Blog

  • ขัดแย้ง! ไทย-กัมพูชา ฉุดส่งออกวูบ 1.2 หมื่นล้าน/เดือน หากยืดเยื้อไม่เป็นผลดี

    ขัดแย้ง! ไทย-กัมพูชา ฉุดส่งออกวูบ 1.2 หมื่นล้าน/เดือน หากยืดเยื้อไม่เป็นผลดี

    นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกแล้ว ผลกระทบยังเกิดขึ้นในด้านอื่นๆด้วย เช่น การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนได้รับผลกระทบ เนื่องจากอัตราการเข้าพักต่ำ ธุรกิจที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนจะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอนหากปัญหายังคงยืดเยื้อ แม้ว่าผลกระทบเหล่านี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับธุรกิจในพื้นที่แล้วถือเป็นประเด็นที่หนักหน่วง

    นอกจากนี้ในส่วนของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่ใช้แรงงานกัมพูชา อาจทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น แต่สถานการณ์ปิดชายแดนทำให้เกิดผลดีในบางส่วนผู้ประกอบการบางรายที่เคยนำโรงงานบางส่วนไปประกอบหรือผลิตที่กัมพูชาแล้วนำกลับเข้ามาในประเทศไทยได้พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการปิดพรมแดน ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้อาจเลือกที่จะถอนการผลิตจากกัมพูชากลับเข้ามาในไทยแทนสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็น “การลงทุนไหลกลับ” (reverse FDI) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในส่วนย่อย (at the margin)

    อย่างไรก็ตามในภาพรวมระยะยาว หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและเป็นปัญหาอยู่จะไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนทั้งการลงทุนของนักลงทุนไทยในกัมพูชา หรือการลงทุนของประเทศอื่นๆที่จะเข้ามาลงทุนในไทยนักลงทุนจำเป็นจะต้องนำความเสี่ยงของการปิดชายแดนนี้ไปใส่ไว้ในปัจจัยการพิจารณาตัดสินใจลงทุนด้วย

    สำหรับคาดการณ์ส่งออกไทยภาพรวมปีหน้าติดลบ เหตุปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า รวมถึงผลกระทบจากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชาการส่งออกไทยปีหน้าเผชิญภาวะหดตัวการคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีหน้าชี้ว่า อัตราการเติบโตจะชะลอลง ซึ่งรวมถึงแรงขับเคลื่อนหลักอย่างการส่งออก โดยคาดการณ์ว่า การส่งออกของไทยในปีหน้าจะติดลบที่ร้อยละ -1.2 ซึ่งแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโตในปีนี้ที่ร้อยละ 11 การหดตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการรวมกันของหลายปัจจัย เช่น ฐานที่สูง อุปสงค์โลกที่ลดลง และผลกระทบจากนโยบายการค้าโลกตลาดอาเซียนหดตัวหลังรวมผลกระทบการปิดชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kbvGvie1pEDwlV2xA-BQl

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • พณ.เปิดบูธช่วยผปก.ชายแดน  ขนสินค้าขายช่วงซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์

    พณ.เปิดบูธช่วยผปก.ชายแดน ขนสินค้าขายช่วงซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์

    พาณิชย์ จับมือ ก.ท่องเที่ยว เปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์” ดึงผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชาขนจำหน่ายสินค้า ช่วงมหกรรมซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น คาดยอดขายกว่า 20 ล้านบาท

    วันนี้ (9 ธ.ค.2568) ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธ.ค. 2568 ที่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 ม.ค. 2569 ที่จ.นครราชสีมา กระทรวงฯได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนำสินค้า ของกิน ของใช้ และของที่ระลึกมาจำหน่ายให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในกิจกรรม ชิม ช้อป เชียร์ by MOC ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 100 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า ซึ่งจะเน้นผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนในเวลานี้ เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้ กรุงเทพมหานคร ราชมังคลากีฬาสถาน ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์ โดยมีผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล ผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม

    ชลบุรี ที่ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธ.ค. 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากภาคตะวันออก รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดน เช่น จันทบุรี ตราด และสระแก้ว จ.นครราชสีมา ที่ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20 – 26 ม.ค.2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

