Blog

  • เช็กอินทุ่งทานตะวัน 2568 บานรับลมหนาว ถ่ายรูปสวยสุดปัง

    เช็กอินทุ่งทานตะวัน 2568 บานรับลมหนาว ถ่ายรูปสวยสุดปัง

              ทุ่งทานตะวัน 2568 ลมหนาวพัดมาเมื่อไหร่ ทุ่งทานตะวันก็พร้อมบานสะพรั่งต้อนรับนักท่องเที่ยว  ชวนออกเดินทางไปสัมผัสสีเหลืองสดใสของดอกทานตะวันทั่วไทยกัน

              เมื่อสายลมหนาวเริ่มพัดมา ทุ่งทานตะวันทั่วไทยก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสว่างไสว กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฤดูท่องเที่ยวปลายปีที่หลายคนรอคอย ปีนี้ก็เช่นกัน ที่เที่ยวหน้าหนาว ยังคงคึกคักด้วยทุ่งทานตะวันบานสะพรั่งรอต้อนรับนักเดินทาง ชวนกันออกไปสูดอากาศสดชื่น เดินเล่นท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ ว่าแต่จะีที่ไหนบานแล้วบ้าง ? หรือบานเมื่อไหร่ ? ตามเรามาเช็กลลิสต์ด้วยกันเลย

    ทุ่งทานตะวัน 2568

    จังหวัดลพบุรี

              จาากข้อมูลเฟซบุ๊ก สนง.เกษตรอำเภอ เมืองลพบุรี ได้แจ้งกำหนดการทุ่งทานตะวัน ลพบุรี 2568 ทยอยบานแต่ละไร่ ซึ่งมีช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ได้แก่

    ทุ่งทานตะวัน 2568 ลพบุรี

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สนง.เกษตรอำเภอ เมืองลพบุรี

    ทุ่งทานตะวันไร่วิชาญ

    ทุ่งทานตะวันไร่ไสวรถยกลพบุรี

    ทุ่งทานตะวันไร่เปรมปรี

    ไร่จำรัส

    • ช่วงดอกบาน : วันที่ 3 ธันวาคม 2568 – 22 ธันวาคม 2568
    • พิกัด : ไร่จำรัส

    ทุ่งทานตะวัน 2568 ลพบุรี

    ไร่แม่ไหมพ่อไก่

    ทุ่งทานตะวันไร่แป้งหอม

    ทุ่งทานตะวันไร่ฟ้าใส

    ทุ่งทานตะวันสนามโดดร่ม

    ไร่ลุงนอง

    • ช่วงดอกบาน : วันที่ 15-25 พฤศจิกายน 2568
    • พิกัด : ไร่ลุงนอง

    ทุ่งทานตะวันบ้านไร่คุณยายส้มป่อย

    ทุ่งทานตะวันไร่โลโซ 

    ทุ่งทานตะวันไร่ลุงวิรัช 

    ไร่วานรลพบุรี 

    ทุ่งทานตะวัน 2568 ลพบุรี

    ไร่นวลพยอม ดอกคอสมอส

    ไร่สิรยา ดอกคอสมอส 

    ทุ่งทานตะวัน 2568 ลพบุรี

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สนง.เกษตรอำเภอ เมืองลพบุรี

    จังหวัดสระบุรี

              โดยปกติแล้วทุ่งทานตะวันในจังหวัดสระบุรี จะบานในช่วงฤดูหนาว ซึ่งตรงกับช่วงปลายปี พฤศจิกายน – มกราคม ของแต่ละปี พื้นที่ปลูกหลัก ได้แก่ อำเภอวังม่วง, พระพุทธบาท, แก่งคอย, หนองโดน, หนองแค และมวกเหล็ก สำหรับทุ่งทานตะวัน สระบุรี ที่ทยอยออกดอกให้เชยชยแล้ว ได้แก่

    ทุ่งทานตะวัน 2568 ลพบุรี

    ภาพจาก : Chaton Chokpatara / shutterstock.com

    วังเลนเกษตรแฟร์ 

    • ช่วงดอกบาน : วันที่ 1 พศจิกายน 2568 เป็นต้นไป, รอบ 2
      วันที่ 25 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569
    • พิกัด : วังเลนเกษตรแฟร์

    ทุ่งทานตะวัน 2568 สระบุรี

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก วังเลนเกษตรแฟร์

              *** สำหรับไร่อื่น ๆ จะทยอยอัปเดตให้อีกครั้ง สามารถอัปเดตข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก สำนักงานเกษตรอำเภอมวกเหล็ก

    จังหวัดปทุมธานี

              ชวนเที่ยวงานทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6 วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00-18.00 น. ณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

