Blog

  • ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    วันนี้ (19 ส.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลก ในหลายมิติพร้อมกัน ไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรง ต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน นำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    สำหรับด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ การตั้ง 4 คณะทำงานก็เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่ และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

    ส่วนด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด SME Journey ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs อยู่รอด แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด สำหรับการส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง ไส้ใน ของตัวเลขด้วยว่า โครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

    ด้านนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน นักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือและจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทยและยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง เมืองรองในเมืองหลัก และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนใช้เวลา และใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำแผน แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ เพราะประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว หัวใจหลัก คือ ไทยมีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง SME Journeyตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

    อ่านข่าว:

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ GDP Q2 โต 1.9% อานิสงส์ลงทุนเอกชน-ส่งออก ปรับเป้าทั้งปีขยายตัว 2.2%

    ตลาดหลักเร่งซื้อข้าวไทย ดันส่งออกครึ่งปีหลัง คาดแตะเป้า 7 ล้านตัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_EB5yLbjZlZck4ySWEFpm

  • ประเมิน ‘เศรษฐกิจไทย’ โตตามคาด แต่หลายปัจจัยน่าเป็นห่วง

    ประเมิน ‘เศรษฐกิจไทย’ โตตามคาด แต่หลายปัจจัยน่าเป็นห่วง

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในรายการ “สนามข่าว 96” หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ว่า ภาพดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่เป็นไปตามคาด แต่ในรายละเอียดมีหลายปัจจัยที่น่าเป็นห่วง

    โดยเฉพาะแรงฉุดจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออก การเบิกจ่ายภาครัฐที่ชะลอลง และการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนตัวลง

    ลงทุนโตแรง 13.4% แต่การนำเข้าสูงกว่าการส่งออก

    ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ปัจจัยที่ถือเป็นด้านบวกของเศรษฐกิจคือการลงทุนที่ขยายตัวถึง 13.4% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนซึ่งขยายตัว 10.1% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนในเครื่องมือ เครื่องจักร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงานผลิตชิป ตลอดจนอุปกรณ์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบในระดับสูง โดยเฉพาะชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ไทยยังสามารถส่งออกสินค้าในบางส่วนของห่วงโซ่การผลิต เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่สินค้าที่มีมูลค่าสูงและเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

    อีกปัจจัยคือการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ในไตรมาส 2 การส่งออกสุทธิหดตัวถึง 7.7 จุด โดยการส่งออกขยายตัว 12.5% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 24.2% และไทยมีโอกาสขาดดุลการค้าประมาณ 510,000 ล้านบาท ถือเป็นแรงฉุดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว

    ภาครัฐชะลอเบิกจ่าย หลังเร่งใช้จ่ายไปก่อนหน้า

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกแรงฉุดหนึ่งมาจากภาครัฐ ซึ่งการเบิกจ่ายมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากช่วงก่อนหน้านี้มีการเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งและช่วงที่เป็นรัฐบาลชั่วคราว เมื่อเข้าสู่ช่วงปัจจุบันจึงไม่ได้เร่งการเบิกจ่ายในระดับเดิม ส่งผลให้ภาครัฐกลายเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1%

    ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจาก 3.3% เหลือ 1.9% โดยชะลอตัวลงเกือบทุกหมวด ทั้งภาคบริการและการบริโภคสินค้าคงทนและไม่คงทน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่งเริ่มดำเนินการได้ประมาณ 1 เดือน จึงยังมีผลต่อการกระตุ้นการบริโภคในวงจำกัด

    ทั้งนี้ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นตัวช่วยประคองการบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วงมีนาคม-พฤษภาคม หากไม่มีมาตรการดังกล่าว การบริโภคอาจหดตัวมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ถือว่าสดใสนัก

