Blog

  • รวมนโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569 พรรคไหนเด่น มาแรง แก้ปัญหาปากท้องคนไทย | เดลินิวส์

    รวมนโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569 พรรคไหนเด่น มาแรง แก้ปัญหาปากท้องคนไทย | เดลินิวส์

    รวมนโยบายเศรษฐกิจหาเสียง สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 โดยหยิบยกบางส่วนของ 4 พรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ มาดูกันว่าพรรคไหนมีอะไรเด่นมาแรง เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน

    พรรคภูมิใจไทย ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส”

    นโยบายเศรษฐกิจ 10 Plus ประกอบด้วย

    • พลัสที่ 1 คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส แก้เศรษฐกิจปากท้อง เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก โดยจะเพิ่มรายได้ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส โดยจะรื้อระบบลงทะเบียนใหม่ หลังพบว่า มีคนตกหล่นเป็นจำนวนมาก และจะเชื่อมโยงโครงการคนละครึ่งพลัส

    นอกจากนี้จะลดรายจ่าย โดยค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรก ขณะเดียวกันจะเพิ่มเงินออม ผ่านการดำเนินการพันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส และ TISA ส่วนสุดท้าย คือ การลดภาระหนี้ ปิดหนี้ไวไปต่อได้ พลัส จ่ายตรง มีวินัย ดอกเบี้ยลด

    • พลัสที่ 2 ผู้สูงวัย พลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล
    • พลัสที่ 3 ชุมชน พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่ชอบ ตอบโจทย์ทุกคน
    • พลัสที่ 4 การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงาน เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา
    • พลัสที่ 5 เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส SME เติมทุนให้ ค้ำประกันไวสู้ได้ทุกเวที จะเน้นให้ดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โดยจะช่วยเอสเอ็มอีในวงกว้าง เพื่อช่วยให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น โดยเอสเอ็มอีจะได้ลมหายใจที่มากขึ้น และนานขึ้น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และเงินอุดหนุน มีการกำหนดค่า GP ที่เป็นธรรม
    • พลัสที่ 6 ลงทุน พลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมลงทุน กระตุ้นโตยาว โดยลงทุนใหม่ยกเครื่องทั้งประเทศ เพิ่มการลงทุนประเทศเป็น 30% ของจีดีพีใน 4 ปี ดึง FDI ยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเกษตรสมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า บริการมูลค่าสูง เป็นต้น

    นอกจากนี้ เร่งลงทุนในทุนมนุษย์ รวมทั้งร่วมลงทุนกระตุ้นโตยาว ผ่านการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน Matching Fund เงินอุดหนุนดึงท้องถิ่นร่วมลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น และกองทุน Thailand Future Fund ลดการขาดดุลภาครัฐ

    • พลัสที่ 7 เศรษฐกิจสีเขียว พลัส รักษ์โลก คือ ทางรอดและทางรวยยั่งยืน โดยจะเดินหน้าพลังงานสีเขียว การเงินสีเขียว และตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต
    • พลัสที่ 8 AI พลัส AI ถึงมือ ถึงตัว เงินถึงบ้าน โดยทำ AI ภาครัฐ AI ธุรกิจ และ AI ภาคประชาชน เพิ่มทักษะ เพิ่มรายได้
    • พลัสที่ 9 Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร
    • พลัสที่ 10 ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก

    พรรคเพื่อไทย ภายใต้สโลแกน “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน”

    กรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย 10 เรื่อง คือ

    1.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง
    2.ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ
    3.หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ-ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง
    4.ปลดล็อกกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเงินจากต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย
    5.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทั้งทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน
    6.การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ
    7.เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง
    8.สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ยกระดับผลิตภาพแรงงาน เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงน้อยย้อยลง ต้องยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI
    9.ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย
    10.ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ เอื้อให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ผลักดัน “หวยเกษียณ” ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล, นโยบายล้างหนี้ให้คนไทย สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ, คนเป็นหนี้ NPL ไม่เกิน 200,000 บาท จ่าย 10% หรือเพียง 20,000 บาท ปิดหนี้ได้ทันที, การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท, การปลดหนี้ผู้สูงอายุไม่เกิน 100,000 บาท ภายใน 3 เดือน และการให้รางวัลลูกหนี้ชั้นดี ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด

    ขณะเดียวกันจะสานต่อรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ควบคู่ผ่านนโยบายรถเมล์แอร์ 10 บาท และผลักดันนโยบายบ้านเพื่อคนไทย

    พรรคประชาชน ภายใต้สโลแกน “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก”

    นโยบายเศรษฐกิจเบื้องต้น เป็นสู่เศรษฐกิจใหม่

    • เพิ่มทักษะและผลิตภาพ
    • สร้างโอกาสให้กับกลุ่มสูงวัย
    • การผลักดันร่างกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
    • สร้างระบบอุตสาหกรรมอนาคต
    • แก้ปัญหาคอร์รัปชัน
    • ปฏิรูประบบงบประมาณ
    • เตรียมรับมือเทคโนโลยี AI

    ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในเชิงของการกระตุ้นรายได้ให้กับประชาชน เป็นการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

    พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สโลแกน “ไทยหายจน”

    เบื้องต้นได้กำหนดนโยบายมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ
    1.เศรษฐกิจและการเพิ่มรายได้
    2.ความมั่นคงและการต่อต้านมิจฉาชีพ (Scammer)
    3.การเพิ่มบทบาทไทยในเวทีโลก

    ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ เน้นการแก้เศรษฐกิจและปากท้อง แก้ปัญหาความยากจนและสร้างสภาพเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้ประชาชน โดยยังเน้นปากท้องประชาชน เศรษฐกิจสุจริต ไม่โกง ไม่ประชานิยมเกินตัว เน้นวินัยการคลัง แก้หนี้นอกระบบ สนับสนุนเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งในด้านประกันรายได้เกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5438363/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vs0XTjEajpIIKzQoBwuRH

  • เศรษฐกิจไม่ดี/บริษัทไทยลดการจ้าง? เมื่อคนอายุ 30, 40 ปีขึ้นไปอาจหางานยากขึ้น วางแผนเรื่องเงินยังไง

    เศรษฐกิจไม่ดี/บริษัทไทยลดการจ้าง? เมื่อคนอายุ 30, 40 ปีขึ้นไปอาจหางานยากขึ้น วางแผนเรื่องเงินยังไง

    “รับสมัครงาน อายุไม่เกิน 35 ปี”

    ประกาศรับพนักงานที่ “จำกัดอายุ” เห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย นี่อาจเป็นสาเหตุที่หลายคนไม่กล้าเปลี่ยนสายงาน หรือคิดมากเวลาจะเปลี่ยนงานสักที แต่ในอีกทางวัย 30 ปีไปจนถึง 40+ เป็นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ เชี่ยวชาญในงาน ก็เป็นสิ่งบริษัทต้องการเช่นกัน

    เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า “อายุ” สำคัญแค่ไหนสำหรับการหางานในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน อายุที่มากขึ้นกลายเป็นความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างไหม? แล้วเราต้องวางแผนชีวิตยังไงเพื่อรับมือความไม่แน่นอนต่างๆ

    ยิ่งอายุมาก โอกาสยิ่งน้อยลง?

    ถ้าเราเปิดตามเว็บไซต์จะเห็นประกาศรับสมัครงานที่อายุไม่เกิน 35 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นระดับคนทำงาน หรือ ระดับปฏิบัติการ หลายคนเลยบอกว่า อายุ อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ ความเชี่ยวชาญ สายงาน และความต้องการของตลาดมากกว่า

    แต่จากข้อมูลวิจัย The Midcareer Opportunity ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า ยิ่งอายุเยอะ นายจ้างมีแนวโน้มจะรับมาทำงานน้อยกว่าโดยเฉพาะผู้สมัครงานตั้งแต่ช่วงอายุ 45 ปี ขึ้นไป โดยช่วงอายุที่นายจ้างจะรับมาทำงานน้อยที่สุดคือ ช่วงวัย 55 – 65 ปีอยู่ที่ กว่า 13% ของกลุ่มตัวอย่าง รองลงมาคือวัย 45 – 54 ปี อยู่ที่ 35%

    เรียกว่าเป็นข่าวดีได้ไหม เมื่อช่วงอายุ 30 – 44 ปี ตามข้อมูลแล้วนายจ้างอยากจ้างมาทำงานมากที่สุดอยู่ที่ 47% รองลงมาคือ ช่วงอายุ 20 – 29 ปี อยู่ที่ 39% โดยเชื่อว่ากลุ่มอายุ 30 – 44 ปี จะสามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น และนำประสบการณ์ที่มีมาสร้างแนวทางการทำงานใหม่ๆ ได้มากกว่ากลุ่มอายุ 45 ปี ขึ้นไป

    เมื่อไทยเศรษฐกิจไม่ดี บริษัทไม่จ้าง “พนักงานประจำ”

    ในเคสประเทศไทย ที่เศรษฐกิจชะลอการเติบโต และหลายคนมองว่าขาลง จนทำให้คนส่วนใหญ่จนลงไปด้วย และรู้สึกว่าใช้ชีวิตอยู่บนความไม่มั่นคง ใครมีงานประจำอยู่ยิ่งต้องกอดให้แน่น ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับตาว่าจะเกิดคลื่นเลิกจ้างครั้งใหญ่ในปี 2569 หรือไม่ (เพราะปีนี้ข่าวเลิกกิจการ เลิกจ้างก็เกิดขึ้นมากเหลือเกิน)

    แต่งานไม่ใช่แค่ฝั่งเราที่เลือกทำ องค์กรต้องพร้อมจะจ้างต่อด้วย ฝั่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เทรนด์การจ้างงานในไทยกำลังเปลี่ยนไป ปี 2568 นี้ ด้วยเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จนหลายบริษัทจึงปรับรูปแบบการจ้างงาน จากผลสำรวจ (Jobsdb) พบว่าองค์กรทุกขนาดโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบการจ้างงานปี 2567 กับปี 2565 เจอเลยว่า สัดส่วนพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา เพิ่มขึ้นเป็น 28% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 4% และสัดส่วนพนักงานประจำไม่เต็มเวลาเพิ่มขึ้น เป็น 42% จากช่วงก่อนหน้าที่อยู่ 6%

    ช่วงที่ผ่านมายังมีข่าวการ Early Retire หรือโครงการสมัครใจเกษียณก่อนอายุ 60 ปีจากองค์ใหญ่ๆ มากมาย อย่างธนาคารกสิกรไทย ที่เปิดให้คนอายุ 45 ปีขึ้นไป สมัครเข้าโครงการก็กลายเป็นที่พูดคุยในวงกว้างว่า องค์กรต่างๆ มีมุมมองอย่างไรต่อวัยทำงานกลุ่มนี้

    แล้วทำไม วัย 40+ อาจหางานใหม่ได้ยากขึ้น เรามี 4 ข้อสังเกตมาชวนพูดคุยกัน

    1. Hiring Bias นายจ้างฝังใจว่าคนรุ่นใหญ่ “สอนยาก-เรียนช้า” ไม่ทัน AI หรือโปรแกรมใหม่ๆ

    2. Salary Deadlock ยิ่งอยู่นานเงินเดือนยิ่งสูง เมื่อเทียบกับเด็กจบใหม่ที่ทำงานคล้ายกันได้ในราคาถูกกว่า บริษัทมักเลือก “ลดต้นทุน” มากกว่า “ซื้อประสบการณ์”

    3. Hierarchy Gap: หัวหน้ายุคใหม่ (Gen Z/Y) มักลำบากใจที่จะต้องมาคุมลูกน้องรุ่นพี่ เพราะติดวัฒนธรรมเกรงใจแบบไทยๆ

    4. Digital Displacement แรงงานไทยรุ่นเก๋ามักกระจุกตัวในงาน Routine ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่จะถูก AI และหุ่นยนต์เข้ามาเสียบแทน

    อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 ข้อนี้อาจสะท้อน มุมมองบางส่วนของบริษัทไทยเท่านั้น เมื่อปัจจัยภายนอกในการหางานเราอาจควบคุมไม่ได้ แต่ต้องย้อนกลับมาที่ตัวเราว่าต้องวางแผนอย่างไรเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

    วางแผนการเงินฉบับ “กันเหนียว” เผื่อโดนจ้างออก หรืออยากเกษียณไว

    เมื่อความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน ต่อให้บริษัทต้องปิดตัว หรือมีการเลิกจ้างเกิดขึ้น ชีวิตก็ต้องไปต่อ เราควรวางแผนการเงิน ในวันที่ยังมีเงินเดือนอยู่

    อย่างแรก เช็ก/สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน โดยทั่วไปเราอาจเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนอย่างน้อย 6 เดือน แต่สำหรับวัย 40+ ที่อยากจะพักผ่อนก่อนหางานใหม่ หรืออาจมีภาระหลายด้าน ควรมีอย่างน้อย 12-24 เดือน เพื่อรองรับในช่วงรอยต่อ

    อย่างที่สอง จัดการพอร์ตเกษียณ เริ่มจากตรวจสอบสิทธิประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือ RMF/SSF ที่เรามีว่าเพียงพอกับแผนเกษียณที่วางไว้ไหม ถ้าอยากเกษียณเร็วขึ้นตอนอายุ 45-50 ปี ต้องคำนวณเงินก้อนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายไปอีก 30-40 ปีข้างหน้า ที่สำคัญอย่าลืมบวกเงินเฟ้อเข้าไปด้วย

    อย่างที่สาม เคลียร์หนี้ให้ไวที่สุด ก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ หนี้บ้าน หนี้รถ ต้องพยายามปิดให้จบ เพื่อลดภาระ Cash Flow รายเดือน ต้องมีสภาพคล่องให้พอรับมือเรื่องต่างๆ ในชีวิต

    อย่างที่สี่ Upskill เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง อาจหารายได้ช่องทางอื่นๆ หรือฝึกทักษะใหม่ๆ อย่ารอให้บริษัทจ้างออกแล้วค่อยมาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือสกิลการขายของ ส่วนใครที่ชอบงานที่ทำอยู่ก็ควรเพิ่มทักษะ ให้พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไม่แน่ว่าทักษะด้านเทคโนโลยีที่คุณเริ่มเรียนในวันนี้ก็จะช่วยให้งานของคุณง่ายขึ้นด้วย

    แม้งานจะเป็นเรื่องหลักในชีวิต แต่สุดท้าย “เงิน” จะเป็นตัวช่วยให้คุณรับมือเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ต่อให้งานไม่เลือกเรา แต่ถ้าเงินยังอยู่ข้างเรา ชีวิตก็ไปต่อได้

    อ้างอิง OECD, สภาพัฒน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2903979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SVuH8jMIEw7bgvjCDJMlC

  • เลือกตั้ง’69: เพื่อไทย ถกส.อ.ท. ตกผลึกนโยบายเศรษฐกิจ พิชิตศึกเลือกตั้ง : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69: เพื่อไทย ถกส.อ.ท. ตกผลึกนโยบายเศรษฐกิจ พิชิตศึกเลือกตั้ง : อินโฟเควสท์

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ หลังนำทีมเศรษฐกิจหารือกับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า เรามีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่แล้ว วันนี้ได้รับข้อเสนอที่ชัดเจนเพิ่มเติมอีก ซึ่งได้คุยกันถึงเรื่องปัญหารากหญ้า หนี้สิน การทำให้ทุกคนฟื้นขึ้นได้ การจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งต้องคิดอย่างเป็นระบบ โดยต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำและเพิ่มมูลค่าในทุกรูปแบบ

    สิ่งสำคัญและความยั่งยืน คือองค์ความรู้ต่าง ๆ ของคนไทย การทำให้คนไทยสามารถรองรับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้ และต้องทำให้ SMEs สามารถลืมตาอ้าปากได้ การทำให้ประเทศเกิดความสามัคคีก็เป็นส่วนสำคัญ การทำให้ต่างประเทศมองประเทศไทยเป็นความหวังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพิ่มการเชื่อมต่อ การทำโลจิสติกส์ไทยให้น่าดึงดูดสำหรับผู้ที่จะมาลงทุน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่จะมาลงทุนต้องดีกับประเทศไทย และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ออกมาได้ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ต้องเกิดจากพื้นฐานของประเทศที่ดี คือเสริมสตาร์ทอัพกับ SMEs เข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำอย่างไรให้ SMEs สามารถปรับตัว และรู้สึกว่านวัตกรรมคือทางเลือกของเขา เราลงไปละเอียดถึงการทำให้ Green Premium หรือสินค้าสีเขียว ซึ่งในปีหน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในมุมมองภาคเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ซึ่งจากสิ่งที่ ส.อ.ท.ได้พูดถึงก็ตรงกับพรรคเพื่อไทยได้ทำแนวนโยบายไว้อยู่แล้ว ซึ่งจะนำข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ละเอียดยิ่งขึ้น

    “เราคงไม่รอไปจนถึงเลือกตั้ง หลายคนในปัจจุบันก็อยู่ในภาคส่วนที่สามารถเริ่มทำได้เลย แต่สิ่งสำคัญจริง ๆ คือ คนไทยต้องสามัคคี วันนี้ต้องมองไปข้างหน้า การมุ่งเน้นบางนโยบายขึ้นมา ก็ต้องมองนโยบายอื่นเป็นตัวตั้งด้วย การที่วันนี้เราอาจมีบางประเด็นที่มีความจำเป็นต้องผลักดัน แต่สำคัญที่สุด ทุกพรรคการเมือง ต้องมองเรื่องของประชาชนเป็นที่ตั้ง มองเกี่ยวกับอนาคตประเทศไทยไปข้างหน้า และวันนี้โครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นายยศชนัน กล่าว

    แนวทางการกิโยตินกฎหมาย หรือกระบวนการทบทวน และยกเลิกปรับปรุงกฎหมายนั้น ทาง ส.อ.ท.ได้ทำไปพอสมควรแล้ว เราก็จะรับแนวทางไปเพื่อที่จะลดรายจ่ายทันที หน่วยงานภาครัฐต้องทำงานร่วมกันเป็นสัดส่วน ซึ่งจะเป็นจุดเด่น เวลาต่างประเทศเข้ามาสามารถทำได้เลย การดูแลเรื่องภาษีให้เหมาะสมกับคนที่ทำดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เรารับนโยบายของส.อ.ท. ซึ่งตรงกับแนวทางนโยบายที่เราจะสื่อสาร โดยวันนี้พรรคจะส่งนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนที่จะส่งผู้สมัคร สส. ซึ่งพรรคจะนำไปบรรจุ และจะเริ่มทำทันที

    “ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จะเป็นฮีโร่ได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือคนที่จะอยู่ตรงนี้ เขามีบางอย่างอยู่แล้ว พรรคการเมืองหรือรัฐบาล ควรจะผันตัวเองเป็น facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก) ให้เอกชนมุ่งไปข้างหน้า โดยเรา support (สนับสนุน) ได้ บางส่วนที่เราต้องเป็นหัวหอกบางส่วนที่เราต้องมุ่ง เราก็ต้องทำ พยายามลงทุนบางอย่างในสิ่งที่เอกชนลงทุนแล้วเขาจะขาดทุน นโยบายของรัฐบาลควรจะ subsidize (เงินอุดหนุน) ตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้เขาสามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้ ดึงคนเก่ง ๆ เข้ามา ไม่ใช่พรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่ง แต่เป็น One Thailand” นายยศชนัน กล่าว

    แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องมาตรการภาษีทรัมป์ และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล และต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งเรามีประสบการณ์อยู่แล้วจากทีมเศรษฐกิจ ก่อนที่จะหันไปหา นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทย มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นเครือญาติของ “ตระกูลชินวัตร” อาจเพิ่มปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามากขึ้นหรือไม่นั้น นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยว เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น คือการปราบปรามสแกมเมอร์ในทุกรูปแบบ และสามารถทำให้ลดลงได้กว่า 40% ย่อมทำให้กัมพูชาเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ชาวโลกล้อมความขัดแย้งนี้เอาไว้ แล้วทำให้ประเทศไทยพิสูจน์ตัวเองว่า สิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง อยากทำให้เป็นลักษณะที่โลกล้อมกัมพูชา ใช้การทูตและการทหารไปด้วยกัน ซึ่งสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย และวันนี้เรื่อง SMEs ก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยการรักชาติก็ต้องรัก Made in Thailand ด้วย 

    ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า พรรคมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ให้มีมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนจากโลจิสติกส์ที่มีสัดส่วนมากถึง 13% โดยส่งเสริมให้มีการผลิตโบกี้รถไฟในประเทศใช้เอง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/556320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y5oztCkQHyU-TbMjPR-nY

  • 10 พลัส! เอกนิติขายนโยบายเศรษฐกิจ ภท.

    10 พลัส! เอกนิติขายนโยบายเศรษฐกิจ ภท.

    ‘เอกนิติ’ ประกาศเป้าหมายจีดีพีโต 3 % พลัส 4 ปีข้างหน้า ด้วยมาตรการ 10 พลัส พลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบ เติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ

    24 ธ.ค.2568 – ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิงพาวเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า วันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ชวนทำงานสภาวะเศรษฐกิจไทยหนักมาก โดยบอกว่าถ้าตนไม่ออกมาเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่านี้ นี่คือโจทย์ที่ให้ตนมาช่วยดู และต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้

    ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลัง รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน เศรษฐกิจกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี3.2% จีดีพีเหลือ 1.8%มาเหลือ จีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ0.3%

    นายกฯ บอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบายควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันสามารถทำได้ และเศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปี ระหว่างปี2569-2572 เราตั้งใจจะทำให้ เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน 3% พลัส ด้วยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส

    ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษาะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/920849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14fcbjKB2_DQMxzFeB9qcC

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.09-31.17 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวที่ไร้ทิศทางเช่นกันของทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ (XAUUSD) โดยแม้ว่าเงินดอลลาร์จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 จะออกมา +4.3% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้เพียง +3.3% ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมของเฟดลงบ้าง โดยเฉพาะในปี 2026 ทว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ของสหรัฐฯ หลังจากนั้น ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนตุลาคม ที่หดตัว -0.1%m/m ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนธันวาคม ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 89.1 จุด กอปรกับ บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ลดทอนความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง และแกว่งตัวในระดับไม่ต่างกับช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนให้ ราคาทองคำรีบาวด์สูงขึ้นบ้างและกลับมาแกว่งตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Nvidia +3.0% ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ ปรับตัวผสมผสาน ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.46% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.57%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.34% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งของ Novo Nordisk +9.2% หลัง FDA สหรัฐฯ ได้อนุมัติการจำหน่ายยาลดน้ำหนักแบบเม็ด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบรรดาแร่โลหะ รวมถึง การรีบาวด์ขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ Hermes -1.2% และ L’ Oreal -1.1%

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 4.16% แม้จะมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.20% จากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งออกมาดีกว่าคาด ทว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ย่อตัวลงบ้าง จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ออกมาแย่กว่าคาด รวมถึงการส่งสัญญาณของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ย้ำว่า ประธานเฟดคนใหม่ต้องพร้อมปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง อนึ่ง เราคงประเมินว่า ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเรายังคงแนะนำให้ ผู้เล่นในตลาดรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ (Buy on Dip) บอนด์ระยะยาว เน้นในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเท่านั้น อาทิ ระดับบอนด์ยีลด์เกิน 4.20% ก็จะเป็นระดับที่มีความน่าสนใจ และสามารถทยอยเข้าซื้อได้ แต่หากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเพิ่มเติม จนต่ำกว่าระดับ 4.00% เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ควรไล่ราคาซื้อเพิ่มเติม เพื่อรอจังหวะให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ถึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง หรือมี Risk-Reward ที่เหมาะสม

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways แม้จะได้แรงหนุนในช่วงแรกจากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ซึ่งออกมาดีกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ก็พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 97.9 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 97.8-98.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในช่วงแรก ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ก็สามารถรีบาวด์สูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ แถว 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามจังหวะการย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด และการส่งสัญญาณของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ย้ำว่า ประธานเฟดคนใหม่ต้องพร้อมลดดอกเบี้ย

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ รวมถึง รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบจากทาง EIA ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นได้บ้าง

    ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports and Imports) เดือนพฤศจิกายน

    และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึง ตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นยังมีกำลังอยู่ แม้ว่าในวันก่อนหน้านั้น ทางการไทยจะมีการแถลงข่าวพร้อมออกมาตรการเพื่อลดทอนผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำต่อเงินบาท และพร้อมเข้าดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนผิดปกติ ซึ่งเราประเมินว่า ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจยังคงช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทต่อได้ โดยเฉพาะหากแรงหนุนดังกล่าว มาจากจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ เว้นเสียแต่ว่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน (ไม่ควรเป็นประเด็นมาจากฟองสบู่หุ้น AI ที่มักจะกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลง เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนไหวกับประเด็นดังกล่าวสูง) ซึ่งอาจหนุนให้เงินดอลลาร์ทรงตัวหรือแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า จากแรงขายหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้ ทำให้เงินบาทจะได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำไม่มากนัก อนึ่ง หากราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น ก็อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ จากความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หลังผู้เล่นในตลาดจะเลือกไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buy (FOMO Buy)

    จากการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงปลายปี เนื่องจากปริมาณการทำธุรกรรมที่เบาบางลง อาจทำให้ค่าเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หากมีโฟลว์ธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งที่มีขนาดใหญ่พอสมควร เข้ามากระทบ

    อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.20 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984593&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16vGYN-RPl5QjNODIcaNnU

  • SCB EIC ชี้ธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าปี 2569 ยังฟื้นตัวได้จำกัดจากแรงกดดันของอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า และอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ที่ยังไม่คลี่คลาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ชี้ธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าปี 2569 ยังฟื้นตัวได้จำกัดจากแรงกดดันของอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า และอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ที่ยังไม่คลี่คลาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว จากความต้องการพื้นที่เช่าของบริษัทต่างชาติที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และสถานการณ์ Oversupply ที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น

    • อุปสงค์ตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย ราว +0% ถึง +1%YOY ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยความต้องการพื้นที่เช่าจากบริษัทต่างชาติมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามการค้าจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้บริษัทที่ต้องการลงทุนในไทยส่วนหนึ่งอาจชะลอการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจน แม้ตัวเลขการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 จะยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้าที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำ และมีแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ยังคงกดดันความต้องการพื้นที่เช่าจากบริษัทในประเทศ
    • อุปทานพื้นที่ให้เช่าใหม่ในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเล็กน้อย ราว +0.5%  ถึง+1.5%YOY หลังจากที่เพิ่มขึ้นราว +5%YOY ในปี 2568 โดยผู้ประกอบการบางส่วนยังชะลอหรือระงับแผนการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่โครงการเปิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นโครงการขนาดใหญ่เกรด A และ A+ ทำเลใจกลางเมืองเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่าอุปสงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ Oversupply ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น โดยคาดว่าอัตราการปล่อยเช่าในปี 2569 โดยเฉลี่ยของตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าจะอยู่ที่ราว 78% ใกล้เคียงกับปี 2568

    ตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงเล็กน้อย โดยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศ ที่ชะลอตัว ขณะที่ Traffic นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

    • อุปสงค์ตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย ราว +1.5% ถึง +2.5%YOY ใกล้เคียงกับในปีก่อนหน้า โดยภาคครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้าและขยายตัวต่ำ ขณะที่ Traffic นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากสงครามการค้า
    • อุปทานพื้นที่ให้เช่าใหม่ปี 2569 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราว +3.5% ถึง +4.5%YOY หลังจากที่เพิ่มขึ้นราว +5%YOY ในปี 2568 โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่Midtown และ Suburb เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่าอุปสงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ Oversupply ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น เช่นเดียวกับตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่า โดยคาดว่าอัตราการปล่อยเช่าในปี 2569 โดยเฉลี่ยของตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าจะอยู่ที่ราว 92% ใกล้เคียงกับปี 2568

    พื้นที่ใจกลางเมืองยังสามารถปรับอัตราค่าเช่าขึ้นได้ดีกว่ารอบนอก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่สามารถดึงดูดผู้เช่าใหม่ และ Traffic ได้ดี อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในกลุ่มรายใหญ่ด้วยกันก็ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น

    • อัตราค่าเช่าพื้นที่สำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย ราว +0% ถึง +1%YOY จากการปรับขึ้นของกลุ่มเกรด A และ A+ เป็นหลัก ขณะที่อัตราค่าเช่าในกลุ่มเกรด B ยังมีแนวโน้มทรงตัว หรือหดตัวเล็กน้อยต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เพื่อรักษาและดึงดูดความต้องการพื้นที่ให้เช่าที่มีจำกัด
    • อัตราค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย ราว +0.5% ถึง +1.5%YOY จากการปรับขึ้นอัตราค่าเช่าของโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ใจกลางเมือง และกรุงเทพฯ ชั้นกลางที่ Traffic ยังหนาแน่นเป็นหลัก โดยการแข่งขันที่ยังคงสูงทำให้การปรับขึ้นยังทำได้อย่างจำกัด ขณะที่อัตราค่าเช่าของโครงการในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ ยังมีแนวโน้มทรงตัว

    ท่ามกลางปัจจัยกดดันและการแข่งขันที่ยังคงเข้มข้นในระยะต่อไป ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือดังนี้

    • ผู้ประกอบการรายใหญ่ 1) พัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในทำเลที่มีการแข่งขัน หรือสถานการณ์ Oversupply รุนแรง 2) สร้างความแตกต่างของพื้นที่หรือโครงการ โดยการเพิ่มความหลากหลายของประเภทผู้เช่า หรือรูปแบบของพื้นที่เช่าในโครงการ 3) ยกระดับคุณภาพของพื้นที่หรือโครงการ 4) บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) ให้ความสำคัญกับเทรนด์ ESG โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการใหม่ให้ผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่ รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการปรับขึ้นของอัตราค่าเช่าตามมา
    • ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก นอกจากการพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างความแตกต่างของโครงการ เช่น มีรูปแบบการทำสัญญาเช่าพื้นที่ที่ยืดหยุ่น หรือเน้นเจาะกลุ่มผู้เช่าพื้นที่เฉพาะกลุ่ม เป็นต้น

    อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่… https://www.scbeic.com/th/detail/product/Commercial-RE-121225

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/24/606038/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xqeV2UnQmLvGMaqYTLhgv

  • เช็กที่นี่ ทช.เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับเดินทางปีใหม่ 

    เช็กที่นี่ ทช.เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับเดินทางปีใหม่ 

    ‘กรมทางหลวงชนบท’ เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับการเดินทางปีใหม่  ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 รองรับกลับบ้าน–ท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ลดแออัดถนนสายหลักทั่วประเทศ คมนาคมสั่งทุกหน่วยคุมเข้มประชาชนถึงที่หมายได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยตลอดเทศกาล

    24 ธ.ค.2568-นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “เทศกาลความสุข ทุกที่ทั่วไทย เดินทางสะดวก ปลอดภัย บนโครงข่ายคมนาคม” ซึ่งคาดว่าประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรบนถนนสายหลักมีปริมาณสูง

    ทั้งนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จึงขอแนะนำเส้นทางเลี่ยง จำนวน 7 เส้นทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงการจราจรหนาแน่นบนถนนสายหลัก เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนก่อนการเดินทางได้ ดังนี้ เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสิงห์บุรี  จังหวัดชัยนาท เส้นทางเลี่ยง ทล.32 เริ่มจาก ทล.32 กม.ที่ 87+800 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.335 และ ทล.369 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3030 กม.ที่ 1+000 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 9.8 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สห.4035 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.3 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สห.5040 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 4.6 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย ชน.4050 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.3183 กม.ที่ 3+730 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 1.6 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.340 กม.ที่ 160+610 เพื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดชัยนาท

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสระบุรี จังหวัดปราจีนบุรี  เริ่มจาก ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) กม.ที่ 36+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.1016 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2090 กม.ที่ 20+340 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 2.9 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 23+240 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.3052 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 70 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.304 กม.ที่ 55+000 มุ่งสู่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดนครราชสีมา  เส้นทางเลี่ยง ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) เริ่มจาก ทล.2 กม.ที่ 102+135 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.201 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 41 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 41+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2148 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 3.4 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 3+400 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.4008 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 23.1 กิโลเมตร จะบรรจบกับทล.2369 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 30.8 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 30+800 เข้าสู่ ทล.2246 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 65.5 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.2 กม.ที่ 257+650 เลี้ยวซ้าย เพื่อเดินทางมุ่งสู่จังหวัดขอนแก่น

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรถนนกัลปพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์ และถนนนครอินทร์  เส้นทางเลี่ยง ทล.9 โดยเริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 9.5 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 16+500 (จุดที่ 3) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.1020 (ถนนนครอินทร์) กม.ที่ 7+600 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร (จุดที่ 6) จะบรรจบกับ ทล.306 เพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนติวานนท์ต่อไป

    เส้นทางเลี่ยง ทล.9 และ ทล.306 เริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 28+000 (จุดที่ 4) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3030 (ถนนชัยพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร (จุดที่ 7) จะบรรจบกับ ทล.304 เพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะต่อไป

    เส้นทางเลี่ยง ทล.9 และ ทล.345 เริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบท สาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 37 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.346 กม.ที่ 14+120 (จุดที่ 5) เพื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดปทุมธานีต่อไป

    เส้นทางเลี่ยงจราจรจังหวัดนครปฐม – จังหวัดนครสวรรค์  ใช้ ทล.321 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 75 กิโลเมตร ตรงไปยัง ทล.333 เดินทางต่อไปเป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย สพ.4059 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร ตรงไปเพื่อเข้าสู่ ทล.3496 เป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร และตรงไปบนทางหลวงชนบทสาย ชน.4054 เป็นระยะทาง 44 กิโลเมตร จนถึงอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งสามารถเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค์ และมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือต่อไป

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสมุทรสงคราม – จังหวัดเพชรบุรี เส้นทางเลี่ยง ทล.4 (ถนนเพชรเกษม) เริ่มจาก ทล.35 กม.ที่ 73+070 (จุดที่ 1) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย สส.2021 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 23.7 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 23+700 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3176 (จุดที่ 2) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 12.6 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี (จุดที่ 3) และสามารถเลี่ยงการจราจรจากจังหวัดเพชรบุรีไปยังอำเภอชะอำ โดยเริ่มจากทางหลวงชนบทสาย สส.2021 (จุดที่ 2) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 36.3 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 60+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3187 (จุดที่ 4) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 18.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.4 กม.ที่ 169+070 (จุดที่ 5) เพื่อมุ่งสู่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสระบุรี  เริ่มจาก ทล.1 (ถนนพหลโยธิน) กม.ที่ 80+000 ใช้เส้นทางคู่ขนานไปบรรจบกับ ทล.3220 กม.ที่ 83+800 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบมสาย สบ.4051 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สบ.3021 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตร วิ่งตรงผ่านไฟแดง ไปจนบรรจบกับ ทล.362 กม.ที่ 3+290 แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดเพชรบูรณ์ต่อไป

    นอกจากนี้ ทช. ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงตามโครงข่ายทางหลวงชนบท เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทางให้กับประชาชน ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ หรือสายด่วน กรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/920785/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WnWqC-A7Zm89RQL05jYXK

  • กัมพูชายิง กระสุนตกใส่จุดท่องเที่ยว-ชุมชน ที่ศรีสะเกษ สั่งปิด 7 ตำบลห้ามเข้าเด็ดขาด

    กัมพูชายิง กระสุนตกใส่จุดท่องเที่ยว-ชุมชน ที่ศรีสะเกษ สั่งปิด 7 ตำบลห้ามเข้าเด็ดขาด

    กัมพูชายิง BM-21 และปืนใหญ่ตกใส่จุดท่องเที่ยวผามออีแดง และชุมชน ที่ศรีสะเกษ กำลังพลเจ็บหลายนาย สั่งปิด 7 ตำบล ห้ามเข้าพื้นที่เด็ดขาด เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ

    เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่และจรวด BM-21  ปืน ค. และ ปรส. ยิงตอบโต้กันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องตาเฒ่า เขาพระวิหาร 

    โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง ที่มีลูกจรวด BM-21 และลูกกระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบขนาดของฝ่ายทหารกัมพูชา ตกลงมาใส่ตลาดชุมชน และอาคารจุดท่องเที่ยวผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พังถล่มลงมาทั้งหลัง บังเกอร์ได้รับความเสียหาย ครัวทำอาหารพัง และมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บหลายนาย ซึ่งไม่มีทีท่าว่าทั้งสองฝ่ายจะยุติหรือหยุดยิงแต่อย่างใด

    ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ยังคงปิดกั้นพื้นที่หมู่บ้านใน 7 ตำบล ของอำเภอกันทรลักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ จึงไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด โดยมีเพียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ที่อยู่ในพื้นที่คอยดูแลความเรียบร้อยในทรัพย์สิน และสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ศูนย์พักพิง

    นายสมัย พูนสุข อายุ 60 ปี ชรบ.หมู่บ้าน ขับรถเข้ามาจอดที่ด่านสกัด ก่อนเข้าพื้นที่สู้รบประมาณ 10 กิโลเมตร โดยด้านหลังรถกระบะมีฟางแห้ง กว่า 20 มัด ซึ่งจากการสอบถาม นายสมัย บอกว่า ต้องลงมาจากพื้นที่สู้รบทุกวัน เพื่อมารับฟางแห้งไปให้อาหารสัตว์ของชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ปกติของ ชรบ. นอกจากนั้นยังมีสุนัข แมว หมู และไก่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่ต้องคอยดูแลด้วย ยอมรับว่าฝ่ายปกครองไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ ส่วน ชรบ.ก็ให้อยู่ภายในบังเกอร์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ออกสำรวจความเสียหาย เนื่องจากยังมีการสู้รบกันอย่างหนัก 

    เมื่อถามว่าอยากให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างไร นายสมัย บอกว่า อยากให้ทหารสู้รบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แบบที่ชาวบ้านไม่ต้องอพยพอีก เพราะตอนนี้บ้านเรือนก็เสียหายหลายหลัง ส่วนการประชุมฝ่ายทหารของไทยและกัมพูชา ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ข้อยุติ เพราะกัมพูชาเชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว

    ด้านนายวิเชียร บุญยก อายุ 69 ปี มาลงทะเบียนที่ด่านสกัดกั้น ห้ามเข้าพื้นที่สู้รบ เผยว่า ตัวเองจะเข้าไปเอายาที่กินประจำ และเข้าไปดูบ้าน ไม่นานก็จะกลับออกมา ส่วนตัวยอมรับว่ากลัว ถ้าเข้าไปแล้วระเบิดลง แต่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าพื้นที่จริงๆ จะใช้เวลาไม่นานก่อนจะกลับออกมา

    เมื่อถามว่าอยากให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างไร นายวิเชียร บอกว่า ตัวเองอพยพตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม และนี่ก็กว่า 2 สัปดาห์แล้ว ยอมรับว่าคิดถึงบ้านและมีความลำบาก แม้ว่าศูนย์พักพิงจะดูแลเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนบ้านตัวเอง จึงอยากให้ปัญหาจบโดยเร็ว โดยทหารสู้รบให้เบ็ดเสร็จ เพราะไม่อยากอพยพอีกแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2903949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cr_n45Nio4NP7rhJjD_za

  • “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568


    24/12/2568 | 79 |

    วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณาแนวทาง การแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา เพื่อจัดตั้งสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา (DCAT) เป็นองค์การมหาชน ให้สอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และมาตรฐานการต่อต้านสารต้องห้ามในระดับสากล

    ที่ประชุมได้รับทราบความเป็นมาและการดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของ อนุสัญญายูเนสโกว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา และมีพันธกรณีต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Code : WADC) ที่กำหนดโดยองค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความเห็นและข้อเสนอจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐ โดยได้พิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อาทิ การจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนในรูปแบบ Public Organization (PO) หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม รวมถึงการทบทวนความสอดคล้องกับหลักการจำแนกหน่วยงานของรัฐและการกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างการดำเนินงานด้านการต่อต้านการใช้สารต้องห้าม เป็นเรื่องสำคัญต่อ ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการกีฬานานาชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและมีบทบาทสำคัญในมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคและระดับโลก จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้ระบบการควบคุมสารต้องห้ามมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมและจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นด้านกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการรับรองจากองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก เพื่อนำเสนอประกอบการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/458384&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KO1Pm6TpRtcilYbV86ftG

  • SET ปิดบวก 4 จุด รับแรงซื้อปิโตรเคมี-ท่องเที่ยว-ค้าปลีก ฟื้นตัว!

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,275.33 จุด เพิ่มขึ้น 4.22 จุด (+0.33%) มูลค่าซื้อขาย 28,615.84 ล้านบาท

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส ทำให้บรรยากาศการลงทุนเงียบเหงา ประกอบกับ บ้านเราขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน

    โดยวันนี้กลุ่มปิโตรเคมีนำตลาดได้ดี โดยเฉพาะ PTTGC และ IVL รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก เริ่มฟื้นตัวหลังลงไปก่อนหน้านี้ โดยลุ้นว่าอาจมีการทำ Window dressing ก่อนสิ้นปี

    แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบางคล้ายวันนี้ เพราะตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นภูมิภาคบางแห่งปิดทำการ ขณะที่การทำ Window dressing ปรับพอร์ตท้ายปีของกองทุนอาจช่วยหนุนดัชนีช่วงที่เหลือของปีได้ราว 1% โดยให้กรอบแนวรับ 1,265 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,116.89 ล้านบาท ปิดที่ 314.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,095.24 ล้านบาท ปิดที่ 54.25 บาท ลดลง 0.75 บาท

    TTB มูลค่าการซื้อขาย 1,070.83 ล้านบาท ปิดที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท

    BDMS มูลค่าการซื้อขาย 1,030.91 ล้านบาท ปิดที่ 19.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 981.53 ล้านบาท ปิดที่ 31.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/804096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VqLFI01yZEQO28VwmhOdM