              มาเที่ยวชมความงดงามของทุ่งทานตะวันกว่า 5 ไร่ และสนุกไปกับกิจกรรมสุดพิเศษมากมายที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ 

    • เดินชมและถ่ายรูปสุดชิคกับทุ่งทานตะวันกว่า 5 ไร่

    • เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากชุมชน

    • ชมการแสดงพืชผักและไม้ดอกนานาชนิด

    • เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร

    • รับฟรี ! ต้นกล้าผักและไม้ดอกนานาพันธุ์

    ทุ่งทานตะวัน 2568 ปทุมธานี

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก CPRAM

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก CPRAM

    กรุงเทพฯ

              ตอนนี้ที่สวนจตุจักร เต็มไปด้วยความสดใสของดอกทานตะวันนับพันต้นที่กำลังบานสะพรั่งกลางแดดอุ่น ๆ บรรยากาศสวยงามเหมาะสุด ๆ สำหรับออกไปถ่ายรูปเช็กอิน หรือเดินเล่นชิล ๆ ให้ธรรมชาติช่วยฮีลใจ งานนี้มีแค่ปีละครั้งเท่านั้นนะ แนะนำให้ไปช่วงเช้า ๆ หรือไม่ก็เย็น ๆ สักช่วงประมาณ 16.00 น. เพราะอากาศจะไม่ร้อนมาก แสงกำลังดี ถ่ายรูปออกมาสวยทุกมุม ที่สำคัญ…เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า มาลงที่สถานีหมอชิต (ทางออก 3) แล้วเจอกับทุ่งทานตะวันได้เลย

    ทุ่งทานตะวัน 2568 กรุงเทพ

    ภาพจาก : singh srilom / shutterstock.com

              ฤดูหนาวนี้ออกไปสัมผัสความงามของทุ่งทานตะวัน 2568 ที่กำลังบานสะพรั่งทั่วไทย ได้เวลาชวนคนรู้ใจออกไปเที่ยว เติมความสดใสให้หัวใจกันเถอะ ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568 ที่เที่ยวธรรมชาติ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296334.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R0Sy_jiYD9MRnDdRtLU_6

  • น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง! ถนนท่องเที่ยวอุทัยธานีจม 50 ซม. รถเล็กผ่านไม่ได้ ชาวบ้านเร่งขนของหนีน้ำ

    น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง! ถนนท่องเที่ยวอุทัยธานีจม 50 ซม. รถเล็กผ่านไม่ได้ ชาวบ้านเร่งขนของหนีน้ำ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XcVE3gxiKGRo9kdtUhiju

  • รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    การเมือง

    07 พ.ย. 2025 เวลา 16:09 น.

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    รองหัวหน้าพรรค ปชน.เสนอไทย ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาส่งออก ดันความสำคัญภายใน สร้างไทยเป็น ‘เสือตัวที่ 5’ วิ่งด้วยขาตัวเอง

    • วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ปชน. เสนอให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไทย โดยลดการพึ่งพาการส่งออกซึ่งสูงถึง 70% ของ GDP และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ
    • แนะสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทค (Hitech ecosystem) เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น เครื่องมือแพทย์ และสนับสนุน SME ให้ตอบโจทย์สังคมสูงวัย
    • เปลี่ยนแนวคิดจาก “Made in Thailand” เป็น “Made with Thailand” โดยร่วมมือกับชาติอื่นในเอเชียตะวันออกเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และหาจุดยืนที่โดดเด่นในห่วงโซ่การผลิตโลก

    เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 ในเวที The Standard Economic Forum 2025 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เสนอให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” ได้แก่

    1. ไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอเศรษฐกิจภายใน ประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ต่อจีดีพีเท่านั้น

    ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    2. ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hitech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต

    นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

    ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    3. เชื่อมต่อโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม วีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

    ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็งจุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน  (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1206667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PTKHEP5Adebi67VGh_41q

  • กูรูชี้ราคาทองคำเดือนพ.ย. ผันผวนหนัก รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    กูรูชี้ราคาทองคำเดือนพ.ย. ผันผวนหนัก รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    กูรูชี้ราคาทองคำเดือนพ.ย. ผันผวนหนัก รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ

    โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ หลังจากที่ได้ลดดอกเบี้ยไปแล้วในเดือนตุลาคมที่ผ่ามาในระดับ 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

    ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch Tool ชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 68.8% ต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 85.2%

    ขณะที่สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่าล่าสุดทางรัฐบาลจีนประกาศยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีทองคำ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนของผู้ค้าปลีกเพิ่มขึ้น และความต้องการทองคำในประเทศลดลง

    ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีฉนวนกาซา แม้มีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ดังนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบราคาทองคำในเดือนนี้อยู่ที่ 3,820-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยอยู่ประมาณ 58,900-64,000 บาท (ณ อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 6 พ.ย.68 ที่ระดับ 32.45 บาท) พร้อมแนะนำให้นักลงทุน ทยอยขายเมื่อราคาขึ้นถึงแนวต้าน

    อย่างไรก็ตาม ทางโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในเดือนธ.ค. 2569 จาก 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยอยู่ประมาณ 66,300 บาท) เป็น 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยอยู่ประมาณ 75,580 บาท) โดยอ้างถึงการไหลเข้าของเงินทุนสู่กองทุน ETF ทองคำในภูมิภาคตะวันตกอย่างแข็งแกร่ง และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/643333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HvrcAqxFmz55brs9RKtwg

  • กระทรวงแรงงานเผยตลาดแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 ยังแกร่ง มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราว่างงานต่ำเพียง 0.9%

    กระทรวงแรงงานเผยตลาดแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 ยังแกร่ง มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราว่างงานต่ำเพียง 0.9%

    กระทรวงแรงงาน เผยภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ตลาดแรงงานไทยยังทรงตัวและมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ชี้อัตราการมีงานทำยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.9 ด้านการจ้างงานในระบบประกันสังคมยังขยายตัว

    พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน

    สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

    ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34

    ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง

    พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/969619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BwfKaBwvxrB8K260bYlQF

  • IT และบ.ย่อย ไตรมาส 3/68กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 39.49 ลบ.

    IT และบ.ย่อย ไตรมาส 3/68กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 39.49 ลบ.

    IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์

    บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน)และบริษัทย่อย  ไตรมาส 3/68 มีกำไรสุทธิ 39.49 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.108 บาท

    เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.85 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.092 บาท

              บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการ(รวมบริษัทย่อย)  งวดไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 สรุปได้ดังนี้                                                                          สอบทาน/ตรวจสอบ                                               สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน      (หน่วย : พันบาท)                                                   ไตรมาส 3              งวด 9 เดือน                                         ปี       2568       2567       2568       2567  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                           39,494     33,849    117,453    104,629  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)                  0.108      0.092      0.321      0.286

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRA60IQ394WXUOT0LSHQWPDOHMMXLT7L&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WTlj14fhVTAfTkmPrA2CS

  • IT กำไร 9 เดือนแรกปี 68 พุ่งแตะ 117 ลบ. รับดีมานด์สินค้าไอทีหนุน

    IT กำไร 9 เดือนแรกปี 68 พุ่งแตะ 117 ลบ. รับดีมานด์สินค้าไอทีหนุน

    บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ IT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีกำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือน จำนวน 39.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.85 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 16.73%

    ส่วนงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 117.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 104.63 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.28 โดยมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.321 บาท เพิ่มขึ้นจาก 0.286 บาทในปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และแนวโน้มความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/794306&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e9LTCnhbWtzt8cvdokLbG

  • เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”  ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    ไอที

    เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    วันศุกร์ ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”

    ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่า พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) จะส่งผลให้ช่วงวันที่ 7–9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ทั้งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม นำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งนั้น

    เอไอเอส ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการสื่อสารของประชาชน จึงได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้บริการเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้

    • ดูแลเครือข่ายอย่างเต็มกำลัง: จัดทีมวิศวกรและช่างเทคนิคแสตนบายพร้อม รถสถานีฐานเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนสัญญาณทันทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน พร้อมมอนิเตอร์โครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเครือข่าย (Network Operation Center: NOC) พร้อมตั้ง War Room ทันทีหากสถานการณ์ยกระดับ เพื่อสั่งการฟื้นฟูโครงข่ายอย่างรวดเร็ว

    • สำรองพลังงานอย่างเพียงพอ: เตรียมเครื่องปั่นไฟและน้ำมันสำรอง ในโหมดหลักและพื้นที่เสี่ยง เพื่อคงสัญญาณสื่อสารในสถานการณ์ไฟฟ้าขัดข้อง

    • ดูแลความปลอดภัยของพนักงานในพื้นที่ปฏิบัติงาน: จัดเตรียม อุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน เช่น ชุดเซฟตี้ เสื้อชูชีพ เรือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุด

    • ประสานงานเชิงรุกกับหน่วยงานภาครัฐ: ร่วมมือกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และส่วนราชการในจังหวัดพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมโครงข่ายในบริเวณ ศูนย์อพยพ ที่แต่ละจังหวัดจัดตั้ง

