Blog

  • ผวจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว

    ผวจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งล้านนา ภายใต้ชื่อ “Lanna Art & Music Festival” และงานเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งแม่ฮ่องสอน “Mae Hong Son Art & Music Festival” เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งล้านนา ภายใต้ชื่อ “Lanna Art & Music Festival” และงานเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งแม่ฮ่องสอน “Mae Hong Son Art & Music Festival” เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม ผ่านคอนเซ็ปต์ “หนึ่งศิลปะ หนึ่งดนตรี เพื่อทุกคน เพื่อทุกชาติพันธุ์” และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์รายละเอียดการจัดงานและเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนผู้สนใจ ร่วมงานดังกล่าวฯ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ คณะทำงานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม

    โดยภายในงานมีการนำเสนอรายละเอียดกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการสาธิตอัตลักษณ์เครื่องดนตรี และศิลปะ กิจกรรมจำหน่ายของดีของชุมชนที่มีความเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของจังหวัด ผลิตภัตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย หรือสินค้าชุมชน (CPOT/OTOP) โดยภูมิปัญญาจากชุมชน กิจกรรมการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม และการแสดงพื้นบ้าน กิจกรรมแฟชั่นโชว์เครื่องดนตรีและอาภรณ์อัตลักษณ์จังหวัด “เสน่ห์ศิลป์ ดนตรีล้านนา” กิจกรรมเวทีเสวนาวิชาการ Lanna Soft Power Music & Art กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Work Shop & DIY เสน่ห์ศิลป์ภาพระบายสีไม้ ศิลปะบนผืนผ้า ศิลปะสถาปัตยกรรม ศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมยกระดับการแสดงดนตรีล้านนาให้สร้างเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ กิจกรรมคอนเสิร์ต “เสน่ห์ศิลป์ ดนตรีล้านนา” โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง

    ทั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โครงการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะล้านนา Mae Hong Son Art & Music Festival งาน “One art, One music – unity for all ethnicies” “หนึ่งศิลปะ หนึ่งดนตรี เพื่อทุกคน เพื่อทุกชาติพันธุ์” ซึ่งมีกำหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะโพธิ์ร่มรื่น ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3826253/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mcVdjFyICqnYj1xByqTnZ

  • จัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 เช็ก ม.ไหนในไทย-ต่างประเทศ ผงาดติดท็อป

    จัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 เช็ก ม.ไหนในไทย-ต่างประเทศ ผงาดติดท็อป

    จัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 เช็ก ม.ไหนในไทย-ต่างประเทศ ผงาดติดท็อป

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 ของไทย (อันดับ 165 ของโลก) ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 มหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) จากสวีเดน คว้าอันดับ 1 ของโลก แซงหน้ามหาวิทยาลัยโทรอนโตซึ่งเป็นแชมป์เก่า

    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 ของไทย (อันดับ 165 ของโลก) ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026
    • มหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) จากสวีเดน คว้าอันดับ 1 ของโลก แซงหน้ามหาวิทยาลัยโทรอนโตซึ่งเป็นแชมป์เก่า
    • การจัดอันดับวัดความยั่งยืนของสถาบันอุดมศึกษาจาก 3 มิติหลัก คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact), ผลกระทบทางสังคม (Social Impact) และธรรมาภิบาล (Governance)

    QS World University Rankings: Sustainability 2026 ประกาศผลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2025 โดยปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ของการจัดอันดับที่มุ่งวัด “ความยั่งยืน” ของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก ปีนี้มีสถาบันเข้าร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เกือบ 2,000 สถาบัน จากกว่า 108 ประเทศและภูมิภาค สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ความสำคัญต่อบทบาทเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

    ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact), ผลกระทบทางสังคม (Social Impact) และ ธรรมาภิบาล (Governance) บวกกับการประเมินใน 5 ตัวชี้วัดย่อย (lenses) คือ ค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาต่างชาติ, ทุนการศึกษา, สัดส่วนนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติ/ความหลากหลายของนักศึกษา, การทดสอบภาษาอังกฤษ และการทดสอบด้านวิชาการ

    การจัดอันดับ QS World University Rankings: Sustainability ไม่ใช่เพียงการประกาศเจตนารมณ์เท่านั้น แต่การจัดอันดับนี้ยังมองหาหลักฐานเชิงประจักษ์จากผลลัพธ์ภายนอก ว่าสถาบันการศึกษาใดบ้างที่กำลังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการดำรงอยู่ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น เช่น ผลงานของศิษย์เก่าที่มีบทบาทในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ, ผลกระทบของงานวิจัยที่สอดคล้องกับ 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

    รายงาน QS World University Rankings: Sustainability 2026 ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า มหาวิทยาลัยไทยกำลังขยับอันดับมากขึ้น โดย 10 มหาวิทยาลัยไทยสามารถไต่อันดับได้อย่างน่าประทับใจ

