Blog

  • “พิษณุโลกโมเดล” สร้างชื่อ! ต้นแบบการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจนในเวทีอาเซียน | TOPNEWS

    วันนี้ 9 ธันวาคม 2568 นางศศิวัณย์ ศรีพรหม นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้รับเกียรติเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมเสวนาใน Session 1: SDG 1 – Road to “No Poverty” ASEAN ภายใต้หัวข้อ 14th ASEAN Public Private People Partnership Forum on Rural Development and Poverty Eradication (การประชุมเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนแห่งอาเซียน ครั้งที่ 14 ว่าด้วยการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

    นางศศิวัณย์ได้นำเสนอ “พิษณุโลกโมเดล” ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาชนบทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นกลไกสำคัญในการขจัดความยากจนในพื้นที่ โดยโมเดลนี้ได้ส่งผลให้ GPP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด) ของจังหวัดพิษณุโลกก้าวขึ้นเป็น อันดับ 1 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

    ความร่วมมือทุกภาคส่วน : กุญแจสู่ความสำเร็จของโมเดลความสำเร็จของพิษณุโลกโมเดลมาจากความร่วมมือและการบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ทั้ง ภาครัฐบาล ภาคเอกชน ชุมชน และภาควิชาการ โดยมีกลไกผลักดันผ่านการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงสถาบันการศึกษาในพื้นที่

    ตัวอย่างความสำเร็จจากชุมชน : โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เช่น บ้านร่องกล้า, บ้านน้ำจวง, และตลาดเด็กดอย ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    เสียงตอบรับจากนานาชาติอาเซียน : การนำเสนอของนางศศิวัณย์ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นกลไกการร่วมมือแบบ Public-Private-People Partnership (PPPP) ที่พิษณุโลกใช้ขับเคลื่อน ผู้แทนจากหลากหลายประเทศแสดงความสนใจอย่างลึกซึ้งในการนำรูปแบบและหลักการของ “พิษณุโลกโมเดล” ไปขยายผลต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจนในภาคเอกชนของประเทศตนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418254&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GoUUDFDP4j5K5C9y_eo3X

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงโตลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษ 2040 : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงโตลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษ 2040 : อินโฟเควสท์

    รี ชางยอง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เตือนว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้มีความเสี่ยงที่จะลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษที่ 2040 พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าการ BOK กล่าวในงานเสวนาซึ่ง BOK และสมาคมการเงินเกาหลี (Korean Finance Association) ร่วมกันจัดขึ้นที่กรุงโซลในวันนี้ (9 ธ.ค.) ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เคยอยู่ที่ประมาณ 5% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ปีพ.ศ. 2543-2552) แต่เมื่อไม่นานมานี้ การเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% ซึ่งหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป อัตราการเติบโตก็อาจลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษที่ 2040 (ปีพ.ศ. 2583-2592)

    ผู้ว่าการ BOK ระบุว่า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอัตราการเกิดต่ำและการที่เกาหลีใต้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแนวโน้มเหล่านี้ได้

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ BOK ยังระบุถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขัดขวางไม่ให้เงินทุนไหลเข้าสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง พร้อมกับกล่าวว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจากภาคการเงินทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรอันจำกัดไปยังภาคส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของผลิตภาพได้

    ทั้งนี้ BOK เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพ.ย. ซึ่งธนาคารกลางได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ขึ้น 0.1% สู่ระดับ 1% และคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะขยายตัว 1.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/552402&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U3h_bv1Lp0PojSvnaLWxQ

  • ดีอี กสทช. ผ่อนปรนสัญญาณสื่อสารชายแดนชั่วคราว

    ดีอี กสทช. ผ่อนปรนสัญญาณสื่อสารชายแดนชั่วคราว

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการ ผ่อนปรน เปิดสัญญาณ ชายแดนชั่วคราว รับสถานการณ์ไม่สงบไทย–กัมพูชา เตือน ปชช. ระวังสแกมเมอร์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตนได้สั่งการผ่อนปรนการใช้เสาสัญญาณโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการชั่วคราว เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งให้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญญาณรั่วไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการปิดเสาสัญญาณที่ตรวจพบปัญหา เพื่อป้องกันการถูกนำไปใช้โดยแก๊งสแกมเมอร์หลอกลวงประชาชน

