Blog

  • เกาหลีใต้  ส่ง EDU-TRIP บุกไทย โปรแกรมเชื่อมการศึกษา เข้ากับการท่องเที่ยว

    เกาหลีใต้ ส่ง EDU-TRIP บุกไทย โปรแกรมเชื่อมการศึกษา เข้ากับการท่องเที่ยว

    ‘แฮรี นา’ CEO บริษัท NANUGI WORLD โปรแกรม Edu-Trip ถูกออกแบบให้เป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์อย่างเป็นระบบ (Structured Experiential Learning) โดยมุ่งให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาและทักษะชีวิต ทริปไม่ใช่การทำกิจกรรมหลากหลายเพื่อความสนุก แต่มี “หัวข้อการเรียนรู้หลัก” เป็นแกน เช่น สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ประวัติศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ พร้อมสื่อการเรียนรู้ก่อน–ระหว่าง–หลังการเดินทาง เพื่อให้นักเรียน “เข้าใจภาพรวมทั้งหมด” ไม่ใช่เพียงเก็บกิจกรรมแบบกระจัดกระจาย

    เกาหลีใต้  ส่ง EDU-TRIP บุกไทย โปรแกรมเชื่อมการศึกษา เข้ากับการท่องเที่ยว

    โดยนักเรียนจะได้รับทั้ง ความรู้เชิงปริมาณ ได้แก่ ภาษาเกาหลี ภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมดั้งเดิม ดนตรี และกิจกรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะกีฬาและประสบการณ์ทางทะเลในปูซาน รวมถึง การเติบโตเชิงคุณภาพ เช่น ทักษะคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความมั่นใจ และความสามารถในการรับมือสถานการณ์จริง ปัจจุบันมากกว่า 70% ของนักเรียนที่เคยเข้าร่วม ได้มาศึกษาต่อหรือกำลังเตรียมตัวศึกษาต่อในเกาหลี ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ของการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง

    สำหรับจุดเด่นที่ทำให้ไม่เหมือนทริปทั่วไป คือ ทริปทั่วไปเน้น “ทำกิจกรรมให้หลากหลาย” แต่ Edu-Trip เน้น “เป้าหมายทางการศึกษา” เป็นศูนย์กลาง ทุกกิจกรรมถูกเชื่อมโยงกับหัวข้อหลักที่กำหนดไว้ ทำให้การเรียนรู้มีความหมายและเป็นระบบ เด็กๆ ได้เข้าใจบริบททางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านสถานการณ์จริง พร้อมเกิดทัศนคติที่ลึกซึ้งกว่าการไปทัศนศึกษาแบบทั่วไป Edu-Trip คือ “การเดินทางที่ทำให้เด็กเติบโตจากภายใน” และสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์จากประสบการณ์ตรงมากกว่าการเรียนรู้เชิงท่องจำ

    อย่างไรก็ตาม Nanugi World ถูกออกแบบการเรียนรู้วัฒนธรรมโดยไม่มองวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นวัตถุเพื่อการบริโภค แต่เน้นการให้เกียรติและการเข้าใจซึ่งกันและกัน ผ่านกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องมารยาทและทัศนคติที่เหมาะสมต่อวัฒนธรรมอื่น ขณะทำกิจกรรมในพื้นที่จริง จะกระตุ้นให้นักเรียนเปิดใจ สนทนา แลกเปลี่ยน และเคารพมุมมองของคนท้องถิ่น สำหรับนักเรียนไทย Edu-Trip มักผสมกิจกรรมเกี่ยวกับวัด เช่น temple stay เพื่อสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและความสนใจด้านพุทธศาสนา

    เกาหลีใต้  ส่ง EDU-TRIP บุกไทย โปรแกรมเชื่อมการศึกษา เข้ากับการท่องเที่ยว

    สำหรับการเข้ามาในไทย Nanugi World เห็นศักยภาพของไทยทั้งในด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว ในด้านการศึกษา บริษัทเห็นโอกาสทำโครงการร่วมกับโรงเรียนในหลายภูมิภาค ทั้งการแลกเปลี่ยนนักเรียน การสร้างโครงการร่วม และกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจวัฒนธรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในเครือข่ายความร่วมมือด้านการศึกษาของอาเซียนที่เปิดโอกาสหลากหลายด้าน เช่น พหุวัฒนธรรม ภาษา และสิ่งแวดล้อม

    ซึ่งด้านการท่องเที่ยว ไทยและเกาหลีมีชื่อเสียงระดับโลก และมีทรัพยากรที่ต่อยอดเป็น “คอนเทนต์การเรียนรู้” ได้อย่างดี Nanugi World มองไทยเป็นตลาดสำคัญที่สุด และต้องการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ ในอนาคตบริษัทตั้งใจจะพัฒนาโปรแกรมที่เข้าใจนักเรียนไทยอย่างลึกซึ้ง และผลักดันให้การเรียนรู้ข้ามพรมแดนเติบโตอย่างยั่งยืน

