Blog

  • คนไทย ‘กล้าใช้ กล้ากู้’ เพื่อความสุข แม้รู้ดีเศรษฐกิจไม่ดี ต้องประหยัด

    คนไทย ‘กล้าใช้ กล้ากู้’ เพื่อความสุข แม้รู้ดีเศรษฐกิจไม่ดี ต้องประหยัด

    สรุปผลสำรวจ ‘ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน’ (ACSS) ประจำปี 2568 ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย    ทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group สะท้อนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายและทัศนคติทางการเงินของผู้บริโภคไทยที่มีหลายประเด็นควรจับตามอง

    แม้ไทย จะเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับ 2 แต่มีการเติบโตช้าสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนและการไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

    ค่าครองชีพสูงปัจจัยที่คนไทยกังวลมากสุด

    สำหรับความกังวลที่คนไทยกังวลมากสุดพบว่า ผู้บริโภค 61% กังวลเรื่อง ‘ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ, 57% กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-ภัยธรรมชาติ-มลพิษ และ 55% กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า

    โดยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไป

    ผู้บริโภคทั่วไป (มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน)

    -48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด

    -45% มองหาส่วนลดในการซื้อ

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง (มีรายได้มากกว่า 200,000 บาท/เดือน)

    -30% ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย

    -27% มองหาแหล่งรายได้เสริม

    กล้ากู้ กล้ายืมเพื่อประสบการณ์

    ความน่าสนใจ แม้รู้ต้องควบคุมการใช้เงิน แต่ 3 ใน 4 ของคนไทยมองการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อเจาะลึกเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินของทั้งสองกลุ่มพบว่า

    คนรุ่นใหม่ : 73.5% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 72.5% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 79% รู้สึกว่า ความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    ผู้มีรายได้สูง : 85% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 82% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 80% รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิต หนี้ที่คนไทยมีมากสุด

    ในด้านหนี้สินผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภคมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.3 รายการ โดยหนี้สินเชื่อที่พบมากสุดของคนไทย ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล 39%, สินเชื่อบัตรเครดิต 38% รองลงมา สินเชื่อรถยนต์ 31% และสินเชื่อบ้าน 21%

    ความน่าสนใจคือ ‘แนวโน้มการกู้ยืม’ ปีนี้ผู้คนจำนวนมากหันไปพึ่งพาครอบครัวและเพื่อนฝูง เพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน มากกว่าจะกู้ยืมผ่านบัตรเครดิต    

    เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ 80% ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้ง

    สำหรับสาเหตุของการพลาดชำระเงินมาจากขาดความเข้าใจด้านการเงินหรือทักษะการวางแผนด้านการเงิน และรูปแบบรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น ทำงานแบบไม่มีรายได้ประจำแน่นอน

    นอกจากนั้น การสำรวจพบว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยิ่งเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้จำนวนรายการ      สินเชื่อของผู้มีกำลังซื้อสูงนั้นสูงกว่ากลุ่มทั่วไป โดยผู้มีกำลังซื้อสูงมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.5 รายการ

    ด้านแนวโน้มการกู้ยืม พบว่าการกู้ยืมจากบัตรเครดิตลดน้อยลงกว่าในปี 2567 ขณะที่การกู้ยืมจากเพื่อนและครอบครัวเพิ่มขึ้นแทน

    ด้านการชำระหนี้ พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่กลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้งและต้องเสียค่าปรับ

    การออมยังน้อย

    ด้านความมั่นใจในการบริหารการเงินของตนเอง ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทย 87% มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง แต่มีเพียง 39% ที่มั่นใจในสถานะการเงิน และคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และผู้มีกำลังซื้อสูง รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    นอกจากนี้ 66% ผู้บริโภคไทยพร้อมกู้ยืมเพื่อเป้าหมายทางการเงิน และ 25% ยอมกู้เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่อยากดี สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติซื้อสิ่งที่อยากได้ก่อนสิ่งจำเป็น ซึ่งทำให้หนี้ครัวเรือนสะสมของไทยสูงถึง 86.8%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1545855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W8n8Vx4OcPklpTR-SDJ9A

  • ผอ.สศศ.ลุยแม่ฮ่องสอน ติดตามการศึกษาพิเศษ ชูแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ปั้นโอกาสเท่าเทียมเพื่อเด็กพิการ-ด้อยโอกาส