    สำหรับการผ่อนปรนดังกล่าวเป็นมาตรการเฉพาะหน้าและจะยกเลิกทันทีเมื่อสถานการณ์ชายแดนคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ โดยขอย้ำว่ากระทรวงดีอี ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

    de-nbtc-temporarily-relaxes-border-communication-signal-restrictions-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง

    เสาสัญญาณชั่วคราวอาจเป็นช่องทางให้สแกมเมอร์หรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้าหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความปลอม การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการติดต่อขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน รหัสผ่านบัญชีธนาคาร และรหัส OTP 

    กสทช.รับการร้องขอฝ่ายความมั่นคง

    ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กองทัพมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาณสื่อสาร บริเวณส่วนหน้าและส่วนหลังจึงต้องเปิดให้ใช้สัญญาณสื่อสารได้ โดยก่อนหน้านี้กสทช.ได้ระมัดระวังการส่งสัญญาณสื่อสารบริเวณชายแดน แต่เมื่อมีการร้องขอของฝ่ายความมั่นคงจึงต้องผ่อนปรนให้มีการใช้สัญญาณสื่อสารบริเวณชายแดนได้เป็นการชั่วคราว  ส่วนความกังวลเรื่องการใช้สัญญาณสื่อสารของสแกมเมอร์จากการทำลายฐานที่มั่นสแกมเมอร์น่าจะทำให้กลุ่มอาชญากรรมอยู่ไม่ได้แล้ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-nbtc-temporarily-relaxes-border-communication-signal-restrictions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eZP_xSF77grf_kAQbpFZl

  • พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 9 ธ.ค.68

    พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 9 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/MQYzsmhfFxs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Uy6okxZkrXwqFktMBTZz

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง – ชายแดน – ท่องเที่ยว ลดเวลารถติด หนุนเศรษฐกิจตะวันออกและประโยชน์ประชาชนโดยตรง คาดเสร็จปี 2570

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง – ชายแดน – ท่องเที่ยว ลดเวลารถติด หนุนเศรษฐกิจตะวันออกและประโยชน์ประชาชนโดยตรง คาดเสร็จปี 2570

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง – ชายแดน – ท่องเที่ยว ลดเวลารถติด หนุนเศรษฐกิจตะวันออกและประโยชน์ประชาชนโดยตรง คาดเสร็จปี 2570

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ( ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาคเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนขนส่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตราด ซึ่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1, ข และ ค1

    ผังเมืองรวมเมืองตราด คืบหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 26 โดยอยู่ระหว่างงานโครงสร้างหลัก – งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2570

    นายพิพัฒน์ย้ำว่า โครงการนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ “เปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง” เพราะจะช่วย ลดเวลารถติดในเขตเมืองตราด ทำให้ประชาชนเดินทางได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม เชื่อมเมือง – เชื่อมชายแดน – เชื่อมท่าเรือ รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรทะเลและการค้าชายแดน หนุนภาคท่องเที่ยว ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง – เกาะกูดได้สะดวกขึ้น กระตุ้นรายได้ให้คนในพื้นที่และเป็นการเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รองรับการค้าการลงทุนใหม่ในอนาคต

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า จังหวัดตราด เป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองมีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า และการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการก่อสร้างถนนที่ไว้รองรับการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ถึง บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อสอดรับกับถนนสายหลักที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตราด ซึ่งการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาย ก1 ระยะทางโครงการ 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางโครงการ 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางดำเนินการของโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914 ล้านบาท โดยได้ก่อสร้างเป็นผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการจราจร โดยเกาะกลาง มีทางเท้า พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 แห่ง มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานถนนสายดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ติดตั้งป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทางสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้เพิ่มรอบการรดน้ำบริเวณโครงการเป็นการลดฝุ่นละอองในพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในช่วงระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JiamkfIt62caMCuunR5aK