    สุดท้าย Nanugi World เชื่อว่า “การเดินทางคือพื้นที่ของการเติบโต” โปรแกรม Edu-Trip จึงตั้งใจให้การเดินทางเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนให้เห็นโลกกว้าง เข้าใจตัวเอง เคารพความแตกต่าง และเติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบและเปิดใจกว้างมากขึ้น บริษัทตั้งใจพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระยะยาวกับไทยและประเทศต่าง ๆ เพื่อให้การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้กลายเป็นพื้นที่สำคัญของอนาคตเยาวชน

    ผู้บริหาร กล่าวต่อไปว่าตลาดไทยในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โปรแกรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ต้องการให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการเดินทางและเรียนรู้ชีวิตจริง ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับการศึกษาต่อในเกาหลี เพื่อป้องกันปัญหานักศึกษาถูกหลอกลวง สำหรับการเข้ามาทำธุรกิจในไทยและมุมมองทางเศรษฐกิจ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดสูงมาก โดยมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้ เนื่องจากเป็นตลาดที่ผู้คนให้ความสนใจในการเรียนรู้ภาษาเกาหลีค่อนข้างมาก

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเหนือกว่าตลาดอื่นๆ คือ ความสะดวกในการขอวีซ่า ETA เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น มองโกเลีย นอกจากนี ยังชื่นชมคนไทยที่เปิดกว้างและใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงมีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมหลายด้าน เช่น พุทธศาสนา อาหาร และการเป็นเมืองท่องเที่ยว และที่สำคัญคือมุมมองที่ว่านักเรียนไทยเป็นคนที่มีคามน่ารัก และ ใจดี

    โดยเป้าหมายระยะสั้นคือการสร้างความคุ้นเคยกับตลาดและหาคู่ค้า โดยเน้นการเข้าถึงสถาบันการศึกษาโดยตรง แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่ได้บรรลุความร่วมมือกับสถาบันใดเป็นทางการ แต่บริษัทได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบูธต่าง ๆ เพื่อแนะนำบริษัท ใช้กลยุทธ์สำคัญ คือการนำเสนอการให้ความรู้ฟรี (Talent Donation) แก่โรงเรียนต่าง ๆ เพื่อสร้างความสนใจในวัฒนธรรมเกาหลีก่อน เช่นเดียวกับที่เคยทำสำเร็จในประเทศอื่น ๆ อย่างคาซัคสถาน ซึ่งสามารถสอนนักเรียนได้เกือบ 1,000 คน ภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือนักเรียนตั้งแต่วัยประถม (ประมาณ ป.2) ไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2

    ทั้งนี้เป้าหมายแรกสุดสำหรับตลาดไทยคือ การได้รับสัญญาแรกและนำนักเรียนกลุ่มแรกเดินทางไปเกาหลี ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้าหรือช่วงฤดูร้อนของปีหน้า สำหรับโปรแกรม EDU-Trip คือ การผนวกการท่องเที่ยวเข้ากับการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริงจากสถานที่จริง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้เชิงลึกด้านภาษาและวัฒนธรรม

    1. การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง การได้เดินทางไปเกาหลีโดยตรงและสัมผัสวัฒนธรรมจริง ๆ จะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่าการดูผ่านโทรทัศน์ นักเรียนจะได้มีโอกาสพูดคุยและได้รับประสบการณ์จริงกับคนเกาหลี

    2. การออกแบบทริปเฉพาะทาง (Customized Trip): จุดที่แตกต่างจากทัวร์ทั่วไปคือโปรแกรมมี “วัตถุประสงค์” หรือ “ธีม” ที่ชัดเจน ทริปจะถูกออกแบบมาตามความสนใจของนักเรียน เช่น หากนักเรียนสนใจด้านพุทธศาสนา ก็อาจมีการเรียนรู้และเยี่ยมชม Temple Stay ในเกาหลี หรือหากสนใจ AI ก็จะมีการพาไปดูงานที่เกี่ยวข้อง

    3. มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงลึก: การเดินทางเพื่อการศึกษานี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยว แต่บริษัทจะบันทึกข้อมูลและมีการให้คำปรึกษา (Consulting) เพื่อให้นักเรียนสามารถนำประสบการณ์ไปต่อยอดการเรียนรู้หรือการค้นหาตัวตนได้ ประสบการณ์ที่ได้รับจะถูกเก็บเป็น “ความทรงจำที่ดี” และพัฒนาการของเด็ก ๆ แม้จะมองไม่เห็นชัดเจน แต่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้น