    เอไอเอสยืนยันความพร้อมของทุกหน่วยงานในการดูแลประชาชนให้สามารถใช้บริการสื่อสารและเน็ตบ้านได้ต่อเนื่องอย่างดีที่สุด พร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทยตลอดช่วงผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” และพร้อมสนับสนุนการสื่อสารในพื้นที่ที่จำเป็นอย่างเต็มกำลัง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453377&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OW3iiqWRw315J3CRLWLpt

  • นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

    นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

    “วันวิชิต” ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เดินเกมเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อฐานราก คืนชีวิตให้ตลาดสด

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นแนวทางที่เน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจชีวิตประจำวัน (Everyday Economy) มากกว่าตัวเลขในรายงาน

    ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า หัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับฐานราก โดยรัฐบาลใช้แนวทางที่สอดประสานกันทั้งระบบ โครงการคนละครึ่งพลัสนโยบายนี้ (เริ่ม พ.ย. 2568) สนับสนุนวงเงินให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยรัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มอำนาจซื้อ แต่ยังสร้าง “ความรู้สึกมั่นใจ” ในระบบเศรษฐกิจ คืนชีวิตให้ตลาดและชุมชน

    นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้และท่องเที่ยว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC และมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่วนพลังงานชุมชนโครงการที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน

    ผศ.ดร.วันวิชิตสรุปว่า รัฐบาลอนุทินเลือกทำในสิ่งที่ประชาชนรู้สึกได้จริง ทำให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาคชุมชน ซึ่งสะท้อนการทำงานแบบ บูรณาการ เชื่อมโยงนโยบายระหว่างกระทรวง ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cILZAUKqRxu6zwwkBM6z-

  • ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ต้องยอมรับว่า “เศรษฐกิจไทย” เรากำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “การฟื้นตัว” กับ “การถดถอยเชิงโครงสร้าง” เหตุเพราะ GDP โตต่ำต่อเนื่อง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมเริ่มหมดแรง ทั้งการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องจักรหลักของประเทศ

    ปัจจัยภายนอกก็ถาโถม ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเร็วเกินกว่าที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไล่ทัน จนประเทศเพื่อนบ้านตามทัน ในขณะที่ภายในประเทศ ยังติดกับดัก “โครงสร้างเก่า” แรงงานไร้ศักยภาพ หนี้ครัวเรือนสูง และรัฐที่ขาดดุลการคลังนานต่อเนื่องกว่า 20 ปี

    ก่อเกิดคำถาม แล้วเราจะไปต่ออย่างไร? คำตอบบางส่วนอาจอยู่ในเวทีนี้ ที่ 3 ผู้นำสำคัญ จากภาครัฐ – เอกชน และ การเงิน ต่างสะท้อนภาพเดียวกันว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแกนขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ครั้งใหญ่ 

    ตีแผ่ปัญหา รุมเร้า “เศรษฐกิจไทย”

    บนเวทีหลักของงาน สัมมนา The Standard Economic Forum 2025  ณ สยามพารากอน Section “ผสานพลังขับเคลื่อน สู่มิติใหม่อนาคตไทย”  ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

    กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ Perfect Storm” พายุหลายลูกที่ถาโถมมาพร้อมกัน ทั้งโลกร้อน, เทคโนโลยีดิสรัปต์, สังคมสูงวัย, หนี้ครัวเรือนพุ่ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะการที่ Fitch Ratings เพิ่งปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย (Outlook) เป็น “Negative” ก็สะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังที่อ่อนแรงลง หลังจากรัฐขาดดุลต่อเนื่องมานานสองทศวรรษ อีกปัญหาที่ฝังลึก คือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ขนาดมหึมา

    แรงงานกว่าครึ่งประเทศอยู่ในระบบที่ไม่เสียภาษี ไม่เข้าถึงสวัสดิการ และไม่ถูกนับในฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง ช่องว่างนี้ ยังเกิดจากที่รายได้ประเทศส่วนใหญ่ กระจุกอยู่ในมือธุรกิจรายใหญ่เพียง 1% ผลคือความเหลื่อมล้ำพุ่ง หนี้ครัวเรือนของคนตัวเล็กรวมกัน แตะระดับ 1.22 แสนล้านบาทไม่นับรวม หนี้นอกระบบ ที่ระบบเครดิตบูโร ยังเก็บข้อมูลไปไม่ถึง 

    ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมไม่ขยับ “ผยง” เสนอแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อเร่ง “Quick Big Win” ตามนโยบายใหญ่ของรัฐบาล ผ่าน 5 เสาหลัก คือ  กระตุ้นเศรษฐกิจ – ลดต้นทุน – สร้างรายได้ – เพิ่มประสิทธิภาพ – สร้างความเชื่อมั่น ทั้งหมดต้องเดินพร้อมกัน โดยมีฐานคิดร่วมระหว่างรัฐ ธนาคาร และเอกชน ภายใต้การสื่อสารสำคัญที่ว่า …

