 แสนล้านบาท) และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ถึง -17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.75 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ทั้งปี 2569 คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล -1.2% ต่อ GDP (-7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    2. ภาคอุตสาหกรรมชะงักงัน กำลังการผลิตดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี ภาคการผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ขยายตัวได้เพียง 0.1% จากการทรุดตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตรถยนต์ (-7.2%) และปิโตรเคมี/พลาสติกขั้นต้น (-9.7%) ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย (Capacity Utilization) ร่วงลงแตะ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส (นับตั้งแต่ Q2/2563) ประเทศไทยกำลังเผชิญช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมเก่าที่โรยรากับอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังดึงดูดห่วงโซ่มูลค่าเข้ามาในประเทศไม่ทันการณ์

    3. ภาคเกษตรเผชิญความเสี่ยงสภาพอากาศและต้นทุนนำเข้า ภาคเกษตรกรรมชะลอตัวลงเหลือ 1.5% โดยผลผลิตพืชหลักลดลงอย่างรุนแรงจากสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่ผลผลิตดิ่งลง -35.8% และข้าว (-1.6%) แม้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะปรับขึ้น 6.1% แต่เกษตรกรยังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากต้นทุนปุ๋ยเคมี (โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย) และพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    4. กำลังซื้อเปราะบาง การลงทุนรัฐสะดุด และหนี้สาธารณะตึงตัว
    4.1 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค : ดัชนีความเชื่อมั่นร่วงลงมาอยู่ที่ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ตั้งแต่ Q4/2565) การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวเหลือ 1.9%

    4.2 การลงทุนภาครัฐ : หดตัวลง -1.6% ในไตรมาส 2 (เครื่องจักร -6.8%, ก่อสร้าง -0.3%)

    4.3 การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 2 หดตัว -4.4% (เหลือ 6.557 ล้านคน) และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 68.97%

    4.4 พื้นที่ทางการคลัง : หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 แตะระดับ 12.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.9% ของ GDP ซึ่งจำกัดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    5 โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ข้อเสนอ 5 โรดแมปเพื่อ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ”
    1. สร้างระบบ Local Content และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ FDI ยุคใหม่ : แม้การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูง 13.4% แต่ต้องเร่งขับเคลื่อนระบบ Thailand FastPass พร้อมปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) บังคับและจูงใจให้โครงการ Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ AI มีการจัดซื้อชิ้นส่วน/วัตถุดิบและจ้างงานในประเทศ พร้อมกำหนดกติกาการใช้พลังงานสะอาดและน้ำของ Data Center ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผลักภาระต้นทุนสาธารณูปโภคไปสู่ภาคประชาชน

    2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและเบิกจ่ายงบ 4 แสนล้านบาท : เร่งรัดและตรวจสอบการเบิกจ่ายโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานที่ 2 ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ควบคู่กับการใช้กลไก PPP และกองทุน Thailand Future Fund ลดภาระหนี้ภาครัฐ

    3. ปฏิรูปภาคเกษตรสู่ Precision Agriculture และความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต : บริหารจัดการน้ำเชิงรุกเพื่อรับมือภัยแล้งและเอลนีโญ ผลักดันเทคโนโลยีการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (Site-Specific Nutrient Management) เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมี พร้อมยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร

    4. การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกและการปกป้องการค้า : เร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ เตรียมข้อมูลชี้แจงการไต่สวนมาตรา 301 (Section 301) ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และตรวจเข้มกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ป้องกันการสวมสิทธิ์ ควบคู่กับการช่วยผู้ประกอบการรับมือมาตรการ CBAM และมาตรฐานคาร์บอนระดับโลก

    5. ปักหมุด “เศรษฐกิจใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (New & Creative Economy Engine):
    เร่งขับเคลื่อนคลัสเตอร์เศรษฐกิจใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้แห่งอนาคต โดยมุ่งเน้น 5 เสาหลัก

    5.1เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ (Culture-Driven Creative Economy & Soft Power): ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างแบรนด์สินค้า/บริการไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าสูงในตลาดโลก

    5.2เศรษฐกิจชีวภาพและวัสดุยั่งยืน (Bio-Economy & Sustainable Materials): ต่อยอดฐานการเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง นวัตกรรมโปรตีนทางเลือก วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง

    5.3เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Digital & Deep-Tech): ขยายขีดความสามารถจากการเป็นเพียงศูนย์ข้อมูล (Data Center Hub) ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม และบริการดิจิทัลขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย

    5.4เศรษฐกิจผู้สูงวัยและสุขภาพครบวงจร (Silver & Wellness Economy): ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรศาสตร์โลก

    5.5เศรษฐกิจทางทะเลและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Blue & Circular Economy): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ พลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรระยะยาว

    บทสรุป: เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพาโมเดลรับจ้างผลิตเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากเราไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้าง ปรับเกณฑ์ดึงดูดการลงทุนเพื่อคนไทย และยกระดับสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ประเทศไทยจะติดอยู่ในวงจร “โตต่ำและถดถอย” อย่างถาวร การยกเครื่องครั้งใหญ่ต้องเริ่มลงมือปฏิรูปใหญ่ทันทีโดยเฉพาะต้องเปลี่ยนmindsetเก่าและยุทธศาสตร์เดิมจาก“ไทยพึ่งโลก”เป็น“โลกพึ่งไทย”.

    โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
    ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.
    อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
    สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1665107&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VLqgKQKCoG6BMywC25Tac