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568 เปิดฉากที่กว่างโจว ชูประเด็นการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568 เปิดฉากที่กว่างโจว ชูประเด็นการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568

    พิธีเปิดการประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area Science Forum) ประจำปี 2568 ได้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่เมืองกว่างโจว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา การประชุมครั้งนี้มีธีมหลักอยู่ที่ “การรวมภาคอุตสาหกรรมและการวิจัย เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอัจฉริยะในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่เกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา องค์กรวิจัย และผู้ใช้งาน พร้อมกำหนดทิศทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการพลิกโฉมอุตสาหกรรม

    ไป๋ ชุนหลี่ (Bai Chunli) ประธานผู้ก่อตั้งสมาพันธ์องค์กรวิทยาศาสตร์แห่งชาติและนานาชาติเพื่อภูมิภาคหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (ANSO) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งจะมีส่วนในการกำหนดภูมิทัศน์การแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคต โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) มีความโดดเด่นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างเชิงสถาบันที่มีการบูรณาการ ระบบอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง และการเป็นศูนย์กลางชั้นนำในการเปิดประเทศ ซึ่งความได้เปรียบทั้งสามนี้เป็นรากฐานที่มั่นคงในการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวไปอีกขั้น ท่านได้เสนอ 3 แนวทางริเริ่ม ได้แก่ การดำเนินงานอย่างเป็นระบบในการวิจัยพื้นฐานและขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางยุทธศาสตร์ เพิ่มพูนประสิทธิภาพโดยรวมด้วยการบูรณาการงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุม และส่งเสริมความร่วมมืออย่างเปิดกว้างในระดับที่สูงขึ้น การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า จะยังคงทำหน้าที่เป็นประตูสู่ระดับโลก เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายโอนทรัพยากรนวัตกรรมข้ามพรมแดน กระตุ้นให้เกิดการนำผลงานวิจัยสำคัญไปประยุกต์ใช้ในเขต GBA อย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างสถานะของเขตนี้ให้เป็นฟันเฟืองหลักในเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลก

    คุณไป๋ ชุนหลี่ ยังเปิดเผยข้อมูลว่า เขต GBA มีอัตราส่วนความเข้มข้นในการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) เกิน 4.5% และดึงดูดบุคลากรผู้มีความสามารถระดับสูงของจีนได้ถึง 30% นอกจากนี้ มูลค่าเพิ่มที่มาจากอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ ยังคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยิ่งไปกว่านั้น ประสิทธิภาพในการถ่ายโอนองค์ประกอบด้านนวัตกรรมข้ามพรมแดน ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 37% และดัชนีความร่วมมือด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาค ได้พุ่งไปถึงระดับ 189.6 ตัวเลขเหล่านี้ล้วนเน้นย้ำนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ในฐานะแหล่งรวมนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับประเทศอย่างแท้จริง

    ในพิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำรวม 12 แห่งจากฮ่องกงและมาเก๊า ได้ร่วมลงนามในข้อริเริ่มเพื่อแสดงเจตจำนงในการพัฒนาเขต GBA ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสากล โดยมหาวิทยาลัยที่ร่วมลงนาม ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (กว่างโจว) มหาวิทยาลัยมาเก๊า มหาวิทยาลัยปักกิ่งนอร์มัล-มหาวิทยาลัยฮ่องกงแบ๊บติสต์ มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง มหาวิทยาลัยฮ่องกงแบ๊บติสต์ มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง (ตงกวน) มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเก๊า มหาวิทยาลัยฮ่องกง และมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (เซินเจิ้น) สถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ แบ่งปันความรู้ เสริมพลังภาคอุตสาหกรรม และแลกเปลี่ยนบุคลากรผู้มีความสามารถ เพื่อขับเคลื่อนให้เขต GBA เป็นผู้นำในการสร้างแนวคิดการทำงานที่เปิดกว้างและเน้นนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

    สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนได้นำเสนอความคืบหน้าของแผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมณฑลกวางตุ้ง ขณะที่เมืองกว่างโจวได้มีการประกาศใช้นโยบายส่งเสริมความก้าวหน้า โดยบูรณาการนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เชื่อมโยงและเติบโตควบคู่ไปกับนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ครั้งนี้ริเริ่มโดย ANSO และจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และรัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เวทีนี้ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ องค์กร ธุรกิจ และวิชาการ รวมกว่า 50 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนหารือกันในประเด็นหลักที่น่าสนใจ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ชีววิทยาศาสตร์ พลังงานสะอาด การสื่อสารผ่านเครือข่าย และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและกำหนดกลยุทธ์ในการผลักดันเขต GBA ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในระดับโลก

    ที่มา: การประชุมวิทยาศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ประจำปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB80PR76PZZ8J45LVVXDDUHPV6VFPEQ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZB71iCFtwG0OpGuIGkOoE

  • โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้สู่ครูนวัตกรเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    8 ธันวาคม 2568 ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) เพื่อยกระดับศักยภาพครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทั่วประเทศสู่การเป็น “ครูนวัตกร” โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปสู่การสร้างประโยชน์ในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    สกร. ระบุความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ของประเทศ

    ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกร. และ อว. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนในทุกช่วงวัยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ สกร. มีสถานศึกษาและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่า 8,300 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ใกล้ชิดประชาชนที่สุด และครู สกร. ถือเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการยกระดับทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ครู สกร. ยังต้องการการเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลไกเชิงระบบ ที่จะทำให้ครู สกร. ทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานด้าน อววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ MOU นี้ ครู สกร. จะได้รับการพัฒนาตามลำดับขั้น ทั้งด้านทักษะพื้นฐาน ทักษะด้านนวัตกรรม ไปจนถึงทักษะเฉพาะทาง ผ่านการอบรมเชิงลึก การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และการออกแบบโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อพัฒนาครูให้เป็น “ครูนวัตกร” ผู้สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

    ปลัด อว. ชี้ความร่วมมือจะเสริมกลไกการพัฒนาคนของประเทศอย่างยั่งยืน

    ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า อว. เป็นกลไกหลักของประเทศในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีเครือข่ายหน่วยงานภายในและภายนอกมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสถาบันอุดมศึกษา หน่วยวิจัย และองค์การมหาชน ซึ่งสามารถสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศได้ในทุกมิติ ในปีงบประมาณ 2569 อว. จะบูรณาการกลไกทั้งหมดเพื่อพัฒนาศักยภาพครู สกร. ด้วยกระบวนการ Upskill – Reskill – Newskill เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมทั้งส่งเสริมการนำนวัตกรรมลงสู่พื้นที่จริง โดยครู สกร. จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการพัฒนาชุมชนในระดับพื้นที่

    ปลัด อว. เน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “นวัตกรชุมชน” ผู้สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่า (Value-Based Economy) และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ “การร่วมมือกันระหว่างสองกระทรวงในครั้งนี้ จะไม่เพียงเป็นการลงนามในเอกสาร แต่คือพันธะสัญญาในการร่วมกันพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและการเติบโตของประเทศในระยะยาว” ปลัด อว. กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาเพื่ออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับเตรียมพร้อมสู่การเป็น นวัตกร อีกด้วย

    ศธ. ย้ำการบูรณาการนวัตกรรมกับการศึกษา คือหัวใจของการเตรียมคนไทยสู่โลกอนาคต

    ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงบทบาทของการศึกษาในยุคปัจจุบันว่า การเรียนรู้จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงในระบบวุฒิการศึกษาแบบเดิม แต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ อว. ครั้งนี้ จะเสริมให้ระบบการศึกษาไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ช่วยให้ครูและประชาชนได้รับ “ทักษะแห่งอนาคต” ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและการทำงานได้จริง ปลัด ศธ. ระบุว่า “ครูสมัยใหม่ต้องไม่เพียงทำหน้าที่ถ่ายทอดเนื้อหา แต่ต้องสามารถสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้ผู้เรียนได้ ความร่วมมือนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับคุณภาพคนไทยในทุกมิติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/911437/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HLJ1Wrx3qCfxnghaSLo-s