Blog

  • วิจัยกรุงศรี เผย เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว มีโอกาศที่ กนง.จะปรับดอกเบี้ยลงเหลือ1% ต้นปี69

    วิจัยกรุงศรี เผย เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว มีโอกาศที่ กนง.จะปรับดอกเบี้ยลงเหลือ1% ต้นปี69

    วิจัยกรุงศรี  เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงิน พบว่า เศรษฐกิจโลกแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่ยังไม่รุนแรง ขณะที่ญี่ปุ่นเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ด้านการเติบโตของจีนยังขาดแรงส่งขณะที่มาตรการกระตุ้นอาจเห็นผลจำกัด 

    ไทย เศรษฐกิจแม้พื้นที่นโยบายการเงินจะลดลง แต่ยังมีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 1.25% ชี้เศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่องและเผชิญความเสี่ยงขาลง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธันวาคม มีมติเอกฉันท์ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.25% กนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ 

    กนง.ประเมินเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.2% ก่อนปรับลดปี 2569 เหลือเติบโต 1.5% (เดิมคาด 1.6%) และฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 สำหรับเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว  ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง.คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดปี 2568 ที่ -0.1% ปี 2569 ที่ 0.3% และปี 2570 ที่ 1.0% ผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ขณะที่กนง.”เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด” 

    ทั้งนี้ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง และภาวะการเงินที่ตึงตัว (ซึ่งสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อ) รวมทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังที่จะมีบทบาทลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ นโยบายการเงินจึงควรเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหรือลดความเสี่ยงจากวัฏจักรขาลงในฐานะ Counter-cyclical Policy วิจัยกรุงศรี จึงคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 0.25% สู่ระดับ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569

    ภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคน ในเดือนพฤศจิกายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอยู่ที่ 2.91 ล้านคน หดตัว -7.5% YoY ส่งผลให้ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 29.6 ล้านคน หดตัว -7.3% ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในช่วงวันที่ 1–14 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 1.37 ล้านคน ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 31.0 ล้านคน ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด โดยมีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 อาจออกมาต่ำกว่าประมาณการของวิจัยกรุงศรีที่ 33.3 ล้านคน

    สำหรับปี 2569 คาดว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศท่องเที่ยวในภูมิภาค และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลก รวมถึงการขยายเส้นทางบินและการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ จะช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป โดยประเมินว่าทั้งปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งสู่ระดับ 35.5 ล้านคน ซึ่งสะท้อนทิศทางฟื้นตัวที่ค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2567 ท่ามกลางความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ

    สหรัฐฯ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงชะลอตัว แต่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจจำกัดขาลงของดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่ง ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากลดลง 108,000 ตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม แต่อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ระดับ 4.6% ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงชะลอตัวต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ 3.5% YoY สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานในเดือนตุลาคม ชะลอลงสู่ระดับ 2.7% YoY และ 2.6% ตามลำดับ ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2% 

    ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง อาทิ ยอดค้าปลีกที่โตช้าสุดในรอบ 5 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ PMI ภาคการผลิตหดตัวแรงสุดในรอบ 5 เดือน รวมถึง อัตราการว่างงานที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการชะลอตัวตัวรุนแรงของเศรษฐกิจยังค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากภาคบริการที่ขยายตัวและแรงหนุนจากนโยบายการคลัง ขณะที่แผนการซื้อตั๋วเงินคลังเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ของเฟดประกอบกับการลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนแรงส่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในปี 2569

    ญี่ปุ่น BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% พร้อมส่งสัญญาณเปิดกว้างสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อบรรลุเป้าหมายตามที่คาดการณ์ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (Tankan) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 15.0 ในไตรมาส 4 ส่วนภาคบริการยังคงอยู่ที่ 34 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่แข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่ปี 2533 นอกจากนี้ ยอดการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 6.1% YoY ซึ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้นจาก (1) ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (2) PMI ภาคบริการที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (3) ภาคท่องเที่ยวที่เติบโต และ (4) ยอดส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นทางการคลังรวมถึงแผนการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าหากพัฒนาการของเศรษฐกิจยังอยู่ในเชิงบวกและมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ล่าสุดยังคงค้างอยู่ที่ระดับ 2.7-3.0% BOJ อาจทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569