    ผลงานไทย – จุฬาฯ ครองอันดับ 1 ประเทศ

    ในปี 2026 รายชื่อ TOP 10 มหาวิทยาลัยไทยด้านความยั่งยืน ได้แก่

    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อับดับ 1 ของไทย อันดับ 165 ของโลก คะแนนรวม 85.5
    • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อับดับ 2 ของไทย อันดับ 302 ของโลก คะแนนรวม 77.5
    • มหาวิทยาลัยมหิดล อับดับ 3 ของไทย อันดับ 310 ของโลก คะแนนรวม 77.0
    • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อับดับ 4 ของไทย อันดับ 430 ของโลก คะแนนรวม 71.6
    • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อับดับ 5 ของไทย อันดับ 467 ของโลก คะแนนรวม 70.3
    • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อับดับ 6 ของไทย อันดับ 475 ของโลก คะแนนรวม 70.0
    • มหาวิทยาลัยขอนแก่น อับดับ 7 ของไทย อันดับ 476 ของโลก คะแนนรวม 69.9
    • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) อับดับ 8 ของไทย อันดับ 490 ของโลก คะแนนรวม 69.2
    • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อับดับ 9 ของไทย อันดับ 701 ของโลก คะแนนรวม 61.6
    • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อับดับ 10 ของไทย อันดับ 737 ของโลก คะแนนรวม 60.6

    เวทีโลก: ลุนด์ ครองอันดับ 1 – UCL พุ่งจากที่ 5 ขึ้นที่ 3

    ในมิติระดับนานาชาติ Lund University จากสวีเดน ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง University of Toronto ที่ครั้งนี้อยู่ในอันดับ 2 ขณะที่ University College London (UCL) พลิกจากอันดับ 5 ขึ้นสู่อันดับ 3 อย่างก้าวกระโดด

    รายงานยังพบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ใน TOP 10 ของโลก เช่น London School of Economics (LSE) กระโดดจากอันดับ 39 ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 แถมคว้า ที่ 1 ของโลกในหมวด Environmental Impact และ Governance, University of New South Wales (UNSW) ไต่อันดับขึ้นสู่ที่ 7, McGill University จากแคนาดา ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 9

    ในขณะเดียวกัน อันดับของผู้นำเก่าอย่าง ETH Zurich และ University of California, Berkeley ลดลงมาอยู่ที่ 11 ร่วมกัน

    สหรัฐอเมริกา มีจำนวนสถาบันที่ถูกจัดอันดับมากที่สุดในโลกถึง 240 แห่ง ตามด้วย จีน 163, สหราชอาณาจักร 109 และอินเดีย 103

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โดดเด่นคือ สหราชอาณาจักรมีมหาวิทยาลัยติด TOP 100 มากถึง 30 แห่ง มากกว่าสหรัฐฯ ถึงเกือบ 2 เท่า

    อีกประเทศที่สร้างความประหลาดใจคือ นิวซีแลนด์ ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดถึง 5 ด้าน (lenses) แสดงให้เห็นการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนที่มีคุณภาพ แม้จำนวนสถาบันจะไม่มากเท่าประเทศใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1208517&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p6Nv1h0sDmlePVcjt7Z65

  • เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    21 พ.ย. 2568 04:36 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2896765&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39BKfQ0qRL5vPXUWNUk_5a

  • คลังเล็งทยอยปรับขึ้นภาษี “แวต” 8.5% รองนายกฯ เอกนิติ ย้ำเอาแน่หากปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัว

    คลังเล็งทยอยปรับขึ้นภาษี “แวต” 8.5% รองนายกฯ เอกนิติ ย้ำเอาแน่หากปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. คลัง เปิดเผยในงานมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 Money Expo 2025 Bangkok Year-End ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า แผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ได้มีการระบุถึงแผนการเพิ่มศักยภาพการคลัง เพื่อสร้างความยั่งยืน โดยหนึ่งในนั้น เป็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่สัดส่วน 7% ซึ่งการปรับขึ้น VAT ถูกกำหนดไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปี 2571 จะปรับขึ้น VAT เป็น 8.5% และ 10% ในปี 2573 ภายใต้เงื่อนไขว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยจะต้องกลับมาโตเต็มศักยภาพแล้ว