    4. บริการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี (AI/Chatbot) ฟรี: สำหรับนักเรียนที่กลับมาจากทริปและต้องการศึกษาต่อที่เกาหลี บริษัทได้เตรียมเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อช่วยเหลือ โดยนักเรียนสามารถกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ฐานะทางการเงิน งบประมาณ และความสนใจ เพื่อให้ AI คัดเลือกและแนะนำมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมที่สุด บริการนี้ยังรวมถึงการช่วยเหลือด้านเอกสารและการสมัครเข้าเรียน ซึ่งปกติเป็นบริการที่บริษัทเอเจนซี่อื่นคิดค่าใช้จ่ายสูง นานุกิ เวิลด์ ให้บริการนี้ฟรีเพื่อให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาที่ต้องการได้โดยตรง และหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวง

    ที่สำคัญโปรแกรม EDU-Trip แตกต่างจากโรงเรียนนานาชาติ ตรงที่ไม่ได้จำกัดการเรียนรู้ไว้ในกรอบของโรงเรียน แต่เน้นการพานักเรียนออกมาสัมผัสวัฒนธรรมและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกห้องเรียน ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานของประสบการณ์อันมหาศาลสำหรับอนาคตของเด็กๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/860788&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BNb788kVRlhDzsqLnQQ5t

  • เรือท่องเที่ยวกลับจากเกาะกูดถูกคลื่นทะเลซัดท้องเรือแตกนทท. 97 คน ลอยคอกลางทะเล จนท.ช่วยเหลือปลอดภัย

    เรือท่องเที่ยวกลับจากเกาะกูดถูกคลื่นทะเลซัดท้องเรือแตกนทท. 97 คน ลอยคอกลางทะเล จนท.ช่วยเหลือปลอดภัย

    ภูมิภาค

    เรือท่องเที่ยวกลับจากเกาะกูดถูกคลื่นทะเลซัดท้องเรือแตกนทท. 97 คน ลอยคอกลางทะเล จนท.ช่วยเหลือปลอดภัย

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เวลาประมาณ 11.00 น.วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานศร.ชล.ตราด ได้รับแจ้งของความช่วยเหลือจาก นางสาววิภา บุญอยู่ ผู้จัดการ บรษัท เสือดำโก (ตราด ) จำกัด ว่า เรือโดยสารของบริษัทฯที่เดินทางจากท่าเรืออ่าวสลัด ต.เกาะกูด อ.เกาะกูด จ.ตราด ในเวลา 10.45 น.เพื่อเดินทางมาที่ท่าเรือแหลมศอก ท่ามกลางคลื่นลมที่แรง โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเดินทางมาด้วย และเมื่อออกเดินทางมาประมาณ 30 นาที ถึงบริเวณเกาะกระดาด ปรากฏว่า ตลอดเส้นทางมีคลื่นลมแรง ทำให้ท้องเรือแตก ทำให้น้ำทะลักเข้ามาที่ห้องโดยสาร กัปตันเรือได้โทรมาแจ้งเหตุและแจ้งพิกัด พร้อมขอความช่วยเหลือ  

    เรือเอกนาวิน ศิลปวิทยากร เจ้าหน้าที่ยุทธการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลตราด(ศรชล.ตราด) เปิดเผยว่าหลังได้รับแจ้งจึงได้ ประสานงานไปยังเจ้าท่าตราด และหมวดเรือมชด./1 เพื่อขอความช่วยเหลือและได้นำเรือต.114 เดินทางไปช่วยเหลือ แล้ว 

     ล่าสุดสามารถนำนักท่องเที่ยวมาได้ 20 คนแล้วโดยนำมาขึ้นที่ท่าชลธีสปีดโบ๊ท ต.อ่าวใหญ่ อ.เมืองจ.ตราด โดยมีนักท่องเที่ยวบางคนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยทางหน่วยปฐมพยาบาลเข้ามาช่วยเหลือเบี้ยงต้นแล้ว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yQH-FgswSK6FvEsCx2Drf

  • นายอำเภอเกาะกูด แจงเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม เรือร้าวมีน้ำเข้า ช่วยนทท.-ลูกเรือกว่าร้อยชีวิตปลอดภัย

    นายอำเภอเกาะกูด แจงเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม เรือร้าวมีน้ำเข้า ช่วยนทท.-ลูกเรือกว่าร้อยชีวิตปลอดภัย

    ภูมิภาค

    นายอำเภอเกาะกูด แจงเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม เรือร้าวมีน้ำเข้า ช่วยนทท.-ลูกเรือกว่าร้อยชีวิตปลอดภัย

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือโดยสารเสือโก จำกัดที่เดินทางรับนักท่องเที่ยวจากฝั่งอ.เมือง จ.ตราดไปยังอำเภอเกาะกูด และจากอำเภอเกาะกูดมายังจ.ตราด เกิดอุบัติเหตุนั้น ล่าสุดในเวลา 13.00 น. นายไพรัช สร้อยแสง นายอำเภอเกาะกูด ได้ทำบันทึกรายงานสาเหตุของการเกิดเหตุให้กับนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจ.ตราดที่เพิ่มเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ได้ 4 วัน ทราบโดยเร่งด่วนด้วย 

    นายอำเภอเกาะกูดรายงานว่า วันที่ 20 พ.ย. 2568 เวลาประมาณ 12.15 น. อำเภอเกาะกูด ได้รับแจ้งจากบริษัทเสือดำโก ซึ่งเป็นเรือโดยสารระหว่างเกาะกูด – แหลมศอก ว่าเรือโดยสารเสือดำโกลำใหญ่ขนาดบรรจุ 240 คน มีนักท่องเที่ยวจำนวน 92 คน ลูกเรือ 10 คน ซึ่งได้รับนักท่องเที่ยวจากท่าเรืออ่าวสลัด ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราดเดินทางสู่ท่าเรือแหลมศอก หมู่ที่ 6 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ได้เกิดอุบัติเหตุเรือร้าว และมีน้ำเข้าเรือเนื่องจากคลื่นใหญ่ ลมจัด บริเวณห่างจากท่าเรืออ่าวสลัด ข้างเกาะกระดาด ระหว่างเกาะกูด ต.เกาะกูด อ.เกาะกูด กับท่าเรือแหลมศอก อ.เมือง จ.ตราด 

     กัปตันเรือเห็นว่าอาจเป็นอันตรายจึงได้ทอดสมอ และแจ้งทางบริษัทเสือดำโกทราบ และบริษัทเสือดำโกได้ประสานพันธมิตร ได้แก่ บริษัท เกาะกูด เอ็กซ์เพรส จำกัด บริษัทชลธีเรือเร็ว จำกัด เรือประมง และศรชล.จังหวัดตราด ได้เข้าช่วยเหลือ 

     ต่อมาเมื่อ 13.00 น. โดยประมาณ กลุ่มเรือโดยสารได้ออกไปช่วยเหลือผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัย และได้ส่งผู้โดยสารแหลมศอก เวลา 13.30 น. อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุนักท่องเที่ยวทุกคนได้สวมเสื้อชูชีพ คน ในเบื้องต้นยังไม่มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455217&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P1l2ygOZ1bSdxw8MJOzOr

  • รอบรั้วการตลาด : ไอคอนสยาม ฉลองครบรอบ 7 ปี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก

    รอบรั้วการตลาด : ไอคอนสยาม ฉลองครบรอบ 7 ปี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก

    นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ไอคอนสยาม เชิญชวนคนไทยร่วมฉลองความเป็นเลิศของไทยบนเวทีโลก หลังคว้ารางวัลโครงการทรงอิทธิพลระดับโลก MAPIC AWARDS 2025 พร้อมฉลองครบรอบ 7 ปีอย่างยิ่งใหญ่ แจก SIAM E-GIFT CARD มูลค่า 700 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ และเสื้อยืด ICONSIAM Limited Edition กว่า 3,000 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท 

    พร้อมกันนี้ ไอคอนสยามประกาศจับมือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทุกภาคส่วน จัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 

    ทั้งนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซัน ทั้งภาคธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    นอกจากนี้เรายังได้ร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ในการแสดงโดรน เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก Crostars (โครสตาร์ส) ผู้นำด้านโชว์โดรนระดับโลกจากจีน และการแสดงพลุรักษ์โลก ความยาว 1,400 เมตร ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผู้กำกับพลุมือรางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น

    พร้อมขนทัพศิลปินไอคอนิกระดับโลก นำโดย Mark Tuan (มาร์ค ต้วน) ปะทะสุดยอดไอคอนิกไทย รวมกว่า 200 ศิลปินดัง สร้างปรากฏการณ์บันเทิงสุดอลังการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับผู้ชมทุกคน เพื่อตอกย้ำศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็น Global Countdown Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยงาน Amazing Thailand Countdown 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 ที่ ไอคอนสยาม

    ลุยงาน Money Expo : นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิต คัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชันเด่น เข้าร่วมงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 (Money Expo 2025 Bangkok Year End) ระหว่างวันที่ 20–23 พฤศจิกายน 2568 ณ Hall 5 ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืนซึ่งบริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการ  โปรโมชัน และสิทธิพิเศษจากเมืองไทยสไมล์คลับ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างครบถ้วน

    โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายสันติ  วิริยะรังสฤษฎ์  ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม งานมหกรรมการเงิน Money Expo 

    พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายศรายุธ ทินกร ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายสหพล พลปัถพี รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คณะผู้บริหาร ตัวแทนนักวางแผนประกันชีวิต และที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมในพิธีเปิดบูธเมืองไทยประกันชีวิต

    แบ่งปันความกลยุทธ์ : นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนา Fortune Innovation Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ Reinvention as a Leadership Strategy หรือ กลยุทธ์ของผู้นำในการปรับตัวและปฎิรูปองค์กร ท่ามกลางโลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง 

    โดยร่วมเสวนาในฐานะผู้นำหญิงที่ติดอันดับ Fortune’s Most Powerful Women Asia 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดโดย นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ระหว่างวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2568 โดยมี นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และครอบครัว ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2896888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WuAurx2EW8pZcWmum-rXQ

  • เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ยอดตายพุ่ง 16 คน นักท่องเที่ยวติดเกาะ

    เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ยอดตายพุ่ง 16 คน นักท่องเที่ยวติดเกาะ

    ทีมกู้ภัยเวียดนามเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังน้ำท่วมใหญ่พัดถล่มภาคกลางประเทศ โดยเจ้าหน้าที่เผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

    ฝนตกหนักต่อเนื่องพัดเข้าใส่ภาคกลาง-ใต้ของเวียดนามตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งและแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ต่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลายระลอก

    สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง

    กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ยังคงค้นหาผู้สูญหายอีก 5 คน บ้านเรือนจมน้ำกว่า 43,000 หลัง พร้อมทั้งถนนสายหลักหลายสายปิดการจราจรเนื่องจากดินถล่ม

    ทีมกู้ภัยใช้เรือช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดเซียไล และดัคลัค ในภาคกลาง โดยใช้วิธีเจาะหน้าต่างและเจาะหลังคาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูงเมื่อวันพุธ

    เมืองท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก

    ที่เมืองญาจาง แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งชื่อดังที่มีชื่อเสียงด้านหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ พบว่าย่านธุรกิจหลายช่วงตึกจมอยู่ใต้น้ำ พร้อมทั้งรถยนต์หลายร้อยคันจมบาดาลเมื่อวันพฤหัสบดี

    ในบริเวณทางผ่านเขาสูงรอบเมืองดาลัด เกิดดินถล่มครั้งใหญ่หลายจุด โดยบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมถึง 600 มิลลิเมตรตั้งแต่สุดสัปดาห์ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ

    สถิติน้ำท่วมใหญ่

    สายด่วนฉุกเฉินได้รับสายเข้ามากผิดปกติในคืนวันพุธ เนื่องจากระดับน้ำทั่วภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงกลาโหมจึงส่งเฮลิคอปเตอร์ออกช่วยเหลือผู้ติดเกาะ

    ระดับน้ำในแม่น้ำบาในจังหวัดดัคลัคทะลุสถิติสูงสุดตั้งแต่ปี 1993 ในสองจุดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ขณะที่แม่น้ำไกในจังหวัดคานห์โฮาก็พุ่งสู่ระดับสูงสุดใหม่

    โฮจิง ฟุค ลาม รองผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ กล่าวในรายการโทรทัศน์ของรัฐว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นจากฝนตกหนักที่เพิ่มเติมจากระดับน้ำที่สูงอยู่แล้ว

    ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ภัยธรรมชาติทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 279 คน พร้อมสร้างความเสียหายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงมกราคม-ตุลาคม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มักเผชิญฝนตกหนักระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้สภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/vietnam-severe-flooding-death-toll-16-tourists-stranded&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o-pNwE341P2_oU88FICk3

  • ย้ายเที่ยวเกาหลี นักท่องเที่ยวจีน “ยกเลิก” ทริปญี่ปุ่นปมขัดแย้งไต้หวัน

    ย้ายเที่ยวเกาหลี นักท่องเที่ยวจีน “ยกเลิก” ทริปญี่ปุ่นปมขัดแย้งไต้หวัน

    เกาหลีใต้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีนแทนญี่ปุ่น ที่เกิดความตึงเครียดกับจีน หลังจากนายกฯ ญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาว่าถ้าจีนส่งกำลังเข้ารุกรานไต้หวันอาจเป็น “สถานการณ์คุกคามความอยู่รอด” ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ทางทหารต่อจีน-หนุนช่วยไต้หวัน

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ทันโลก กับ Thai PBS โพสต์ หนังสือพิมพ์ The Chosun Daily ของเกาหลีใต้รายงาน อ้างอิงข้อมูลจากสื่อของทางการจีน Pengpai เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่าธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวหลายแห่งในจีนต่างเผชิญปัญหาลูกค้ายกเลิกกรุ๊ปทัวร์ไปยังญี่ปุ่น โดยมีอัตราการยกเลิกสูงถึงกว่าร้อยละ 60 อีกทั้งสายการบินต่าง ๆ ก็ถูกผู้โดยสารยกเลิกการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปญี่ปุ่นในระดับสูงเช่นกัน

    รายงานระบุว่า การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์จากจีนไปยังญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทางการจีนประกาศเตือนเมื่อศุกร์ (14 พ.ย.) ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่น ส่งผลให้กรุ๊ปทัวร์ไปยังญี่ปุ่นถูกยกเลิกดังกล่าวจนทำให้ธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวในจีนต่างประกาศคืนเงินแก่ลูกค้ากรุ๊ปทัวร์

    รายงานชี้ว่า อุปสงค์การเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ลดฮวบลงดังกล่าวกลายเป็น “ส้มหล่น” ของเกาหลีใต้ ซึ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางติดอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวชาวจีนแทนที่ญี่ปุ่นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว Qunar ของจีน

    อีกทั้งยอดซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังเกาหลีใต้ก็พุ่งสูงขึ้นในหมู่ผู้โดยสารชาวจีนในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อม ๆ กับสถิติการค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ โดยกรุงโซล นครหลวงของเกาหลีใต้ แซงหน้าติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีน ตามด้วยประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากจีนเป็นแหล่งรายได้ด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ยอดนักเที่ยวจากจีนที่ลดฮวบลงอาจส่งผลให้รายได้ของภาคการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นอาจร่วงลงถึงราว 2,200,000 เยน ฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของญี่ปุ่นร่วงลงราวร้อยละ 0.36

    ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า นักท่องเที่ยวจากจีนคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นี้ โดยมียอดการใช้จ่ายในญี่ปุ่นรวมถึงราว 1.6443 ล้านล้านเยน ซึ่งอาจสูงถึงรวมราว 2 ล้านล้านเยนตลอดทั้งปี ถ้ายอดนักท่องเที่ยวจากจีนยังคงหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิปฏิเสธที่จะถอนคำพูดตามการเรียกร้องของทางการจีนโดยระบุว่า คำแถลงต่อรัฐสภาญี่ปุ่นของเธอเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 สอดคล้องกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาลญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เธอระบุเสริมว่า ต่อไปเธอจะระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเฉพาะเจาะจงต่าง ๆ มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358691&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V78vqAH1fVWFrW2pkrcWI

  • งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    ต่างประเทศ

    20 พ.ย. 2025 เวลา 18:30 น.

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศใช้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ โดยจะใช้เงินจากบัญชีงบประมาณหลัก (General Account) สูงถึง 17.7 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากแผนเดิมของรัฐบาลชุดก่อนที่มีวงเงิน 13.9 ล้านล้านเยน 

    • รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นกว่า 30% 
    • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
    • การใช้จ่ายขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจาก GDP ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส

    รัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศใช้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชุดใหญ่ โดยจะใช้เงินจากบัญชีงบประมาณหลัก (General Account) สูงถึง 17.7 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากแผนเดิมของรัฐบาลชุดก่อนที่มีวงเงิน 13.9 ล้านล้านเยน 

    การเพิ่มวงเงินอย่างมากนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก แม้ญี่ปุ่นจะเผชิญกับภาระหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    เมื่อรวมรายการงบประมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะมีมูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยนและเมื่อรวมกับการใช้จ่ายของภาคเอกชนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ผลการกระตุ้นทางเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวไปถึงประมาณ 42.8 ล้านล้านเยน

    มาตรการชุดนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ, การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่ออนาคต, ไปจนถึงการเสริมสร้าง ความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ

    เงินอุดหนุนเพิ่มเติม : มีรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา แจกเงินอุดหนุนเพิ่มอีก 20,000 เยนต่อเด็ก 1 คน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

    ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะจัดตั้งงบประมาณเสริมเพียง 14 ล้านล้านเยน แต่การเจรจาในช่วงท้ายทำให้เม็ดเงินขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ท่าทีที่เร่งรีบในการอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันอย่างชัดเจน โดย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัว 1.8% ต่อปี (annualized) ซึ่งถือเป็นการ ติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส แม้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนและการลงทุนทางธุรกิจจะยังคงทรงตัวก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณขนาดมหึมาครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลต้อง ออกพันธบัตร เพิ่มเติม ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะญี่ปุ่น ในปีนี้จะพุ่งสูงถึง 230% ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

    ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 5 ปี และ 10 ปี ได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง ขณะเดียวกัน เงินเยน ก็อ่อนค่าหลุดระดับ 157 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม

    นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่นี้ เนื่องจากแม้ว่าเศรษฐกิจจะหดตัวในไตรมาสล่าสุด แต่ข้อมูลอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าความต้องการภายในประเทศ (Domestic Demand) ยังคงแข็งแกร่งพอสมควร การกระตุ้นการคลังในระดับที่สูงมากเช่นนี้จึงถูกจับตาว่าอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6Q69gHi4Q-KjmpanWpDm

  • นายกฯ เบรกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม8.5% ชี้ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

    นายกฯ เบรกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม8.5% ชี้ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

    วันนี้, 19:59น.

               นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​ รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น​ 8.5% ว่า​ ตามกฎหมายต้องเก็บ Vat 10% แต่ไทยใช้ข้อยกเว้นมาโดยตลอด จากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาล่าสุด​ก็เป็นการนำเสนอแผนระยะยาว​ ก็ต้องนำเสนอโดยอิงกฎหมายไว้ก่อน   แต่ในความเป็นจริงช่วงนี้ไม่ต้องกังวล หากตนเองยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางบริหารประเทศอยู่ VAT ไม่ได้ขึ้นแน่นอน ต้องอยู่ที่เดิมก่อน​ เพราะไทยอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู และปรับสภาพประเทศให้มีศักยภาพในการดำรงอยู่ในเวทีโลก

              ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในแผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลัง มีแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใต้สมมติฐานว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยจะต้องกลับมาโตเต็มศักยภาพ

              รมว.คลัง ยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษี VAT ดังนั้นจึงยังไม่มีแผนการทั้งในปี 2568 และปี 2569 แต่อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอในปี 2571 รัฐบาลได้จัดทำแผนรองรับ เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่าย พร้อมย้ำว่าทุกอย่างต้องดูความพร้อมของประเทศเป็นหลัก

               สถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้ ประเทศไทยยังไม่พร้อม ในแผนความยั่งยืนทางการคลังใส่ไว้ในปี 2571 เราคาดว่าการจะฟื้นเศรษฐกิจใน 1-2 ปีนี้ มันจะให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภาพได้ ตอนนั้นอาจเป็นเวลาที่ทยอยขึ้นได้ ให้จังหวะ ให้พร้อม นอกจากนั้นยังทำแผนด้วยว่าถ้าขึ้นไม่ได้ต้องหามาตรการอื่นมาทดแทน

    #ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

    #VAT

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UyjhjJzB-olocx1pddgxx

  • สภากทม. สานสัมพันธ์ 24 ปี สภาประชาชนฮานอย เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-พัฒนาเมือง

    สภากทม. สานสัมพันธ์ 24 ปี สภาประชาชนฮานอย เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-พัฒนาเมือง

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.42 น.

    สภากทม.– ฮานอย ปรับปรุงบันทึกความร่วมมือ สานสัมพันธ์ 24 ปี เสริมความร่วมมือพัฒนาเมืองสู่อนาคต

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 68 กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร นำคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมคารวะ นางฟุง ที ฮง ฮา ประธานสภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ฉันมิตร ระหว่าง สภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ สภากรุงเทพมหานครแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย และคณะผู้แทนจากสภาประชาชนกรุงฮานอย ร่วมให้การต้อนรับ

    ในการนี้ สภากรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการเสนอปรับปรุงบันทึกความร่วมมือด้านความสัมพันธ์มิตรภาพกับสภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปี นับตั้งแต่การลงนามฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) โดยการปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือให้มีความทันสมัย ครอบคลุม และตอบโจทย์บริบทเมืองใหญ่มากยิ่งขึ้น

    ร่างบันทึกฯ ฉบับปรับปรุงได้ขยายกรอบความร่วมมือในหลายสาขาสำคัญ อาทิ การจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเงินและงบประมาณ การศึกษา การจราจรและการขนส่งสาธารณะ สาธารณสุข วิศวกรรมโยธาและผังเมือง ยุทธศาสตร์เมือง เทคโนโลยีดิจิทัล วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ตลอดจนการบริหารท้องถิ่น การพัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคม โดยทั้งสองเมืองมุ่งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และประสบการณ์บริหารเมืองที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝ่าย  นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ผ่านการเยือนคณะผู้แทนในระดับสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยวางแนวปฏิบัติด้านการอำนวยความสะดวก อาทิ การรับรอง การจัดการด้านการเดินทางภายในประเทศ และล่ามตลอดการปฏิบัติภารกิจ อันเป็นกลไกสำคัญในการกระชับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรุงฮานอย

    การเสนอปรับปรุง MOU ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ของความเป็นหุ้นส่วนเมืองที่เข้มแข็ง และการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในระดับภูมิภาค โดยสะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการสานต่อความร่วมมืออย่างมั่นคง พร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต และร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ๆ ภายใต้หลักการความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน

    “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยือนสภาประชาชนกรุงฮานอยครั้งนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสภากรุงเทพมหานครและสภาประชาชนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และปรับปรุงบันทึกความร่วมมือด้านสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างสภาของทั้งสองเมือง” นายวิพุธกล่าว

    ด้าน นางฟุง ที ฮง ฮา กล่าวว่า “สภาประชาชนกรุงฮานอยมีความยินดีที่จะปรับปรุงบันทึกความร่วมมือระหว่างสภาประชาชนกรุงฮานอยและสภากรุงเทพมหานคร รวมถึงมีความยินดีที่จะลงนามในบันทึกข้อตกลงความสัมพันธ์ในการเยือนสภากรุงเทพมหานครในครั้งต่อไป