    ภาคผลิตชะลอเกือบทุกหมวด มีเพียงกลุ่มส่งออกเทคโนโลยีที่ยังโต

    สำหรับภาคการผลิต ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า การผลิตชะลอตัวลงเกือบทุกหมวด โดยกลุ่มที่ยังขยายตัวได้ดีคือการผลิตเพื่อส่งออกในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งเติบโตประมาณ 21% รวมถึงการผลิตปิโตรเลียม น้ำมันปาล์ม และเนื้อสัตว์

    ขณะที่ภาคเกษตรยังขยายตัว แต่ชะลอลงจากสภาพอากาศร้อนและภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อผลผลิต เช่น ข้าวและปาล์มน้ำมัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงกดดันจากการผลิตรถยนต์ที่หดตัว 7.2% เครื่องประดับหดตัว 3.8% และพลาสติกหดตัว 9.7%

    ด้านภาคบริการได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง 14.4% ทำให้การเติบโตของโรงแรมและภัตตาคารชะลอลงเหลือ 1.5% จากเดิม 2.2% ขณะที่ภาคก่อสร้างก็หดตัวตามการลงทุนภาครัฐที่ลดลง ส่งผลให้การก่อสร้างแทบไม่มีการขยายตัว

    AI โตเดี่ยว แต่โจทย์ใหญ่คือ “คน” และการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ภาพเศรษฐกิจในขณะนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจรูปแบบเดิม หรือ Old Economy ที่กำลังชะลอตัว กับ New S-Curve โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังเติบโต แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้มากนัก จึงเกิดภาวะที่มีเพียงบางเซกเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่เซกเตอร์อื่นยังไม่สามารถเติบโตตามได้

    ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า การเติบโตของเซกเตอร์ AI เพียงด้านเดียวจะสร้างการจ้างงานได้มากน้อยเพียงใด โดย ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า ต้องเข้าใจธรรมชาติของเทคโนโลยี AI ด้วย เพราะในภาพใหญ่ AI เข้ามาช่วยรับมือกับปัญหาการลดลงของกำลังแรงงานจากสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเกิดความไม่ราบรื่น คนที่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้จะมีโอกาสเดินหน้าต่อ ขณะที่แรงงานบางส่วนที่ทักษะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีอาจถูก AI เข้ามาทดแทนมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องการแรงงานทั้งหมด เพราะไทยยังมีโอกาสขยับขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ จากปัจจุบันที่ยังอยู่ในส่วนปลายของห่วงโซ่ เช่น ระบบทำความเย็นและแผงวงจร ไปสู่เทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

    ขาดบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คน โจทย์ใหญ่ของไทย

    หนึ่งในแนวทางที่ไทยสามารถขยับขึ้นในห่วงโซ่ดังกล่าวคือเทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตชิปขนาดเล็กมากเพียงอย่างเดียว แต่สามารถผลิตชิปขนาดกลางหลายตัวแล้วนำมาเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเทคโนโลยี Photonics หรือการส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งเป็นอีกเทคโนโลยีสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต

    แต่หัวใจสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้ทั้งนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร โดยตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ไทยต้องการบุคลากรประมาณ 200,000 คนภายในปี 2030 ขณะที่การประเมินของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า สามารถผลิตหรือพัฒนาบุคลากรเข้าสู่สายงานดังกล่าวได้ประมาณ 80,000 คน ทำให้ยังมีช่องว่างด้านกำลังคนจำนวนมาก

    ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า หากไทยต้องการให้ AI เข้ามาสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจ จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เข้าสู่ห่วงโซ่ดังกล่าว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเทคโนโลยี Advanced Packaging และ Photonics ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องหาช่องทางพัฒนาบุคลากร หากไม่สามารถขยับขึ้นไปได้ ไทยอาจยังอยู่เพียงส่วนปลายของวัฏจักรและห่วงโซ่อุปทาน AI

    รถยนต์สันดาปเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ไทยต้องรักษาซัพพลายเชน

    เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนผ่านจาก Old Economy โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ยังมีฐานการผลิตในระบบดังกล่าว ดร.ปิยศักดิ์ ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีสำคัญที่เห็นชัดคือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ AI ขณะที่เทคโนโลยีอื่น เช่น Metaverse ไม่ได้เติบโตในระดับเดียวกัน