    “หากเศรษฐกิจไทยยังไม่กลับมาเติบโตตามศักยภาพพอที่จะปรับขึ้น VAT รัฐก็ได้เตรียมแผนอื่นๆ ชดเชย เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่ายภาครัฐ โดยส่วนนี้ระบุชัดเจนในแผนการคลังระยะปานกลาง”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ถือว่าประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะปรับขึ้นภาษี ทั้งนี้ในปีนี้และปีหน้า และหากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอในปี 2571 รัฐบาลก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่าย โดยครม. ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ จัดทำแผนการลดรายจ่าย ได้แก่ รายจ่ายซ้ำซ้อน เช่น รายจ่ายซ้ำซ้อนจากการให้สวัสดิการ ซึ่งมีหลายแห่ง อาจจะต้องนำมารวมศูนย์กัน เพื่อจ่ายแห่งเดียว ขณะที่งบลงทุน อาจจะไปใช้ช่องทางอื่นแทนการใช้งบประมาณปกติเท่านั้น แต่จะใช้ผ่านช่องทาง ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายสำคัญ คือ การแสดงความมุ่งมั่นในการลดการขาดดุลการคลัง โดยปัจจุบันการขาดดุลอยู่ที่ 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะปรับลดลงให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 และในแผนการคลังระยะปานกลาง ประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งการปฏิรูปภาษี การลดรายจ่าย การใช้เงินกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเน้นการลงทุน และวินัยการคลัง ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการคลังของประเทศยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยล่าสุด การที่บริษัทเครดิตเรทติ้ง S&P ไม่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือไทย เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในส่วนนี้ด้วย

    ในวันเดียวกัน นายเอกนิติ ยังได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ “Thailand 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้พ้นจากหล่มเสร็จแล้ว ซึ่งจะทยอยนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ จากก่อนหน้านี้ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน เติมเงินให้ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการ การเร่งรัดเบิกจ่าย เป็นต้น

    “สิ่งแรกที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารงาน คือ ยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจริง รัฐ จึงได้ออกมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และทยอยทำแล้ว ขณะเดียวกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องปรับมุมมองใหม่ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดวิธีการ แล้วออกแบบมาตรการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไปต่อได้”

    ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า จะเสนอครม.เศรษฐกิจ ให้ปลดล็อคกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนจริง จากผู้ประกอบการที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว วงเงิน 300,000 ล้านบาท จาก 60 โครงการ และสัปดาห์ถัดไปจะเสนอแพคเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 20,000 ล้านบาท พร้อมหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อผ่อนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ ให้สถาบันการเงิน สามารถปล่อยสินเชื่อได้

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ปี69จะต้องเป็นปีแห่งการลงทุนจริง เพื่อให้ประเทศไทยไปต่อ แบบยั่งยืน อันดับแรกต้องลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มทักษะอัพสกีล-รีสกีล ที่ต้องลงทุนปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ เน้นพลังงานสะอาด ระบบออโตเมชั่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อไปสู่การลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดาต้าเซ็นเตอร์) กว่า 30 ราย รวมถึงการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และกองทุนอื่นๆ เพื่อเกิดการลงทุนจริงๆ ในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2896850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1snbXvtnG65utwfu56tbS9

  • ซีอีโอใหม่ สิงห์ เอสเตท (S) เปิดแผนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 เน้นสร้างฐาน ‘กำไร’

    ซีอีโอใหม่ สิงห์ เอสเตท (S) เปิดแผนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 เน้นสร้างฐาน ‘กำไร’

    สิงห์ เอสเตท ประกาศกลยุทธ์ธุรกิจในปี 2569 เดินหน้าสร้างฐานกำไรที่มีคุณภาพในปี 2569 แม้จะประเมินว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย

    ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 โดยยอมรับว่า ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สภาวะเศรษฐกิจ หรือสงครามการค้า แต่บริษัทมองว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ‘โมเมนตัมหรืออารมณ์ความรู้สึกของผู้คน’ ที่หากขาดความเชื่อมั่น การใช้จ่ายในการลงทุนและการท่องเที่ยวก็จะลดลง

    เป้าหมายปี 69 รายได้ทรงตัว แต่ ‘กำไร’ ต้องดีขึ้น

    สำหรับแผนกลยุทธ์ธุรกิจธุรกิจในปี 2569 นั้น บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตของรายได้เป็นหลัก โดยคาดว่ารายได้รวมทั้งปีอาจไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2568 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท

    “เป้าหมายหลักในปี 2569 คือการสร้างฐานกำไรที่มั่นคงและมีคุณภาพ ซึ่งกำไรปีหน้าจะดีขึ้นจากปีนี้อย่างแน่นอน” ชัยรัตน์กล่าว

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 1

    ภาพ : ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท แถลงแผนกลยุทธ์ธุรกิจกับสื่อมวลชน

    โดยกลยุทธ์สำคัญคือการรักษาอัตรากำไรโดยรวม เน้นให้มาจาก 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่

    • กลุ่มธุรกิจโรงแรม
    • สำนักงานให้เช่า
    • กลุ่มธุรกิจที่พักอาศัย
    • กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม, โรงไฟฟ้า