    รอปลัดพาณิชย์ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และ การบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย

    อ่านข่าว:

    “พณ” มั่นใจ สหรัฐฯไม่กดดันเรื่องภาษี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา

    “นายกฯ” สั่งทบทวน หลักเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการฯ” ใหม่

    ย้ำต้องจัดการเด็ดขาด หอการค้า หนุนเร่งแก้ไขขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MteIov5i9GEUag6ux5VKf

  • พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

    พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงาน ภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง

    ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด

    เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

    รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/263306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gnC_n5dbInYvwmnZqMIzh

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • เฟดสหรัฐฯ เตรียมลดดอกเบ้ียครั้งที่ 3 ท่ามกลางความแตกแยกภายใน

    เฟดสหรัฐฯ เตรียมลดดอกเบ้ียครั้งที่ 3 ท่ามกลางความแตกแยกภายใน

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่สามในการประชุมวันพุธนี้ ท่ามกลางความแตกแยกที่เพิ่มขึ้นภายในองค์กร ทำให้ประธานเจโรม พาวเอล เผชิญการทดสอบความสามารถในการโน้มน้าวเพื่อนร่วมคณะกรรมการ

    ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% นำระดับดอกเบี้ยมาอยู่ในช่วง 3.50-3.75% ซึ่งจะเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 ปี การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานที่แสดงสัญญาณอ่อนตัวลง

    ความขัดแย้งภายในเฟด

    ไมเคิล เฟโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ของเจพี มอร์แกน ระบุว่าคาดจะมีการคัดค้านอย่างน้อย 2 เสียงที่เห็นควรคงอัตราเดิม และ 1 เสียงที่เห็นควรลดมากกว่า 0.25% เขาอธิบายว่า “มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือเกือบเท่าเทียมกันทั้งในการลดดอกเบี้ยและการคงอัตราเดิม”

    คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดประกอบด้วยสมาชิกมีสิทธิออกเสียง 12 คน รวมถึงสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ 7 คน ประธานเฟดนิวยอร์ก และประธานธนาคารสำรองหมุนเวียนตามกำหนด

    ปัจจัยเศรษฐกิจที่ซับซ้อน

    พาวเอลเคยกล่าวในเดือนตุลาคมว่าอัตราเงินเฟ้อนอกเหนือจากภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังอยู่ไม่ไกลจากเป้าหมาย 2% ของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าในปีนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนกังวลว่าราคาที่สูงขึ้นอาจกลายเป็นปัญหาถาวร

    เกรกอรี ดาโค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon คาดว่าพาวเอลน่าจะ “โน้มน้าวเจ้าหน้าที่ลังเลหลายคนให้สนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สาม” ในลักษณะ “การจัดการความเสี่ยง” แต่คาดว่าเขาจะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนฤดูใบไม้ผลิหน้า

    ความกดดันทางการเมือง

    การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปี 2026 ซึ่งเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของธนาคารกลาง รวมถึงการขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานคนใหม่ ทรัมป์สัญญาณในสัมภาษณ์กับ Politico เมื่อวันอังคารว่าเขาจะใช้การลดอัตราดอกเบี้ยทันทีเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งพาวเอล

    วาระของพาวเอลในตำแหน่งประธานเฟดจะสิ้นสุดในพฤษภาคม 2026 โดยทรัมป์มีนัยยะว่าต้องการเสนอชื่อ เควิน แฮสเซ็ต ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหัวหน้าให้ดำรงตำแหน่งนี้ แฮสเซ็ตปัจจุบันเป็นประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาว และดูเหมือนจะมีจุดยืนสอดคล้องกับประธานาธิบดีในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-third-rate-cut-despite-internal-divisions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29z20zud2OUk2THrVbxmWb