    ผอ.สศศ.ลุยแม่ฮ่องสอน ติดตามการศึกษาพิเศษ ชูแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ปั้นโอกาสเท่าเทียมเพื่อเด็กพิการ-ด้อยโอกาส

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qxRwSwSLmvCPA1avHe-rP

  • รู้จัก “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา” เจ้าสาว “หมวดอ๋อ” สวยระดับนางงาม ดีกรี ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    รู้จัก “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา” เจ้าสาว “หมวดอ๋อ” สวยระดับนางงาม ดีกรี ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    รู้จัก หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ว่าที่เจ้าสาวของ หมวดอ๋อ

    จากเวทีประกวดนางสาวไทย สู่เส้นทางการแพทย์ พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือ หมอเพื่อน ผู้มากความสามารถที่ทั้งเก่ง สุขุม และมีตัวตนชัดเจนในสายงาน ล่าสุด กำลังจะเข้าสู่ช่วงสำคัญของชีวิตกับสถานะว่าที่เจ้าสาวของ หมวดอ๋อ พ.ต.อ.รณกร รัตนะพร 

    ประวัติและการศึกษา

    แพทย์หญิง กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ หมอเพื่อน เกิดวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ที่จังหวัดขอนแก่น สำเร็จการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และต่อยอดความรู้ด้วยการศึกษาระดับปริญญาโทที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ในช่วงเรียนแพทย์ชั้นปีสุดท้าย เธอเคยร่วมฝึกงานที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2553 ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริงในฐานะแพทย์ในโรงพยาบาลขอนแก่น และร่วมเป็นทีมแพทย์อาสาลงพื้นที่ห่างไกลร่วมกับมูลนิธิ พอ.สว.

    จากเวทีประกวดสู่บทบาทแพทย์เต็มตัว

    แม้เส้นทางหลักของเธอจะอยู่ในวิชาชีพแพทย์ แต่ในปี พ.ศ. 2552 หมอเพื่อนได้เข้าร่วมการประกวด นางสาวไทย และคว้าตำแหน่ง รองนางสาวไทย อันดับ 1 มาครอง จากการประกวดที่จัดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ด้วยบุคลิกสง่างาม สุขุม และความเป็นธรรมชาติ

    ก่อนหน้านั้น เธอเคยเข้าวงการบันเทิงผ่านผลงานภาพยนตร์เรื่อง รับน้องสยองขวัญ ขณะยังเป็นนักศึกษา แต่หลังจากนั้นได้ตัดสินใจกลับมามุ่งมั่นด้านการแพทย์อย่างเต็มที่

    บทบาทแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย

    ปัจจุบัน พญ.กอบกุลยา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน รวมถึงมีรายการที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพทั้งทางโทรทัศน์และคลื่นกรีนเวฟ 106.5 ก่อนหน้านี้เคยรายการวิทยุคลืนกรีนเวฟคู่กับ ดีเจโก ตฤณ เรืองกิจรัตนกุล ที่ทำให้หลายคนคุ้นเคยกับภาพหมอเพื่อนในมุมที่เข้าถึงง่าย และอธิบายเรื่องสุขภาพได้เข้าใจชัดเจน

    ก้าวใหม่ของหัวใจ ว่าที่เจ้าสาว “หมวดอ๋อ”

    ด้านชีวิตส่วนตัว ปัจจุบัน หมอเพื่อน อยู่ในช่วงเตรียมตัวสร้างครอบครัวกับ หมวดอ๋อ บุคคลที่หลายคนรู้จักในอดีตคนรักของ แอฟ ทักษอร

    ซึ่งในวันนี้ทั้งหมอเพื่อนและหมวดอ๋อ ต่างยืนอยู่ในจุดที่เติบโตขึ้นและมีเส้นทางชีวิตที่พร้อมสำหรับการเดินต่อไปด้วยกัน หลายคนต่างร่วมยินดี และมองว่าทั้งคู่ดูเหมาะสมในแง่ความคิดและวิถีการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สุภาพ และมีเป้าหมายชัดเจน งานแต่งจะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย. 2568 ณ โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล

    เรียกได้ว่า พญ.กอบกุลยา คือหนึ่งในผู้หญิงเก่งของยุคนี้ ที่ผ่านหลายบทบาทสำคัญในชีวิต และยังคงงดงามทั้งภายนอกและภายในจนได้รับการยกย่องในหลากหลายวงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9855238/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22e3o0mbv6ktFRUFAJjdk0

  • ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ต้องยอมรับว่า “เศรษฐกิจไทย” เรากำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “การฟื้นตัว” กับ “การถดถอยเชิงโครงสร้าง” เหตุเพราะ GDP โตต่ำต่อเนื่อง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมเริ่มหมดแรง ทั้งการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องจักรหลักของประเทศ

    ปัจจัยภายนอกก็ถาโถม ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเร็วเกินกว่าที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไล่ทัน จนประเทศเพื่อนบ้านตามทัน ในขณะที่ภายในประเทศ ยังติดกับดัก “โครงสร้างเก่า” แรงงานไร้ศักยภาพ หนี้ครัวเรือนสูง และรัฐที่ขาดดุลการคลังนานต่อเนื่องกว่า 20 ปี

    ก่อเกิดคำถาม แล้วเราจะไปต่ออย่างไร? คำตอบบางส่วนอาจอยู่ในเวทีนี้ ที่ 3 ผู้นำสำคัญ จากภาครัฐ – เอกชน และ การเงิน ต่างสะท้อนภาพเดียวกันว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแกนขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ครั้งใหญ่ 

    ตีแผ่ปัญหา รุมเร้า “เศรษฐกิจไทย”

    บนเวทีหลักของงาน สัมมนา The Standard Economic Forum 2025  ณ สยามพารากอน Section “ผสานพลังขับเคลื่อน สู่มิติใหม่อนาคตไทย”  ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

    กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ Perfect Storm” พายุหลายลูกที่ถาโถมมาพร้อมกัน ทั้งโลกร้อน, เทคโนโลยีดิสรัปต์, สังคมสูงวัย, หนี้ครัวเรือนพุ่ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะการที่ Fitch Ratings เพิ่งปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย (Outlook) เป็น “Negative” ก็สะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังที่อ่อนแรงลง หลังจากรัฐขาดดุลต่อเนื่องมานานสองทศวรรษ อีกปัญหาที่ฝังลึก คือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ขนาดมหึมา

    แรงงานกว่าครึ่งประเทศอยู่ในระบบที่ไม่เสียภาษี ไม่เข้าถึงสวัสดิการ และไม่ถูกนับในฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง ช่องว่างนี้ ยังเกิดจากที่รายได้ประเทศส่วนใหญ่ กระจุกอยู่ในมือธุรกิจรายใหญ่เพียง 1% ผลคือความเหลื่อมล้ำพุ่ง หนี้ครัวเรือนของคนตัวเล็กรวมกัน แตะระดับ 1.22 แสนล้านบาทไม่นับรวม หนี้นอกระบบ ที่ระบบเครดิตบูโร ยังเก็บข้อมูลไปไม่ถึง 

    ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมไม่ขยับ “ผยง” เสนอแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อเร่ง “Quick Big Win” ตามนโยบายใหญ่ของรัฐบาล ผ่าน 5 เสาหลัก คือ  กระตุ้นเศรษฐกิจ – ลดต้นทุน – สร้างรายได้ – เพิ่มประสิทธิภาพ – สร้างความเชื่อมั่น ทั้งหมดต้องเดินพร้อมกัน โดยมีฐานคิดร่วมระหว่างรัฐ ธนาคาร และเอกชน ภายใต้การสื่อสารสำคัญที่ว่า …

    “เราต้องเชื่อมโยงข้อมูล สร้าง Trust และทำให้ภาคเศรษฐกิจทุกส่วนเดินไปด้วยกันเพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ไทยมักถอยหลังลงไปเสมอ”

    “บุญเก่า” ของการท่องเที่ยว หมดเวลาใช้ซ้ำ

    อีกเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจาก ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่พูดถึงการท่องเที่ยวไทยในหัวข้อ “พลิกเกมท่องเที่ยวไทย สู่จุดหมายประสบการณ์ระดับโลก”

    โดย CEO ชั้นนำ บอกตรงๆ ว่า “เรากำลังใช้บุญเก่ามานานเกินไป” กว่า 30 ปีที่ไทยครองตำแหน่ง “แชมป์ท่องเที่ยวเอเชีย” แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เราเคยขาย เช่น “อาหารอร่อย ผู้คนมีน้ำใจ วัฒนธรรมงดงาม” วันนี้ประเทศอื่นก็ขายได้เหมือนกัน

    นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ต้องการเพียง “รูปสวย” แต่ต้องการ “ความหมาย” และต้องรู้สึกว่า “ประเทศไทยยังน่ารัก ปลอดภัย และจริงใจเหมือนเดิม”  แต่ภาพลักษณ์นี้กำลังสั่นคลอนจากปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการสื่อสารของรัฐที่ยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล

    “ถ้าไทยคือโปรดักต์ เราต้องรีแบรนด์ใหม่ จากเขารักเราแล้ว ให้กลายเป็น รักเรามากขึ้นเพราะสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี คือหัวใจของคนไทย”

    ชฎาทิพ ยังเสนอให้ไทยสร้าง “คลัสเตอร์การท่องเที่ยวร่วม” ดึงเอกชน ท้องถิ่น และรัฐมาร่วมกันสร้าง “เส้นทางประสบการณ์” เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาและใช้เงินในไทยมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวยิ่งลดลง นั่นหมายถึง ความเป็นอยู่ของเศรษฐกิจไทย ก็กำลังถอยหลังลงไปด้วยเช่นกัน 

    ผู้บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์  ยังฝากถึงรัฐบาลว่า หากอยากให้ท่องเที่ยวกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” อีกครั้ง ต้องทำให้ประเทศไทยเป็น One Stop Destinationที่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน “อยากมา” และ “อยากอยู่” โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขซับซ้อนหรือระบบราชการที่ปิดกั้นอีกต่อไป 

    ถึงเวลาสร้าง “อุตสาหกรรมบุกเบิก” ของไทย

    ด้าน ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทย ต้องไม่ใช่ “การพยุง” แต่คือ “การเปลี่ยนโครงสร้าง” เธอเสนอ “กรอบการทำงานเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมบุกเบิก” (Frontier Industries) เพื่อให้ไทยมีฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    กรอบนี้ต้องอาศัย การผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน ได้แก่ …

    • ธุรกิจ ต้องปรับโมเดลองค์กรให้แข็งแรง มี Global Mindset
    • รัฐ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ปรับกฎระเบียบล้าสมัย (Regulatory Guillotine) และสนับสนุนงานวิจัยให้ต่อยอดได้จริง
    • สถาบันการเงินและนักลงทุน ต้องสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ เช่น VC, Angel Fund, ตราสารทุนทางเลือก เพื่อหนุนธุรกิจที่กล้าเสี่ยงและเติบโตเร็ว

    คล้ายจะบอกว่า ถ้าเราไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ประเทศจะไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เลย และสุดท้าย เราจะกลายเป็นเพียงประเทศรับจ้างผลิต ที่ค่าแรงไม่ขึ้นอีกต่อไป 

    สรุปจากเวทีนี้ เสียงของ 3 บุคคลดังกล่าว ต่างได้สะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่สามารถ “รอการฟื้นตัว” ได้อีก เพราะเครื่องยนต์เก่า การส่งออก การบริโภค และการท่องเที่ยว  เริ่มหมดแรง สิ่งที่ไทยต้องทำ คือ “Reinvent ตัวเองทั้งระบบ” ตั้งแต่ฐานรากทางการเงิน การผลิต ไปจนถึงอุตสาหกรรมใหม่และภาพลักษณ์ประเทศ เป็นต้น 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2894027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_xRVEiEl8ipbLAjPB1UdK

  • ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

    โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

    ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

    ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

    นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

    “ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

    ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

    โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

    “สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

    ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

    ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

    เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
    ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
    ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
    ความท้าทายของภาครัฐ

    โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OE-7xiIApOAJyqK5_Sv_O

  • ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้น ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

    โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม

    – ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน

    – ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียว และสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด

    – ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป

    – ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย

    – ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

    – ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม

    – ด้านสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค

    – ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว

    – ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    – ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน

    – ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย

    – ด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F_daoCTPvGM15fJyK6t9F

  • สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้

    สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้

     
              สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้แน่นอน ยังไงก็ต้องดูที่นาฬิกาด้วย

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

              วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 วันนี้เป็นวันแรกที่คนละครึ่งพลัส สามารถสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่ได้ โดยวิธีการสั่งสามารถอ่านได้ที่กระทู้นี้

