Blog

  • นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ทะลักสิมิลันช่วงปีใหม่ | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ทะลักสิมิลันช่วงปีใหม่

    • เผยแพร่ : 02/01/2026 19:53

    Post Views: 11

    วันที่ 2 ม.ค. 2568 บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวันและเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บริเวณ ท่าเรือว้าวอันดามัน บ้านทับละมุ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เป็นไปอย่างคึกคัก พบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ นักท่องเที่ยวยุโรป สแกนดิเนเวีย เยอรมนี และอังกฤษ เดินทางมาลงเรือท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังในพื้นที่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ เกาะสิมิลัน และ เกาะสุรินทร์ เพื่อดำน้ำชมปะการัง เดินชมธรรมชาติและสัตว์ทะเลหายาก เช่น ปูไก่ ส่งผลให้บรรยากาศตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างต่อเนื่อง จากการประเมินของผู้ประกอบการท่องเที่ยว พบว่ายอดการจองห้องพักในช่วงเทศกาลดังกล่าวมีอัตราสูงถึงร้อยละ 90 และยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนมกราคม โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางมาพร้อมครอบครัว เพื่อใช้เวลาพักผ่อนและเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ตามเกาะต่าง ๆ แม้ว่านักท่องเที่ยวบางส่วนจะเริ่มเดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว แต่ยังคงมีนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้งขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของเรือโดยสารตามท่าเรือต่าง ๆ ก่อนออกจากท่า ทั้งในด้านอุปกรณ์ความปลอดภัย คนประจำเรือ และสภาพเรือ รวมถึงการกำชับให้บรรทุกผู้โดยสารตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ไม่บรรทุกเกิน เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนพื้นที่ในช่วงเทศกาลนี้
    จักรพันธ์ รัตนอาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    เปิดศูนย์เขต 4 คึกคัก เครือข่ายท้องถิ่นรวมพลังหนุนโยธิน

    ราชบุรี/// ปาร์ตี้ฉลองปีใหม่ที่ไม่เหมือนใครดื่มน้ำเต้าหู้ข้ามปีเพื่อสุขภาพแทนการดื่มเหล้า

    “โฆษกทบ.” โต้สื่อตปท.กล่าวหาทหารไทย ยันพื้นที่ควบคุม “กองทัพ” ยึดคืนจากกัมพูชา คืออาณาเขตอธิปไตย Thailand

    สวิตเซอร์แลนด์ประกาศไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้ 5 วัน

    จีนขึ้นภาษีถุงยางอนามัยหวังกระตุ้นอัตราการเกิด

    นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ทะลักสิมิลันช่วงปีใหม่

    ดู LIVE รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1443523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29mNa4MS-KMHFhLosyUSfX

  • อ.ปานเทพ วิเคราะห์ ผ่าน Google Trend

    อ.ปานเทพ วิเคราะห์ ผ่าน Google Trend

    อ.ปานเทพ วิเคราะห์ ผ่าน Google Trend “พรรคเศรษฐกิจ” จะมาแรงกว่าที่คิด : NewsHour 02-01-69

    เผยแพร่:

    อ.ปานเทพ วิเคราะห์ ผ่าน Google Trend “พรรคเศรษฐกิจ” จะมาแรงกว่าที่คิด : NewsHour 02-01-69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/1SMwyapa25w&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QS1QS6wjcmRyyDo9elJHt

  • สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

    สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

    World Economics

    02 ม.ค. 2026 เวลา 12:00 น.