  • ธอส.ปล่อยกู้ 4.6แสนล้าน อัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ธอส.ปล่อยกู้ 4.6แสนล้าน อัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.เป็นผู้นำอันดับ 1 ในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ โดยในปี 2568 ธอส. มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ 241,780 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ธอส. ยังทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ (Quick Big Win) ของรัฐบาล จัดทำมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนผ่าน 6 มาตรการสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ทำให้ ธอส.สามารถช่วยรักษาบ้านให้กับคนไทยได้เป็นจำนวนมาก การจัดทำมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้วยดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อช่วยให้ลูกค้ากลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าวว่า ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ทำให้คนไทยมีบ้านได้รวม 215,130 ล้านบาท จำนวน 200,848 บัญชี คิดเป็น 89% ของเป้าหมายทั้งปี 2568 ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท สูงถึง 112,143 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.9% โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ปล่อยสินเชื่อใหม่ทำให้คนไทยมีบ้านเพิ่มขึ้น 392,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 460,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการตาม Financial Landscapeของธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท.) ริเริ่มการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อยกระดับ “โครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน” ผ่าน Application : GHB ALL GEN

    สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่สามารถขอสินเชื่อได้เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานรายได้ สามารถออมเงินหรือเดินบัญชี (Statement) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ และได้ขยายความร่วมมือกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ดำเนินโครงการบ้าน ธอส. โรงเรียนการเงิน X Developer สนับสนุนให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรออมเงินหรือเดินรายการทางการเงิน (Statement) จากการประกอบธุรกิจผ่าน Application : GHB ALL GEN เพื่อสร้างวินัยทางการเงินอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชีเงินออมกว่า 220,000 ราย และมีลูกค้าได้รับสินเชื่อจาก ธอส. มากกว่า 50,000 ราย

    ขณะเดียวกัน ธอส. ยังช่วยรักษาบ้านให้กับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน ทั้งการพักชำระดอกเบี้ย ลดเงินงวดและลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงสนับสนุนโครงการคุณสู้ เราช่วย ของกระทรวงการคลังและ ธปท. ลดเงินงวดผ่อนชำระให้กับลูกค้า ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมมาตรการแล้วกว่า 115,000 บัญชี ซึ่งสามารถช่วยลูกค้ากลับมา มีสถานะปกติและรักษาบ้านของตนเองไว้ได้กว่า 590,000 บัญชี

    “ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปปล่อยใหม่ทั้งประเทศ 9 เดือนแรกปี 2568 หดตัว 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 แต่ ธอส. ยังคงปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ได้ 15.6% ส่งผลให้ ธอส. ก็จะยังเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สะท้อนความมุ่งมั่นทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเอง โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านหลักฐานแสดงรายได้ ได้เข้าไปดูแลให้ประชาชนกลุ่มนี้ให้เข้าถึงสินเชื่อได้บนพื้นฐานการมีวินัยทางการเงินที่ดี ส่งผลให้ปัจจุบัน ธอส. มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 43.7% สูงสุดในรอบ 20 ปี” นายกมลภพกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WMxnkhYPl0RSdaZSRG1gL

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • เควิน แฮสเซตต์ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธานเฟด คนใหม่

    เควิน แฮสเซตต์ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธานเฟด คนใหม่

    ท่ามกลางการจับตาทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ล่าสุดสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ชื่อของเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในฐานะตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ หลังมีรายงานว่าตลาดตอบรับเชิงบวกต่อความเป็นไปได้ที่แฮสเซตต์จะทำหน้าที่ต่อจากเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะสิ้นสุดวาระลงในปี 2026 ความสอดคล้องด้านนโยบายกับรัฐบาลและท่าทีสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเชิงรุก ทำให้แฮสเซตต์ถูกมองว่าเป็นผู้ที่จะนำพาเฟดเข้าสู่ยุคใหม่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางและผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

    นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า เควิน แฮสเซตต์ หรือ ดร. เควิน อัลเลน แฮสเซตต์ (Dr. Kevin Allen Hassett) ไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวงเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน

    • นักวิชการด้านเศรษฐศาสตร์สายอนุรักษ์นิยมที่ได้รับการยอมรับสูง เคยทำงานในเฟดและ Columbia Business School รวมทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับจอร์จ ดับเบิลยู บุช มิตต์ รอมนีย์ แม้แต่อดีตประธานเฟดระดับตำนานอย่าง อลัน กรีนสแปน
    • มีผลงานด้านวิจัยและงานสอนในสถาบันเศรษฐกิจชั้นนำ รวมถึงสถาบัน American Enterprise Institute
    • จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ดีกรี D. จาก University of Pennsylvania
    • เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ระหว่างปี 2017–2019 ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก
    • ปี 2025 กลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council: NEC) ในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง

    ก่อนหน้านี้ แม้แฮสเซตต์เคยปฏิเสธในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่า “ตนยังไม่ขอยืนยันอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งประธานเฟด” แต่ตลาดกลับตอบรับข่าวลืออย่างดี เพราะเล็งเห็นสัญญาณว่า ทรัมป์กำลังใกล้เลือกตัวจริงมากขึ้นแล้ว ในอดีต แฮสเซตต์เคยตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของเฟดอาจได้รับอิทธิพลทางการเมือง โดยระบุว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่มีการผ่านกฎหมายลดภาษี แต่กลับลดดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนผลประโยชน์ทางการเมืองแฝงอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ

    จุดยืนด้านนโยบายที่สอดคล้องกับทำเนียบขาว

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แฮสเซตต์มีความสอดคล้องกับทรัมป์อย่างชัดเจนในหลายด้าน ทั้งนโยบายลดภาษี การลดกฎระเบียบ และท่าทีสนับสนุนการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต แฮสเซตต์เป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยในอัตราที่มากกว่าเดิม โดยมองว่าการปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนธันวาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ แฮสเซตต์ยังเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่วิจารณ์แนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของพาวเวลอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่ถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด

    แม้แฮสเซตต์จะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการทำงาน เพราะเฟดคือ “ผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลก” การขยับดอกเบี้ยเพียง 0.25% สามารถเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจได้ทันที สื่อในสหรัฐฯ หลายสำนักต่างรายงานในทิศทางเดียวกันว่า ความใกล้ชิดระหว่างแฮสเซตต์กับทรัมป์อาจทำให้เฟดถูกกดดันให้คงนโยบายดอกเบี้ยต่ำเกินไปในระยะยาว และอาจทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจสั่นคลอน

    • Washington Post เตือนว่า เฟดอาจลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยแม้มีความจำเป็น
    • Business Insider ระบุว่า การเมืองอาจเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจเชิงนโยบายของเฟด
    • Austan Goolsbee ประธานเฟดชิคาโกกล่าวว่า หากการเมืองมีบทบาทมากเกินไป อาจนำพาสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นและอัตราว่างงานที่สูงขึ้น”

    ขณะนี้ แฮสเซตต์ยังคงอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายร่วมกับ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยว และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดปัจจุบัน โดยทรัมป์อาจประกาศชื่อประธานเฟดคนใหม่ปลายเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นของขวัญคริสต์มาสให้กับทุกคน ตามคำให้สัมภาษณ์ของ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ

    Dot Plot 2026: ปัจจัยชี้ขาดทิศทางทองคำรอบใหม่

    แม้ตลาดจะให้ความสนใจกับการประชุมเฟดในเดือนธันวาคมนี้ โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่สามของปีนี้ แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลขดอกเบี้ยก็คือ Dot Plot หรือแผนภูมิที่บ่งชี้มุมมองของกรรมการเฟดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยในปีต่อ ๆ ไป

    ข้อมูลในรอบเดือนกันยายนที่ผ่านมาชี้ว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียงปีละครั้งในช่วงปี 2026–2027 ซึ่งเป็นการปรับลดแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาว่า Dot Plot รอบใหม่นี้จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยที่เร็วกว่าหรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่?

    หาก Dot Plot บ่งชี้ว่าการลดดอกเบี้ยเร่งตัวเร็วขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม หากเฟดส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยต้องเลื่อนออกไป หรือมีจำนวนครั้งน้อยลง ราคาทองคำอาจถูกกดดันในระยะสั้น แม้ภาพรวมระยะยาวยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    โดยรวมแล้ว Dot Plot ปี 2026 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นายธนรัชต์ กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945812/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09XZ_8tf5EntYGtIb1Bsmz

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl