Blog

  • สจด. จัดสอบประเมินสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดสอบประเมินสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116822/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1–DhKvYtY6pkXbkL8hSfT

  • สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 1/2568 – OBEC

    สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 1/2568 – OBEC

    วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.30 น. นายนิติศาสตร์ พรมแสงใส ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวลักษมีกานต์ เที่ยงพิมล ผู้อำนวยการกลุ่ม นิเทศติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา, คณะศึกษานิเทศก์, และคณะกรรมการ ณ ห้องประชุมพุทธโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/20643&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m1xpcn9PKkGp1rjABUpke

  • เปิดผลศึกษาก.พ. ขยายอายุเกษียณราชการ เปิดทางวัยเก๋าทำงานร่วมรุ่นใหม่

    เปิดผลศึกษาก.พ. ขยายอายุเกษียณราชการ เปิดทางวัยเก๋าทำงานร่วมรุ่นใหม่

    เปิดผลศึกษาก.พ. ขยายอายุเกษียณราชการ เปิดทางวัยเก๋าทำงานร่วมรุ่นใหม่

    การขยายอายุเกษียณราชการเป็นประเด็นที่กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังจากนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมเชิญสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาหารือถึงแนวทางการขยายระยะเวลาการเกษียณอายุราชการ เพราะปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานที่เริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ที่อายุ 70 ปี หรือข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ที่อายุ 65 ปี

    ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการขยายการเกษียณอายุราชการ หลังพบข้อมูลว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ย 70 ปี มีอัตราการเกิดน้อยกว่าการเสียชีวิต ส่งผลให้บุคคลที่ทำงานสร้างผลิตภาพให้กับประเทศมีน้อย อีกทั้งจะมีอายุขัยรับเงินบำนาญเฉลี่ย 20 ปี จาก 60 ปี ไปถึง 80 ปี ซึ่งการขยายเวลาเกษียณอายุราชการ จึงผูกพันไปยังเรื่องประชากรศาสตร์ กำลังแรงงานข้าราชการ และงบประมาณด้วย

    นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. เคยศึกษาแนวทางการขยายการเกษียณอายุราชการไว้หลายรูปแบบ และมีทางเลือกหลายช่วงอายุ ซึ่งจากนี้จะต้องรอการตัดสินใจในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด และต้องปรับปรุงข้อกฎหมายใดบ้าง คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป

    แหล่งข่าวจากก.พ. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ก.พ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 63 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรและศักยภาพการทำงานของคนไทยที่มีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาดังกล่าววางกรอบดำเนินการระยะเวลา 6 ปี โดยเพิ่มอายุเกษียณครั้งละ 1 ปี ทุก 2 ปี เพื่อให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเกษียณอายุที่ 63 ปี ภายในปี 2567

    ก.พ. ได้ศึกษาหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอายุที่เหมาะสมในการเกษียณจากราชการและจากงาน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประเมินงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบบริหารงานบุคคลให้รองรับคนทำงานหลายช่วงวัย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการบางตำแหน่ง เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ นายสัตวแพทย์ และสายงานศิลปวัฒนธรรมบางประเภท รับราชการต่อได้ไม่เกิน 10 ปีหลังครบ 60 ปี หากมีเหตุผลความจำเป็นและได้รับการพิจารณาโดย อ.ก.พ. กระทรวง

    อย่างไรก็ตาม การขยายอายุเกษียณไม่อาจดำเนินการได้ทันทีโดยไร้มาตรการรองรับ ก.พ. จึงเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ

    1. มาตรการบริหารกำลังคนสูงอายุ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้าราชการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

    2. มาตรการเตรียมความพร้อมในการสืบทอดตำแหน่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียบุคลากรเมื่อถึงเวลาที่ต้องเกษียณจริง

    3. มาตรการสร้างสมดุลกำลังคนในระบบราชการ ด้วยการเปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนดในบางกรณี พร้อมเพิ่มจำนวนบุคลากรในสายงานที่ขาดแคลน

    อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือการจ้างผู้ที่เกษียณแล้วกลับมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอย่างชัดเจน รวมถึงประเมินประสิทธิภาพการทำงานและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แม้แนวคิดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาลึกเพิ่มเติม ทั้งในด้านงบประมาณ ผลกระทบต่อโอกาสความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ และระบบบริหารค่าตอบแทน การขยายอายุเกษียณจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับโครงสร้างประชากรในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643411&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tEc3lm57HF4ZFgIPKwzKS

  • นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด


    7/11/2568 | 33 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568) เวลา 15.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม InterContinental สาธารณรัฐสิงคโปร์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังภารกิจการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยได้มีโอกาสพบหารือกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมายาวนาน โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และถือเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมุ่งเน้นการใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อมด้านทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตและการลงทุน ซึ่งหากผนึกกำลังกันจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็น “ครัวของโลก” พร้อมผลักดันการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาดและสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค โดยมีไทยเป็นฐานการผลิตและสิงคโปร์เป็นพันธมิตรด้านการตลาดและการลงทุน

    ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยและสิงคโปร์ยังตกลงพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะระบบการชำระเงินดิจิทัล เช่น การเชื่อมโยงระบบ “พร้อมเพย์” ของไทยกับ “PayNow” ของสิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจยุคใหม่ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการส่งเสริม start-up ในภูมิภาค

    ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและสิงคโปร์จะร่วมกันผลักดันโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยจะใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศในการผลิตและแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงจากกลไกตลาดโลก

    ในด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในภูมิภาค โดยประเทศไทยประกาศความพร้อมที่จะจัดงานประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และแนวทางความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรม “SET Government Roadshow 2025” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายให้ต่างชาติเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    สำหรับด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับองค์กรทางการแพทย์ของสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุและการแพทย์ป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของสังคมสูงวัยในประเทศไทย พร้อมย้ำว่าผู้สูงอายุควรเป็น “ทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่ภาระของสังคม” และรัฐบาลจะสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ ที่ไม่เพียงตอกย้ำความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ แต่ยังเปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน และสาธารณสุข เพื่อยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102031


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3-VflopoGGJv7J9ANgRd

  • ศอ.บต. จัดหนัก!! เปิดมหกรรม “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น” 7-9 พ.ย. ที่เบตง หวังปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้

    ศอ.บต. จัดหนัก!! เปิดมหกรรม “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น” 7-9 พ.ย. ที่เบตง หวังปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้

    เบตง, ยะลา, วันที่ 7 พ.ย. – นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลั่นฆ้องเปิด ‘มหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 3 โดย ศอ.บต. ได้ให้พื้นที่แก่ผู้ประกอบการกว่า 300 รายใช้ฟรี พร้อมอัดฉีดโปรโมชันรวมมูลค่ากว่าแสนบาท เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากมาเลเซียเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายในการสร้าง ‘ตลาดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ’ อย่างเป็นรูปธรรม

    มหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเลือกเบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดในการดึงดูดกำลังซื้อและนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย กลยุทธ์สำคัญของ ศอ.บต. คือการเน้นการ “เปิดพื้นที่” ให้กับผู้ประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 300 คูหา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ เพื่อลดภาระและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจแก่ชาวบ้านโดยตรง ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านสินค้า “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น”

    เพื่อสร้างความคึกคักและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในงานทันที ศอ.บต. ได้อัดฉีดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันพิเศษมูลค่ารวมกว่าแสนบาทตลอด 3 วัน ดังนี้ช็อปดี มีคืน (จับรางวัลทุกวัน): เพียงซื้อสินค้าครบ 100 บาท ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท และสินค้า/คูปองแทนเงินสดอีกกว่า 30,000 บาท TikTok Challenge: การแข่งขันทำคลิป Video Content ประชาสัมพันธ์งาน ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 10,000 บาท รวมถึงการเช็คอินรับคูปองเงินสดสำหรับใช้จ่ายภายในงาน, กิจกรรมวงล้อลุ้นโชค, และการแข่งขันกินเก่ง ชิงเงินรางวัล

    นายปิยะศิริ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเห็นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง “สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนที่มาเข้าร่วมงาน ไม่ใช่พิธีเปิด ผู้ประกอบการที่มา ไม่ได้เกิดจากการที่มา มาขายของแล้วไม่ต้องจ่ายตังค์ คือมาฟรี แต่สิ่งสำคัญเขาเห็นความ มีชีวิต เพราะเป็นโอกาสยากมากเลยที่จะมี การจุดรวมที่มาซื้อขายของอะไรกันแบบนี้”

    นายปิยะศิริ ยังตอกย้ำถึงบทบาทหลักของหน่วยงานรัฐในการเป็นผู้สร้างความมั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐ มีหน้าที่ที่จะสร้างความเชื่อมั่น และตอกย้ำ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์ข้างนอกจะเป็นอย่างไร แต่ชาวบ้านยังต้องซื้อ ต้องกิน ต้องจับจ่าย เราเลือกพื้นที่เมืองชายแดน เนื่องจากว่า เป็นจุดผ่านเข้า-ออกของ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย เราจำเป็นที่ต้องใช้กำลังซื้อของคนภายนอกด้วย แล้วเราคาดหวังว่าอาจจะมีความฟลุ๊คหรือมหัศจรรย์ในการที่ จับคู่ธุรกิจ บ้าง อาจจะมีคำสั่งซื้อที่มากกว่าการซื้อปกติของที่เราอุดหนุนกันเอง

    การจัดมหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ครั้งที่ 3 ที่เบตง จึงเป็นกลไกสำคัญที่ ศอ.บต. ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่เป้าหมาย และเปิดประตูการค้าชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้จุดแข็งของพื้นที่เพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศมาหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eLHoqygoMve_-MqDwQIW4

  • หุ้นเอเชียร่วง-ทองในประเทศ ปิดตลาดผันผวน 15 ครั้ง ลบ 50 บาท

    หุ้นเอเชียร่วง-ทองในประเทศ ปิดตลาดผันผวน 15 ครั้ง ลบ 50 บาท

    07 พฤศจิกายน 2568, 17:55น.

              ทองโลกเริ่มทยอยฟื้นตัว ส่งผลราคาทองในประเทศวันนี้ เคลื่อนไหว 15 ครั้งก่อนปิดตลาด ส่งผล

    +++ทองแท่ง รับซื้อ บาทละ 61,250 บาท ขายออก บาทละ 61,350 บาท

    +++ทองรูปพรรณ รับซื้อ บาทละ 60,018.44 บาท  ขายออก บาทละ 62,150 บาท

    +++Gold spot กลับมาแตะระดับ 4,007  ดอลลาร์สหรัฐ 

              หุ้นไทย ปิดวันนี้ที่ 1,302.91 จุด ลดลง 10.40 จุด (-0.79%) มูลค่าซื้อขาย 29,054.05 ล้านบาท หลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 185 หลักทรัพย์ ลดลง 287 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 177 หลักทรัพย์ ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวลงตามตลาดตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้ จากความกังวลในเรื่องของการปลดพนักงานของบริษัทใหญ่ไนสหรัฐ ซึ่งสะท้อนภาพของความกังวลโอกาสของภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจจะชะลอตัวขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้น

              ขณะเดียวกันมีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ออมากดดัน ทั้ง DELTA กลุ่มแบงก์ และกลุ่มโรงพยาบาล ที่กดดันดัชนีในวันนี้ ประกอบกับปัจจัยในประเทศยังไม่มีปีจจัยใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงส่งดัชนี

              ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดลดลงในวันนี้ (7 พ.ย.) หลังจีนเผยยอดส่งออกลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดที่ระดับ 26,241.83 จุด ลดลง 244.07 จุด

              ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงในวันนี้ (7 พ.ย.) โดยเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จนทรุดตัวหลุดแนวรับทางจิตวิทยาที่ระดับ 50,000 จุดไปชั่วขณะ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าตลาดได้ทะยานขึ้นมาร้อนแรงเกินไปในระยะเวลาอันสั้น ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 50,276.37 จุด ลดลง 607.31 จุด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35r9UrTj3UdVbTizAv4im5

  • กลับมาอีกครั้ง ‘Doulos Hope’ เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่ากรุงเทพฯ

    กลับมาอีกครั้ง ‘Doulos Hope’ เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่ากรุงเทพฯ

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมพิธีเปิดร้านหนังสือลอยน้ำ เนื่องในโอกาสที่เรือหนังสือนานาชาติ MV Doulos Hope กลับมาเยือนกรุงเทพมหานครเป็นครั้งที่ 2 ณ ท่าเทียบเรือใกล้โรงพักสินค้า 3 (รส.3) ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต้อนรับทุกคนบนเรือ Doulos Hope ซึ่งเป็นการมาเยือนครั้งที่สองนับตั้งแต่ปี 2023 พร้อมกล่าวถึงความสอดคล้องทางวิสัยทัศน์ โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครต้องการเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และสิ่งที่ตนทำในฐานะผู้ว่าฯ กทม. คือ การเป็นผู้รับใช้มหานครแห่งนี้

    “ขอบคุณ Doulos Hope ที่ร่วมแบ่งสิ่งดี ๆ ให้แก่โลกใบนี้ในทุกที่ที่ล่องทางไป ขอให้คิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเสมือนบ้านอีกหลัง ที่เรือลำนี้แวะเวียนกลับมาได้เสมอ” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว และเน้นย้ำว่า การแบ่งปันความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวังที่ Doulos Hope ทำอยู่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่มีความขัดแย้งมากมายในปัจจุบัน

    กรุงเทพมหานคร ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเปิดประสบการณ์ในงานมหกรรมหนังสือลอยน้ำระดับนานาชาติ ในการกลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งของ Doulos Hope ซึ่งมาพร้อมกับหนังสือต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ประเภทการศึกษา วัฒนธรรม และหนังสือแนวครอบครัว โดยมีอาสาสมัครกว่า 160 คน จาก 37 ประเทศ ร่วมจัดนิทรรศการร้านหนังสือ