    สัญญาณอันตรายปี 2026 เมื่อโลกติดหล่ม ‘วังวนหนี้’ มหาอำนาจกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ จาก 4 ปัจจัยผลักดันยอดหนี้เข้าใกล้ 100 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ชนวนวิกฤติที่จะเขย่ากระเป๋าเงินคนทั้งโลก

    ในขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ปี 2026 ภาพรวมทางเศรษฐกิจอาจดูเหมือนมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าที่คิด แต่ภายใต้ผิวน้ำที่ดูสงบ กลับมีกระแสน้ำเชี่ยวที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเริ่มกังวล นั่นคือ “ภาวะวิกฤติหนี้สาธารณะ” ที่กำลังขยายตัวจนกลายเป็นวังวนที่ยากจะถอนตัว

    เจอราร์ด ไลออนส์ (Gerard Lyons) หัวหน้านักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจาก Netwealth เตือนว่า แม้วิกฤติเต็มรูปแบบอาจไม่ระเบิดในทันที แต่ปี 2026 จะเป็นปีที่สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าปรากฏชัดเจนที่สุด ก่อนที่โลกจะเผชิญกับ “กับดักหนี้” อย่างเต็มตัวภายในสิ้นทศวรรษนี้

    ประเทศมหาอำนาจ กลายเป็น ‘ลูกหนี้รายใหญ่’

    สถิติที่น่าตกใจระบุว่า ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกล้วนแบกภาระหนี้ที่สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับขีดความสามารถในการผลิตของตนเอง (GDP)

    สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

    • สหรัฐอเมริกา มีหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 125% ของ GDP หรือประมาณ 38 ล้านล้านดอลลาร์
    • ญี่ปุ่น มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ 230% ของ GDP
    • สิงคโปร์มีหนี้สาธารณะ 176% ของ GDP
    • ฝรั่งเศส 117% ของ GDP
    • สหราชอาณาจักร มีหนี้สาธารณะเท่ากับผลผลิตมวลรวม และมีงบประมาณขาดดุลมากกว่า 5% ของ GDP

    ความน่ากังวลคือ 6 ใน 7 ของกลุ่มประเทศ G7 กำลังมุ่งหน้าสู่ “กับดักหนี้” ภายในสิ้นทศวรรษนี้ เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐพุ่งสูงขึ้นแต่รายรับไม่เติบโตในสัดส่วนที่เท่ากัน

    4 สาเหตุที่ทำให้โลกติดหล่ม ‘หนี้’  

    เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เคยกล่าวถึงวิกฤติการเงินไว้ว่ามันเกิดขึ้น “ทีละน้อยแล้วก็ฉับพลัน” หนี้โลกสะสมมานานหลายทศวรรษ 

    เฮมิงเวย์เผยว่าจุดเร่งวิกฤติครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่โลกเจอแรงกระแทกใหญ่ 2 ครั้ง คือ วิกฤติการเงินโลกในช่วงปี 2008 และการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบีบให้รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลมาใช้ช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดยช่วงโควิด-19 หนี้สาธารณะทั่วโลกดีดตัวขึ้นเกิน 90% ของ GDP เพราะรายได้จากภาษีลดลงในขณะที่รายจ่ายด้านสาธารณสุขและการเยียวยาพุ่งสูงขึ้น

    นอกจากนี้ กับดัก “รายจ่ายสูงกว่ารายรับ” สาเหตุพื้นฐานที่สุดคือ การขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรัง รัฐบาลกู้เงินเพื่อมาชดเชยส่วนต่างเมื่อภาษีที่เก็บได้ไม่พอกับรายจ่าย 

    รวมทั้งในสถาการณ์ปัจจุบัน สังคมผู้สูงอายุทำให้รัฐต้องจ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการและบำนาญมากขึ้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บีบให้หลายประเทศต้องกู้เงินมาเพิ่มงบทางการทหารเพื่อความมั่นคงของประเทศ

    หัวใจสำคัญของปัญหานี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “อัตราการเติบโต” เมื่อหนี้โตเร็วกว่ารายได้ 

    หาก GDP โต 3% แต่หนี้โต 5% สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ไม่ยั่งยืน

    ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ “ตัวหาร” หรือ GDP ไม่ใหญ่พอที่จะลดสัดส่วนหนี้ลงได้

    สุดท้ายคือ ยุค “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ หนี้เก่าที่ต้องครบกำหนดชำระและหนี้ใหม่ที่กู้มา จึงมี “ภาระดอกเบี้ย” ที่แพงขึ้นมหาศาล รัฐบาลต้องกู้เงินใหม่มาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า กลายเป็นวงจรที่เรียกว่า  “วังวนหนี้”