    สำหรับ EV ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า การจ้างงานอาจไม่สูงเท่ากับอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิม และหากเป็นรถ EV จากจีน ผู้ผลิตก็มีแนวโน้มที่จะนำซัพพลายเชนเข้ามาบางส่วนด้วย ดังนั้น หากไทยยังสามารถผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ควรให้ความสำคัญกับการเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดควบคู่ไปด้วย เนื่องจากรถ EV ยังมีข้อจำกัดและความกังวลบางประการ ขณะที่การใช้น้ำมันยังคงมีอยู่

    ดร.ปิยศักดิ์ เสนอว่า หากไทยต้องการดึงการลงทุน EV เข้ามา รัฐบาลควรกำหนดเงื่อนไขหรือแนวทางให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในประเทศ ทั้งด้านการจ้างงานและการใช้ซัพพลายเชนของไทย เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ในระยะยาวโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

    จาก “Mechanical” สู่ “Electrical” โจทย์การศึกษาที่ไทยต้องเร่ง

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมท้ายที่สุดจะย้อนกลับมาที่เรื่อง “คน” เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยที่ผ่านมาไทยมีความแข็งแรงด้านบุคลากรสายวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical) ขณะที่วิศวกรไฟฟ้า (Electrical) และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่อาจยังมีจำนวนไม่เพียงพอ

    ดังนั้น การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นทั้งจุดอ่อนและโอกาสสำคัญของไทยในเวลาเดียวกัน หากสามารถปรับทักษะและสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและทำให้ไทยสามารถขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น

    คงประมาณการเศรษฐกิจ 2% แต่มี Upside ถึง 2.5%

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า InnovestX ยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 2% เช่นเดิม แต่ได้ปรับโครงสร้างภายในของประมาณการใหม่ โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การลงทุนจาก 5% เป็น 11% สะท้อนการลงทุนที่ขยายตัวแรง ขณะเดียวกันปรับการเติบโตของการนำเข้าขึ้นจาก 12% เป็น 24% ซึ่งสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก

    ส่วนภาครัฐถูกปรับประมาณการลง เนื่องจากการเบิกจ่ายที่ชะลอตัว หลังจากมีการเร่งเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้ ทำให้ภาครัฐอาจไม่ได้เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจได้เหมือนเดิมในระยะต่อไป ขณะเดียวกันยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทส่วนที่เหลือ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนของโครงการที่จะนำไปใช้

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การเบิกจ่ายวงเงินดังกล่าวในไตรมาส 3 อาจเกิดขึ้นได้ไม่มาก และมีความเป็นไปได้ที่จะไปอยู่ในไตรมาส 4 หรือบางส่วนอาจเลื่อนไปถึงปีหน้า หากโครงการยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการนำวงเงินดังกล่าวมาใช้กับมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น “ไทยช่วยไทย” เฟส 2 หรือมาตรการลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เงินจากส่วนใด

    หากเงินส่วนที่เหลือถูกนำมาใช้กับมาตรการกระตุ้นการบริโภค ก็จะช่วยพยุงการบริโภคในระยะหนึ่ง แต่ในมุมของการลงทุนระยะยาวยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ทั้งที่การลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน

    เศรษฐกิจยังโตได้ แต่โจทย์ใหญ่คือ “โตอย่างไร”

    ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำว่า แม้ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะยังคงไว้ที่ระดับ 2% แต่มี Upside สามารถขยับขึ้นไปถึง 2.5% หากการลงทุนเดินหน้าได้มากกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูงขึ้น เนื่องจากไทยยังต้องนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงอาจทำให้การลงทุนไม่ได้สะท้อนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ยังถือเป็นปัจจัยบวกได้ในระดับหนึ่ง

    ภาพรวมจากการประเมินจึงสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้ แต่โครงสร้างการเติบโตกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจเดิมเริ่มชะลอตัว แรงขับเคลื่อนใหม่อย่าง AI เซมิคอนดักเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเติบโตขึ้น แต่ไทยยังมีโจทย์สำคัญทั้งการสร้างบุคลากร การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถอยู่ร่วมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้