    ปัจจุบัน S มีโครงสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งและสมดุล โดยมีธุรกิจที่สร้าง รายได้ประจำ (Recurring Income) ซึ่งมาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 80% ของรายได้รวม และมีธุรกิจที่สร้าง รายได้ไม่ประจำ (Non-Recurring Income) ซึ่งมาจากธุรกิจที่พักอาศัยและนิคมอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ซึ่งในปี 2569 มีแผนที่จะปรับสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Recurring Income เป็น 70% และอีก 30% มาจากกลุ่ม Non-Recurring Income ของรายได้รวม

    ชัยรัตน์ ระบุต่อว่า การบริหารความสมดุลของรายได้ทั้งสองประเภทนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายในปัจจุบัน เนื่องจากรายได้ประจำจะช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงและเป็นกันชนในการขับเคลื่อนธุรกิจอื่น

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 2

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 3

    ภาพ : BUSINESS PORTFOLIO และโครงสร้างรายได้ของ สิงห์ เอสเตท

    ธุรกิจโรงแรม ตัวขับเคลื่อนกำไรหลัก เน้นลูกค้า High Spending

    กลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 70% ของรายได้รวม ถือเป็นส่วนหลักที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง และจะเป็น ‘ตัวขับเคลื่อนกำไรหลัก’ ในปี 2569 โดยมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการเปิด Capacity เพิ่ม 4 โรงแรมในสหราชอาณาจักร (UK) และโอกาสการเติบโตของโรงแรมในภูเก็ต

    กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนเกณฑ์จาก ‘ปริมาณนักท่องเที่ยว’ เป็น ‘เกณฑ์คุณภาพ’ โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง (High Spending) จากยุโรป,อเมริกา และตะวันออกกลาง เพื่อผลักดันให้รายได้ต่อหัว (Spending) ดีขึ้นกว่าปีปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็จะกลับมาโฟกัสที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยในทำเลที่บริษัทรู้จักมากขึ้น

    อาคารสำนักงาน S-OASIS ตั้งเป้า Occupancy 70%

    ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าเป็นอีกขาหลักที่สร้างกำไรแบบมั่นคง โดยเฉพาะอาคารสำนักงาน โอเอซิส (S-OASIS) ที่เริ่มเปิดให้บริการในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) อยู่ที่ประมาณ 50% บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในปี 2569 ไว้ที่ Occupancy Rate ประมาณ 70%

    กลยุทธ์ที่พักอาศัย เน้นผนึกกำลังพันธมิตร ลดความเสี่ยงตลาดลักชัวรี

    สำหรับธุรกิจที่พักอาศัย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของรายได้รวม บริษัทใช้กลยุทธ์หลักคือ ความยืดหยุ่นและการเติบโตแบบมีพันธมิตร (JV) เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และยังคงมองหา JV กับคนไทยเป็นหลัก

    • ตัวอย่างความสำเร็จ โครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ “ONE RIVER พระราม 3” ที่พัฒนาขึ้นโดยการจับมือกับ “วัน เรียลเอสเตท” มียอดขายกว่าร้อยละ 90 ทั้งที่เปิดตัวในช่วงต้นปีที่เป็นปีที่ท้าทาย สะท้อนว่าการมีพันธมิตรและการมองหาโอกาสในตลาดลักชัวรีเป็นกุญแจสำคัญ
    • สถานการณ์ตลาด ตลาดลักชัวรีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนได้หายไป โดยลูกค้าหลักที่เหลือคือกลุ่มที่ซื้อเพื่อเข้าอยู่จริง เนื่องจากลูกค้ากลุ่มลักชัวรีมี ‘ความรู้สึกทางอารมณ์ (Emotion) ที่ไม่มั่นคงมากขึ้น’ ทำให้การตัดสินใจซื้อเพื่อลงทุนชะลอตัว

    โครงสร้างพื้นฐาน นิคมฯ-โรงไฟฟ้า สร้างรายได้ประจำเสริม

    • นิคมอุตสาหกรรมอ่างทอง ได้ขายพื้นที่ไปแล้วประมาณ 20% หรือ 200 ไร่ จากพื้นที่ขายทั้งหมด 1,000 ไร่ โดยบริษัทเชื่อว่าช่วง 0-20% แรกจะยากที่สุด และตั้งเป้าหมายต่อไปที่ 40%
    • โรงไฟฟ้า การถือหุ้น 30% ในโรงไฟฟ้า 3 แห่งของ B Grimm Power สร้างกำไรให้บริษัทประมาณ 150 ล้านบาทต่อปี

    แผนลงทุนและการเงิน บริหารหนี้สินอย่างรอบคอบ

    • งบลงทุน (Capex) ปี 2569 วางไว้รวมประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ยไปในธุรกิจบ้านและโรงแรม ซึ่งยังไม่รวมการทำ M&A หรือการซื้อที่ดินใหม่ที่สนใจ
    • หนี้สินปัจจุบันมีหนี้สินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วน D/E Ratio อยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าข้อกำหนด (Covenant) ของธนาคารที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2 เท่า
    • การระดมทุน มีแผนจะออกหุ้นกู้ปีละประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายปรับสัดส่วนแหล่งเงินกู้ในอนาคตเป็น 70% เงินกู้ธนาคาร และ 30% หุ้นกู้ จากปัจจุบันที่ 80% และ 20% ตามลำดับ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดใหม่ในปี 2569 จะต่ำลงตามสภาวะตลาด

    ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เน้นสร้างฐานกำไรที่มั่นคง คาด ปี 69 กำไรดีขึ้นจากปีนี้ 4

    ภาพ : โครงสร้างแหล่งเงินกู้ของ สิงห์ เอสเตท

    กระจายความเสี่ยงทางการเงินกู้เงินจากแบงก์ 10 แห่ง

    โดยช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทมีความสามารถในการระดมทุนทั้งจากเงินกู้ธนาคารและการออกจำหน่ายหุ้นกู้ รวมกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีสัดส่วนเงินกู้ต่อหุ้นกู้ที่อัตรา 80:20 จุดเด่นที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากทั้งธนาคารและนักลงทุนในหุ้นกู้ คือระเบียบวินัยทางการเงิน และการบริหารความสัมพันธ์ที่หลากหลายกับผู้ให้เงินทุน ในด้านเงินกู้ธนาคาร บริษัทมีเครือข่ายสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนมากกว่า 10 แห่ง จากความเชื่อมั่นในศักยภาพของกลุ่มบริษัท ความเชื่อมั่นในโครงการที่พัฒนา และความสามารถในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งบริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด เช่น ช่วงวิกฤตโควิด-19

    เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นกู้ แม้บริษัทจะเริ่มจัดจำหน่ายหุ้นกู้ได้เพียง 4 ปี แต่ก็สามารถระดมเงินทุนจากตลาดได้แล้วกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นผลจากความไว้วางใจที่ผู้ลงทุนมีต่อบริษัท บริษัทมุ่งเน้นการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในแต่ละปีอย่างมีแบบแผน โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ

    • จำนวนเงินที่ออกจำหน่ายต้องมีความเหมาะสม สร้างความน่าเชื่อถือในการชำระคืน
    • อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดมีความเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ผู้ถือหน่วยได้รับ และเหมาะสมกับสภาวะตลาด
    • การรักษาช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งลูกค้าธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์

    ทั้งนี้ ช่องทางการระดมทุนจากทั้งธนาคารและหุ้นกู้มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การรักษาสมดุลของการระดมทุนผ่านทั้ง 2 ช่องทางจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยในเบื้องต้นบริษัทวางเป้าหมายสัดส่วนเงินกู้ธนาคารต่อหุ้นกู้ที่ 70:30

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/new-ceo-singha-estate-stable-profit/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I4cH5t9RnSXJia5NdT_oy

  • ‘รัฐบาล’ อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน

    ‘รัฐบาล’ อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นับถอยหลังสู่การยุบสภา โดยส่งสัญญาอาจมีการยุบสภาในกรณีพรรคฝ่ายยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติเดือน ธ.ค.2568 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีหลักคิดนโยบายเศรษฐกิจ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะคำนึงถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว และกระจายไปทุกพื้นที่มุ่งเน้น “Quick Big Win

    ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ประชุมทุกวันจันทร์เพื่อเตรียมประเด็นเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการเชื่อมั่นว่าทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวและพ้นจากการติดหล่ม รวมถึงขยายตัวได้มากกว่าเดิม ซึ่งกรณีไม่มีมาตรการเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้แค่ 0.3%

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีคืน การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาล และโครงการตามสวัสดิการต่าง ๆ การฟื้นตัวที่ยั่งยืนจะต้องเน้นที่การลงทุนเพื่ออนาคต

    ขณะที่จุดสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ต้องเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน โดยปี 2569 รัฐบาลจะผลักดันเป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนคน รีสกิล อัพสกิล เพื่อเป็นการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ และผลักดันลงทุนโครงการใหญ่ทั้งพลังงานสะอาด ออโตเมชั่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

    รวมทั้งการอัพเกรดการลงทุน เช่น ดาต้าเซนเตอร์ที่ต้องการการลงทุนใหม่ และใช้นวัตกรรมทางการเงินทั้งการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 24 พ.ย.2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเสนอโครงการส่งเสริมการลงทุนเพื่อนอนาคต ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่

    1.โครงการ Thailand Fast Pass เพื่อปลดล็อกโครงการขนาดใหญ่ที่พร้อมลงทุน โดยมีโครงการพร้อมลงทุนปี 2569 กว่า 60 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งยื่นคำขอและได้รับส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ติดกฎระเบียบ และเมื่ออนุมัติแล้วรัฐบาลจะใช้มติ ครม.ปลดล็อกการลงทุนให้เร็วขึ้น

    2.โครงการช่วย SME ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท อุดหนุนการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน การลดต้นทุน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่

    3.โครงการรีสกิล/อัพสกิลแรงงาน เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เน้นการพัฒนาทักษะให้บุคลากร 100,000 คน

    ‘รัฐบาล’ อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า กรอบเวลาโครงการที่จะเสนอ ครม.ครม.เศรษฐกิจ และ ครม.ช่วงที่เหลือก่อนยุบสภามี 12 โครงการสำคัญตามแผน Quick Big Win ครอบคลุมการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 65 ล้านคน แบ่งประชาชนเป็น 3 กลุ่มหลักตามระดับรายได้ ประกอบด้วย กลุ่มรายได้น้อย กลุ่มรายได้ปานกลาง และกลุ่มรายได้สูง ประกอบด้วย

    1.โครงการคนละครึ่งเฟส 2 และการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ โดยจะเสนอ ครม.อนุมัติ เดือน ธ.ค.2568 และจะลงทะเบียนรอบใหม่เดือน ม.ค.2569

    2.โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย โดยมีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้งาน AI (แพคเกจสูงสุด) ฟรี 1 ปี ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เศรษฐกิจแล้ว และรอเสนอ ครม.

    3.มาตรการส่งเสริมและแก้หนี้สิน SME โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.2568

    4.มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น การดูแลชาวไร่อ้อย

    5.มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการพลังงาน

    6.มาตรการการคลังเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ

    7.มาตรการการลงทุนเพื่ออนาคต โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

    8.โครงการ Business Transformation ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอ ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายเดือน พ.ย.2568

    9.สลากเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลังร่างแผนและจะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกเดือน ธ.ค.2568

    10.พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลังหารือและร่างแผนเพื่อเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.2568

    11.โครงการ Thailand Individual Account (TISA) หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.2568

    12.การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อติดตามผลเชิงนโยบายของรัฐบาลครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจ โดยได้สร้าง Analytics Dashboardแล้ว จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบเป็นระยะ

    “คมนาคม”หั่นค่ารถไฟฟ้า-ทางด่วน

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลดค่าครองชีพจะเป็นแพ็คเกจ โดยนำร่องเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 ครม.อนุมัติขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในส่วนสายสีแดงและสายสีม่วงถึง 30 พ.ย.2568

    นอกจากนี้ จะมีโครงการ “รถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน” ช่วงแรกเริ่มที่สายสีแดงและสีม่วง จะเสนอ ครม.วันที่ 25 พ.ย.2568 เพื่อลดค่ารถไฟฟ้าหลังมาตรการ 20 บาท สิ้นสุด โดยจะดำเนินมาตรการนี้ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึง 30 พ.ย.2569

    ส่วนรถไฟฟ้าทุกสายราคาเดียวกัน 40 บาทตลอดวัน มอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งศึกษาแนวทางศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ให้ทุกสายอยู่ภายใต้การบริหารจัดการองค์กรเดียวเพื่อทำค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายรายวันได้

    ส่วนค่าทางด่วนได้หารือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานทางพิเศษ เพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เพื่อสร้างโครงการ Double Deck งามวงศ์วาน-พระราม 9 และลดค่าทางด่วนในเมืองเหลือไม่เกิน 50 บาท (จากเดิม 90 บาท) จะลงนามสัญญาเดือน ธ.ค.2568

    รวมทั้งปลัดกระทรวงคมนาคมเร่งศึกษาแนวทางค่าทางด่วนทุกเส้นทางอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง จะประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ในสิ้นปี 2568

    ตรึงราคาพลังงาน “ดีเซล-LPG-ค่าไฟ”

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภารกิจช่วง 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win ต้องเดินหน้าเร็วทั้งการดูแลค่าครองชีพประชาชนและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังคงตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร พร้อมตรึงราคาก๊าซ LPG ครัวเรือนที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ขณะที่ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย.2569 กำหนดหลักการไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วย เท่างวดปัจจุบันเพื่อคุมค่าครองชีพช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

    นอกจากนี้ ในเดือน ธ.ค.2568 จะเร่งสรุปการออกหลักเกณฑ์โครงการเร่งด่วนด้านพลังงาน อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เดินหน้าเต็มสูบ กำลังผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ จำกัดจุดละไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ พร้อมกำหนดให้เอกชนรายหนึ่งติดตั้งได้ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์เพื่อกระจายโอกาสให้ทั่วถึง โดยออกหลักเกณฑ์ได้ภายในเดือน ธ.ค.2568 จะทำให้ชุมชนจะได้ประโยชน์เป็นส่วนลดค่าไฟ