    เรือ MV Doulos Hope เดินทางมาจากเมืองสีหะนุห์วิลล์ ราชอาณาจักรกัมพูชา และจะเดินทางต่อไปยังเมืองกลัง รัฐเธอลาโงร์ ประเทศมาเลเซีย หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์หลักในการ แลกเปลี่ยนความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวัง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของเรือ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ การอ่านหนังสือ การศึกษา ความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม และความตระหนักทางสังคมในประเทศที่เรือเดินทางไปเยือน

    ผู้ร่วมงานสำคัญ ได้แก่ กัปปิตันโจนาธาน เบิร์ดซอล กัปตันเรือ MV Doulos Hope, นายนีดีน เซบาสเตียน กรรมการผู้จัดการเรือ MV Doulos Hope, ผู้บริหารสำนักงานการต่างประเทศ, ผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง

    รายละเอียดงาน:

    • ช่วงเวลา: ระหว่างวันที่ 7 – 30 พฤศจิกายน 2568
    • สถานที่: ท่าเทียบเรือใกล้โรงพักสินค้า 3 (รส.3) ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย
    • เวลาทำการ: วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 20.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
    • ค่าเข้าชม: 20 บาท (เงินสดเท่านั้น) โดยเด็กต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าฟรี

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Doulos Hope (Bangkok)

    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 1
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 2
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 3
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 4

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/doulos-hope-returns-to-bangkok/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27PiHHA-wswLuN7vnggTZl

  • เปิดความลับ “MRT” ที่สุดของประเทศไทย ที่คุณอาจไม่เคยรู้

    เปิดความลับ “MRT” ที่สุดของประเทศไทย ที่คุณอาจไม่เคยรู้

    07 Nov 2025

    MOST VIEW

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/program/spring-conclude/860619&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yvrxnHgj4f1Crd9DQPK8s

  • ดันวาระโอทีทีแห่งชาติเข้าบอร์ด กสทช. อีกครั้ง หลังสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นเสนอกว่า 2 ปีแล้ว

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติเข้าบอร์ด กสทช. อีกครั้ง หลังสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นเสนอกว่า 2 ปีแล้ว

    แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่า ได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ดกสทช.มาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ 1.แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ 2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด 3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางคณะทำงานของสำนักงาน กสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือ การใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด โดยคาดว่าจะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ด กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัลหรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติเป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัลมาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่ กสทช.ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมา ทราบเพียงแค่สำนักงาน กสทช.ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ด กสทช.มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธาน กสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่” แหล่งข่าวในสมาคมทีวีดิจิทัล กล่าวว่า ถ้าหากในวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯ คงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย. จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทางคือ
    • แนวทางแรก กำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชนให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ“Thailand Digital TV Streaming Platform” เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 กลางปี 2566 และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เสนอต่อคณะกรรมการกสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงาน กสทช.

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QT1su2-nyOX5V3iLGlfrg

  • ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย   แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย  แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย   แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    สภาพัฒน์ชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ระบุ 5 อุปสรรคเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    • สภาพัฒน์ชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
    • ระบุ 5 อุปสรรคเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
    • อุปสรรค 5 ด้าน ได้แก่ กฎหมายล้าสมัย, การทุจริตคอร์รัปชัน, หลักนิติธรรมอ่อนแอ, ประชาธิปไตยไม่มั่นคง และประสิทธิภาพภาครัฐต่ำ
    • เสนอให้ “ยกเครื่องประเทศไทย” โดยปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโต

    โลกยุคปัจจุบันที่การแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศมีความรุนแรงจากปัจจัยเร่งในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความสามารถของการสร้างนวัตกรรม และผลิตภาพการผลิตของแรงงานในประเทศ น่าเป็นห่วงที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ลดลงจากการชี้วัดในระดับโลก 

    จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ในปีล่าสุดพบว่า ไทยตกมาอยู่อันดับที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ลดลงถึง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการบ้านใหญ่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านกับดักนี้ไปให้ได้

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ระบุว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) รัฐบาลใช้วงเงินงบประมาณปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเมื่อพิจารณาดูจาก 3 ตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศถือว่ายังพลาดเป้า ได้แก่

    3 เป้าหมายพัฒนายังพลาดเป้า

    1.เป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของประชากรไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 7,497.5 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ขณะที่เป้าหมายสิ้นปี 2570 คือ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ห่างจากเป้าหมายกว่า 1,800 ดอลลาร์