    ดังนั้น ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการ “ทำให้เศรษฐกิจโต” แต่คือการทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานในประเทศได้มากขึ้น พร้อมกับเร่งพัฒนาทักษะคนให้ทันกับเทคโนโลยี หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจไทยอาจเห็นการเติบโตเฉพาะบางเซกเตอร์ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyze-thai-economy-grows-investment-rises-but-exports-weaken&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0buhIZARKi3djjlvJsCzS9

  • ทักษิณ เตือน “ค่าไฟแพง-ผูกขาด” จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมเมินลงทุน

    ทักษิณ เตือน “ค่าไฟแพง-ผูกขาด” จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมเมินลงทุน

    ทักษิณ เตือน

    ทักษิณ เตือน “ค่าไฟแพง-ผูกขาด” จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมเมินลงทุน

    นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่าไทยกำลังติดกับดักการผูกขาดพลังงานโดยรัฐและการปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศอยู่ในระดับสูง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างและเปิดเสรีพลังงาน ประเทศไทยจะสูญเสียความน่าดึงดูดในการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ทันที

    ทักษิณ เตือน

    “ทักษิณ” ชำแหละวิกฤตพลังงานในงานครบรอบ 30 ปี โสมาภาฯ

    นายทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นแขกรับเชิญพิเศษในงาน พร้อมกับขึ้นปาฐกถาพิเศษครบรอบ 30 ปี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เมื่อค่ำวันที่ 18 ส.ค.69 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ” (Security Challenges in a Changing World: Technology and International Cooperation) ณ โรงแรมดุสิตธานี โดยมีประเด็นด้านพลังงานเป็นหนึ่งในประเด็นของการปาฐกถาจากเวลาทั้งหมด 20 นาที

    กับดักการผูกขาดและการปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่

    นายทักษิณระบุว่า ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้พิภพ หรือแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการผูกขาดโดยรัฐและขาดการนำระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Digital Grid) รวมถึงมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) มาใช้

    ทักษิณ เตือน

    ค่าไฟฟ้าแพง จุดสลบของการลงทุนอุตสาหกรรม

    อดีตนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การไม่มีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ประชาชนไม่มีเสรีภาพในการเลือกใช้ไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ ที่มีราคาต่างกันตามความต้องการ ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจตั้งโรงงาน

    ทางรอด: ต้องเปิดเสรีและลดราคาไฟฟ้า

    เพื่อความมั่นคงในอนาคต ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ให้ค่าไฟฟ้าถูกลงและมีความหลากหลายของแหล่งที่มา เพื่อจูงใจให้เกิดการตั้งโครงการงานอุตสาหกรรมใหม่ๆ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ 

    ทักษิณ เตือน

    “วันข้างหน้าไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูก ก็ไม่มีใครมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ไฟฟ้ามันต้องถูกลง ไฟฟ้าต้องมีที่มาจากหลายแห่งเพื่อความมั่นคงของพลังงาน” นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นความเสี่ยงด้านพลังงานของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666832&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vTbNgMq-3DS5NWUDp7l-d

  • จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570

    จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570

    จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570


    19/08/2569 | 19 |

    วันนี้ (19 ส.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมอัมพวา ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะทำงานฯ และฝ่ายเลขานุการจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมในครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับจังหวัด รวมทั้งสรุปข้อมูลรายชื่อปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับการคัดเลือกในระดับประเทศในอดีต (ปี 2552 – 2569) อาทิ นายสุชล สุขเกษม ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเคยได้รับรางวัลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการให้คะแนนการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2570 ซึ่งแบ่งเกณฑ์ออกเป็น 3 หมวด ได้แก่

    1. คุณลักษณะส่วนบุคคล (30 คะแนน)

    2. ผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ (40 คะแนน)