    รวมถึงโครงการโซลาร์หลังคาครัวเรือน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท ผ่านมาตรการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน ได้รับอนุมัติแล้ว อยู่ระหว่างกรมสรรพากรเตรียมประกาศใช้ โดยคาดว่าจะชัดเจนเดือน ธ.ค.2568 จะช่วยเร่งให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดพร้อมได้สิทธิประโยชน์ภาษี

    “ราคาอ้อยตก-ต้นทุนพุ่ง” รัฐจ่ออุ้มชาวไร่

    แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดเตรียมแนวทางการดูแลราคาอ้ยฤดูกาลผลิต 2568/69 ที่จะเริ่มหีบอ้อยในวันที่ 1 ธ.ค.2568 โดยมีแนวโน้มที่ราคาอ้อยขั้นต้นจะลดเหลือเพียงตันละ 900 บาท ขณะที่ต้นทุนการปลูกอ้อยตันละ 1,358 บาท โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะหาทางเพิ่มค่าอ้อยอีกประมาณตันละ 400 บาท ให้สอดคล้องกับต้นทุน

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีสั่งระงับการขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน กก.ละ 3 บาท ซึ่งเดิมกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อเติมรายได้เข้าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70:30 แต่เมื่อการขึ้นราคาน้ำตาลทำไม่ได้จึงต้องหาวิธีการอื่น โดยที่ผ่านมาเคยใช้แนวทางผ่านกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเข้ามาดูแล

    รวมทั้งจะมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ครอบคลุมทั้งมาตรการทางการเงินและแรงจูงใจ ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำปี 2568 – 2570 วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการแหล่งน้ำและจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร 

    “พาณิชย์”คุมค่าครองชีพ-ดูแลสินค้าเกษตร

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งมาตรการ“กระตุ้นสั้น วางรากฐานยาว และกระจายตัว” โดย เร่งจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ รวมถึงจัดธงเขียวลดราคา ปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร 

    ทั้งนี้ ร่วมมือสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน คาดว่าประหยัดค่าใช้จ่าย 32,400 ล้านบาทต่อปี และดูต้นทุนสินค้าเวชภัณฑ์ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ ช่วยประหยัด 1,100 ล้านบาท 

    รวมทั้งมีการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) อนุมัติมาตรการมาแล้วและเตรียมเสนอ ครม. เช่น โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกเก็บในยุ้งฉาง 1-5 เดือน ตั้งเป้าปริมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยเกษตรกรที่มียุ้งฉางจะได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน

    นอกจากนี้ มีโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เพื่อดูดซับซัพพลายในตลาด

    ขณะที่มาตรการดูแลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2568/69 กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดสดราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวโพดแห้งหน้าโรงงาน 9.80 บาทต่อกิโลกรัม และควบคุมการนำเข้าข้าวโพดที่มาจากการเผา

    จ่อชงทัวร์ไทยคนละครึ่ง-แจกตั๋วบินฟรี

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมเสนอโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณานำงบประมาณที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 โดยคาดมีงบเหลือราว 500 ล้านบาท จากงบประมาณที่ ครม. อนุมัติวงเงิน 1,750 ล้านบาท

    สำหรับนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวระยะสั้นได้หารือภาคเอกชน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแก่สายการบิน โรงแรมและอื่นๆ และทำให้ธุรกิจจัดโปรโมชันแก่นักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซันปี 2569 

    รวมถึงทำโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” แจกตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ เส้นทางในประเทศฟรี แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินราคาปกติเข้าไทย จำนวน 200,000 คน ก็ผลักดันให้ ครม.พิจารณาด้วยเช่นกัน

    พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ล่าสุด กพท. ได้ยื่นหนังสือไปถึงกระทรวงคมนาคมเพื่อนำไปหารือกับกระทรวงการคลัง ขอให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน และทำให้สามารถลดค่าบัตรโดยสารภายในประเทศลงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12CwR29pL0B7f6Gm8H-yJT

  • เลขเด็ด ส่องเลขทะเบียน “รถขวัญใจเยาวชน” รถบรรทุกคันใหม่ “ทีมหมอนทอง” | คมชัดลึก

    เลขเด็ด ส่องเลขทะเบียน “รถขวัญใจเยาวชน” รถบรรทุกคันใหม่ “ทีมหมอนทอง” | คมชัดลึก

    เลขเด็ด เลขเด็ดงวดนี้ หวยลาว หวยฮานอย ส่องเลขทะเบียนรถ “รถขวัญใจเยาวชน” รถบรรทุกคันใหม่ “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” ที่มีการติดสติกเกอร์ และตราของโรงเรียน พร้อมฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/lottery/lotto/610139&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cgUH3zrOLfZTY9F60hW2U

