Blog

  • ทรัมป์เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจถล่มอิหร่าน ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ยื่นมือช่วย : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจถล่มอิหร่าน ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ยื่นมือช่วย : อินโฟเควสท์

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ต่ออิหร่าน พร้อมขู่ลงโทษทางการเงินอย่างหนักกับทุกประเทศที่ช่วยอิหร่านหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และกล่าวโทษอิหร่านที่ไม่ยอมบรรลุข้อตกลง

    ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า “กองทัพเรือของพวกเขาหมดสภาพ กองทัพอากาศถูกทำลาย โรงงานผลิตอาวุธกลายเป็นเศษซาก ค่าเงินไร้ค่า และประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น”

    “วันนี้ ผมขอประกาศด้วยว่า ประเทศใดก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐ ส่งความช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดแก่ระบอบอิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงด้วยตัวเอง” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติม

    พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า นี่จะเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน

    ผู้นำสหรัฐฯ ระบุช่องทางที่ต้องการให้สั่งปิดทันที ทั้งการลักลอบขนส่งน้ำมัน สวอปไลน์สกุลเงิน การโอนเงินสด สำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือ และบริษัทนอมินี พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีทางยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด

    การประกาศครั้งนี้เป็นการยกระดับแคมเปญกดดันที่ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มไว้ตั้งแต่เดือนเม.ย. เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงไม่ให้อิหร่านนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย

    ทั้งนี้ สถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกายังเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในวันอังคารว่า สหรัฐฯ ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับอิหร่านหลังจากข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุดลงโดยไม่มีการขยายเวลา และอ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดและสามารถเดินเรือได้ตามปกติ ซึ่งขัดแย้งกับที่โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน

    สื่อรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อิหร่านกำลังประเมินความเป็นไปได้ในการโจมตีทรัพย์สินหรือฐานทัพของสหรัฐฯ ในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บัลแกเรีย ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วได้อนุมัติให้กองทัพสหรัฐฯสามารถใช้ฐานทัพอากาศเบซเมอร์ในการเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินรบ ขณะเดียวกันแหล่งข่าวระบุว่า ไซปรัส ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่อาจถูกโจมตี หากสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/634596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bi6UHeYKLqQRoDAvJZGXV

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAXUgQhyMTEkPw1BJY5fl

  • “ทรัมป์” ประกาศเปิดสงครามเศรษฐกิจขั้นสูงสุด! ขู่ลงโทษรุนแรงทุกประเทศช่วยอิหร่าน-ขู่ตัดท่อน้ำเลี้ยงระดับโลก

    “ทรัมป์” ประกาศเปิดสงครามเศรษฐกิจขั้นสูงสุด! ขู่ลงโทษรุนแรงทุกประเทศช่วยอิหร่าน-ขู่ตัดท่อน้ำเลี้ยงระดับโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/168795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ij_LaapM2mJejwnTo0LvW

  • ทรัมป์ประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เล็งโดดเดี่ยวอิหร่าน

    ทรัมป์ประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เล็งโดดเดี่ยวอิหร่าน

    ทรัมป์ประกาศสงครามเศรษฐกิจ ขู่ลงโทษชาติที่ช่วยอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า จะเปิดฉากปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ยังคงทำธุรกิจหรือให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้จะต้องเผชิญกับ ‘ผลทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล’ โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบหกเดือน และช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้นอย่างหนัก

    ประกาศบน Truth Social สั่นสะเทือนโลก

    ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า กำลังประกาศ ‘ปฏิบัติการบดขยี้ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดที่เคยมีมาต่อประเทศใดก็ตาม’ พร้อมระบุว่านี่คือ ‘สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน’ โดยกิจกรรมที่ต้องหยุดทันที ได้แก่ การลักลอบขายน้ำมัน การโอนเงินสด บริษัทหน้าฉาก และทะเบียนเรือ