    วันเดียวกันในช่วงเช้า ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้นำคณะสภากรุงเทพมหานครเข้าร่วมประชุมหารือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง “การพัฒนาเพื่อกระตุ้นและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” กับนาย เล จุง เฮียว, รองผู้อำนวยการสำนักงานการคลัง และคณะผู้บริหาร ณ สำนักงานการคลังเมืองฮานอย โดยกล่าวว่า “กรุงเทพมหานครและเมืองฮานอย มีลักษณะของเมือง ภูมิประเทศ และทรัพยากรของเมืองคล้ายคลึงกัน รวมถึงยังเป็นเมืองที่กำลังพัฒนาเช่นกัน รวมถึงอุตสาหกรรมหลักของกรุงเทพมหานคร เช่น การท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก อาหาร และอุตสาหกรรมยานยนตร์ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจในวันนี้”

    สำนักงานการคลังฮานอยเป็นหน่วยงานหลักของเมืองที่ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมด้านการเงินและงบประมาณของนครหลวงเวียดนาม โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การเงิน การวางแผนงบประมาณ การติดตามรายได้-รายจ่ายของรัฐ การบริหารทรัพย์สินสาธารณะ ไปจนถึงการกำกับโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ของเมือง ทั้งหมดนี้มีบทบาทคล้ายคลึงกับหน่วยงานการคลังของกรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบการบริหารงบประมาณเมืองใหญ่เช่นกัน ฮานอยยังมีภารกิจด้านการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม อัตราราคา และการประเมินทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งเทียบเคียงกับบทบาทของกรุงเทพมหานคร ในการกำหนดโครงสร้างรายได้ของเมืองและดูแลการใช้จ่ายให้เกิดความคุ้มค่า นอกจากนี้ ฮานอยเพิ่งมีการปรับโครงสร้างองค์กรและย้ายที่ทำการใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่สะท้อนแนวโน้มของเมืองใหญ่ในภูมิภาคที่ต่างต้องปรับระบบราชการเพื่อรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

    สำหรับคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่เดินทางร่วมกันในครั้งนี้ประกอบด้วย นายฉัตรชัย หมอดี รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง นายศิริพงษ์ ลิมปิชัย ส.ก.เขตดุสิต นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี นายอานุภาพ ธารทอง ส.ก.เขตสาทร และนายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค

    037

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2MG20P6rIEA5qglK3J1F

  • ถึงเวลาประเทศไทย? กฎหมายคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ สกัดผลกระทบเชิงลบ

    ถึงเวลาประเทศไทย? กฎหมายคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ สกัดผลกระทบเชิงลบ

    ปัจจุบันอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก สอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลของประชาชนที่หันไปใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ประเทศไทยมีอินฟลูเอนเซอร์มากถึง 2-3 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลต่อสังคมสูง ทำให้เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีอิทธิพลต่อผู้คนในวงกว้าง

    นักวิชาการธรรมศาสตร์จี้ รัฐต้องเร่งคุมผลกระทบเชิงลบ

    รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงประเด็นนี้ โดยชี้ว่า ประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรฐาน จรรยาบรรณ และมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้การเผยแพร่นำไปสู่ผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

    การมีมาตรการกำกับดูแลจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากเนื้อหาหรือประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน เนื้อหาเหล่านี้รวมถึง ความรู้ทางสุขภาพและความงาม, การเงินและการลงทุน, และความรู้ทางกฎหมาย การนำเสนอในประเด็นดังกล่าวไม่สามารถใช้เพียงความคิดเห็นหรือความรู้สึก

    รศ.ประไพพิศ ระบุว่า แม้ประเด็นเกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์จะมีมาต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และในมุมหนึ่งอาชีพนี้ก็สร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้คนทั่วไปสามารถสร้างเนื้อหาจนเป็นอาชีพได้ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ เนื้อหาที่เผยแพร่นั้นมีความถูกต้องและความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด

    ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีกฎระเบียบในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน มีเพียงความพยายามในการปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นๆ เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

    ความร่วมมือภาครัฐ แพลตฟอร์ม และสถาบันการศึกษา

    รศ.ประไพพิศ เสนอว่า นอกจากหน่วยงานรัฐที่ต้องเร่งกำหนดกฎหมายควบคุมโดยตรง โดยอาศัยข้อมูลรายงานผลกระทบในอดีตและข้อมูลการละเมิดกฎหมายเป็นฐาน ทางแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป หรือ ติ๊กตอก (TikTok) แม้จะมีกลไกควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แต่ก็ควรมีการกำหนดแนวทางการกำกับควบคุมเนื้อหาเชิงธุรกิจที่มีความเฉพาะทางหรือมีประเด็นอ่อนไหวต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้คนมากขึ้น พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

    ในส่วนของสถาบันการศึกษา ทางธรรมศาสตร์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับนักศึกษาที่จะก้าวไปสู่สายอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ โดยมีการพัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ (TU NEXT) ซึ่งเป็นคอร์สออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทุกคน และมีการสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งที่ควรระวัง รวมถึงมีรายวิชาด้านจริยธรรมและกฎหมายเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์

    ที่มา : thansettakij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860781&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BV_dWldfs4AlaGeUjf5Bi