  • CREDIT ธนาคารไทยเครดิต ปั้นโครงการ “ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ” มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CREDIT ธนาคารไทยเครดิต ปั้นโครงการ “ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ” มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มบริหารธุรกิจไมโครไฟแนนซ์และสาขาสินเชื่อ เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการศึกษาและเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับเยาวชน สร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยในอนาคต

    โครงการนี้ต่อยอดวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มุ่งเน้น “การพัฒนาเยาวชนไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในสถาบันที่ขาดแคลนทั่วประเทศ โดยธนาคารได้สนับสนุนอุปกรณ์และสิ่งของที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน อาทิ อุปกรณ์การเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ โต๊ะ เก้าอี้ และครุภัณฑ์ทางการศึกษา รวมถึงอุปกรณ์กีฬาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การปรับปรุงอาคารเรียน สนามเด็กเล่น อุปกรณ์ทาสีรั้วโรงเรียน นอกจากนี้ยังสนับสนุนนมผงสำหรับเด็กอ่อน ของอุปโภคบริโภค และกิจกรรมเสริมพัฒนาการ เพื่อให้เยาวชนในแต่ละพื้นที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารไทยเครดิตจัดโครงการดังกล่าวครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้แก่

    ภาคเหนือ

    • โรงเรียนบ้านดอยสะโง๊ะ จังหวัดเชียงราย
    • โรงเรียนแม่สานสามัคคี จังหวัดสุโขทัย 

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโพธิ์ไทร จังหวัดกาฬสินธุ์
    • โรงเรียนกีฬาเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

    ภาคตะวันออก

    • โรงเรียนวัดผักกาด จังหวัดจันทบุรี

    ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร

    • โรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น จังหวัดลพบุรี
    • มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (ชุมชนคลองเตย) จังหวัดกรุงเทพมหานคร
    • คริสตจักรที่ 1 สำเหร่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร

    ภาคตะวันตก

    • โรงเรียนอนุบาลหัวหิน (บ้านหนองขอน) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    ภาคใต้

    • โรงเรียนวัดภูมิบรรพต จังหวัดกระบี่

    โครงการ “ไทยเครดิต สานฝันให้ 10 สถาบันสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ” มุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา เสริมศักยภาพการเรียนรู้ และส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ธนาคารเชื่อว่า การพัฒนาเยาวชน คือการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของประเทศ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเยาวชนได้เรียนรู้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับปรัชญา “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ”

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/20/596031/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39KOXtoZS3IuVusyfyuyKF

  • สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ

    สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ

    สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่

    สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

    (19 พฤศจิกายน 2568) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

    สอวช. ผนึกภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่

    นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

    ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

    นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

    ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill Reskill และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12767511&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mLlwJzxy_rOYOPK-W5tN6

  • “รองนายกฯ สุชาติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จังหวัดราชบุรี

    “รองนายกฯ สุชาติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จังหวัดราชบุรี

    “รองนายกฯ สุชาติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จังหวัดราชบุรี

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทส. ลงพื้นที่บ้านเขางู หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยมีนายณัฐ โก่งเกษร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายอานนท์ ผงกุลา ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 8 (ราชบุรี) และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้การต้อนรับ

    เนื่องจากหลายหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน เพื่อผลิตระบบประปา สาเหตุจากสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ปริมาณน้ำผิวดินลดน้อยลง โดยในพื้นที่บ้านเขางู หมู่ที่ 1 และบ้านต้นมะม่วง หมู่ที่ 2 เป็นพื้นที่ที่มีการเจริญเติบโตและการขยายตัวของชุมชนเมืองโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้จัดทำโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเจาะและพัฒนาน้ำบาดาลที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน พร้อมทั้งก่อสร้างระบบกระจายน้ำบาดาล สำหรับอุปโภคบริโภคและกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมของประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมให้มีการใช้น้ำบาดาลอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    รูปแบบโครงการ ประกอบด้วย บ่อน้ำบาดาลขนาด 6 นิ้ว 2 บ่อ หอถังเหล็กเก็บน้ำ ขนาดความจุ 100 ลบ.ม. ถังกรองสนิมเหล็ก จุดจ่ายน้ำถาวร ป้ายโครงการ ถังเก็บน้ำดิบ อาคารศูนย์เรียนรู้ด้านน้ำบาดาลและจุดบริการน้ำดื่ม เมื่อดำเนินการก่อสร้างระบบประปาบาดาลแล้วเสร็จ จะสามารถผลิตน้ำบาดาลได้ไม่น้อยกว่า 480 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 175,200 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และจะมีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวนไม่น้อยกว่า 585 ครัวเรือน หรือ 2,340 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/973750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zgiyYkFx23HrnM5a5yKv8