Blog

  • รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

    rn

     

    rn

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    rn

     

    rn

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn

     

    rn

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    rn

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

    rn

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

    rn

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

    rn

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    rn

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn

     

    rn

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”A01″>

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    1. การกำกับดูแล (governance)

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    2. กลยุทธ์ (strategy)

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    บทนำ (preface)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    rn”}}” id=”A02″>

    บทนำ (preface)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn”}}” id=”A03″>

    1. การกำกับดูแล (governance)

    ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินงานภายใน

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

    rn

     

    rn

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    rn

     

    rn

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

    rn

     

    rn

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

    rn

     

    rn

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    rn”}}” id=”text-83b0fa41f1″>

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    โครงสร้างการกำกับดูแลด้าน ESG (ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ)

    หมายเหตุ: คณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการ กนส. คณะกรรมการ กคส. และคณะกรรมการ CGC ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn”}}” id=”A04″>

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการของ ธปท. โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    rn”}}” id=”A04-1″>

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    2.1.1 การวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงิน (building blocks)5 โดยในปี 2567 มีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

    rn

     

    rn

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

    rn

     

    rn

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

    rn”}}” id=”text-7f25f2f7c0″>

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

    rn

     

    rn

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    rn”}}” id=”text-267c292f6a”>

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    Thailand Taxonomy

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

    มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    rn”}}” id=”text-909db4a954″>

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    rn”}}” id=”text-4258df12a5″>

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    Financing the Transition

    การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    rn

     

    rn

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn”}}” id=”text-31d71c6647″>

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

    rn

     

    rn

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    rn”}}” id=”text-66abfc4141″>

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ

        PIER ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยจัดให้มีการประชุมเครือข่ายนักวิชาการซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้เครือข่าย Low-carbon Research Network อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ กับนักวิชาการภายนอก ทั้งด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกทางกฎหมาย เป็นต้น

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

    rn

     

    rn

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    rn”}}” id=”A04-2″>

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

     

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

    rn

     

    rn

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    rn”}}” id=”text-b06db0679a”>

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    ผลการศึกษา

    ผลการศึกษาภายในที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC)

    1. การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,525 tCO2eq ต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตธนบัตรชนิดกระดาษ โดยเป็นผลจากอายุการใช้งานของธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ที่ยาวนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษ (ประมาณการอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 4 เท่า) ส่งผลให้ธนบัตรที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเพื่อทำลายและความจำเป็นในการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนลดลง

    2. การจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 731 tCO2eq ต่อปี โดยเป็นผลจากการลดการใช้เชื้อเพลิงจากระยะทางการขนส่งธนบัตรที่ลดลงและการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

    rn

     

    rn

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

    rn

     

    rn

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-14fe5a1c8f”>

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

    rn

    rn

     

    rn

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-12ef6b4f58″>

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    rn”}}” id=”A05″>

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (climate-related risk) ทั้งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (internal operations) และผลกระทบในมิติทางการเงิน (financial operations) ต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (reserve management) ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

    rn

     

    rn

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    rn”}}” id=”text-c40cce20a2″>

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

    rn

     

    rn

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    rn”}}” id=”A05-1″>

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

    rn

     

    rn

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

    rn

     

    rn

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

    rn

     

    rn

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

    rn

     

    rn

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    rn”}}” id=”A05-2″>

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”A06″>

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    ธปท. กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในส่วนของการดำเนินงานของ ธปท. เป็นสำคัญ สำหรับในปีแรก จะเริ่มเปิดเผยข้อมูลขอบเขตที่ 1-2 (scope 1-2) ในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค และ (2) สำนักงานที่ดูแลด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn”}}” id=”text-2bedbc71f5″>

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    rn

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    rn”}}” id=”text-93544c9956″>

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2564 ธปท. ได้ทำการรวมตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 1 และ 2) ของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาคเข้าด้วยกัน

        ในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ปี 2563-64 ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นในปี 2565 และตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ธปท. ยังคงอยู่ในทิศทางลดลง (ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปีฐาน) โดยสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว อาทิ ปรับปรุงระบบทำความเย็น (chiller) และการเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ split type นอกจากนี้ ธปท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะสมที่ 350 kW11 ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    rn

     

    rn

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-cfa69ba9a7″>

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    ตารางที่ 2: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร (scope 1 และ scope 2)12

    หมายเหตุ: การกำหนดปีฐานปี 2561 เนื่องจาก อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร ปี 2561

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    rn

     

    rn

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

    rn”}}” id=”text-29a07dba11″>

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

        ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2563 – 2564 เป็นผลมาจากความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสประกอบกับพฤติกรรมการใช้ digital payment ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ธปท. สามารถลดปริมาณการผลิตธนบัตรลง นอกจากนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมายังคงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 ผลจากการใช้ระบบโซลาเซลล์ปริมาณ 1 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,146,000 หน่วย/ปี นอกจากนี้ ผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักรการผลิต สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,260,000 kWh ต่อปี รวมไปถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรในปี 2567 ที่ลดลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    rn

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    rn

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    rn

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    rn

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    rn https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    rn

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    rn

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    rn

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    rn

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    rn

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    rn

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    rn

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    rn

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    rn”}}” id=”text-c135c5f37b”>

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/about-us/sustainability/report2567.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vOCayKNQ36ckDwGwKns_A

  • รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

    rn

     

    rn

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    rn

     

    rn

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn

     

    rn

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    rn

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

    rn

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

    rn

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

    rn

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    rn

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn

     

    rn

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”A01″>

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    1. การกำกับดูแล (governance)

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    2. กลยุทธ์ (strategy)

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    บทนำ (preface)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    rn”}}” id=”A02″>

    บทนำ (preface)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn”}}” id=”A03″>

    1. การกำกับดูแล (governance)

    ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินงานภายใน

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

    rn

     

    rn

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    rn

     

    rn

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

    rn

     

    rn

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

    rn

     

    rn

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    rn”}}” id=”text-83b0fa41f1″>

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    โครงสร้างการกำกับดูแลด้าน ESG (ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ)

    หมายเหตุ: คณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการ กนส. คณะกรรมการ กคส. และคณะกรรมการ CGC ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn”}}” id=”A04″>

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการของ ธปท. โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    rn”}}” id=”A04-1″>

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    2.1.1 การวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงิน (building blocks)5 โดยในปี 2567 มีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

    rn

     

    rn

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

    rn

     

    rn

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

    rn”}}” id=”text-7f25f2f7c0″>

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

    rn

     

    rn

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    rn”}}” id=”text-267c292f6a”>

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    Thailand Taxonomy

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

    มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    rn”}}” id=”text-909db4a954″>

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    rn”}}” id=”text-4258df12a5″>

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    Financing the Transition

    การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    rn

     

    rn

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn”}}” id=”text-31d71c6647″>

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

    rn

     

    rn

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    rn”}}” id=”text-66abfc4141″>

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ

        PIER ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยจัดให้มีการประชุมเครือข่ายนักวิชาการซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้เครือข่าย Low-carbon Research Network อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ กับนักวิชาการภายนอก ทั้งด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกทางกฎหมาย เป็นต้น

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

    rn

     

    rn

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    rn”}}” id=”A04-2″>

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

     

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

    rn

     

    rn

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    rn”}}” id=”text-b06db0679a”>

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    ผลการศึกษา

    ผลการศึกษาภายในที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC)

    1. การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,525 tCO2eq ต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตธนบัตรชนิดกระดาษ โดยเป็นผลจากอายุการใช้งานของธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ที่ยาวนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษ (ประมาณการอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 4 เท่า) ส่งผลให้ธนบัตรที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเพื่อทำลายและความจำเป็นในการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนลดลง

    2. การจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 731 tCO2eq ต่อปี โดยเป็นผลจากการลดการใช้เชื้อเพลิงจากระยะทางการขนส่งธนบัตรที่ลดลงและการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

    rn

     

    rn

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

    rn

     

    rn

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-14fe5a1c8f”>

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

    rn

    rn

     

    rn

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-12ef6b4f58″>

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    rn”}}” id=”A05″>

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (climate-related risk) ทั้งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (internal operations) และผลกระทบในมิติทางการเงิน (financial operations) ต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (reserve management) ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

    rn

     

    rn

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    rn”}}” id=”text-c40cce20a2″>

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

    rn

     

    rn

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    rn”}}” id=”A05-1″>

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

    rn

     

    rn

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

    rn

     

    rn

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

    rn

     

    rn

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

    rn

     

    rn

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    rn”}}” id=”A05-2″>

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”A06″>

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    ธปท. กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในส่วนของการดำเนินงานของ ธปท. เป็นสำคัญ สำหรับในปีแรก จะเริ่มเปิดเผยข้อมูลขอบเขตที่ 1-2 (scope 1-2) ในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค และ (2) สำนักงานที่ดูแลด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn”}}” id=”text-2bedbc71f5″>

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    rn

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    rn”}}” id=”text-93544c9956″>

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2564 ธปท. ได้ทำการรวมตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 1 และ 2) ของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาคเข้าด้วยกัน

        ในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ปี 2563-64 ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นในปี 2565 และตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ธปท. ยังคงอยู่ในทิศทางลดลง (ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปีฐาน) โดยสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว อาทิ ปรับปรุงระบบทำความเย็น (chiller) และการเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ split type นอกจากนี้ ธปท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะสมที่ 350 kW11 ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    rn

     

    rn

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-cfa69ba9a7″>

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    ตารางที่ 2: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร (scope 1 และ scope 2)12

    หมายเหตุ: การกำหนดปีฐานปี 2561 เนื่องจาก อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร ปี 2561

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    rn

     

    rn

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

    rn”}}” id=”text-29a07dba11″>

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

        ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2563 – 2564 เป็นผลมาจากความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสประกอบกับพฤติกรรมการใช้ digital payment ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ธปท. สามารถลดปริมาณการผลิตธนบัตรลง นอกจากนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมายังคงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 ผลจากการใช้ระบบโซลาเซลล์ปริมาณ 1 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,146,000 หน่วย/ปี นอกจากนี้ ผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักรการผลิต สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,260,000 kWh ต่อปี รวมไปถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรในปี 2567 ที่ลดลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    rn

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    rn

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    rn

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    rn

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    rn https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    rn

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    rn

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    rn

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    rn

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    rn

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    rn

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    rn

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    rn

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    rn”}}” id=”text-c135c5f37b”>

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/about-us/sustainability/report2567.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vOCayKNQ36ckDwGwKns_A

  • รายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

    rn

     

    rn

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    rn

     

    rn

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn

     

    rn

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    rn

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

    rn

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

    rn

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

    rn

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

    rn

     

    rn

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    rn

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn

     

    rn

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”A01″>

    บทสรุปผู้บริหาร (executive summary)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นปัญหาและภัยคุกคามสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลางที่มีพันธกิจในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ตระหนักยิ่งถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว จึงมีนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมุ่งสู่องค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในการดำเนินกิจการของ ธปท. (internal operations) จากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารเงินสำรองทางการ การบริหารจัดการภายในของ ธปท. ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปรับพฤติกรรมของพนักงาน ตลอดจนผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

        รายงานฉบับนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการของ ธปท. ในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้ดังนี้

    1. การกำกับดูแล (governance)

        ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินกิจการ ในส่วนของพันธกิจ มีคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทยซึ่งรวมถึงดูแลภาพรวมให้ระบบการเงินของไทยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการดำเนินกิจการ มีคณะกรรมการ ธปท. ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. รวมถึงการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองแผนงานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของ ธปท. และคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) กำหนดทิศทางภาพรวมการดำเนินงานภายในให้มีความเชื่อมโยงกันโดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว

    2. กลยุทธ์ (strategy)

        ธปท. สนับสนุนและผลักดันให้สถาบันการเงินรวมถึงภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมการจัดสรรเงินทุน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (transition finance)

    นอกจากนี้ ธปท. ยังคงมีบทบาทและส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจการของ ธปท. ดังต่อไปนี้

        (1) การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร โดยร่วมผลักดันผ่านการเลือกใช้วัสดุและเพิ่มสัดส่วนการผลิตธนบัตรประเภทโพลิเมอร์สำหรับบางชนิดราคา ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทกระดาษ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรไปสู่รูปแบบของศูนย์เงินสดกลาง (Consolidated Cash Center: CCC) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนับคัดธนบัตรและการขนส่งธนบัตรระหว่างศูนย์จัดการธนบัตรของ ธปท. กับศูนย์เงินสดของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

        (2) การบริหารจัดการภายในองค์กร โดยเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียน และปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ตลอดจนทยอยเพิ่มจำนวนการใช้รถยนต์ประเภท hybrid ทดแทนรถยนต์ประเภทสันดาปที่ครบอายุการใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย (green mindset) โดยเฉพาะการบริหารจัดการคัดแยกขยะภายใน ธปท. ให้ถูกวิธี และลดปริมาณขยะเหลือใช้ เป็นต้น

        (3) การบริหารเงินสำรองทางการ ที่มีการผนวกปัจจัยเรื่องความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารการลงทุนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท. พร้อมกับการสร้าง ESG awareness ทั้งกับคู่ค้าและผู้จัดการกองทุนภายนอกอย่างต่อเนื่อง

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management)

        ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate related risk) ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการภายใน (internal operations) โดยจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (financial operations) โดยจัดทำ (1) ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ (2) การพัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (3) Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องกับคำแนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets)

        ธปท. ได้จัดทำตัวชี้วัดการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1-2 (Scope 1-2) ซึ่งมีการสอบทานและได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นประจำทุกปีโดยที่ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1-2 สำหรับสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค1และสำนักงานที่ดูแลการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปี 2560 และเทียบกับปี 2561 ตามลำดับ โดยปี 2567 ธปท. สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีฐาน

        ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการปริมาณเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ธปท. อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนประเภทวัสดุในการผลิตธนบัตรและกระบวนการบริหารจัดการธนบัตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญในการลดปริมาณการผลิตธนบัตร ซึ่งจะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในระยะต่อไป

    บทนำ (preface)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    rn”}}” id=”A02″>

    บทนำ (preface)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas: GHG) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำฟาร์ม การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกอาจจะร้อนขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่าง ๆ จนยากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิม3 จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่มุ่งหวังในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5-2.0 องศาเซลเซียสภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainability) มากยิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้ตั้งข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก ( 2nd Nationally Determined Contribution (NDC)) ให้ได้ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 25734 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emission ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวและมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธปท. เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้วย ดังนั้น ธปท. จึงได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลด้านการดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ TCFD ผ่านทางเว็บไซต์ของ ธปท. ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

    1. การกำกับดูแล (governance)

    rn”}}” id=”A03″>

    1. การกำกับดูแล (governance)

    ธปท. มีโครงสร้างการกำกับดูแลนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการทั้งบทบาทตามพันธกิจและการดำเนินงานภายใน

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

    rn

     

    rn

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    rn

     

    rn

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

    rn

     

    rn

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

    rn

     

    rn

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    rn”}}” id=”text-83b0fa41f1″>

    1.1 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ ธปท.

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการวางแนวทางการพัฒนาภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Financial Landscape) โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้

    1.2 การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินงานภายใน

              คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของ ธปท. ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารเงินสำรองทางการ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล (CGC) พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นต่อภาพรวมแผนการบริหารจัดการและดำเนินงานภายในด้านสิ่งแวดล้อม และมีคณะกรรมการบริหารจัดการ (คบจ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใน กำหนดทิศทางแผนงานและดูภาพรวมการดำเนินงานภายในที่มีความเชื่อมโยงกัน

        ทั้งนี้ ธปท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อความยั่งยืน (คณะทำงาน ESG) เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของ CGC และ คบจ. ในการพิจารณาและเสนอนโยบาย แนวทางและเป้าหมาย โดยคณะทำงาน ESG ทำหน้าที่ผลักดัน ติดตาม กำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานของคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ธปท. ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้านหลักคือ การผลิตและบริหารจัดการธนบัตร การบริหารจัดการภายใน การบริหารเงินสำรองทางการ ตลอดจนเป็นกลไกในการจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความสอดคล้องเชื่อมโยงของแผนงานด้านความยั่งยืน ทั้งด้านการกำกับดูแล การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกิจ และการดำเนินงานภายในของ ธปท.

        สำหรับด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) นั้น คณะกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง (กคส.) พิจารณา ติดตามและให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการ ธปท. เห็นชอบ โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คบส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายในพิจารณาอนุมัตินโยบายและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงกรอบการบริหารเงินสำรองทางการระยะยาว โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน (อสง.) และ คณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนเงินสำรองทางการ (อบท.) ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการเสนอและกลั่นกรองแนวทางบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนเงินสำรองทางการ

    โครงสร้างการกำกับดูแลด้าน ESG (ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ)

    หมายเหตุ: คณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการ กนส. คณะกรรมการ กคส. และคณะกรรมการ CGC ประกอบด้วยผู้บริหารของ ธปท. และกรรมการจากภายนอก

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    rn”}}” id=”A04″>

    2. กลยุทธ์ (strategy)

    ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการของ ธปท. โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    rn”}}” id=”A04-1″>

    2.1 กลยุทธ์ที่ 1: สถาบันการเงินผนวกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

        ธปท. ได้ผลักดันแนวคิดการธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดย ธปท. มุ่งผลักดันให้ภาคการเงินมีการผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งมีบทบาทช่วยให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับความท้าทายและบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจังหวะเวลา (timing) และความเร็ว (speed) ที่เหมาะสม โดยประกอบด้วยแผนงานสำคัญ ดังนี้

    2.1.1 การวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงิน (building blocks)5 โดยในปี 2567 มีความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

    rn

     

    rn

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

    rn

     

    rn

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

    rn”}}” id=”text-7f25f2f7c0″>

        (1) การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผนวกโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ภายหลังจากที่ในปี 2566 ธปท. ได้มีแนวนโยบาย เรื่อง การดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้สมาคมธนาคารไทยจัดทำคู่มือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Industry Handbook) และในปี 2568 ธปท. มีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความพร้อมในการผนวกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสำคัญตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้น ดังนั้น ในปี 2567 ธปท. จึงได้ดำเนินการดังนี้

        (1) จัดทำและสื่อสารความคาดหวังการดำเนินการตามแนวนโยบายและคู่มือข้างต้นสำหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมความพร้อมก่อนการประเมินความพร้อมในปี 2568

        (2) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ในส่วนของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญต่อพอร์ตของธนาคารพาณิชย์หรือต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยหนึ่งภาคเศรษฐกิจภายในปี 2568

        (3) จัดทำโครงการนำร่องการทดสอบภาวะวิกฤตในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate stress test) กับธนาคารพาณิชย์กลุ่ม D-SIBs และธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีความพร้อม โดยเริ่มจากความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินตระหนักและมีองค์ความรู้เรื่องความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related financial risks) ต่อลูกหนี้ของตนเอง 

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

    rn

     

    rn

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    rn”}}” id=”text-267c292f6a”>

        (2) การพัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

        ธปท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาคการเงิน พัฒนามาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ และช่วยลดปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริงหรือการฟอกเขียว (greenwashing) โดยในปี 2567 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคการเกษตร ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ซึ่งต่อเนื่องจาก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ที่จัดทำสำหรับภาคพลังงานและภาคการขนส่ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2567-10 มกราคม 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2568

    Thailand Taxonomy

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

    มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    rn”}}” id=”text-909db4a954″>

        (3) องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน (capacity building)

        ธปท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในต่างประเทศ จัดสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงินในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (transition plan) ของสถาบันการเงินต่างประเทศ ตลอดจนการวิเคราะห์ภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ในด้านความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของสถาบันการเงินไทยและ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ผลักดันให้สถาบันการเงินไทยทยอยเปิดเผยข้อมูลตามแนวปฏิบัติ TCFD เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน (commitment) ของสถาบันการเงินในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    rn”}}” id=”text-4258df12a5″>

    2.1.2 ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม (transition finance)

        ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดทำโครงการ Financing the Transition ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับกระบวนการดำเนินงานที่มีหรือได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่การดำเนินงานที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมน้อยลง (จาก brown เป็น less brown) ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดังกล่าวครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จำเป็นต้องปรับตัว เช่น ภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร และภาคโรงแรม รวมถึงตอบโจทย์ SMEs ให้สามารถเริ่มปรับตัวจากก้าวเล็ก ๆ ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจูงใจให้ลูกค้าปรับตัวให้เกิดผลจริง และสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัวในกิจกรรมคล้ายกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าสินเชื่อภายใต้โครงการนี้รวมกัน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะต่อไป ธปท. คาดว่าโครงการนี้จะสามารถขยายผลทั้งในมิติจำนวนลูกค้าและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการในวงกว้างขึ้น และมิติการตอบโจทย์การปรับตัวที่ตรงจุดและครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ได้รับแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ของต่างประเทศและจากคู่ค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    Financing the Transition

    การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    rn

     

    rn

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    rn”}}” id=”text-31d71c6647″>

    2.1.3 ความร่วมมือระหว่างประเทศ

        ธปท. สื่อสารและให้ความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเพื่อยกระดับการดำเนินการในเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแนวทางของสากลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนา ASEAN Taxonomy และการเป็นสมาชิกเครือข่าย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) เป็นต้น

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

    rn

     

    rn

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    rn”}}” id=”text-66abfc4141″>

    2.1.4 การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้

        สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ เริ่มจากชุดบทความ PIERspectives  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ 2 บทความต่อเนื่องกัน โดยบทความที่ 1 นำเสนอแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและของประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และบทความที่ 2 นำเสนอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ทาง PIER ยังได้ร่วมกับนักวิชาการในเครือข่ายดำเนินการศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ต่อภาคการเงิน และถ่ายทอดผ่านบทความวิจัย “Climate Risk and Financial Stability: A Systemic Risk Perspective from Thailand” ซึ่งศึกษาผลกระทบของทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) ต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ของระบบธนาคารไทย

    งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ

        PIER ยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยจัดให้มีการประชุมเครือข่ายนักวิชาการซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้เครือข่าย Low-carbon Research Network อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความร่วมมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ กับนักวิชาการภายนอก ทั้งด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกทางกฎหมาย เป็นต้น

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

    rn

     

    rn

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    rn”}}” id=”A04-2″>

    2.2 กลยุทธ์ที่ 2: เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม

     

        ธปท. มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการบูรณาการแนวคิดการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) คือการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตธนบัตร กลางน้ำ (midstream) คือการขนย้ายและขนส่ง และปลายน้ำ (downstream) คือการส่งมอบธนบัตร รวมทั้งการบริหารจัดการธนบัตรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของ ธปท. และขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ในขณะเดียวกัน ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการตามที่กำหนดไว้ในกรอบการบริหารเงินสำรองทางการภายใต้ระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ยอมรับได้

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

    rn

     

    rn

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

    rn

     

    rn

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    rn”}}” id=”text-b06db0679a”>

    2.2.1 เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ ใน 3 ด้าน คือ

        (1) บริหารจัดการการใช้พลังงาน (scope 1-2) อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตั้งใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 และจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนี้อีกในอนาคต เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนในการผลิตธนบัตร

        (2) การใช้วัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตธนบัตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ธปท. ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท ทดแทนธนบัตรกระดาษ ซึ่งธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภท biaxially oriented polypropylene (BOPP) ที่มีความทนทานต่อความชื้นและสิ่งสกปรกได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์จึงส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าธนบัตรชนิดกระดาษเมื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามวงจรชีวิตธนบัตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนสิ้นสุดการใช้งาน ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกใช้ธนบัตรชนิดพอลิเมอร์เพิ่มเติม สำหรับชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งคาดว่าอาจจะออกใช้ได้ในปี 2568

        (3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (shared infrastructure) ในการบริหารจัดการธนบัตรโดยจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (Consolidate Cash Center: CCC) ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการคัดแยกสภาพธนบัตร รวมทั้งลดจำนวนเที่ยวการขนส่งธนบัตร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร แต่ ธปท. ยังคงมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายด้านการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยผลการศึกษาภายใน ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4,256 tCO2eq ต่อปี โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    ผลการศึกษา

    ผลการศึกษาภายในที่เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ และการจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC)

    1. การผลิตธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาท จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,525 tCO2eq ต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตธนบัตรชนิดกระดาษ โดยเป็นผลจากอายุการใช้งานของธนบัตรชนิดพอลิเมอร์ที่ยาวนานกว่าธนบัตรชนิดกระดาษ (ประมาณการอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 4 เท่า) ส่งผลให้ธนบัตรที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเพื่อทำลายและความจำเป็นในการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนลดลง

    2. การจัดตั้งศูนย์เงินสดกลาง (CCC) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 731 tCO2eq ต่อปี โดยเป็นผลจากการลดการใช้เชื้อเพลิงจากระยะทางการขนส่งธนบัตรที่ลดลงและการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

    rn

     

    rn

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

    rn

     

    rn

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

    rn

     

    rn

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-14fe5a1c8f”>

    2.2.2 การบริหารจัดการภายในด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ

        (1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 2) โดย ธปท. ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ หลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นชนิด LED รวมทั้งบริหารจัดการระบบวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน เช่น ปิด chiller เร็วขึ้น ปรับเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าแสงสว่างให้สอดคล้องตามฤดูกาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพนักงาน

        (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากช่องทางอื่น ๆ (scope 1 และ 3) โดย ธปท. ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการและแผนงานต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถยนต์จากรถสันดาปเป็นระบบ hybrid รวมทั้งส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีบริการรถตู้รับส่งพนักงานไปยังจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ LPG โดยการตรวจสอบการรั่วไหลของระบบท่อ LPG เป็นประจำทุกปี ในด้านน้ำประปา ธปท. ได้นำน้ำดื่มที่เหลือจากห้องประชุมและระบบวิศวกรรมไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนในด้านการลดใช้กระดาษ ธปท. มีการนำระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน นอกจากนี้ ธปท. ยังได้กำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนระบบทำน้ำเย็น (chiller) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

        นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลการเดินทางทางอากาศของพนักงานในกิจการงานของ ธปท. (business air travel) เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการภายในตามมาตรฐานสากลในระยะต่อไป ตลอดจนการปรับปรุงกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา โดยเพิ่มการสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตที่คำนึงถึง ESG มากขึ้น รวมถึงการจัดทำ supplier code of conduct ซึ่งเน้น 4 เรื่องสำคัญได้แก่ (1) จริยธรรมทางธุรกิจ (2) สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติด้านแรงงาน (3) อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน และ (4) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้คู่ค้าของ ธปท. ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นนี้ และส่งเสริมให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและ ESG อีกทางหนึ่งด้วย  

        (3) การสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน โดย ธปท. ส่งเสริมให้พนักงานเล็งเห็นความสำคัญของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการขยะให้พนักงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. ถือปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อน รวมทั้งได้ขยายกิจกรรมแยกขยะไปสู่ครอบครัวพนักงานผ่านโครงการขายขยะส่วนตัว โดยมุ่งหวังให้ ธปท. เป็นองค์กรต้นแบบในการบริหารจัดการขยะ อนุรักษ์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

    rn

    rn

     

    rn

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-12ef6b4f58″>

    2.2.3 การพัฒนากรอบการบริหารเงินสำรองทางการโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

        โดย ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในการบริหารเงินสำรองทางการ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการบริหารเงินสำรองทางการ คือ ความมั่นคง สภาพคล่อง และผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดจนความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์และตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน ESG เนื่องจากความเสี่ยงด้าน ESG อาจมีผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเงินและการตีราคาสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อ risk-adjusted return ของการบริหารเงินสำรองทางการ นอกจากนี้ การลงทุนในเงินสำรองทางการเป็นอีกแรงผลักดันการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การบริหารความเสี่ยงของ ธปท.

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    rn”}}” id=”A05″>

    3. การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) 

    ธปท. มีกระบวนการติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (climate-related risk) ทั้งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (internal operations) และผลกระทบในมิติทางการเงิน (financial operations) ต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (reserve management) ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

    rn

     

    rn

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    rn”}}” id=”text-c40cce20a2″>

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยแล้ว ยังทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นอีกด้วย (extreme weather events) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน ความร้อนสุดขั้ว เป็นต้น โดยผลการศึกษาของ PIER6 ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพจำลองสถานการณ์แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก (Representative Concentration Pathway: RCP) RCP4.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5ºC เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ภายใต้ภาพจำลอง RCP6.0 และ RCP8.5 อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2ºC นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อน (heat waves) บ่อยครั้งขึ้นและระยะเวลาที่ประสบปัญหาคลื่นความร้อนยาวนานมากขึ้น เหตุการณ์ฝนตกหนัก (extreme precipitation) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในบางภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น มหาสมุทรประสบปัญหาการเป็นกรด และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

              สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษานี้คาดว่าจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและร้อนยาวนานขึ้น โดยอุณหภูมิ (1) จะสูงขึ้น 1.0ºC ภายในช่วงปี 2020–2040 (2) จะสูงขึ้น 1.5ºC ภายในช่วงปี 2045–2080 และ (3) จะสูงขึ้น 2.0ºC ภายในช่วงปี 2050–2070 รวมทั้งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4ºC ในปี 2100 นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น เช่น ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น ระดับน้ำทะเลที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตรภายในปี 2100 อีกด้วย

              ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของ ธปท. อาทิ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยของพนักงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (risks to internal operations) ตลอดจนผลกระทบด้านการเงินต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อประเภทความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของ ธปท. โดยที่การบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (enterprise risk management process) ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงประเภทอื่น

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

    rn

     

    rn

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    rn

     

    rn

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

    rn

     

    rn

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    rn”}}” id=”A05-1″>

    3.1 ความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของ ธปท. (risks to internal operations)

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธปท. ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risks) อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้คาดว่า ธปท. สำนักงานใหญ่ (สนญ.) เผชิญกับภัยคุกคามจากการเกิดอุทกภัย (flood) และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (sea level rise) เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้กับอ่าวไทยที่มีความเปราะบางต่อปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาประกอบกับน้ำทะเลที่อาจหนุนสูงขึ้นได้ ในขณะที่พื้นที่ตั้งของสำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และภาคใต้ (สภต.) ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภัยคุกคามจากอุทกภัยเช่นเดียวกันเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ภัยแล้ง (drought) และคลื่นความร้อนที่สูงขึ้น (extreme heat) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคและสุขภาวอนามัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) อีกด้วย

        ภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ธปท. ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานจนทำให้ ธปท. ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ หรืออาจเกิดความผิดพลาด เสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ดังนั้น ธปท. โดยฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวมจะรับผิดชอบการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพนี้ โดยได้จัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน ISO 22301 เช่น จัดทำแผนฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่าง (BCP) โดยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมของผู้บริหารและพนักงานต่อภัยคุกคามในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ  นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายอีกด้วย

    3.1.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks)

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risks) ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎเกณฑ์ของรัฐ (policy and legal) ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแสดงเจตจำนงที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        ธปท. ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดเป้าหมายมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และแผนดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เทียบกับปีฐาน ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน scope 1-2 ของ สนญ. สภน. สภอ. และ สพฐ. (เฉพาะสำนักงานและ DC2) ตลอดจน สภต. ซึ่งสอดคล้องและเร็วกว่าที่เป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้ ธปท. ได้ดำเนินมาตรการและวิธีปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลและแนวปฏิบัติสากล และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักและปรับพฤติกรรมของพนักงานที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

    rn

     

    rn

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

    rn

     

    rn

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

    rn

     

    rn

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

    rn

     

    rn

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

    rn

     

    rn

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

    rn

     

    rn

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    rn”}}” id=”A05-2″>

    3.2 ความเสี่ยงต่อการบริหารเงินสำรองทางการ (risks to financial operations)

        ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ ธปท. ลงทุนในรูปแบบ ประเภทและประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ต่างพยายามผลักดันมาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (green transition) ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขและจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตราสารหนี้และตราสารทุนที่ออกโดยภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่ง ธปท. ตระหนักยิ่งถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่มีในตลาดการเงินโลก จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ carbon footprint จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารเงินสำรองทางการเพื่อลดความเสี่ยงของเงินสำรองทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางอื่น ๆ ตัวอย่างสำคัญเช่น

        1) จัดทำ ESG internal report เพื่อประเมินระดับของ climate risk ของเงินสำรองทางการ โดยวัดและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกองทุนเงินสำรองทางการผ่านทางมิติต่าง ๆ เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Carbon Intensity: WACI) และ Implied Temperature Rise (ITR) เป็นต้น

        2) พัฒนา Climate Risk Warning Tool ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเชิงลึกโดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูล ESG rating จากผู้ให้บริการภายนอกในการช่วยประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในระยะยาวของ ธปท. และอาจนำไปสู่การทำ negative screening ได้

        3) จัดทำ Climate Scenario Test โดยประเมิน Climate Value-at-Risk ของเงินสำรองทางการผ่าน internal model ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์และกองทุนเงินสำรองทางการในภาพรวมภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในลักษณะต่าง ๆ (physical and transition risks) รวมถึงสถานการณ์ที่แนะนำโดย Network of Central Banks and Supervisors for Greening the Financial System (NGFS) ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ Climate Stress Test ของเงินสำรองทางการปี 2567 พบว่าเงินสำรองทางการมีมูลค่าลดลงเล็กน้อยภายใต้สถานการณ์จำลองที่กำหนด

        ทั้งนี้ ธปท. เล็งเห็นถึงโอกาสในการมีส่วนสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน สำหรับตราสารหนี้ ธปท. มีการลงทุนใน Impact Bond ภายใต้เกณฑ์การลงทุนเงินสำรองทางการ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่มีความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเงินสำรองทางการ ในส่วนของตราสารทุน ธปท. ได้มีการศึกษาช่องทางและโอกาสในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ความยั่งยืนในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าการลงทุนในตราสารทุนโดยจัดตั้ง climate goal นั้นจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ความเสี่ยงของ ธปท. ด้วย

        นอกจากนี้ ในเชิงของการสร้างความตระหนัก (ESG awareness) และการมีส่วนร่วม (engagement) ของ ธปท. ในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ (asset owner) ธปท. ให้ความสำคัญกับ stewardship โดยได้จัดทำ ESG proxy voting principle เพื่อใช้สื่อสารกับผู้จัดการกองทุนภายนอกให้เข้าใจถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ ธปท. รวมทั้งมีการใช้ปัจจัยด้าน ESG เพื่อใช้ติดตามและหารือกับผู้จัดการกองทุนภายนอกและคู่ค้าของเงินสำรองทางการด้วย

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”A06″>

    4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) 

    ธปท. กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในส่วนของการดำเนินงานของ ธปท. เป็นสำคัญ สำหรับในปีแรก จะเริ่มเปิดเผยข้อมูลขอบเขตที่ 1-2 (scope 1-2) ในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค และ (2) สำนักงานที่ดูแลด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    rn”}}” id=”text-2bedbc71f5″>

    4.1 ด้านการบริหารจัดการภายใน ธปท.

        ธปท. ได้รับการรับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในส่วนของ scope 1-2 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)7 ดังปรากฏตามตารางที่ 1 โดยการใช้ไฟฟ้า (scope 2) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ ธปท. ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐาน8 ซึ่งในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีฐาน

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    rn

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    rn”}}” id=”text-93544c9956″>

    ตารางที่ 1: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค9

    (Scope 1 และ Scope 2 )10

    หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2564 ธปท. ได้ทำการรวมตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (scope 1 และ 2) ของสำนักงานใหญ่และสำนักงานภาคเข้าด้วยกัน

        ในภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ปี 2563-64 ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นในปี 2565 และตัวเลขปรับเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ธปท. ยังคงอยู่ในทิศทางลดลง (ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปีฐาน) โดยสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว อาทิ ปรับปรุงระบบทำความเย็น (chiller) และการเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ split type นอกจากนี้ ธปท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะสมที่ 350 kW11 ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

    rn

     

    rn

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    rn”}}” id=”text-cfa69ba9a7″>

    4.2 ด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร

        ปัจจุบัน ธปท. ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1-2 เฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรจะขึ้นกับความต้องการเงินสดของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของ ธปท.

    ตารางที่ 2: ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร (scope 1 และ scope 2)12

    หมายเหตุ: การกำหนดปีฐานปี 2561 เนื่องจาก อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานด้านการผลิตธนบัตรและบริหารจัดการธนบัตร ปี 2561

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    rn

     

    rn

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

    rn”}}” id=”text-29a07dba11″>

    ภาพที่ 1: การติดตามตัวเลขก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร13 (scope 2)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตร (scope 2) – tCO2eq

        ภาพรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วงปี 2563 – 2564 เป็นผลมาจากความต้องการใช้เงินสดของประชาชนที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสประกอบกับพฤติกรรมการใช้ digital payment ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ธปท. สามารถลดปริมาณการผลิตธนบัตรลง นอกจากนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมายังคงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 ผลจากการใช้ระบบโซลาเซลล์ปริมาณ 1 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,146,000 หน่วย/ปี นอกจากนี้ ผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักรการผลิต สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,260,000 kWh ต่อปี รวมไปถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตและบริหารจัดการธนบัตรในปี 2567 ที่ลดลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    rn

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    rn

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    rn

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    rn

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    rn https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    rn

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    rn

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    rn

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    rn

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    rn

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    rn

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    rn

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    rn

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    rn”}}” id=”text-c135c5f37b”>

    1 สำนักงานภาคเหนือ (สภน.) และ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สภอ.) ทั้งนี้ ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงาน

    2 เฉพาะอาคารสำนักงานและศูนย์บริหารจัดการข้อมูล (Data Center: DC2)

    3 IPCC Climate Change 2023 Synthesis Report

    4 ร้อยละ 40 โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ ภายใต้กรอบข้อตกลง United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

    5 สามารถดูรายละเอียดการวางรากฐานสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. 
    https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/GreenDirectionalPaper-TH.pdf

    6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับ เศรษฐกิจ: ตอนที่ 1 สถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | PIER

    7 อบก. รับรองผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่ปี 2560 สำนักงานภาคเหนือ และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการรับรองปี 2564

    8 การกำหนดปีฐานปี 2560 เนื่องจากเป็นปีที่ ธปท. มีการคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานใหญ่เป็นปีแรก 

    9 ไม่รวมสำหนักงานภาคใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสำนักงานและจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568

    10 Scope 2 คิดจากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ช่วงปี 2560 และช่วงปี 2562

    11 สนญ. 280 kW; สภน. 50 kW; สภอ. 20 kW

    12 ข้อมูลปี 2562-2565 มาจากการคำนวณตามกรอบแนวทาง ปี 2561 ที่ทวนสอบและรับรองผลโดย อบก.

    13 คำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตธนบัตรและการบริหารจัดการธนบัตรที่ศูนย์จัดการธนบัตรกรุงเทพฯ (นครชัยศรี) (scope 2)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/about-us/sustainability/report2567.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vOCayKNQ36ckDwGwKns_A

  • 10 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของคนไทย ตาม Google Trends 2025

              อัปเดตเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2025 กับลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศที่ถูกค้นหามากที่สุดบน Google Trends ปลายทางยอดฮิตที่นักเดินทางสนใจ

              อัปเดตเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2025 กันสักหน่อย กับลิสต์คำค้นสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ มาแรงจาก Google Trends ไม่ว่าจะเป็นเมืองสวยบรรยากาศดี ธรรมชาติอลังการ หรือแลนด์มาร์กใหม่ที่กำลังฮิตติดกระแส หากกำลังวางแผนทริปต่างประเทศในปีนี้ ลองมาดูกันว่ามีจุดหมายไหนบ้างที่ถูกค้นหามากที่สุด และอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทริปต่อไปของคุณสนุกและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

    สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ 
    Google Trends ปี 2025

    1. ภูฏาน

              ประเทศท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย ที่ยังคงเสน่ห์ความเรียบง่ายและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง สายหมอก และธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บวกกับวิถีชีวิตที่เน้นความสุขแบบ “Gross National Happiness” ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยือน ไม่ว่าจะไปชมมหาวิหารทักซังที่ตั้งตระหง่านบนหน้าผา เดินเล่นในเมืองหลวงทิมพู แถมอากาศเย็นสบายตลอดปี หากกำลังมองหาที่เที่ยวต่างประเทศที่ทั้งสงบ สวย และให้พลังบวก ภูฏานคือปลายทางที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

    ภูฏาน สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    2. จูไห่

              เมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศชิล ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากพักผ่อนแบบสบาย ๆ แต่ยังคงความคึกคักในสไตล์เมืองท่องเที่ยวทันสมัย รายล้อมด้วยทะเล วิวสวย และแลนด์มาร์กหลากหลาย ทั้งสวนสนุก Chimelong Ocean Kingdom ที่สนุกได้ทั้งวัน รวมถึงคาเฟ่และย่านช้อปปิ้งที่เดินเพลินไม่มีเบื่อ ใครมองหาที่เที่ยวใกล้ฮ่องกง-มาเก๊า เดินทางสะดวก มุมถ่ายรูปเพียบ และไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ทุกวัย จูไห่คืออีกเมืองที่ควรใส่ไว้ในลิสต์แบบไม่ลังเลเลย

    จูไห่ สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    3. ซินเจียง

              ดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันหลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสความงดงามในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ตั้งแต่เทือกเขาเทียนซานที่ปกคลุมด้วยหิมะ ทะเลสาบสีฟ้าใสอย่างคานาสซึ่งเงียบสงบราวภาพวาด ไปจนถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศเมืองเก่าในคาชการ์ ตลาดแบบพื้นเมืองที่คึกคัก หรือหมู่บ้านชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังรักษาประเพณีดั้งเดิม นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความหลากหลายทั้งในด้านผู้คน อาหาร และธรรมชาติที่สวยสะกดใจทุกฤดูกาล ซินเจียงจึงเป็นจุดหมายที่ควรค่าแก่การไปเยือนสักครั้งสำหรับผู้ที่อยากออกเดินทางไปสัมผัสดินแดนกว้างใหญ่ที่แสนมีเสน่ห์และแตกต่างอย่างแท้จริง

    ซินเจียง สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    4. วังเวียง

              เมืองเล็กท่ามกลางหุบเขาของลาวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติและวิถีชุมชนสุดเรียบง่าย เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายไปพักใจแบบช้า ๆ ท่ามกลางทิวเขาสีเขียวและลำน้ำซองใสสะอาดที่ไหลคดเคี้ยว คุณสามารถพายคายัก ล่องห่วงยาง ชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือเดินเล่นในหมู่บ้านที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นพื้นถิ่นได้อย่างอบอุ่น วังเวียงจึงเป็นจุดหมายที่ครบทั้งความสงบ ความสนุก และความงดงามแบบธรรมชาติแท้ ๆ ที่ไม่ควรพลาดในทริปลาวของคุณ

    วังเวียง สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    5. นอร์เวย์

              ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่เป็นจุดหมายปลายทางเหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฟยอร์ดอันกว้างใหญ่ น้ำตกสูงชัน เมืองเล็กริมทะเลที่เงียบสงบ หรือแสงเหนือที่ส่องประกายบนฟากฟ้ายามค่ำคืน ประเทศนี้ผสมผสานความงามของภูมิประเทศกับวิถีชีวิตเรียบง่ายได้อย่างลงตัว การเดินทางเที่ยวในนอร์เวย์จึงให้ทั้งความผ่อนคลายและความตื่นตาตื่นใจในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเติมพลังให้ใจด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนบนโลก

    นอร์เวย์ สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    6. ฟูก๊วก

              เกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่รวมทั้งความเงียบสงบและความงดงามของธรรมชาติไว้ในที่เดียว ด้วยทะเลสีฟ้าคราม หาดทรายขาวเนียน และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่เรียบง่าย ชวนให้หลีกหนีความวุ่นวายไปสัมผัสบรรยากาศสบาย ๆ แบบสไตล์เวียดนามใต้ ที่นี่มีทั้งจุดดำน้ำชมปะการัง ตลาดกลางคืนสุดคึกคัก คาเฟ่ริมทะเล และรีสอร์ตบรรยากาศดีให้เลือกพักผ่อนแบบเต็มที่ เหมาะสำหรับคนที่อยากชาร์จพลัง ใกล้ชิดธรรมชาติ และเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งผ่อนคลายและน่าประทับใจในทริปเดียว

    ฟูก๊วก สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    7. เซนได

              เมืองใหญ่อันเงียบสงบทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คือจุดหมายที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางแบบสบาย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองผสมธรรมชาติได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมย่านเมืองเก่า วัดซุยโฮเด็งอันงดงาม ชิมอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่างลิ้นวัวเซนได หรือแวะผ่อนคลายที่อ่าวมัตสึชิมะซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวิวสวยที่สุดของญี่ปุ่น เซนไดคือเมืองที่เดินทางง่าย บรรยากาศดี และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ทำให้หลงรักได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับทั้งทริปช้า ๆ หรือทริปตามรอยธรรมชาติในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ

    เซนได สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    8. มาเก๊า

              จุดหมายปลายทางที่ผสมผสานเสน่ห์ของอดีตและความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโปรตุเกสสวยคลาสสิกอย่างเซนาโดสแควร์ มรดกโลกที่ยังคงมีชีวิตชีวาไปจนถึงโบสถ์เซนต์ปอลที่งดงาม รวมถึงย่านท่องเที่ยวสุดคึกคักอย่างโคไทสตรีปที่เต็มไปด้วยโชว์ระดับโลก ร้านอาหารรสเลิศ และบรรยากาศแสนมีสีสัน มาเก๊าจึงเหมาะทั้งสำหรับคนรักวัฒนธรรม นักชิม และผู้ที่อยากสัมผัสเมืองเล็ก ๆ ที่เดินเที่ยวง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังและความหลากหลายให้ค้นพบในทุกมุมทางเดิน

    มาเก๊า สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    9. เฉิงตู

              เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เป็นเมืองที่ผสมผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนโบราณกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว รายล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามและวิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเสฉวนที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการชมความน่ารักของหมีแพนด้ายักษ์ที่ศูนย์อนุรักษ์ การเดินเล่นย่านคนโบราณจิ๋นหลี่ ถนนกว้างที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและบรรยากาศชวนหลงใหล หรือการลิ้มรสหม้อไฟเสฉวนรสจัดจ้านต้นตำรับ แถมยังเดินทางต่อไปยังภูเขาหรือมรดกโลกต่าง ๆ ได้สะดวก เฉิงตูจึงเป็นปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับคนรักวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติในทริปเดียวครบ

    เฉิงตู สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    10. อินโดนีเซีย

              ประเทศหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ตั้งแต่การพักผ่อนบนชายหาดสุดงามของบาหลี เดินชมภูเขาไฟโบรโม่ที่ลอยอยู่เหนือทะเลหมอก ชมสัตว์หายากอย่างมังกรโคโมโดในถิ่นอาศัยจริง ไปจนถึงการสำรวจวัฒนธรรมท้องถิ่นและอาหารพื้นเมืองที่เข้มข้น อินโดนีเซียคือจุดหมายที่มีครบทั้งทะเล ภูเขา ป่า และเมืองคึกคัก เหมาะสำหรับทั้งสายชิล สายผจญภัย และสายถ่ายรูปที่อยากเก็บภาพสวยในทุกมุมของการเดินทาง

    อินโดนีเซีย สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

              ผลการค้นหา Google Year in Search 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนไทยออกเดินทางด้วยความตั้งใจมากขึ้น ทั้งใกล้และไกล พร้อมมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นจุดหมายยอดฮิตหรือประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้ปีนี้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวของคนไทยมีสีสันและหลากหลายเป็นพิเศษ ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ trends.withgoogle.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297141.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mi1yOb6IRftG47pNKtRWA

  • 10 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของคนไทย ตาม Google Trends 2025

              อัปเดตเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2025 กับลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศที่ถูกค้นหามากที่สุดบน Google Trends ปลายทางยอดฮิตที่นักเดินทางสนใจ

              อัปเดตเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2025 กันสักหน่อย กับลิสต์คำค้นสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ มาแรงจาก Google Trends ไม่ว่าจะเป็นเมืองสวยบรรยากาศดี ธรรมชาติอลังการ หรือแลนด์มาร์กใหม่ที่กำลังฮิตติดกระแส หากกำลังวางแผนทริปต่างประเทศในปีนี้ ลองมาดูกันว่ามีจุดหมายไหนบ้างที่ถูกค้นหามากที่สุด และอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทริปต่อไปของคุณสนุกและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

    สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ 
    Google Trends ปี 2025

    1. ภูฏาน

              ประเทศท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย ที่ยังคงเสน่ห์ความเรียบง่ายและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง สายหมอก และธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บวกกับวิถีชีวิตที่เน้นความสุขแบบ “Gross National Happiness” ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยือน ไม่ว่าจะไปชมมหาวิหารทักซังที่ตั้งตระหง่านบนหน้าผา เดินเล่นในเมืองหลวงทิมพู แถมอากาศเย็นสบายตลอดปี หากกำลังมองหาที่เที่ยวต่างประเทศที่ทั้งสงบ สวย และให้พลังบวก ภูฏานคือปลายทางที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

    ภูฏาน สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    2. จูไห่

              เมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศชิล ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากพักผ่อนแบบสบาย ๆ แต่ยังคงความคึกคักในสไตล์เมืองท่องเที่ยวทันสมัย รายล้อมด้วยทะเล วิวสวย และแลนด์มาร์กหลากหลาย ทั้งสวนสนุก Chimelong Ocean Kingdom ที่สนุกได้ทั้งวัน รวมถึงคาเฟ่และย่านช้อปปิ้งที่เดินเพลินไม่มีเบื่อ ใครมองหาที่เที่ยวใกล้ฮ่องกง-มาเก๊า เดินทางสะดวก มุมถ่ายรูปเพียบ และไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ทุกวัย จูไห่คืออีกเมืองที่ควรใส่ไว้ในลิสต์แบบไม่ลังเลเลย

    จูไห่ สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    3. ซินเจียง

              ดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันหลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสความงดงามในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ตั้งแต่เทือกเขาเทียนซานที่ปกคลุมด้วยหิมะ ทะเลสาบสีฟ้าใสอย่างคานาสซึ่งเงียบสงบราวภาพวาด ไปจนถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศเมืองเก่าในคาชการ์ ตลาดแบบพื้นเมืองที่คึกคัก หรือหมู่บ้านชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังรักษาประเพณีดั้งเดิม นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความหลากหลายทั้งในด้านผู้คน อาหาร และธรรมชาติที่สวยสะกดใจทุกฤดูกาล ซินเจียงจึงเป็นจุดหมายที่ควรค่าแก่การไปเยือนสักครั้งสำหรับผู้ที่อยากออกเดินทางไปสัมผัสดินแดนกว้างใหญ่ที่แสนมีเสน่ห์และแตกต่างอย่างแท้จริง

    ซินเจียง สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    4. วังเวียง

              เมืองเล็กท่ามกลางหุบเขาของลาวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติและวิถีชุมชนสุดเรียบง่าย เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายไปพักใจแบบช้า ๆ ท่ามกลางทิวเขาสีเขียวและลำน้ำซองใสสะอาดที่ไหลคดเคี้ยว คุณสามารถพายคายัก ล่องห่วงยาง ชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือเดินเล่นในหมู่บ้านที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นพื้นถิ่นได้อย่างอบอุ่น วังเวียงจึงเป็นจุดหมายที่ครบทั้งความสงบ ความสนุก และความงดงามแบบธรรมชาติแท้ ๆ ที่ไม่ควรพลาดในทริปลาวของคุณ

    วังเวียง สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    5. นอร์เวย์

              ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่เป็นจุดหมายปลายทางเหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฟยอร์ดอันกว้างใหญ่ น้ำตกสูงชัน เมืองเล็กริมทะเลที่เงียบสงบ หรือแสงเหนือที่ส่องประกายบนฟากฟ้ายามค่ำคืน ประเทศนี้ผสมผสานความงามของภูมิประเทศกับวิถีชีวิตเรียบง่ายได้อย่างลงตัว การเดินทางเที่ยวในนอร์เวย์จึงให้ทั้งความผ่อนคลายและความตื่นตาตื่นใจในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเติมพลังให้ใจด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนบนโลก

    นอร์เวย์ สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    6. ฟูก๊วก

              เกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่รวมทั้งความเงียบสงบและความงดงามของธรรมชาติไว้ในที่เดียว ด้วยทะเลสีฟ้าคราม หาดทรายขาวเนียน และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่เรียบง่าย ชวนให้หลีกหนีความวุ่นวายไปสัมผัสบรรยากาศสบาย ๆ แบบสไตล์เวียดนามใต้ ที่นี่มีทั้งจุดดำน้ำชมปะการัง ตลาดกลางคืนสุดคึกคัก คาเฟ่ริมทะเล และรีสอร์ตบรรยากาศดีให้เลือกพักผ่อนแบบเต็มที่ เหมาะสำหรับคนที่อยากชาร์จพลัง ใกล้ชิดธรรมชาติ และเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งผ่อนคลายและน่าประทับใจในทริปเดียว

    ฟูก๊วก สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    7. เซนได

              เมืองใหญ่อันเงียบสงบทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คือจุดหมายที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางแบบสบาย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองผสมธรรมชาติได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมย่านเมืองเก่า วัดซุยโฮเด็งอันงดงาม ชิมอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่างลิ้นวัวเซนได หรือแวะผ่อนคลายที่อ่าวมัตสึชิมะซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวิวสวยที่สุดของญี่ปุ่น เซนไดคือเมืองที่เดินทางง่าย บรรยากาศดี และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ทำให้หลงรักได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับทั้งทริปช้า ๆ หรือทริปตามรอยธรรมชาติในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ

    เซนได สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    8. มาเก๊า

              จุดหมายปลายทางที่ผสมผสานเสน่ห์ของอดีตและความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโปรตุเกสสวยคลาสสิกอย่างเซนาโดสแควร์ มรดกโลกที่ยังคงมีชีวิตชีวาไปจนถึงโบสถ์เซนต์ปอลที่งดงาม รวมถึงย่านท่องเที่ยวสุดคึกคักอย่างโคไทสตรีปที่เต็มไปด้วยโชว์ระดับโลก ร้านอาหารรสเลิศ และบรรยากาศแสนมีสีสัน มาเก๊าจึงเหมาะทั้งสำหรับคนรักวัฒนธรรม นักชิม และผู้ที่อยากสัมผัสเมืองเล็ก ๆ ที่เดินเที่ยวง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังและความหลากหลายให้ค้นพบในทุกมุมทางเดิน

    มาเก๊า สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    9. เฉิงตู

              เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เป็นเมืองที่ผสมผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนโบราณกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว รายล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามและวิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเสฉวนที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการชมความน่ารักของหมีแพนด้ายักษ์ที่ศูนย์อนุรักษ์ การเดินเล่นย่านคนโบราณจิ๋นหลี่ ถนนกว้างที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและบรรยากาศชวนหลงใหล หรือการลิ้มรสหม้อไฟเสฉวนรสจัดจ้านต้นตำรับ แถมยังเดินทางต่อไปยังภูเขาหรือมรดกโลกต่าง ๆ ได้สะดวก เฉิงตูจึงเป็นปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับคนรักวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติในทริปเดียวครบ

    เฉิงตู สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    10. อินโดนีเซีย

              ประเทศหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ตั้งแต่การพักผ่อนบนชายหาดสุดงามของบาหลี เดินชมภูเขาไฟโบรโม่ที่ลอยอยู่เหนือทะเลหมอก ชมสัตว์หายากอย่างมังกรโคโมโดในถิ่นอาศัยจริง ไปจนถึงการสำรวจวัฒนธรรมท้องถิ่นและอาหารพื้นเมืองที่เข้มข้น อินโดนีเซียคือจุดหมายที่มีครบทั้งทะเล ภูเขา ป่า และเมืองคึกคัก เหมาะสำหรับทั้งสายชิล สายผจญภัย และสายถ่ายรูปที่อยากเก็บภาพสวยในทุกมุมของการเดินทาง

    อินโดนีเซีย สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

              ผลการค้นหา Google Year in Search 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนไทยออกเดินทางด้วยความตั้งใจมากขึ้น ทั้งใกล้และไกล พร้อมมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นจุดหมายยอดฮิตหรือประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้ปีนี้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวของคนไทยมีสีสันและหลากหลายเป็นพิเศษ ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ trends.withgoogle.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297141.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mi1yOb6IRftG47pNKtRWA

  • โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    Art & living

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมพิเศษ “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี

    • กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมพิเศษ “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี
    • กิจกรรมจัดขึ้น ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยมีวัดไชยวัฒนารามเป็นสถานที่จัดงานหลัก พร้อมโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ใกล้เคียงเข้าร่วม
    • กำหนดจัดกิจกรรมเป็น 2 ช่วง คือ วันที่ 26 ธ.ค. 68 – 4 ม.ค. 69 และทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ระหว่างวันที่ 9 ม.ค. – 1 ก.พ. 69
    • ภายในงานมีกิจกรรมไฮไลต์หลากหลาย เช่น การประดับไฟโบราณสถาน การแสดงศิลปวัฒนธรรม ตลาดโบราณนานาชาติ และการสวดมนต์ข้ามปี

    ซากปรักหักพังโบราณเป็นหลักฐานของความเฉลียวฉลาด ฝีมือ และความอดทนของบรรพบุรุษ มอบภาพให้เราเห็นชีวิตของอารยธรรมโบราณ พร้อมทั้งให้ข้อมูลอันมีค่าเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของพวกเรา 

    การได้ย้อนเวลากลับไปชมซากสถานที่อันยิ่งใหญ่จากอารยธรรมดั้งเดิมที่สูญหายที่ได้รับการอนุรักษ์บำรุงในรูปแบบ โบราณสถาน และ พิพิธภัณฑ์ ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์มนุษย์

    ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ชวนเรียนรู้และภาคภูมิใจในความเป็นไทยผ่านการสัมผัสมนต์เสน่ห์โบราณสถานและพิพิธภัณฑ์กับ โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ทั่วประเทศ

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ แถลงข่าวโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี และกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย”

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนิน ‘โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี’ ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวิธีสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “การส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานในภาคกลางคืน ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น มีการรับประทานอาหาร ซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งพักค้างแรม ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านที่พัก ร้านอาหาร และบริการอื่น ๆ

    สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win คือ สามารถดำเนินการได้ทันที และเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน’ ส่งเสริม ‘พลังวัฒนธรรม’ ให้เกิดเป็น ‘รายได้จริง’ ภายใต้แนวคิด ‘ไท ไทย’ เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงง่ายขึ้น” นางสาวซาบีดา กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี

    สำหรับปีงบประมาณพ.ศ.2569 กรมศิลปากรกำหนดจัดกิจกรรมใน ‘โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี’ ในพื้นที่ โบราณสถาน 6 แห่ง ได้แก่

    1. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569
    2. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569
    3. เมืองโบราณเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
    4. อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จัดกิจกรรมในเดือนมีนาคม 2569
    5. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จัดกิจกรรมในเดือนเมษายน 2569
    6. พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จัดกิจกรรมในเดือนกรกฎาคม 2569

    และจัดกิจกรรมใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน 6 แห่ง ได้แก่

    1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569
    2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2568 (ระหว่างวันที่ 19-21 และ 26-28 ธันวาคม 2568)
    3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2568 (ระหว่างวันที่ 26-28 ธันวาคม 2568)
    4. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569
    5. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จัดกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569 (ระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม 2569)
    6. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569

    สำหรับ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แหล่งมรดกโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย กรมศิลปากรกำหนดจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรีภายใต้กิจกรรมพิเศษ

    อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

    โดยกำหนดให้ โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ‘พระตำหนักสิริยาลัย’ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลัก 

    พระตำหนักสิริยาลัย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อใช้เป็นที่ประทับเวลาเสด็จยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่บริเวณอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงข้ามวัดไชยวัฒนาราม

    พระตำหนักหลังนี้สร้างจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ โดยสร้างเนื่องในอากาสที่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ซึ่งทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในปีพ.ศ.2535 บนพื้นที่กว่า 17 ไร่ 

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย วัดมหาธาตุ อยุธยา

    นอกจากโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม กิจกรรมพิเศษ ‘อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย’ ยังจัดขึ้นที่ โบราณสถานวัดพระราม, วัดมหาธาตุ, วัดราชบูรณะ, วัดพระศรีสรรเพชญ์, พิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 

    • วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – วันที่ 4 มกราคม 2569 เป็นเวลา 10 วันต่อเนื่อง
    • วันที่ 9 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.30 – 21.30 น.

    นอกจากจะได้ชมไฟประดับโบราณสถานแล้ว แต่ละแห่งยังมีกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ

    วัดไชยวัฒนาราม

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นไทยโบราณ อาทิ ละครนอก เรื่องพระอภัยมณี ตอน “ติดเกาะ-เรือแตก” (26 ธ.ค.), การแสดงโขน (เด็ก) สัมนัขขาก่อศึกหนุมานรบมัจฉานุ (3 ม.ค.) ฯลฯ

    การลอยประทีป ตลาดโบราณนานาชาติ  พร้อมแต่งชุดไทยเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน

    ทั้งนี้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    โบราณสถานวัดพระราม

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    แต่งชุดไทยชมไฟประดับโบราณสถานและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    Night at the Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม พบกับกิจกรรมชาววังพาชม, ชาววังชวนขึ้นหอ, สายมู ยูต้องมา

    การสาธิตงานศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 21.00 น. อาทิ สาธิตยาดมส้มมือ (26 ธ.ค.), สาธิตน้ำอบน้ำปรุง เวิร์คช็อปแป้งร่ำ (28 ธ.ค.), สาธิตขนมตระกูลทอง (11 ม.ค.) ฯลฯ

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย

    จัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ ในวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 13.00-16.00 น. โดยวันที่ 11 มกราคม 2569 ยังมีการจัดกิจกรรมการประกวดแมวไทยโบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2 

    พร้อมชมนิทรรศการโบราณวัตถุและของสะสม การออกร้านของที่ระลึก และการสาธิตการคัดลอกตำราแมวและฤกษ์การเดินเรือจากสมุดไทยฉบับระยอง ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

    ชมนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมสัญจร จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – วันที่ 4 มกราคม 2569

    โบราณสถานยามราตรี : พิเศษกิจกรรม อยุธยานาวา ร่มพระบารมีสิริยาลัย ‘แถลงข่าว ‘โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี’

    กรมศิลปากร ขอเชิญนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมกิจกรรมใน โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th

    สำหรับกิจกรรม“อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1211189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mlpzgEl3Hxs5JGyVCYpoy

  • “เอกชน” กังวลปี’69 รัฐเปลี่ยน-การเมืองร้อน เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจทรุด

    “เอกชน” กังวลปี’69 รัฐเปลี่ยน-การเมืองร้อน เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจทรุด

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 9 ธ.ค. 2568, 15:14 1

    วันนี้ (9 ธ.ค.68) นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก คงไม่ได้สร้างความกังวลมากขึ้น แต่ผลกระทบจากการปิดด่านทำให้สินค้าและบริการบางประเภทที่คนยังมีความต้องการซื้อ แต่ติดปัญหาเรื่องการปิดด่าน เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น

    “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะส่งผลต่อการเจรจากับภาษีทรัมป์ ที่ไทยกำลังดำเนินการอยู่นั้น จริงๆ ปัญหาคือกัมพูชาเป็นผู้เริ่มก่อเหตุ เรื่องนี้ยังต้องคุยกัน เป็นความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งทีมเจรจากังวลเรื่องอื่นๆ มากกว่า เช่น การเปิดตลาดใหม่ๆ“

    รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ที่แม้การปะทะจะไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ภาพรวมทำให้ชาวต่างชาติยกเลิกการเข้ามาท่องเที่ยวในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 เพราะเกิดความไม่สงบภายในประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลับเข้าไทยมากขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกต่อความปลอดภัยในประเทศ เช่น เรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องจัดการให้เด็ดขาด

    นายบุรินทร์กล่าวว่า คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% เทียบกับที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.0% ในปี 2568 จากอุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศที่ชะลอลง ส่งออกสินค้าของไทยในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง

    ด้านมาตรการของรัฐบาล เช่น คนละครึ่งพลัส การกระตุ้นภาคท่องเที่ยว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงบประมาณมีอย่างจำกัด ทำให้การส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจอาจต้องมีรัฐบาลใหม่ในปี 2569 ในเรื่องการอนุมัติงบฯ

    “ปัญหาน้ำท่วม มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2568 อาจจะลดลงเล็กน้อย สำหรับพื้นที่ภาคใต้จีดีพีจะลดลงไม่มาก อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องในภาคท่องเที่ยว เพราะอาจจะมีกลุ่มฝนตกอีกระลอกหนึ่ง”

    นายบุรินทร์กล่าวว่า ปัจจัยห่วงที่สุดในปี 2569 เรื่องการยุบสภา และนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งต้องติดตามความต่อเนื่องของนโยบายจะเป็นอย่างไร สำหรับนโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่คือนโยบายที่ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการรื้อระบบ และการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย จัดการเรื่องแรงจูงใจในการลงทุนในไทย แม้รัฐบาลจะจัดการต่อเนื่องแต่ยังคงไม่เพียงพอ

    นอกจากนี้ อยากให้ดึงคนมีคุณภาพจากต่างประเทศเข้าในประเทศไทย เพราะขณะนี้ไทยประสบปัญหาด้านทรัพยากรบุคคล และผลิตบุคคลขึ้นมาไม่ทันต่องานที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไทยอาจไปแก้ไขเรื่องภาษีบุคคลให้ทัดเทียมเพื่อนบ้าน เช่น ดูไบ สิงคโปร์ ถ้าสามารถดึงคนมีศักยภาพเข้ามาได้จะช่วยสนับสนุนให้ความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ และการทำธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ

    “เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวได้ 2% และปี 2569 ขยับลดลง 1.6% สำหรับปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจคือนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีในหลายประเทศมากขึ้น ซึ่งของประเทศไทยโดนเก็บภาษีที่ 19% สินค้าที่ยังส่งออกได้ดีคือสินค้าที่เกี่ยวกับ AI”

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจปี 2569 ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจคือความไม่แน่นอนของหารเมือง อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวลง ปัญหาน้ำท่วม เป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 1 ครั้งในปี 2568 และลดอีกครั้งช่วงต้นปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4yygkpnww7lj&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xIWXdFT9wHJAcEQEuazWr

  • 10 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของคนไทย ตาม Google Trends 2025

              อัปเดตเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2025 กับลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศที่ถูกค้นหามากที่สุดบน Google Trends ปลายทางยอดฮิตที่นักเดินทางสนใจ

              อัปเดตเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2025 กันสักหน่อย กับลิสต์คำค้นสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ มาแรงจาก Google Trends ไม่ว่าจะเป็นเมืองสวยบรรยากาศดี ธรรมชาติอลังการ หรือแลนด์มาร์กใหม่ที่กำลังฮิตติดกระแส หากกำลังวางแผนทริปต่างประเทศในปีนี้ ลองมาดูกันว่ามีจุดหมายไหนบ้างที่ถูกค้นหามากที่สุด และอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทริปต่อไปของคุณสนุกและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

    สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ 
    Google Trends ปี 2025

    1. ภูฏาน

              ประเทศท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย ที่ยังคงเสน่ห์ความเรียบง่ายและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง สายหมอก และธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บวกกับวิถีชีวิตที่เน้นความสุขแบบ “Gross National Happiness” ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยือน ไม่ว่าจะไปชมมหาวิหารทักซังที่ตั้งตระหง่านบนหน้าผา เดินเล่นในเมืองหลวงทิมพู แถมอากาศเย็นสบายตลอดปี หากกำลังมองหาที่เที่ยวต่างประเทศที่ทั้งสงบ สวย และให้พลังบวก ภูฏานคือปลายทางที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

    ภูฏาน สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    2. จูไห่

              เมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศชิล ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากพักผ่อนแบบสบาย ๆ แต่ยังคงความคึกคักในสไตล์เมืองท่องเที่ยวทันสมัย รายล้อมด้วยทะเล วิวสวย และแลนด์มาร์กหลากหลาย ทั้งสวนสนุก Chimelong Ocean Kingdom ที่สนุกได้ทั้งวัน รวมถึงคาเฟ่และย่านช้อปปิ้งที่เดินเพลินไม่มีเบื่อ ใครมองหาที่เที่ยวใกล้ฮ่องกง-มาเก๊า เดินทางสะดวก มุมถ่ายรูปเพียบ และไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ทุกวัย จูไห่คืออีกเมืองที่ควรใส่ไว้ในลิสต์แบบไม่ลังเลเลย

    จูไห่ สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    3. ซินเจียง

              ดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันหลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสความงดงามในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ตั้งแต่เทือกเขาเทียนซานที่ปกคลุมด้วยหิมะ ทะเลสาบสีฟ้าใสอย่างคานาสซึ่งเงียบสงบราวภาพวาด ไปจนถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศเมืองเก่าในคาชการ์ ตลาดแบบพื้นเมืองที่คึกคัก หรือหมู่บ้านชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังรักษาประเพณีดั้งเดิม นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความหลากหลายทั้งในด้านผู้คน อาหาร และธรรมชาติที่สวยสะกดใจทุกฤดูกาล ซินเจียงจึงเป็นจุดหมายที่ควรค่าแก่การไปเยือนสักครั้งสำหรับผู้ที่อยากออกเดินทางไปสัมผัสดินแดนกว้างใหญ่ที่แสนมีเสน่ห์และแตกต่างอย่างแท้จริง

    ซินเจียง สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    4. วังเวียง

              เมืองเล็กท่ามกลางหุบเขาของลาวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติและวิถีชุมชนสุดเรียบง่าย เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายไปพักใจแบบช้า ๆ ท่ามกลางทิวเขาสีเขียวและลำน้ำซองใสสะอาดที่ไหลคดเคี้ยว คุณสามารถพายคายัก ล่องห่วงยาง ชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือเดินเล่นในหมู่บ้านที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นพื้นถิ่นได้อย่างอบอุ่น วังเวียงจึงเป็นจุดหมายที่ครบทั้งความสงบ ความสนุก และความงดงามแบบธรรมชาติแท้ ๆ ที่ไม่ควรพลาดในทริปลาวของคุณ

    วังเวียง สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    5. นอร์เวย์

              ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่เป็นจุดหมายปลายทางเหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฟยอร์ดอันกว้างใหญ่ น้ำตกสูงชัน เมืองเล็กริมทะเลที่เงียบสงบ หรือแสงเหนือที่ส่องประกายบนฟากฟ้ายามค่ำคืน ประเทศนี้ผสมผสานความงามของภูมิประเทศกับวิถีชีวิตเรียบง่ายได้อย่างลงตัว การเดินทางเที่ยวในนอร์เวย์จึงให้ทั้งความผ่อนคลายและความตื่นตาตื่นใจในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเติมพลังให้ใจด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนบนโลก

    นอร์เวย์ สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    6. ฟูก๊วก

              เกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่รวมทั้งความเงียบสงบและความงดงามของธรรมชาติไว้ในที่เดียว ด้วยทะเลสีฟ้าคราม หาดทรายขาวเนียน และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่เรียบง่าย ชวนให้หลีกหนีความวุ่นวายไปสัมผัสบรรยากาศสบาย ๆ แบบสไตล์เวียดนามใต้ ที่นี่มีทั้งจุดดำน้ำชมปะการัง ตลาดกลางคืนสุดคึกคัก คาเฟ่ริมทะเล และรีสอร์ตบรรยากาศดีให้เลือกพักผ่อนแบบเต็มที่ เหมาะสำหรับคนที่อยากชาร์จพลัง ใกล้ชิดธรรมชาติ และเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งผ่อนคลายและน่าประทับใจในทริปเดียว

    ฟูก๊วก สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    7. เซนได

              เมืองใหญ่อันเงียบสงบทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น คือจุดหมายที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางแบบสบาย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองผสมธรรมชาติได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมย่านเมืองเก่า วัดซุยโฮเด็งอันงดงาม ชิมอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่างลิ้นวัวเซนได หรือแวะผ่อนคลายที่อ่าวมัตสึชิมะซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวิวสวยที่สุดของญี่ปุ่น เซนไดคือเมืองที่เดินทางง่าย บรรยากาศดี และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ทำให้หลงรักได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับทั้งทริปช้า ๆ หรือทริปตามรอยธรรมชาติในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ

    เซนได สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    8. มาเก๊า

              จุดหมายปลายทางที่ผสมผสานเสน่ห์ของอดีตและความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโปรตุเกสสวยคลาสสิกอย่างเซนาโดสแควร์ มรดกโลกที่ยังคงมีชีวิตชีวาไปจนถึงโบสถ์เซนต์ปอลที่งดงาม รวมถึงย่านท่องเที่ยวสุดคึกคักอย่างโคไทสตรีปที่เต็มไปด้วยโชว์ระดับโลก ร้านอาหารรสเลิศ และบรรยากาศแสนมีสีสัน มาเก๊าจึงเหมาะทั้งสำหรับคนรักวัฒนธรรม นักชิม และผู้ที่อยากสัมผัสเมืองเล็ก ๆ ที่เดินเที่ยวง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังและความหลากหลายให้ค้นพบในทุกมุมทางเดิน

    มาเก๊า สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    9. เฉิงตู

              เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เป็นเมืองที่ผสมผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนโบราณกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว รายล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามและวิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเสฉวนที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการชมความน่ารักของหมีแพนด้ายักษ์ที่ศูนย์อนุรักษ์ การเดินเล่นย่านคนโบราณจิ๋นหลี่ ถนนกว้างที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและบรรยากาศชวนหลงใหล หรือการลิ้มรสหม้อไฟเสฉวนรสจัดจ้านต้นตำรับ แถมยังเดินทางต่อไปยังภูเขาหรือมรดกโลกต่าง ๆ ได้สะดวก เฉิงตูจึงเป็นปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับคนรักวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติในทริปเดียวครบ

    เฉิงตู สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

    10. อินโดนีเซีย

              ประเทศหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ตั้งแต่การพักผ่อนบนชายหาดสุดงามของบาหลี เดินชมภูเขาไฟโบรโม่ที่ลอยอยู่เหนือทะเลหมอก ชมสัตว์หายากอย่างมังกรโคโมโดในถิ่นอาศัยจริง ไปจนถึงการสำรวจวัฒนธรรมท้องถิ่นและอาหารพื้นเมืองที่เข้มข้น อินโดนีเซียคือจุดหมายที่มีครบทั้งทะเล ภูเขา ป่า และเมืองคึกคัก เหมาะสำหรับทั้งสายชิล สายผจญภัย และสายถ่ายรูปที่อยากเก็บภาพสวยในทุกมุมของการเดินทาง

    อินโดนีเซีย สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ Google Trends ปี 2025

              ผลการค้นหา Google Year in Search 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนไทยออกเดินทางด้วยความตั้งใจมากขึ้น ทั้งใกล้และไกล พร้อมมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นจุดหมายยอดฮิตหรือประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้ปีนี้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวของคนไทยมีสีสันและหลากหลายเป็นพิเศษ ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ trends.withgoogle.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297141.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mi1yOb6IRftG47pNKtRWA

  • นักท่องเที่ยวทะลัก! ต่างชาติเที่ยวไทยครบ 30 ล้านคน ดันรายได้พุ่ง 1.4 ล้านล้านบาท

    นักท่องเที่ยวทะลัก! ต่างชาติเที่ยวไทยครบ 30 ล้านคน ดันรายได้พุ่ง 1.4 ล้านล้านบาท

    เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.68 น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-7 ธ.ค.68) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 669,991 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 34,774 คน หรือ 5.47% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 95,713 คน

    โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน (83,046 คน) อินเดีย (59,732 คน) มาเลเซีย (56,291 คน) รัสเซีย (53,307 คน) และเกาหลีใต้ (34,161 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 27.74% เกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 7.11% อินเดียเพิ่มขึ้น 6.59% จีนเพิ่มขึ้น 4.13% และรัสเซียเพิ่มขึ้น 2.55%

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 8.10% จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเกือบทุกกลุ่มตลาด จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือนธ.ค. ที่เป็นช่วงเวลาท่องเที่ยวที่สำคัญของปี และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ฟื้นตัวด้านการเดินทางหลังเหตุอุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้สิ้นสุดลง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 28% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

    ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวล่าสุด โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 ธ.ค.68 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-7 ธ.ค.68 ทั้งสิ้น 30,273,872 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,405,480 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (4,234,976 คน) จีน (4,184,791 คน) อินเดีย (2,280,823 คน) รัสเซีย (1,685,931 คน) และเกาหลีใต้ (1,438,827 คน)

    สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ (8-14 ธ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    #ท่องเที่ยวไทย #เศรษฐกิจไทย #นักท่องเที่ยวต่างชาติ #HighSeason #เที่ยวไทย #กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา #TravelThailand #TourismThailand #ประเทศไทย #รายได้ท่องเที่ยว #ข่าวเศรษฐกิจ #เที่ยวปลายปี #EaseOfTraveling #เที่ยวไทย2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/lifestyle/115787&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zlUW9grDCRRPBMw-SzY6c

  • ตำรวจท่องเที่ยว ระดมกำลังคุมเข้มพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 แบ่ง 5 โซนทั่วกรุงฯ

    ตำรวจท่องเที่ยว ระดมกำลังคุมเข้มพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 แบ่ง 5 โซนทั่วกรุงฯ

    วันนี้ (9 ธันวาคม) พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ได้สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศในพื้นที่ที่มีการจัดการแข่งขัน ยกระดับการออกตรวจตราและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในวันนี้ซึ่งเป็นวันพิธีเปิดการแข่งขัน ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน

    ทางด้าน พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 ได้มอบหมายให้ทีมงานชุดปฏิบัติการ นำโดย พ.ต.อ.วีระวิทย์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1 และ ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสารวัตร ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 30 นาย ประกอบด้วยสายตรวจ ฝ่ายสืบสวน และล่ามแปลภาษา ลงพื้นที่บริเวณจุดคัดกรองและพื้นที่โดยรอบสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อย

    ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 เปิดเผยถึงยุทธวิธีในการดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า ได้แบ่งโซนการตรวจออกเป็น 5 โซนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมและทั่วถึงที่สุด ทั้งบริเวณโรงแรมที่พักของนักกีฬาและสนามแข่งขันต่างๆ โดยมีการส่งฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวและตรวจสอบความเรียบร้อยในย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ เพื่อป้องปรามเหตุร้าย

    นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวได้เร่งประชาสัมพันธ์ช่องทางการขอความช่วยเหลือฉุกเฉินผ่านแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police (TPB) และ สายด่วน 1155 (ให้บริการ 24 ชั่วโมง รองรับ 8 ภาษา) โดยมีการติดป้ายประชาสัมพันธ์ตามโรงแรมที่พักนักกีฬา เพื่อให้นักท่องเที่ยวและทีมนักกีฬามั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tourist-police-sea-games-5-security-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ev-9PyykxpJsfECvnnyhA