    3. การขยายผลงานและการยอมรับในระดับประเทศ (30 คะแนน) รวมคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องได้คะแนนหมวดแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 (24 คะแนน) และมีคะแนนรวมทุกหมวดไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 (80 คะแนน)

    สำหรับวาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือการพิจารณา การคัดเลือกปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2570 ใน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจังหวัดสมุทรสงครามได้ประกาศรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการรับสมัคร มีผู้สนใจเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาจำนวน 1 ราย คือ นางถิรดา เอกแก้วนำชัย

    ฝ่ายเลขานุการฯ ได้นำเสนอสรุปประวัติ ผลงาน และสรุปผลการให้คะแนนของนางถิรดา เอกแก้วนำชัย โดยมีผลการประเมิน ดังนี้:

    • หมวดคุณลักษณะส่วนบุคคล: ได้ 30 คะแนน (ร้อยละ 100)

    • คะแนนรวมทุกหมวด: ได้ 98 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน (คิดเป็นร้อยละ 98)

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาประวัติ ผลงาน และมีมติเห็นชอบผลการให้คะแนนดังกล่าว พร้อมทั้งเห็นชอบให้ นางถิรดา เอกแก้วนำชัย เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงคราม สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570 เพื่อเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาในระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/194TAasXNS/

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/2271295/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3394/iid/533028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LqITPW4VBtF1p-d7kVzri

  • “มาเก๊า” กางแผนพัฒนา 5 ปี ชู 8 เป้าหมาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-เทคโนโลยี

    “มาเก๊า” กางแผนพัฒนา 5 ปี ชู 8 เป้าหมาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-เทคโนโลยี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าของจีนได้ออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของมาเก๊า ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 (2026-2030) ประกอบด้วย 10 ส่วน และ 36 บท ซึ่งกำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ 8 ประการ ได้แก่ การดำเนินแนวทางแบบองค์รวมด้านความมั่นคงระดับชาติอย่างเต็มรูปแบบ การยกระดับการกำกับดูแลตามหลักนิติธรรม การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การผลักดันการพัฒนาเขตความร่วมมือเชิงลึกกว่างตง (กวางตุ้ง)-มาเก๊าในเขตเหิงฉินที่มีคุณภาพสูง การสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในการพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยี และบุคลากรมีความสามารถ การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การพัฒนามาเก๊าให้เป็นเมืองที่สวยงามและชาญฉลาด และการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีนให้ดียิ่งขึ้น

    เฉินฮ่าวฮุยหรือแซม โฮว ฟาย ผู้บริหารสูงสุดมาเก๊า แถลงว่าแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 ถือเป็นแผนริเริ่มสำคัญสำหรับมาเก๊าในการเดินหน้าสานต่อแนวทาง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีน พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเก๊ากำลังวางแผนพัฒนามาเก๊าเชิงรุกภายใต้บริบทการพัฒนาประเทศจีน และดำเนินตามแนวทางที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) อย่างเต็มที่

    ด้านอิ๋นอี้เฟิ่น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ สังกัดมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคมาเก๊า เผยกับสำนักข่าวซินหัวว่ากลไกการวางแผนระยะ 5 ปีของมาเก๊ามีจุดแข็งสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบาย กลไกนี้ดำเนินการภายใต้กรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และวางรากฐานการพัฒนาของมาเก๊าให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติจีน พร้อมแปลงข้อกำหนดในภาพรวมให้เป็นเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคง ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพของกลไกและสถาบันในการกำกับดูแลมาเก๊า

    (แฟ้มภาพซินหัว : งานแถลงข่าวนำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 (2026-2030) ในเขตบริหารพิเศษมาเก๊าทางตอนใต้ของจีน วันที่ 18 ส.ค. 2026)

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/855769&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v5249LaJirg_Yurgy2AvU

  • เศรษฐกิจไทยแผลลึก GDP บวก 1.9%  แต่เอสเอ็มอี-กำลังซื้อยังน่าห่วง

    เศรษฐกิจไทยแผลลึก GDP บวก 1.9% แต่เอสเอ็มอี-กำลังซื้อยังน่าห่วง

    เศรษฐกิจไทยแผลลึก GDP บวก 1.9%  แต่เอสเอ็มอี-กำลังซื้อยังน่าห่วง

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,228 ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2569 โดย…กาแฟขม

    *** สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดนุชา พิทยนันท์ เลขาฯ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 GDP โต 1.9% ก็เป็นบวก ดูเหมือนรอดตาย แต่ถ้าล้วงเข้าไปดูไส้ใน โอ้โห! เหมือนแผลฉกรรจ์กำลังอักเสบ จากการบริโภคภาคเอกชนแผ่วปลาย ชะลอลงมาเหลือเพียง 1.9% จากไตรมาสแรก ที่เคยอยู่ที่ 3.3% สะท้อนว่าคนไทย “ไม่มีเงินให้ใช้” ไม่ใช่ “ไม่กล้าใช้”หรือไม่ 

    *** การลงทุนภาครัฐติดลบ ตัวเลขหดตัวติดลบ 1.6% เม็ดเงินจากภาครัฐ ที่ควรจะเป็นแรงสูบฉีดเข้าสู่ระบบกลับแผ่วแรงลง หลังจากเร่งเบิกจ่ายไปก่อนหน้า โตกระจุกแต่จนกระจาย ดูกันดีๆ เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยทุนใหญ่ ที่ได้อานิสงส์จากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี AI ขณะที่พ่อค้าแม่ขายและอุตสาหกรรมดั้งเดิมแห้งตาย เพราะสินค้าต่างชาติทะลักตีตลาด

    *** รายใหญ่ไปได้ดูจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในไตรมาส 2 กลับมาขยายตัว 1.11% แต่รายเล็กรายน้อยน่าห่วงที่สุด เมื่อสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัว 5.07% และติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 ตัวเลขชี้ให้เห็นว่า รายเล็ก รายน้อย ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เป็นความเปราะบาง ความเสี่ยง เมื่อคนตัวเล็กตัวน้อยตัวลีบ ก็ไม่อาจมองไปที่เศรษฐกิจภาพใหญ่ในแง่มุมว่ามันดีได้

    *** ยังมีไส้ในที่ต้องจับตา ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาติดลบหนัก เพราะไทยเร่งนำเข้าสินค้าและเครื่องจักรสูงถึง 42.3% แม้จะกล้อมแกล้มไปว่าเป็นการนำเข้า เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Data Center แต่ตราบใดที่รายรับจากการท่องเที่ยวและการส่งออกพยุงไว้ไม่ไหว มันจะกลายเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ค่าเงินไร้เสถียรภาพ และซํ้าเติมต้นทุนสินค้านำเข้าให้แพงหูฉี่เข้าไปอีก

    *** เงินเฟ้อขยับไตรมาสสองดีดขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% ขณะที่อัตราการว่างงานขยับเพิ่มขึ้น คนแห่ไปขอสิทธิชดเชยว่างงานจากประกันสังคมหนาตาขึ้นอย่างผิดปกติ สิ่งนี้สะท้อนว่า โรงงานดั้งเดิม และ SMEs เริ่มแบกต้นทุนไม่ไหวจนต้องปิดตัว หรือ ลดคนงาน เมื่อ ประชาชนไม่มีงานทำ แต่ของกินของใช้แพงขึ้น สัญญาณเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองแต่ของแพง ที่แก้ยากที่สุด ที่น่าจะแก้กันให้ได้ก่อนเลยเถิดไปมากกว่านี้ 

    *** ยังมีภาวะคุกคามจากเอลนีโญ่ ซํ้าเติมภาคเกษตร แม้สภาพัฒน์จะรายงานว่า รายได้เกษตรกรฟื้นตัวขึ้นบ้างในบางพืชผล แต่ความเสี่ยงจากเอลนีโญและสภาพภูมิอากาศแปรปรวน กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ภาคเกษตรกรรมไทยที่มีแรงงานพึ่งพิงอยู่กว่า 31% หากเจอภัยแล้งซํ้าเติมจนผลผลิตหลักอย่างพืชไร่เสียหาย กำลังซื้อต่างจังหวัดซึ่งเป็นฐานรากของประเทศจะพังครืนลงทันที

    *** เศรษฐกิจไทยนาทีนี้เหมือนคนป่วยที่ภายนอกดูหน้าตาแจ่มใส หลังได้อาหารเสริมราคาแพง จากการลงทุนไอที ดาต้าเซนเตอร์ การส่งออกของทุนใหญ่ แต่ระบบอวัยวะภายใน ทั้ง กระเพาะอาหาร หรือ กำลังซื้อรากหญ้า และระบบเลือด ที่เห็นดุลบัญชีเดินสะพัด กำลังทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ รัฐบาลต้องไม่ดีใจกับตัวเลข GDP แบบนี้ โจทย์ใหญ่หลังจากนี้ อาจไม่ใช่แค่การแจกเงินประคองชีพชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องอุดรอยรั่วจากการนำเข้า การเร่งปรับทักษะแรงงานที่กำลังตกงานให้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมใหม่ การเตรียมรับมือวิกฤตพลังงานและภัยแล้งที่กำลังคืบคลานเข้ามา ถ้ายังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เกาไม่ถูกที่คัน ครึ่งปีหลังนี้เศรษฐกิจไทย อาจจะไม่ใช่แค่ชะลอตัว แต่อาจจะดิ่งลงเหวแบบกู้กลับคืนมาได้ยาก

                                   เศรษฐกิจไทยแผลลึก GDP บวก 1.9%  แต่เอสเอ็มอี-กำลังซื้อยังน่าห่วง

    *** ไปฟังมุมของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมต.คลังบ้าง ก็บอกว่า เศรษฐกิจไทยขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง กำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก จากนี้ไปจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ตัวเลข GDP ไตรมาสนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่พอใจ แต่ยืนยันว่า การคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐมาถูกทาง ประคองเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ จะไปทางไหนต่อ ทั้งการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปจะมาเฉลยอีกที…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/666870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GrWFusTUwkJ-8ctmG1ORt

  • Wellness & Longevity ขุมทรัพย์ใหม่ ดัน “เกษตรไทย” สู่เศรษฐกิจสุขภาพ

    Wellness & Longevity ขุมทรัพย์ใหม่ ดัน “เกษตรไทย” สู่เศรษฐกิจสุขภาพ

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่าย ในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

    กระทรวงพาณิชย์
    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล

    ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรของไทยยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  (จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก) ขยายตัว 5.2% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งหากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

    ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers  ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods: FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทยจะต้องเร่งปรับตัวผ่าน 4 กลยุทธ์เร่งด่วน ดังนี้

    1. ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction) ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% (ระหว่างปี 2564 – 2568) ดังนั้น ประเทศไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions  ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง  

    2. แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล การพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง 
    โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    3. บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า    เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

    4. เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% (ระหว่างปี 2568 – 2573) ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย

    การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ    

    “การเติบโตของเทรนด์ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนค. มองว่าทิศทางนโยบายจากนี้ ต้องมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด ‘Agri-Wellness Synergy: ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก’ เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ’ (Health Economy) การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PnfcY0wYK3GQvXAkPol3e

  • เผยไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า หารือแร่หายาก

    เผยไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า หารือแร่หายาก

    “สีหศักดิ์” เผยทิศทางความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า มุ่งเน้นเทคโนโลยีเกษตร-พลังงานสะอาด พร้อมหารือเรื่องแร่หายากหนุนเซมิคอนดักเตอร์-EV ไทย

    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะว่าในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและออสเตรเลีย ในการหารือในครั้งนี้ถือเป็นการให้ความสำคัญกับความร่วมมือหลายด้านซึ่งถือเป็นมิติของการทูตเศรษฐกิจซึ่งทั้งสองประเทศได้มีการจัดทำคำแถลงระหว่างผู้นำเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

    นายสีหศักดิ์ ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักคือการเพิ่มพูนมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในอดีตที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเคยขยายตัวมาแล้ว 3 เท่าจากการใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA) โดยไทย และออสเตรเลียมีสาขาความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านได้แก่ ด้านเกษตรกรรมและอาหาร ที่มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะช่วยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารของไทย นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยจำนวนมากในเมืองสำคัญอย่างเช่นเมืองซิดนีย์

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่ด้านพลังงานสะอาด และการบริหารทรัพยากร ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลมที่ออสเตรเลียมีเทคโนโลยี และองค์ความรู้อยู่มาก

    นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แร่หายาก (Rare Earth) ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ รวมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศไทย

    รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ยังกล่าวด้วยว่า ไทย และออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากออสเตรเลียในด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญสูง

    ขณะที่ บทบาทของภาคเอกชนไทยในปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงในออสเตรเลีย เพื่อขยายโอกาสจากเดิมที่มีตลาดในประเทศเพียง 60 ล้านคน โดยทางกระทรวงการต่างประเทศพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในแง่ของกฎระเบียบและกติกาที่เป็นอุปสรรครวมถึงการผลักดันผ่านกรอบเขตการค้าเสรีต่างๆ เพื่อให้เอกชนไทยสามารถแข่งขันและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5852549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XHZJLSagB4u1Zps3Sipgc

  • “เอเซียพลัส” คัด 16 หุ้นเด่น หลบมรสุมเศรษฐกิจ เน้นพลังงาน-ส่งออก

    “เอเซียพลัส” คัด 16 หุ้นเด่น หลบมรสุมเศรษฐกิจ เน้นพลังงาน-ส่งออก

    นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ภายใต้สภาวะตลาดที่ผันผวนแนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือพุ่งสูง แนะนำ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL, บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL และ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM

    2.กลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 จะฟื้นตัวและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า แนะนำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9

    และ 3.กลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยว แนะนำ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI

    ทั้งนี้ การลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงที่กลับมากระทบสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ได้แก่สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น, ความเสี่ยงด้านหนี้และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น พร้อมกันนี้ตลาดยังเข้าสู่โหมดหลบภัย ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักเก็งกำไรเพิ่มการเปิดสถานะขายชอร์ตในดัชนี NASDAQ100 Futures อย่างรวดเร็ว

    ด้านการลงทุนในตลาดต่างประเทศ แนะนำ XIAOMI (1810 HK) หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ขยายตัวได้ดี จึงแนะนำหาจังหวะสะสม DR: XIAOMI80 ในทางกลับกัน BAIDU (9888 HK) มีรายได้รวมลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นลดลง 47% แม้ธุรกิจคลาวด์จะเติบโต 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็เริ่มชะลอตัวและหดตัวลง 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนใน DR: BIDU80

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/855635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MoJd6brBij7P8mbBkrQDT

  • อนุทิน-เอกนิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% เร่ง 3 ประเด็นหลักดันให้โตกว่านี้

    อนุทิน-เอกนิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% เร่ง 3 ประเด็นหลักดันให้โตกว่านี้

    อนุทิน–เอกนิติ ยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% นายกฯ ชี้เศรษฐกิจ โอเค แต่โตได้มากกว่านี้ บอก ยิ่งกว่าพอใจทีมเศรษฐกิจ ด้านคลังกางวิกฤต 3 ระลอก ชูนโยบายประคอง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตประเทศ

    เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 17 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2%

    โดยนายกฯ กล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 5 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้

    ผู้สื่อข่าวถามว่าพอใจรองนายกฯเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโต 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่ายังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือ เรื่องการลงทุนที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้ว จึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือ เราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจ

    ในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

    รองนายกฯ กล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอก ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท

    สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และ

    3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    “ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก หรือที่ 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม

    เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน

    และ3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10364256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00FHnkDIJklyHZQOBIXnX5