    จีน แรงส่งของเศรษฐกิจจีนอ่อนกำลังลงต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกสินค้าขยายตัวเพียง 1.3% YoY ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (หากไม่รวมช่วงโควิด) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวเร่งขึ้นจาก -1.7% ในช่วง 10 เดือนแรกเป็น -2.6% ในช่วง 11 เดือนแรก ขณะที่ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองในเดือนพฤศจิกายนหดตัวต่อเนื่องที่ -2.8% และ -5.7% ตามลำดับ นอกจากนี้ วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเสี่ยงลุกลามไปยังภาคการเงินภายหลังธนาคารเงาเริ่มมีการผิดนัดชำระเงิน ด้านรัฐบาลประกาศแผนออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในปี 2569 เพื่ออุดหนุนมาตรการแลกซื้อสินค้าใหม่ และมาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์

    การผลิต การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของจีนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาคอสังหาฯ ส่งสัญญาณเชิงลบมากขึ้น ทั้งยอดขายและราคาบ้านที่หดตัวต่อเนื่อง ปัญหาด้านสภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาฯ รวมถึงความเสี่ยงจากธนาคารเงา วิจัยกรุงศรีประเมินว่าแม้การส่งออกของจีนยังขยายตัวแต่เสี่ยงเผชิญมาตรการปกป้องทางการค้าจากประเทศคู่ค้าอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ขณะที่แรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีนและมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลอาจพยุงการบริโภคในบางจุดหรือเพียงชั่วคราวเท่านั้น  โดยภาพรวมแล้ว การฟื้นตัวจึงมีแนวโน้มเปราะบางในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/264417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hGc5R8Kf4w51nfCANB34x

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ถก “สภาอุตสาหกรรมฯ” กำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” สอดรับนโยบายพรรค

    “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ถก “สภาอุตสาหกรรมฯ” กำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” สอดรับนโยบายพรรค

    เราจะเห็นปีนี้ ถึงแม้เราจะดีใจเรื่องการส่งออก แต่เข้าไปดูไส้ในไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะภาคการผลิตของประเทศไทยที่เรียกว่าดัชนี MPI (ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม) ไม่ได้ขยับตัว แต่การส่งออกที่มากมายเหล่านั้นเป็นคำถามว่ามันคือสินค้าอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันในรายละเอียดต่อไป 

    ขอบคุณแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ที่มารับฟังเพื่อนำสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมสะท้อน เพื่อการทำงานร่วมกัน เรามองเห็นความคาดหวังในการร่วมกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งการปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่เราตั้งใจไว้ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสามารถเดินต่อได้ สร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นคีย์เวิร์ดในการที่เราจะประชุมวันนี้

    ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า นี่คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยมาพบ เพื่อที่จะมารับฟังสิ่งที่อยากจะขับเคลื่อน ต้องขอบคุณนายสุริยะ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุรีย์เดช และทีมเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มานำเสนอ 

    “ผมคือคนหนึ่งที่เคยช่วยงานภาคอุตสาหกรรมมาก่อนที่จะมาเป็นแคนดิเดต  ก่อนที่จะมาก็ได้ศึกษาแผนของทุกกลุ่ม และสิ่งที่จะนำเสนอก็เป็นแนวทางเดียวกับพรรคเพื่อไทย ขออธิบายขยายความจากวิสัยทัศน์ที่เสนอไปเบื้องต้น ทุกคนมองเห็นเป้าหมายชัดเจน และพยายามจะขับเคลื่อน ไม่ว่าเบื้องหลังจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้แตกยอดไปได้ยาก แต่ทุกคนต้องเห็นว่าใครมีความหวังดีอย่างแท้จริง” 

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เราต้องมองภาพรวมการพัฒนาให้เป็นรูปแบบที่ครบวงจร โดยเฉพาะการยกระดับไปสู่ Advanced Manufacturing (การผลิตขั้นสูง) ปัญหาหลักที่มักถูกตั้งคำถามคือ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้าสู่ประเทศได้อย่างไร ในส่วนนี้รัฐบาลสามารถทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาลิขสิทธิ์เทคโนโลยี หรือ License-in เพื่อนำนวัตกรรมบางอย่างเข้ามาสนับสนุน วิธีนี้จะช่วยให้ภาคเอกชนลดภาระการลงทุนในทรัพย์สิน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสี่ยงสูง โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ลงหลักปักฐานในส่วนนี้ให้ก่อน

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการจัดหาแท็บเล็ตให้แก่เด็กไทย แทนที่เราจะเน้นเพียงการจัดซื้อตัวเครื่องจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรเปลี่ยนมาลงทุนใน Core Technology (เทคโนโลยีแกนกลาง) ของแท็บเล็ตนั้น แล้วจึงส่งต่อองค์ความรู้และชิ้นส่วนบางส่วนให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการผลิต เพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ ทุกอย่างต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องขยายผลไปสู่การวิจัยและพัฒนา หรือ R&D (Research and Development) ในระดับมหภาค

    จากการศึกษาแบบอย่างจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เมื่อมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา เขาจะกำหนดให้ต้องมีการหารือร่วมกับ Science Park เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเราดึงเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว สิ่งสำคัญคือคนไทยต้องพร้อมรองรับ จึงจำเป็นต้องมีการ Upskill และ Reskill แรงงานในทุกมิติ หากบุคลากรในประเทศยังไม่เพียงพอ เราต้องมีกลไกที่เอื้อให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น ผ่านระบบ One-stop Service และการปรับปรุงกฎระเบียบ (Regulations) รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Incentives) เพื่อให้ภาครัฐเป็นตัวกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างแท้จริง

    ในด้าน New Growth Engine (กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่) จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) โดยเฉพาะนโยบาย Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) อุตสาหกรรมหนักอย่างเหล็กและซีเมนต์ จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้าน Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) ซึ่งเรามีผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยวิจัยจำนวนมากที่พร้อมจะเชื่อมโยงความรู้สู่ภาคเอกชน รวมถึงการผลักดัน Green Premium เพื่อให้อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนที่แข่งขันได้มากกว่าอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

    สุดท้ายคือเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม โดยการสนับสนุนให้เกิด Startup Spin-off และ SMEs รัฐควรส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ โดยให้บริษัทใหญ่ทำหน้าที่เป็น Venture Capital (VC) หรือ Angel Investor เมื่อบริษัทใหญ่เห็นศักยภาพก็สามารถเข้าซื้อสิทธิ์หรือร่วมกิจการได้ ดังเช่นในอุตสาหกรรมยา ที่สตาร์ทอัพอาจคิดค้นนวัตกรรม แต่ต้องอาศัยบริษัทใหญ่ในการทำ Clinical Trial (การทดสอบทางคลินิก) และการทำตลาดระดับโลก กลไกนี้จะช่วยสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร หากโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศถูกต้อง ลูกหลานไทยในทุกพื้นที่จะมีโอกาสเติบโตและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378971198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3APZavZtjmUCU3OOJaZNFT

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย | バンコク週報

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย | バンコク週報

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย

    จากการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Tankan) โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยปัจจัยบวกหลักมาจากวิกฤตการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่คลี่คลายลง ทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังอีกครั้ง ประกอบกับความต้องการจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่ง ช่วยพยุงเศรษฐกิจในส่วนของภาคบริการให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    ข่าวนี้มีความหมายเชิงบวกอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เมื่อบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นและผลประกอบการที่ดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อแผนการขยายการผลิตและการลงทุนในฐานการผลิตที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การที่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีความพร้อมในการใช้จ่ายมากขึ้น ยังเป็นโอกาสของผู้ส่งออกวัตถุดิบและอาหารจากไทยที่มุ่งเน้นตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริหารชาวไทยที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการปรับโครงสร้างองค์กรที่อาจเกิดขึ้นตามมา

    この記事がお役に立ちましたら
    フォローをお願いします

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkokshuho.com/japannews-th1-3/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJYY-PbK0qw26FLK1btWg

  • “บล.เอเซีย พลัส” มองเศรษฐกิจสดใส GDP สหรัฐฯ แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจยังสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

    แหล่งข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 3.3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และไทย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีถัดไป

    เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสการลงทุนแห่งอนาคต
    ในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ถูกประเมินว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2573 และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ติดตามการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quantum หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ DEFIANCE QUANTUM ETF (QTUM US) ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Micron และ Alphabet

    มาตรการกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท
    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ แหล่งข้อมูลระบุว่า ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงถึง 65% ในปี 2568 โดยกิจกรรมการซื้อขายทองคำที่คึกคักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ล่าสุด หน่วยงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การกำหนดให้ผู้ค้าทองคำออนไลน์รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร

    2.การพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์

    3.การกำหนดเพดานมูลค่าธุรกรรมทองคำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท

    ติดตามการเมืองและกลยุทธ์การลงทุน
    ในด้านการเมือง ผลสำรวจ Popular Vote จากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกโดยไทยรัฐทีวี ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งที่ 44.7% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 22.8% โดยนโยบายหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินบาทแข็งค่า โดยหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย

    หุ้นพื้นฐานดีรับอานิสงส์บาทแข็ง ได้แก่ PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC

    หุ้นปันผลสูง ได้แก่ ICHI, LH, AP, MAJOR

    หุ้นต่างประเทศ ได้แก่ ZIJIN80 และ 1880 HK

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 7.3 พันล้านบาท ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwjeRy8rPze00zHJ1v7eH

  • “บล.เอเซีย พลัส” มองเศรษฐกิจสดใส GDP สหรัฐฯ แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจยังสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

    แหล่งข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 3.3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และไทย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีถัดไป

    เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสการลงทุนแห่งอนาคต
    ในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ถูกประเมินว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2573 และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ติดตามการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quantum หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ DEFIANCE QUANTUM ETF (QTUM US) ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Micron และ Alphabet

    มาตรการกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท
    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ แหล่งข้อมูลระบุว่า ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงถึง 65% ในปี 2568 โดยกิจกรรมการซื้อขายทองคำที่คึกคักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ล่าสุด หน่วยงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การกำหนดให้ผู้ค้าทองคำออนไลน์รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร

    2.การพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์

    3.การกำหนดเพดานมูลค่าธุรกรรมทองคำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท

    ติดตามการเมืองและกลยุทธ์การลงทุน
    ในด้านการเมือง ผลสำรวจ Popular Vote จากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกโดยไทยรัฐทีวี ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งที่ 44.7% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 22.8% โดยนโยบายหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินบาทแข็งค่า โดยหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย

    หุ้นพื้นฐานดีรับอานิสงส์บาทแข็ง ได้แก่ PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC

    หุ้นปันผลสูง ได้แก่ ICHI, LH, AP, MAJOR

    หุ้นต่างประเทศ ได้แก่ ZIJIN80 และ 1880 HK

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 7.3 พันล้านบาท ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwjeRy8rPze00zHJ1v7eH

  • “บล.เอเซีย พลัส” มองเศรษฐกิจสดใส GDP สหรัฐฯ แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจยังสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

    แหล่งข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 3.3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และไทย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีถัดไป

    เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสการลงทุนแห่งอนาคต
    ในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ถูกประเมินว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2573 และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ติดตามการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quantum หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ DEFIANCE QUANTUM ETF (QTUM US) ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Micron และ Alphabet

    มาตรการกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท
    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ แหล่งข้อมูลระบุว่า ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงถึง 65% ในปี 2568 โดยกิจกรรมการซื้อขายทองคำที่คึกคักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ล่าสุด หน่วยงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การกำหนดให้ผู้ค้าทองคำออนไลน์รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร

    2.การพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์

    3.การกำหนดเพดานมูลค่าธุรกรรมทองคำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท

    ติดตามการเมืองและกลยุทธ์การลงทุน
    ในด้านการเมือง ผลสำรวจ Popular Vote จากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกโดยไทยรัฐทีวี ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งที่ 44.7% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 22.8% โดยนโยบายหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินบาทแข็งค่า โดยหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย

    หุ้นพื้นฐานดีรับอานิสงส์บาทแข็ง ได้แก่ PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC

    หุ้นปันผลสูง ได้แก่ ICHI, LH, AP, MAJOR

    หุ้นต่างประเทศ ได้แก่ ZIJIN80 และ 1880 HK

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 7.3 พันล้านบาท ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwjeRy8rPze00zHJ1v7eH

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) เพื่อเร่งการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการสร้างงาน และยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของเศรษฐกิจโดยรวม

    โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น การดำเนินนโยบายเฉพาะด้านเช่นนี้มีทั้งศักยภาพและความท้าทายที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

    ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจกับนโยบายอุตสาหกรรมก่อน นโยบายอุตสาหกรรม โดยทั่วไปหมายถึงมาตรการและกลยุทธ์ที่ภาครัฐใช้ในการแทรกแซง หรือสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบางสาขาอย่างมีเป้าหมาย โดยที่รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง

    แต่เข้าไปมีบทบาทในการชี้นำทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง หรือมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การให้เงินอุดหนุน การคุ้มครองทางการค้า สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมาตรการเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคการผลิต การลงทุน หรือเทคโนโลยีเฉพาะด้าน

    วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินนโยบายประเภทนี้ คือ

    (1) ยกระดับผลิตภาพ ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำลงด้วยการเรียนรู้จากการผลิต (learning-by-doing) และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    (2) เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในและตลาดโลก

    (3) สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมดิจิทัล

    (4) ปกป้องแรงงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน

    ถึงแม้ว่านโยบายอุตสาหกรรม สามารถช่วยให้ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดเสรี ได้รับการสนับสนุนให้เติบโตจนสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

    อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องที่รับประกันได้เสมอไป เพราะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและการจัดสรรทรัพยากรที่ซับซ้อน การนำไปปฏิบัติย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ 

    ในทางวิชาการ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า นโยบายอุตสาหกรรมสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนได้จริง ผ่านกลไกของการเพิ่มปริมาณการผลิตและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    ผลจากการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า มาตรการเหล่านี้สามารถส่งผลดีต่อการเพิ่มมูลค่าเพิ่ม (value added) และ ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (total factor productivity) ในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายเมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนการดำเนินนโยบาย 

    อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ระบุว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าเพิ่มโดยเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.5 % และผลิตภาพรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 0.3 % หลังจากผ่านไปสามปีของการดำเนินนโยบาย

    การเพิ่มขึ้นนี้ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างตํ่า เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ประมาณ 6.5 % ต่อปีและการเติบโตของผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิตที่ประมาณ 4 % ต่อปี

    แม้ว่านโยบายอุตสาหกรรมจะมีประโยชน์ในด้านการสนับสนุนภาคเป้าหมาย แต่รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเสี่ยง และ trade-offs อย่างรอบคอบ

    หนึ่งในผลข้างเคียงที่สำคัญคือ การจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม การดึงทรัพยากรจากภาคที่ไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น แรงงาน เงินทุน และ ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ไปยังภาคที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งอาจทำให้ภาคอื่น ๆ หดตัวและลดผลิตภาพรวมของเศรษฐกิจได้ แม้ว่าภาคเป้าหมายจะเติบโตขยายตัวก็ตาม 

    นอกจากนี้ มาตรการอุดหนุนและการปกป้องอุตสาหกรรมบางอย่าง มักนำไปสู่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว เนื่องจากการแข่งขันลดลง และอาจขาดแรงจูงใจให้ปรับปรุงประสิทธิภาพ ประกอบกับการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการสนับสนุนภาคใดภาคหนึ่ง ย่อมหมายถึงการลดทอนงบสำหรับภาคที่มีความสำคัญอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ  

    การให้เงินอุดหนุน หรือ การคุ้มครองทางการค้า อาจทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อหนี้สาธารณะสูง และพื้นที่งบประมาณมีจำกัด แม้จะมีการออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ

                        ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้เป็นที่แน่นอนเสมอไป เพราะต้องพึ่งพาลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น ระดับเทคโนโลยี ความสามารถในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคหรือโลก ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อความสำเร็จของมาตรการดังกล่าว 

    การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมให้ได้ผล จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบสถาบันและนโยบายที่เข้มแข็ง อีกทั้งต้องมีการประเมินผลและการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง

    (1) การติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายให้ผลตามวัตถุประสงค์

    (2) การส่งเสริมการแข่งขัน ในระดับภายในและระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    (3) การพิจารณาต้นทุนโอกาสของการใช้ทรัพยากรในมาตรการเฉพาะ เมื่อเทียบกับการปฏิรูปโครงสร้างอื่น ๆ ที่อาจให้ผลกว้างกว่า

    (4) ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ในกระบวนการออกแบบและติดตามผลของนโยบาย 

    โดยสรุป นโยบายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสนับสนุนการเติบโต และยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องการให้โดดเด่น

    อย่างไรก็ตาม การนำเครื่องมือนี้มาใช้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและ trade-offs ที่อาจทำให้ผลลัพธ์โดยรวมของเศรษฐกิจด้อยลง ซึ่งรวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม, ต้นทุนที่สูง, และผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน 

    ดังนั้น การออกแบบ ความโปร่งใส และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

    คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย … ผศ.ดร.ทยา ดำรงฤทธิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4160 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/647302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ibG9Jp30WCqD_KtwxN0mf

  • จับตา 5 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจการลงทุนปีม้าไฟ

    จับตา 5 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจการลงทุนปีม้าไฟ

    เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการเงินโลกมีทิศทางแตกต่างกัน (Great Divergence) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง, ยุโรปคงดอกเบี้ย, ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง

    • เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
    • นโยบายการเงินโลกมีทิศทางแตกต่างกัน (Great Divergence) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง, ยุโรปคงดอกเบี้ย, ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง
    • วิกฤตการเมืองไทยจากการยุบสภาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน 7 ด้านสำคัญ รวมถึงการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การชะลอตัวของ FDI, และความล่าช้าของงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
    • ค่าเงินบาทคาดว่าจะมีความผันผวนสูง โดยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed ก่อนที่จะกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งหลังของปี
    • ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข 5 ประการ ได้แก่ ภาวะเงินฝืด, การลงทุนต่ำ, การคลังชะลอตัว, ความเสี่ยงภาคการส่งออก และการหดตัวของสินค้าคงคลัง ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ

    ต่อเนื่องจากบทความฉบับที่แล้วที่ได้วิเคราะห์ถึง “ความหวังและความเสี่ยงในปีม้าไฟ” ไปแล้วนั้น ในฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ขอพาทุกท่านมาจับตา 5 ประเด็นร้อนที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงสิ้นปี 2025 และต้นปี 2026 ซึ่งจะเป็นช่วง “ทดสอบจุดต่ำสุด” ของเศรษฐกิจโลกและไทย

    1. เศรษฐกิจโลก-ไทย: เข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน

    สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มชัดเจนมากขึ้น InnovestX คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญการชะลอตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปี 2026 ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ จะชะลอลงจากผลกระทบของภาษีศุลกากรและการปิดงานภาครัฐ ขณะที่ยุโรปคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยด้วยดอกเบี้ย ECB ที่ยังคงต่ำตลอดทั้งปี ส่วนญี่ปุ่นน่าจะเติบโตจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค โดย BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง สำหรับจีน ตัวเลข GDP การค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้นทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าปัญหาโครงสร้างยังคงรุนแรง

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย เราคงประมาณการไว้ต่ำกว่าการประมาณการของสภาพัฒน์ โดยไตรมาส 4/2025-1/2026 จะชะลอหนักสุดจากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัวรุนแรง การส่งออกบริการที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้เรามองว่ามีปัจจัยเสี่ยงสี่ประการหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งออกที่จะชะลอลงต่อ ความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่ยังชะลอต่อเนื่อง และการหดตัวของสินค้าคงคลังที่มากขึ้น

    2. นโยบายการเงินโลก: เข้าสู่ยุค “Great Divergence”

    นโยบายการเงินโลกกำลังแยกทิศทางอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 3.50-3.75% แต่ส่งสัญญาณ “Hawkish Cut” ที่ชัดเจน ทำให้เราปรับการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed โดยยังคงลด 1 ครั้งในปี 2026 แต่เลื่อนจากการประชุมเดือนมกราคม เป็นการประชุมเดือนมิถุนายน 2026 ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปน่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2.00% ตลอดปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้อใกล้เป้าหมาย ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าคาด ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีก 1-2 ครั้งในปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% มาแล้ว 41 เดือนติดต่อกัน สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เราคาดว่าน่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง 

    3. วิกฤติการเมืองไทย: 7 ด้านกระทบเศรษฐกิจ

    การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะกระทบเศรษฐกิจไทยในเจ็ดด้านสำคัญ หนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถูกยกเลิก ทั้งโครงการคนละครึ่ง Plus, TISA ที่เพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษี 800,000 บาท และช้อปดีมีคืน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่ได้ สอง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอ สาม หากสถานการณ์สงครามชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อและรุนแรง อาจมีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป สี่ งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้า ห้า การเจรจาภาษีกับสหรัฐและการเจรจาการค้า (FTA) กับประเทศอื่นๆ ในหลักการต้องถูกเลื่อนออกไป หก โครงการโครงสร้างพื้นฐานต้องชะงัก รวมถึงอาจทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนอื่นๆ ล่าช้า และเจ็ด ความกังวลต่อนโยบายการคลัง โดยแผนลดขาดดุลเหลือ 2.1% GDP ภายในปี 2030 เกิดได้ยากขึ้น 

    4. ค่าเงินบาท: แข็งก่อนแล้วอ่อนทีหลัง

    InnovestX คาดค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงโดยคาดเงินบาทเฉลี่ยปี 2568-2569 ที่ 32.9 และ 32.2 บาทต่อดอลลาร์ตามลำดับ โดยในช่วง Q4/2568-Q1/2569 บาทจะแข็งพีคที่ 31.8 บาท (เฉลี่ย) ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ช่วงครึ่งหลังของปี บาทอาจอ่อนกลับมาที่ 32.4-32.7 บาท หาก Fed ลดดอกเบี้ยช้ากว่า ธปท. ทั้งนี้ การผันผวนของค่าเงินนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว

    5. ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย: ห้าทางออกที่ต้องเร่ง

    ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอยู่และต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนประกอบด้วยห้าประเด็นสำคัญ คือหนึ่ง ภาวะเงินฝืดที่สภาพคล่องในระบบจำกัด ส่งผลให้การหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงพอ สองคือการลงทุนที่ต่ำ จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง สามคือการคลังที่ชะลอตัว เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐถูกจำกัดทั้งจากกรอบวินัยการคลังและความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณ สี่คือการส่งออกที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากประเด็น Transshipment ของสหรัฐ และห้าคือสินค้าคงคลังที่หดตัว ซึ่งสะท้อนความต้องการที่อ่อนแอทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้นห้าด้าน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง Plus, มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว, การคืนภาษีแบบเร่งรัด, นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มากกว่าคาดยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของการลงทุน InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” สำหรับตลาดหุ้นไทยที่คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,230-1,285 จุดช่วงสั้น โดยเน้น 3 ธีมหลักประกอบด้วย (1) หุ้น Defensive ที่ต้านทานความผันผวนได้ดี (ADVANC, BDMS, BEM, BGRIM, GULF, PTT), (2) หุ้นปันผลคุณภาพดีทั้งระยะยาวและระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 5% (AP, DIF, KTB, PTT, TISCO, BAM, KBANK, SAT, THANI, TLI), และ (3) หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง (CENTEL, GPSC, TRUE, AP, MTC, DIF, FTREIT, LHHOTEL) นอกจากนี้ยังมี Trading Idea สำหรับเก็งกำไรจากเม็ดเงินหาเสียงเลือกตั้ง (CPALL, CPAXT, GFPT, MTC, SAWAD), Window Dressing (BDMS, BH, MINT, CPF, LH) และกองทุน ThaiESG (BDMS, CHG, ERW, GLOBAL, HMPRO, PRM) โดยตั้งเป้า SET ปี 2026 ที่ 1,350-1,400 จุด ขณะที่่คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 6% รองรับโดยการท่องเที่ยว ICT และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้แนะนำจับตาจุดซื้อสำคัญที่ 1,200 จุดในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2026 สำหรับนักลงทุนระยะยาว

    ขอให้นักลงทุนโชคดีในปีม้าไฟนี้

    – รวมทุกช่องทาง InnovestX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/InnovestX

    – เปิดบัญชีลงทุน InnovestX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

    โหลดเลย คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/ek1n76zm

    – ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก InnovestX คลิก : https://bit.ly/respublisher

    #InnovestX #InnovestXResearch #InnovestXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/stock/1213537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27XyOsrbfvQ82cyBPab_lK