    2.เป้าหมายการพัฒนาคน โดยดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ยังไม่บรรลุเป้าหมาย โดยในปัจจุบัน HAI ของไทยอยู่ในระดับปานกลางคืออยู่ 0.6354 ขณะที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2570 HAI ต้องอยู่ที่ระดับ 0.7209 ซึ่งอยู่ในระดับสูงซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก

    3.ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยช่องว่างรายจ่ายระหว่างกลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูงสุด (10% บน) กับกลุ่มล่าง (40% ล่าง) อยู่ที่ประมาณ 5.22 เท่าในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คือต่ำกว่า 5 เท่าภายในปี 25670

    การจัดสรรงบประมาณเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทต่อปีนั้นกว่า 50% ถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม การรักษาพยาบาล และการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นงานปกติ (รูทีน) แต่ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานคณะกรรมการสภาพัฒน์ เปิดเผยในงานสัมนาประจำปี 2568 ของสภาพัฒน์ว่า ประเทศไทยมีทุนพื้นฐานที่แข็งแกร่งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 

    ด้วยศักยภาพเหล่านี้ ประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนได้ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือในทุกวันนี้ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ตัวเลขต่างๆนั้นสะท้อนออกมาชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปข้างหน้า เช่นการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังพบว่า GDP ของไทยเติบโตต่ำ 5% ต่อปีมาเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการผลักดันประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงได้

    ปัญหาประเทศไทย 5 ด้านฝังลึก

    ดร.ศุภวุฒิอธิบายว่าจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยเผชิญอยู่หลายด้าน เป็นตัวฉุดรั้งที่ทำให้ประเทศไทยไม่อาจพัฒนาไปได้ไกล หากยังคงมีโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ โดยมีปัญหาเชิงสถาบันที่ฝังรากลึก 5 ด้านสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ได้แก่

    1.กฎหมายและกฎระเบียบล้าสมัย ปัจจุบันมีกฎหมายจำนวนมาก ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงการใช้กลไกกฎหมายไปจำกัดโอกาสในการสร้างธุรกิจในบางอุตสาหกรรม กฎหมายจำนวนมากถูกตราขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

    2.การทุจริตคอร์รัปชันฝังราก โดยมีการทุจริตมีอยู่และฝังรากลึก ซึ่งเป็นต้นทุนต่อภาคธุรกิจและประชาชน และบิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ ทำให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการที่ดีต้องแข่งขันกับผู้ที่ได้เปรียบจากการใช้อิทธิพล

    3.ปัญหาหลักนิติธรรมไม่เข้มแข็ง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่สร้างความไม่แน่นอน และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมล่าช้าเกินความคาดหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ และการตีความกฎหมายที่ไม่ชัดเจน

    4.ประชาธิปไตยไม่มั่นคง ซึ่งรวมไปถึงการที่ไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรม จนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่บ่อยครั้งเกินไป ก็สร้างความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายของประเทศด้วย

    5.ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำ โดยการที่ไทยเราภาครัฐมีขนาดใหญ่ เทอะทะ มีต้นทุนสูง และเน้นการ “ควบคุม” มากกว่าการ “อำนวยความสะดวก” ทำให้การทำงานขาดนวัตกรรมและไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาในภาพใหญ่ได้ ปัจจุบันประสิทธิภาพของภาครัฐ เราปรับตัวลดลงถึง 8 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 32 ซึ่งถือว่าลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    “ปัญหาทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดภาวะ Low Trust, Low Confidence, และ Low Accountability ซึ่งหากไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ผลประโยชน์จากการพัฒนาก็จะกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่มเท่านั้น” ประธานสภาพัฒน์ กล่าว

    ประเทศไทยจำเป็นต้อง “ยกเครื่องประเทศ” ครั้งใหญ่เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของประเทศในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น

    เป้าหมายต้องยกเครื่องประเทศ 

    ทั้งนี้การ “ยกเครื่อง” ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ ตั้งแต่ การปฏิรูปกฎหมาย ให้ทันสมัย เอื้อต่อการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่น การเสริมสร้างหลักนิติธรรม ให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้ได้จริง 

    การต่อต้านคอร์รัปชัน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และกติกาที่เป็นธรรม และการปฏิรูปภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบโจทย์ประชาชน”

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ เราสามารถเลือกที่จะยังคงเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิมที่บกพร่อง และยอมรับว่าจะเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปตลอดกาล หรือเลือกที่จะ “ยกเครื่อง” อย่างจริงจังเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง ก่อนที่จะตกขบวนการแข่งขันในเวทีโลกอย่างถาวร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dADSPFWUTCyCzmGQ7m5hG