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ หนุนแผนโดดเดี่ยวอิหร่าน

    รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จะเร่งมาตรการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจควบคู่กับการปิดล้อมทางทะเล ซึ่งกระทรวงการคลังได้ดำเนินปฏิบัติการที่เรียกว่า ‘Operation Economic Fury’ มาหลายเดือนแล้ว เพื่อตัดแหล่งเงินทุนของอิหร่านผ่านมาตรการคว่ำบาตรเป้าหมาย

    อิหร่านยังคงท้าทาย ช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด

    อิหร่านแสดงท่าทีท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลังรับมือการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ มาหลายเดือนโดยไม่ล่มสลาย สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล และอิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนทั่วภูมิภาค ขณะที่สำนักข่าว Axios รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังอำนวยความสะดวกให้เรือ 15-20 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อคืน ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งก่อนสงคราม

    UAE ระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน หลังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลสองลูก ก่อนหน้านี้ UAE เคยเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร ทรัมป์ยังเรียกร้องให้พันธมิตรทุกชาติ ‘ยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐฯ เพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-announces-crushing-economic-operation-against-iran&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CKITADdrQyd20vkZEcZtm

  • “อนุทิน” เยือนนิวซีแลนด์ เดินหน้าหารือเศรษฐกิจ เชื่อมโอกาสสู่ไทย

    “อนุทิน” เยือนนิวซีแลนด์ เดินหน้าหารือเศรษฐกิจ เชื่อมโอกาสสู่ไทย

    วันนี้ (20 ส.ค.2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยาและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารแฟร์เบิร์น กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย มุ่งหน้านครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อเริ่มการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20–22 ส.ค.2569 โดยมี แอน แอลลี รมต.ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ กิจการพหุวัฒนธรรม และดูแลด้านกิจการขนาดเล็ก ในฐานะผู้แทน นายกฯ ออสเตรเลีย มาส่งคณะ ณ สนามบิน

    ในเวลาต่อมา นายกฯ และ คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในเวลาประมาณ 14.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง โดยมี เพนนี ซิมมอนด์ส รมต.ด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีนิวซีแลนด์ ให้การต้อนรับ

    สำหรับภารกิจแรกหลังเดินทางถึง นายกฯ มีกำหนดการเริ่มปฏิบัติงานทันทีในช่วงเย็นของวันที่ 20 ส.ค. โดยเข้าหารือกับภาคเอกชนของนิวซีแลนด์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนและกำหนดแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ ระหว่าง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ในส่วนของภารกิจวันศุกร์ที่ 21 ส.ค.2569 ช่วงเช้า นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ จากนั้นจะเข้าหารือกลุ่มเล็กกับ คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกฯ นิวซีแลนด์ ก่อนนำคณะเข้าร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในระดับทวิภาคี

    ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และ นายกฯ นิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯ ไทยและภริยา

    ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายกฯ และ คณะมีกำหนดการเข้าเยี่ยมชมบริษัท NZAero ซึ่งเป็นผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำของประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อศึกษาศักยภาพ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการบิน พร้อมทั้งแสวงหาช่องทางขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบินระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ในอนาคต

    ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ นายกฯ และ คณะมีกำหนดเดินทางออกจากประเทศนิวซีแลนด์เพื่อกลับถึงประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค.2569

    อ่านข่าว :

    ทรัมป์ส่งสัญญาณพบ คิม จอง-อึน ลุ้นเจอหลัง APEC จีน พ.ย.นี้

    น้ำไหลเข้าท่วม “วัดภูมินทร์” วัดดังกลางเมืองน่าน

    ทีมชาติไทย ดวล เวียดนาม นัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลอาเซียนคัพ 22 ส.ค.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11gvtQOcjLH4RQhznUVv5p

  • สงครามสงบ! เศรษฐกิจชายแดนจ.สระแก้วหยุดชะงัก!การค้าปีละกว่าแสนล้านเหลือ 0 บาท | เดลินิวส์

    สงครามสงบ! เศรษฐกิจชายแดนจ.สระแก้วหยุดชะงัก!การค้าปีละกว่าแสนล้านเหลือ 0 บาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ส.ค.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ว่าผ่านไป 1 ปี หลังเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แม้การสู้รบจะสงบลงแล้ว แต่เศรษฐกิจชายแดนที่หยุดชะงักอย่างกะทันหันยังไม่ฟื้นตัว ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานยังต้องรับภาระจากวิกฤติที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ

    ระหว่างวันที่ 19–20 ก.ค.69 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จ.สระแก้ว เพื่อศึกษาผลกระทบด้านกฎหมาย ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน สิ่งที่พบคือ รายได้หาย ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เกษตรกรเข้าไม่ถึงพื้นที่ทำกิน และความเดือดร้อนกำลังลุกลามไปถึงครอบครัว เด็ก และเยาวชน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนตั้งตัวและปรับตัวได้จริง

    ข้อมูลที่ได้รับฟังจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 67 ถึงครึ่งแรกของปี 68 มูลค่าการค้าผ่านด่านในพื้นที่เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท หรือประมาณ 120,000 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อมีข้อจำกัดการผ่านแดน มูลค่าการค้าผ่านด่านลดลงเหลือ 0 บาท

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ค้าระหว่างประเทศ แต่กระจายไปถึงธุรกิจขนส่ง ตลาด ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว เกษตรกร ลูกจ้าง และแรงงานในชุมชน

    ลูกค้าและคำสั่งซื้อจากกัมพูชาลดลง สินค้าค้างสต็อก ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน ผู้ประกอบการบางส่วนต้องกู้ยืมทั้งในและนอกระบบ ลดการจ้างงาน หยุดลงทุน หรือเตรียมย้ายออกจากพื้นที่

    รายได้หยุดลง แต่ภาระหนี้ ค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย ภาษี และค่าใช้จ่ายประจำยังคงอยู่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่อาจย้ายออก กำลังซื้อจะลดลง และเด็กบางส่วนอาจเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

    ข่าวปลอมและความขัดแย้งทางความรู้สึกซ้ำเติมวิกฤติ สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมด้วยความคิดเห็นที่รุนแรงในบางส่วนของทั้งสองประเทศ รวมถึงข่าวปลอม ข่าวลือ และข้อมูลออนไลน์ที่บิดเบือนหรือขยายความขัดแย้งเกินข้อเท็จจริง กระแสดังกล่าวลุกลามไปสู่การต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ทำให้คู่ค้าและผู้บริโภคบางส่วนลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ ขณะที่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้าพื้นที่

    ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และตรวจสอบได้ พร้อมดำเนินการกับผู้จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยไม่กระทบต่อการรายงานข่าว การวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

    เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและพื้นที่ทำกิน ชาวบ้านและเกษตรกรให้ข้อมูลว่า ไร่อ้อยประมาณ 6,000 ไร่ได้รับความเสียหายจากการปะทะจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่อีกประมาณ 1,800 ไร่ไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ความเสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับการเยียวยา

    เกษตรกรยังประสบปัญหาเงินช่วยเหลือตามมาตรการตัดอ้อยสดค้างจ่าย กฎเกี่ยวกับการเผาอ้อยของแต่ละหน่วยงานไม่เป็นเอกภาพ การขาดแคลนแรงงาน และการเข้าไม่ถึงแหล่งทุน บางรายไม่สามารถชำระหนี้จนถูกยึดรถไถหรือรถบรรทุกซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ

    ชาวบ้านยังแจ้งว่า มีวัตถุระเบิดตกค้างหรือวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ทำกิน ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำการเกษตรได้ตามปกติ รัฐต้องเร่งตรวจสอบ สำรวจ และเก็บกู้วัตถุระเบิดให้ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงตรวจพื้นที่ด้วยตนเอง

    ปัญหาช้างป่ายังซ้ำเติมความเดือดร้อน ทั้งการทำลายพืชผล บ้านเรือน และทรัพย์สิน แต่เกษตรกรบางส่วนยังไม่ได้รับเงินชดเชย ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย อาชีพ และรายได้ของประชาชน

    ด่านศุลกากรอรัญประเทศแห่งใหม่ ณ บ้านป่าไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 525 ไร่ 3 งาน ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท และก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี  63 แต่ยังไม่สามารถเปิดเป็นด่านได้ เนื่องจากฝั่งกัมพูชายังไม่มีพื้นที่รองรับและยังไม่ได้เปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร รวมถึงข้อกังวลเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