    ปัจจุบัน หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับ 100 ล้านล้านดอลลาร์  ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2029 ยอดหนี้สะสมจะพุ่งเกินขนาดเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

    หมดยุค ‘เงินฟรี’ เมื่อต้องจ่ายดอกเบี้ยแสนแพง 

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ยอดหนี้” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ต้นทุนการชำระหนี้” 

    เมื่อหันไปดูดอกเบี้ยที่รัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายเพียงอย่างเดียวพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 17% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

    ขณะเดียวกัน OECD ชี้ให้เห็นว่า 42% ของหนี้สาธารณะทั่วโลกจะครบกำหนดชำระภายในปี 2027 ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลต้องกู้ใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่สูงกว่ายุคดอกเบี้ยต่ำเกือบเท่าตัว

    นอกจากนี้ รายจ่ายใหม่ๆ กำลังถาโถมเข้ามา เช่น สมาชิก NATO ตกลงเพิ่มงบประมาณทางทหารเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ซึ่งประเทศอย่างเยอรมนี ฟินแลนด์ และเบลเยียม เริ่มส่งสัญญาณกู้เงินเพิ่มเพื่อการนี้แล้ว ซึ่งเป็นแรงกดดันจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” 

    ปัญหาใหญ่ที่ไกลตัว  เสี่ยงกระทบเงินในกระเป๋า 

    เมื่อรัฐบาลติดอยู่ในวังวนหนี้ ผลกระทบจะส่งต่อมาถึงประชาชนใน 3 รูปแบบหลัก

    • ภาษีที่สูงขึ้นและสวัสดิการที่ลดลง

    หลังจากนี้รัฐบาลจะมีเงินเหลือสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขน้อยลง เพราะต้องแบ่งงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้เป็นลำดับแรก

    กรณีที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นชัดเจนที่สุด เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการปรับขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1% สำหรับทุกช่วงรายได้ในปี 2570 เพื่อระดมทุนสนับสนุนการเพิ่มงบกลาโหมให้แตะ 2% ของ GDP 

    • อัตราเงินเฟ้อสูงยาวนาน

     เพื่อลดมูลค่าหนี้ในระยะยาว รัฐบาลอาจเลือกปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งหมายถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้นและอำนาจซื้อที่ลดลง

    • ความผันผวนของตลาดการเงิน 

    ไลออนส์ชี้ให้เห็นว่าสัญญาณแรกของวิกฤติไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้ แต่คือ “ค่าความเสี่ยง (Risk Premium)” ในพันธบัตรรัฐบาล จากกรณีฝรั่งเศสและอังกฤษ โดยทั้ง 2 ประเทศนี้ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพราะ “พึ่งพาเงินต่างชาติ” มาซื้อพันธบัตรของตัวเองสูงมาก 

    เมื่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะคุมงบประมาณได้ไหม หรือกลัวอัตราเงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าเงิน พวกเขาจะเรียก “ดอกเบี้ย” ที่สูงขึ้นซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ย้อนกลับมาทำร้ายรัฐบาลเอง

    ทางรอดในยุค ‘หนี้ล้นโลก’

    ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือการทำให้ GDP เติบโตเร็วกว่า “หนี้” แต่ทว่าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดที่ไลออนส์วิเคราะห์คือ “อุปสรรคทางการเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยตะวันตก

    สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

    การจะลดหนี้ได้ รัฐบาลต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “งบประมาณเกินดุลขั้นต้น” คือการเก็บภาษีให้ได้มากกว่ารายจ่าย โดยในอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1969 เป็นต้นมา รัฐบาลทำงบเกินดุลได้เพียง 7 ครั้ง เท่านั้น เพราะนักการเมืองมักไม่พร้อมที่จะตัดลดงบประมาณสวัสดิการหรือขึ้นภาษี เพราะกลัว “เสียคะแนนเสียง” ทำให้ปัญหาหนี้ถูก “เตะถ่วง” ออกไปเรื่อยๆ จนสะสมเป็นวิกฤติ