    “เราต้องเชื่อมโยงข้อมูล สร้าง Trust และทำให้ภาคเศรษฐกิจทุกส่วนเดินไปด้วยกันเพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ไทยมักถอยหลังลงไปเสมอ”

    “บุญเก่า” ของการท่องเที่ยว หมดเวลาใช้ซ้ำ

    อีกเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจาก ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่พูดถึงการท่องเที่ยวไทยในหัวข้อ “พลิกเกมท่องเที่ยวไทย สู่จุดหมายประสบการณ์ระดับโลก”

    โดย CEO ชั้นนำ บอกตรงๆ ว่า “เรากำลังใช้บุญเก่ามานานเกินไป” กว่า 30 ปีที่ไทยครองตำแหน่ง “แชมป์ท่องเที่ยวเอเชีย” แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เราเคยขาย เช่น “อาหารอร่อย ผู้คนมีน้ำใจ วัฒนธรรมงดงาม” วันนี้ประเทศอื่นก็ขายได้เหมือนกัน

    นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ต้องการเพียง “รูปสวย” แต่ต้องการ “ความหมาย” และต้องรู้สึกว่า “ประเทศไทยยังน่ารัก ปลอดภัย และจริงใจเหมือนเดิม”  แต่ภาพลักษณ์นี้กำลังสั่นคลอนจากปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการสื่อสารของรัฐที่ยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล

    “ถ้าไทยคือโปรดักต์ เราต้องรีแบรนด์ใหม่ จากเขารักเราแล้ว ให้กลายเป็น รักเรามากขึ้นเพราะสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี คือหัวใจของคนไทย”

    ชฎาทิพ ยังเสนอให้ไทยสร้าง “คลัสเตอร์การท่องเที่ยวร่วม” ดึงเอกชน ท้องถิ่น และรัฐมาร่วมกันสร้าง “เส้นทางประสบการณ์” เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาและใช้เงินในไทยมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวยิ่งลดลง นั่นหมายถึง ความเป็นอยู่ของเศรษฐกิจไทย ก็กำลังถอยหลังลงไปด้วยเช่นกัน 

    ผู้บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์  ยังฝากถึงรัฐบาลว่า หากอยากให้ท่องเที่ยวกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” อีกครั้ง ต้องทำให้ประเทศไทยเป็น One Stop Destinationที่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน “อยากมา” และ “อยากอยู่” โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขซับซ้อนหรือระบบราชการที่ปิดกั้นอีกต่อไป 

    ถึงเวลาสร้าง “อุตสาหกรรมบุกเบิก” ของไทย

    ด้าน ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทย ต้องไม่ใช่ “การพยุง” แต่คือ “การเปลี่ยนโครงสร้าง” เธอเสนอ “กรอบการทำงานเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมบุกเบิก” (Frontier Industries) เพื่อให้ไทยมีฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    กรอบนี้ต้องอาศัย การผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน ได้แก่ …

    • ธุรกิจ ต้องปรับโมเดลองค์กรให้แข็งแรง มี Global Mindset
    • รัฐ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ปรับกฎระเบียบล้าสมัย (Regulatory Guillotine) และสนับสนุนงานวิจัยให้ต่อยอดได้จริง
    • สถาบันการเงินและนักลงทุน ต้องสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ เช่น VC, Angel Fund, ตราสารทุนทางเลือก เพื่อหนุนธุรกิจที่กล้าเสี่ยงและเติบโตเร็ว

    คล้ายจะบอกว่า ถ้าเราไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ประเทศจะไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เลย และสุดท้าย เราจะกลายเป็นเพียงประเทศรับจ้างผลิต ที่ค่าแรงไม่ขึ้นอีกต่อไป 

    สรุปจากเวทีนี้ เสียงของ 3 บุคคลดังกล่าว ต่างได้สะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่สามารถ “รอการฟื้นตัว” ได้อีก เพราะเครื่องยนต์เก่า การส่งออก การบริโภค และการท่องเที่ยว  เริ่มหมดแรง สิ่งที่ไทยต้องทำ คือ “Reinvent ตัวเองทั้งระบบ” ตั้งแต่ฐานรากทางการเงิน การผลิต ไปจนถึงอุตสาหกรรมใหม่และภาพลักษณ์ประเทศ เป็นต้น 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2894027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_xRVEiEl8ipbLAjPB1UdK