    กรณีนี้สะท้อนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่และความร่วมมือระหว่างประเทศ มิฉะนั้น งบประมาณจำนวนมากก็ไม่อาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย

    ประชาชนชายแดนต้องการทั้งมาตรการประคองตัวระยะสั้นและแผนฟื้นฟูระยะยาว การช่วยเหลือต้องครอบคลุมรายได้ที่สูญเสีย พืชผลและพื้นที่ทำกิน ภาระหนี้ เครื่องมือประกอบอาชีพ ปัญหาแรงงาน วัตถุระเบิดตกค้าง และความเสียหายจากช้างป่า

    ขอนำบทเรียนและมาตรการที่รัฐเคยใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของสงขลา คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี มาเป็น “ตุ๊กตา” หรือกรอบตั้งต้น

    มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และจูงใจการลงทุน ตัวอย่าง เช่น 1.ลดภาษีบุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 0.1 และภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 3

    2.ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01

    3.จัดสินเชื่อดอกเบี้ยร้อยละ 1.99 ต่อปี เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ

    4.รัฐช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยบางประเภทร้อยละ 50

    5.ให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โครงการใหม่ 8 ปี และลดภาษีร้อยละ 50 ต่ออีก 5 ปี

    มาตรการเหล่านี้เป็นเพียง “กรอบตั้งต้น” ไม่ควรนำมาใช้กับจ.สระแก้วทั้งหมด แต่ควรปรับตามพื้นที่และระดับความเสียหาย โดยเปิดให้ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมออกแบบ

    ผ่านไป 1 ปีแล้ว รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพราะความมั่นคงของประเทศไม่ได้หมายถึงเพียงการควบคุมชายแดน แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงในชีวิต รายได้ อาชีพ การศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6122196/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gsnm1pOk6DduYjypXTanb

  • อ้อยพลังขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน

    อ้อยพลังขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน

    โครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้ยังช่วยโอบอุ้มและกระจายรายได้สู่เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศมากกว่า 2 ล้านคน นอกจากผลิตภัณฑ์หลักอย่างน้ำตาลแล้ว เม็ดเงินอีกส่วนยังเกิดจากการนำสิ่งเหลือทิ้งไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการนำกากอ้อยและน้ำโมลาสไปใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น การผลิตเอทานอลและพลังงานชีวมวล การพัฒนาสู่พลังงานทดแทนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนของโลกด้วยความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาล จึงเป็นกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการผลักดันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายยังคงเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

    และปัจจุบันการดำเนินธุรกิจจะถูกดำเนินการควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน กลุ่มมิตรผล หนึ่งในผู้ประการในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล มุ่งที่จะพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนจากภาคเกษตร โดยใช้นวัตกรรมเพื่อดึงศักยภาพของอ้อยไทยมาสร้างคุณค่า ภายใต้แนวคิด “Sugarcane Energizes the World : อ้อย…พลังที่ขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน” ยกระดับคุณค่าของพืชมหัศจรรย์นี้ จากผืนดินไทยสู่การเป็นพลังงานเพื่อขับเคลื่อนโลกใน 3 มิติ

    เริ่มจาก พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม และเสถียรภาพที่มั่นคง ซึ่งการเดินทางของอ้อยเริ่มต้นจากการเป็น “น้ำมันบนดิน” ขุมพลังงานยั่งยืนที่ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์ได้เองจากธรรมชาติ ผ่านกระบวนการแปรรูปกากน้ำตาลให้กลายเป็นเอทานอลคุณภาพสูงสำหรับผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพื่อลดมลพิษบนท้องถนน ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลคือผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยกำลังการผลิต 500 ล้านลิตรต่อปี ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศได้ถึง 350 ล้านลิตรต่อปี และพร้อมต่อยอดสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รวมถึงวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางแห่งอนาคต

    นอกจากนั้น โรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผลทั้ง 22 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 700 เมกะวัตต์ต่อปี ได้ส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศได้กว่า 3,000 ล้านหน่วย หรือประมาณ 8% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2024 พร้อมสร้างคาร์บอนเครดิต 1,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) อีก 1,000,000 RECs ต่อปี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

    พลังงานที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้คนในทุกๆ วัน นวัตกรรมจากอ้อยสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองของผู้คนในหลากหลายมิติ จากจุดเริ่มต้นของการผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำเชื่อมเข้มข้นรสต่างๆ และน้ำตาลกลุ่มทางเลือกสุขภาพ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการ เชฟ จนถึงผู้บริโภค นำไปรังสรรค์เมนูโปรด ทั้งอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ให้ทุกคนอิ่มอร่อยและบริโภคได้อย่างพอดี มีความสุข จนขยายต่อยอดไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและความงาม เช่น การสกัดอ้อยให้เป็นพรีไบโอติกไฟเบอร์ธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร หรือการผสานสารสกัดจากอ้อยเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติจนได้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่อ่อนโยน ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและปลอดภัยจากสารเคมี

    ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของ Eco-Living เส้นใยอ้อยและมันสำปะหลังได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพในกลุ่ม Bio-Material ที่มีจุดเด่นคือความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพได้เองตามธรรมชาติ 100% ภายในเวลาเพียง 6 เดือน เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสารอาหารคืนสู่ผืนดิน

    พลังงานเพื่อสร้างการเติบโตให้สังคม เบื้องหลังนวัตกรรมและพลังงานสะอาดทั้งหมด สิ่งที่กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญสูงสุดคือการ “เติบโตไปด้วยกันของสังคม” ช่วยสร้างการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรม พร้อมกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ความมั่นคงที่ส่งตรงถึงท้องถิ่นนี้ได้กลายเป็นพลังที่สร้างความสุขให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจครัวเรือนที่เข้มแข็ง สนับสนุนการศึกษา และการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้อุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ครอบครัวเกษตรกรและแรงงานผู้รับเหมากว่า 120,000 ราย พร้อมการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำเกษตรสมัยใหม่ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตร เช่น โครงการรับซื้อใบอ้อยสะสมกว่า 4 ล้านตัน ภายในปี พ.ศ.2569 เพื่อสร้างรายได้เสริมควบคู่ไปกับการตัดวงจรการเผาไร่อ้อย ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับเศรษฐกิจของไทย

    จากน้ำตาลเกล็ดเล็กๆ สู่พลังงานสะอาดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ… วันนี้ “อ้อย” จึงเป็นพืชมหัศจรรย์ในวิถีชีวิตยุคใหม่ และเป็นพลังบริสุทธิ์จากผืนดินไทยซึ่งกลุ่มมิตรผลพร้อมนำมาเติมเต็มและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับโลกใบนี้ไปด้วยกัน.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1053518/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b4c7pBaLBTlHD0tuDbt2p

  • ไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับสัมพันธ์ 4 สาขา เปิดโอกาสมิติใหม่ มั่นคง-เศรษฐกิจ

    ไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับสัมพันธ์ 4 สาขา เปิดโอกาสมิติใหม่ มั่นคง-เศรษฐกิจ

    ไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับสัมพันธ์ 4 สาขา เปิดโอกาสมิติใหม่ มั่นคง-เศรษฐกิจ

    เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 19 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ณ อาคารรัฐสภาออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และนายแอนโทนี อัลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือเต็มคณะ

    โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลียให้ใกล้ชิด และเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความท้าทายร่วมกัน และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และเกิดขึ้นในช่วงสำคัญก่อนที่ไทย และออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลีย ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี 2563 และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุม 4 สาขาสำคัญ ที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน

    ด้านแรก การเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกที่มีอยู่และพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้ทันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ด้านที่สอง เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ด้านที่สาม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของชุมชนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย สะท้อนสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้น

    ด้านที่สี่ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ไทยและออสเตรเลียจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง-ออสเตรเลีย และกรอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทยอย่างต่อเนื่อง

    โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป โดยฉบับแรก แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

    ขณะที่ ฉบับที่สอง คือ แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on Deepening Economic Engagement) มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีต่อข้อเสนอของออสเตรเลียในการจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมไทย-ออสเตรเลียทุกสองปี (Biennial Defence Ministers’ Meeting) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม และสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศจะเร่งประสานงานเพื่อผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียในระยะต่อไป ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

    โฆษกรัฐบาลเปิดเผยด้วยว่า นายกฯได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอัลบาเนซี รัฐบาล และประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้า และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ออสเตรเลีย

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยได้นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังตอบรับคำเชิญเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5852578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iif1F39hHBeOqjqBOVZYO

  • ‘ศุภจี’หวังส่งออกปีนี้โต 2 หลักดันเศรษฐกิจไทย

    ‘ศุภจี’หวังส่งออกปีนี้โต 2 หลักดันเศรษฐกิจไทย


    “ศุภจี” รับจีดีพีไตรมาส 2 ยังไม่น่าพอใจ  เชื่อการส่งออก ลงทุน ยังพยุงเศรษฐกิจภาพรวม เร่งไทยเที่ยวไทยพลัสต่อเนื่อง พร้อมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลาย ส.ค. ชี้ไม่อยากให้ผู้ประกอบการกังวลจนเกินไป

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  เปิดเผยว่า ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ที่ 1.9% ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ โดยการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีนัยสำคัญในการผลักดัน GDP และทั้งปีคาดว่าจะการส่งออกจะขยายตัวได้ในระดับ 2 หลัก และมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านบาท หากไม่มีสถานการณ์อะไรเข้ามาเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ควบคุมไม่ได้ โดยครึ่งปีแรกการส่งออกมีมูลค่า 6 ล้านล้านบาท

    “หากดูในเรื่องจีดีพี แม้จะถดถอยลงจากไตรมาสแรก เนื่องจากไตรมาสที่ 2 เราเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มที่ ดังนั้นจะมีในเรื่องของค่าพลังงาน ค่าครองชีพบางตัวที่เพิ่มขึ้น แต่ในมุมของการส่งออกยังมีความสามารถในการส่งออกได้ดี ซึ่งปีนี้การส่งออกน่าจะยังขยายตัวได้ 2 หลัก และเป็นส่วนช่วยได้มาก ขณะที่การลงทุน เราเห็นการเจริญเติบโตของการลงทุนที่มาจากภาคเอกชนมาก เราก็ต้องมีหน้าที่ช่วยสนับสนุน ปลดล็อก และการลงทุนจะสร้างงานต่องานให้เกิดซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้นได้อย่างไร” นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี กล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยวนั้น รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติครึ่งปีแรกอยู่ที่ 7.8 แสนล้านบาท และเชื่อว่าทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนความคืบหน้าของโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของงบประมาณที่จะดำเนินงาน ว่าจะใช้จากส่วนไหน จากพ.ร.ก.เงินกู้ หรือ งบกลาง ซึ่งต้องทำให้ถูกต้อง และอยู่ระหว่างการวางหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการกระจายรายได้ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

    “ตอนนี้อยู่ในช่วงของการดีไซน์โครงการ ส่วนกลไกหลักคงใช้ของเป๋าตังค์ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ว่าอาจจะดำเนินการไม่ทันภายในเดือนส.ค.แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น คืออยากให้เริ่มได้ภายในต.ค.นี้ หลังจากสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทย พลัส”นางศุภจี กล่าว

    อย่างไรก็ตามด้านการค้าระหว่างประเทศ เตรียมนำทีมเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนส.ค. เพื่อเจรจาเรื่องข้อตกลงทางการค้า (ART) และชี้แจงประเด็นมาตรา 301 เรื่องแรงงานบังคับและผลผลิตส่วนเกิน

    ปัจจุบันสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯกว่า 72% ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว เหลือเพียง 28% ที่เราต้องบริหารจัดการ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะจัดการได้ และไม่อยากให้ผู้ประกอบการกังวลจนเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xGwpp1bDkQllbrPIPj9Jk

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y4isGy2xAWwR-kJSG4EHs