              อ่านข่าว : คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่ม 7 พ.ย. 68 เช็กเงื่อนไข แบบไหนทำได้ – ไม่ได้บ้าง 

              อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นวันแรกของการสั่งเดลิเวอรี่ กระปุกดอทคอมตรวจสอบพบว่า มีเรื่องหนึ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง มิเช่นนั้นอาจจะสั่งไม่ได้ นั่นคือ ส่วนของฟู้ดเดลิเวอรี่ จะเริ่มในช่วงเวลา 06.00-21.00 น. เท่านั้นในแต่ละวัน ถ้าหากหิว อยากหาอะไรกินมื้อดิ สั่งหลัง 3 ทุ่มไป จะสั่งไม่ได้แล้ว ต้องรอเช้าวันใหม่

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

     ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296331.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sXQcI2rrjttt9edj52SU-

  • วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    เปิดผลศึกษา “กองทุนน้ำมัน” ชี้ชัดใช้ผิดวัตถุประสงค์ อุดหนุนแอลพีจี ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568  สภาผู้บริโภค ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีวิชาการสาธารณะ “ผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจากผลการศึกษาสรุปได้ว่า แม้กองทุนน้ำมันฯ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานได้ในระยะสั้น แต่มีปัญหาความ โปร่งใส และไม่เป็นธรรม ใช้เงินน้ำมันอุ้มแอลพีจี ส่งผลให้กองทุนมีภาระทางการเงินสูง แนะปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    “กองทุนน้ำมัน” ยังขาดความยั่งยืน แนะปรับโครงสร้าง

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค : อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ

    อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562  โดยระบุว่า แม้กองทุนจะช่วยลดความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้นได้จริง แต่การดำเนินงานในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาการกู้ยืมเงินและกลไกการอุดหนุนข้ามประเภท (Cross-subsidy) ซึ่งส่งผลให้เกิดภาระทางการเงินสูงและความไม่ยั่งยืนในระยะยาว

    แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ได้ในระดับหนึ่ง แต่การดำเนินงานยังขาดความสอดคล้องกับแนวทางในแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นความยั่งยืน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล อีกทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดปัญหาความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้วิจัยพบว่า การดำเนินงานของกองทุนมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายที่มุ่ง “รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีเกิดวิกฤตการณ์” โดยเฉพาะกรณีน้ำมันดีเซลและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่กลายเป็นภาระต่อกองทุนและไม่สะท้อนหลักการรักษาเสถียรภาพราคาตามที่ พ.ร.บ. กำหนด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมราคา LPG เป็นการอุดหนุนมากกว่าการรักษาเสถียรภาพหรือไม่

    “การกำหนดสถานการณ์ใน “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง” ของสำนักงานกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์จริง เน้นเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและ LPG โดยไม่กำหนดกรอบวิกฤตของน้ำมันเบนซิน จึงทำให้เกิดการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินในอัตราสูง เพื่อนำไปอุดหนุนกลุ่มเชื้อเพลิงอื่น ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ขัดต่อแนวทางในแผนฯ ที่ระบุให้หลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม ทั้งยังทำให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกด้วย” อรรคณัฐระบุ

    นอกจากนี้ การปรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แม้จะเพิ่มเพดานการกู้เงินของกองทุนจาก 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่กลับไม่ปรับปรุงกลไกหลักที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวิกฤต ส่งผลให้กองทุนต้องรับภาระหนี้สินในระยะยาว และอาจกลายเป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษี เนื่องจากหนี้ของกองทุนถือเป็น “หนี้สาธารณะ”

    รวมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีตำแหน่งจากหน่วยงานซ้ำซ้อน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดความเป็นอิสระและอาจมีความอ่อนไหวต่อการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย จากการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน 5 ข้อ ดังนี้

    1. ปรับปรุงกลไกการอุดหนุนข้ามประเภท เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
    2. ปรับสูตรการคำนวณต้นทุนก๊าซ LPG ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง และให้ความสำคัญกับการใช้งานภาคครัวเรือนมากกว่าภาคอุตสาหกรรม
    3. เพิ่มความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแต่งตั้งตัวแทนผู้บริโภคในคณะกรรมการบริหารกองทุน
    4. ลดการพึ่งพาการกู้ยืมเงินและปรับโครงสร้างทางการเงินให้ยั่งยืน
    5. ปรับปรุงการดำเนินงานของกองทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายในแผนยุทธศาสตร์และแผนรองรับวิกฤตการณ์

    อรรคณัฐ กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงเป็นเรื่องของตัวเลขทางการเงิน แต่ยังเป็น “เรื่องของความเป็นธรรมและสิทธิของผู้บริโภค” ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดัน เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง

    “กองทุนน้ำมัน” ประโยชน์ หรือเป็นภาระประชาชน?

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค : รสนา โตสิตระกูล

    รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ สาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับปี 2562 เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่การจัดเก็บในอดีตถูกวินิจฉัยว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน

    กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้กองทุนทำหน้าที่ “รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง” อย่างไรก็ตาม ในการตีความและการปฏิบัติจริง กลับพบว่าการดำเนินงานของกองทุนอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีแนวโน้มเป็นภาระต่อผู้บริโภคมากกว่าที่จะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค

    ที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เคยกำหนด “หลักเกณฑ์การลดการชดเชยน้ำมันชีวภาพ” ตามที่กฎหมายระบุไว้ ทำให้เงินกองทุนถูกนำไปใช้ชดเชยน้ำมันชีวภาพในอัตราสูงต่อเนื่อง ทั้งที่น้ำมันชีวภาพมีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 30–40% ส่งผลให้กองทุนแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่ได้ใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันตามที่ตั้งใจไว้

    กองทุนน้ำมันในปัจจุบัน กลายเป็นการชดเชยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ทำให้เงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ถูกนำไปชดเชยน้ำมันชีวภาพและก๊าซหุงต้ม ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ มากกว่าช่วยลดภาระให้ประชาชน” นางสาวรสนากล่าว

    นอกจากนี้ รสนายังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบพลังงานว่า ราคาน้ำมันในประเทศยังอิงกับ “ราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์” แม้ประเทศไทยจะมีกำลังการกลั่นเพียงพอในประเทศ ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันแท้จริงได้ อีกทั้งก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ถูกปล่อยลอยตัวตามตลาดโลกตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งสร้างภาระให้ต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    แนะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน – ยกเลิกกองทุน

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค : รุ่งชัย จันทสิงห์

    รุ่งชัย จันทสิงห์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเกิดจาก “โครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบือน” โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาก๊าซ LPG และการกำหนดราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งหากยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้า น้ำมันในประเทศอาจลดลงได้ถึง ลิตรละ 1–1.50 บาท

    การดำเนินงานของกองทุนในปัจจุบันกลายเป็นภาระต่อผู้บริโภคมากกว่าการช่วยเหลือ โดยเฉพาะในส่วนของ การชดเชย LPG และน้ำมันชีวภาพ ที่ส่งผลให้กองทุนติดลบเป็นวงกว้าง จึงเสนอว่า หากรัฐบาลสามารถ “ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน” ให้สะท้อนต้นทุนจริง ทั้งน้ำมันดีเซล เบนซิน และก๊าซ LPG ได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะหมดความจำเป็น และสามารถยกเลิกได้ในที่สุด

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่าการแก้ไขปัญหาควรเริ่มจากการจัดการราคาก๊าซ LPG โดยให้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยสำหรับภาคครัวเรือนเป็นหลัก และกำหนดราคาที่โรงแยกก๊าซในประเทศให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน รวมถึง ทบทวนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและเงินส่งเข้ากองทุน ให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีที่ปัจจุบันไม่ต้องจ่ายภาษีในส่วนนี้ เพื่อให้โครงสร้างราคาพลังงานของประเทศโปร่งใส เป็นธรรม และลดภาระของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม ในงานยังมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมาธิการพลังงาน นักวิชาการ และภาคการเมือง ได้สะท้อนความเห็นร่วมว่า “กองทุนน้ำมันยังจำเป็น” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเสนอให้แยกบทบาทนโยบายออกจากการปฏิบัติ กำหนดนิยามคำว่า “วิกฤต” ให้ชัดเจน รวมถึงยกเลิกมาตราที่เปิดช่องให้ใช้กองทุนในเชิงประชานิยม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการอุดหนุนเชื้อเพลิงแบบข้ามผลิตภัณฑ์สร้างความไม่เป็นธรรมและภาระหนี้สินแก่กองทุน ควรปรับสู่รูปแบบ “การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า” กล่าวคือเป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่จำเป็น พร้อมเสนอให้เพิ่มผู้แทนภาคประชาชน เช่น สภาผู้บริโภค เข้าเป็นคณะกรรมกา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันควรเร่งวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม และเตรียมรับมือกับเรื่องภาษีคาร์บอนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/07112568_fuel-fund_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sVz0KAkazJpsGI56-0lkd

  • เปิดผลศึกษา ก.พ. ขยายอายุ “เกษียณราชการ” เปิดทาง “วัยเก๋า” ทำงานร่วม “คนรุ่นใหม่”

    เปิดผลศึกษา ก.พ. ขยายอายุ “เกษียณราชการ” เปิดทาง “วัยเก๋า” ทำงานร่วม “คนรุ่นใหม่”

    7 พฤศจิกายน 2568 นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. เคยศึกษาแนวทางการขยายการเกษียณอายุราชการไว้หลายรูปแบบ และมีทางเลือกหลายช่วงอายุ ซึ่งจากนี้จะต้องรอการตัดสินใจในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด และต้องปรับปรุงข้อกฎหมายใดบ้าง คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป

    แหล่งข่าวจาก ก.พ. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ก.พ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 63 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรและศักยภาพการทำงานของคนไทยที่มีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาดังกล่าววางกรอบดำเนินการระยะเวลา 6 ปี โดยเพิ่มอายุเกษียณครั้งละ 1 ปี ทุก 2 ปี เพื่อให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเกษียณอายุที่ 63 ปี ภายในปี 2567

    ก.พ. ได้ศึกษาหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอายุที่เหมาะสมในการเกษียณจากราชการและจากงาน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประเมินงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบบริหารงานบุคคลให้รองรับคนทำงานหลายช่วงวัย

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการบางตำแหน่ง เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ นายสัตวแพทย์ และสายงานศิลปวัฒนธรรมบางประเภท รับราชการต่อได้ไม่เกิน 10 ปีหลังครบ 60 ปี หากมีเหตุผลความจำเป็นและได้รับการพิจารณาโดย อ.ก.พ. กระทรวง

    เปิดผลศึกษา ก.พ. ขยายอายุ

    อย่างไรก็ตาม การขยายอายุเกษียณไม่อาจดำเนินการได้ทันทีโดยไร้มาตรการรองรับ ก.พ. จึงเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ

    1. มาตรการบริหารกำลังคนสูงอายุ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้าราชการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

    2. มาตรการเตรียมความพร้อมในการสืบทอดตำแหน่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียบุคลากรเมื่อถึงเวลาที่ต้องเกษียณจริง

    3. มาตรการสร้างสมดุลกำลังคนในระบบราชการ ด้วยการเปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนดในบางกรณี พร้อมเพิ่มจำนวนบุคลากรในสายงานที่ขาดแคลน

    อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือการจ้างผู้ที่เกษียณแล้วกลับมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอย่างชัดเจน รวมถึงประเมินประสิทธิภาพการทำงานและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แม้แนวคิดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาลึกเพิ่มเติม ทั้งในด้านงบประมาณ ผลกระทบต่อโอกาสความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ และระบบบริหารค่าตอบแทน การขยายอายุเกษียณจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับโครงสร้างประชากรในอนาคต

    ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969107&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XTb-wJoDzrGh2INDX1cBE

  • สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ร่วมแสดงความยินดีกับ นายกิตติพัฒน์ อัครชวัลวัฒน์ สาขาวิชาช่างไฟฟ้า นักเรียนระดับปวช. ชั้นปีที่ 1 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 4 มาตรฐานระดับเหรียญทอง ประเภทการแข่งขันทักษะพื้นฐานการประกวดทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล ระดับ ปวช. จัดโดย องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย และสำนักงานอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร ควบคุมการฝึกซ้อมโดย นางสาววรินทิพย์ พระภูมี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ วิทยาลัยพณิชยการบางนา กรุงเทพมหานคร

    ขอขอบคุณข้อมูลภาพข่าว: แผนกวิชาสามัญ โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — 7 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — 7 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — 7 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116795/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kpj2j6eIOpRzoQVb5nhJl