    สำหรับเราในฐานะปัจเจกบุคคล ปี 2026 คือปีที่ต้องเริ่มวางแผนการเงินอย่างรัดกุม ลดหนี้สินส่วนบุคคล และเตรียมรับมือกับความผันผวนทางการคลังที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพโลกในอนาคตอันใกล้ เพราะเมื่อ “วังวนหนี้” หมุนวนจนถึงขีดสุด คนที่เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้ดีที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด

    อ้างอิง empower thecommonwealth trustnet

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1214562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20zUe-aGSGwf7p4qWsZpc7

  • ฮือฮา! เปิดภาพเซ็กซี่สตาร์ “ลูกตาล-อาริษา” ในวัย 40 ปีสวยแซ่บตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า! | เดลินิวส์

    ฮือฮา! เปิดภาพเซ็กซี่สตาร์ “ลูกตาล-อาริษา” ในวัย 40 ปีสวยแซ่บตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า! | เดลินิวส์

    โลกออนไลน์ฮือฮาหนักมากทีเดียวหลังล่าสุด ดาราสาวรุ่นใหญ่ ลูกตาล-อาริษา วิลล์ ออกมาอวดหุ่นสวยเซ็กซี่ในอินสตาแกรมของเธอ ทำเอาหลายคนตกใจหนักมาก แม้ล่าสุดเธอจะไม่ได้มีผลงานการแสดงในจอแล้ว แต่บอกเลยว่าใครติดตามโซเชียลของเธอจะรู้ว่าเธอสวยและเซ็กซี่ขึ้นมากๆ

    โดยล่าสุดสาวลูกตาล ไปเที่ยวงานเทศกาลดนตรีดังและสวมใส่ชุดกางเกงขายาวและเสื้อกึ่งบอดี้สูท ซึ่งโชว์ความเซ็กซี่และสัดส่วนอย่างชัดเจน โดยเธอพรีเซ็นต์เสน่ห์ออกมาได้อย่างลงตัวและทันทีที่รูปถูกเผยแพร่ไป หลายคนก็พากันชมหนักมากว่าสวยจริงๆ รักสาวลูกตาลและคิดถึงเธอหนักมากนั่นเอง

    ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม louk_tan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5462835/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ed1NmIWLlnarmRUPOc3Is

  • สิงคโปร์เผย GDP Q4/68 โต 5.7% อานิสงค์ภาคการผลิต : อินโฟเควสท์

    สิงคโปร์เผย GDP Q4/68 โต 5.7% อานิสงค์ภาคการผลิต : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์เปิดเผยในวันนี้ (2 ธ.ค.) ว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัว 5.7% เมื่อเทียบรายปี ในไตรมาส 4/2568 โดยเพิ่มขึ้นจาก 4.3% เมื่อไตรมาสก่อนหน้า

    กระทรวงฯ ระบุว่า เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/68 ของสิงคโปร์ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาส 3/2568 ที่ขยายตัว 2.4%

    ตลอดทั้งปี 2568 เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโต 4.8% เพิ่มขึ้นจาก 4.4% ในปี 2567 โดยลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมเตือนว่าการรักษาอัตราการเติบโตในระดับปัจจุบันจะเป็นเรื่องท้าทาย

    ทั้งนี้ ภาคการผลิตเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ไตรมาส 4/2568 โดยขยายตัว 15% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 4.9% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมชีวการแพทย์และอิเล็กทรอนิกส์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Nt-gXtSZmqF2lgTTlZwC5

  • ข่าวดี ! ครม. ไฟเขียว ลดเงินสมทบประกันสังคม 9 จังหวัด ช่วยลูกจ้าง-นายจ้าง นาน 6 เดือน

    ข่าวดี ! ครม. ไฟเขียว ลดเงินสมทบประกันสังคม 9 จังหวัด ช่วยลูกจ้าง-นายจ้าง นาน 6 เดือน

              ครม. ไฟเขียว ลดเงินสมทบประกันสังคม 9 จังหวัดภาคใต้ ทั้งนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 นาน 6 เดือน 

    เงินสมทบประกันสังคม

              วันที่ 1 มกราคม 2569 มีรายงานว่า ครม. มีมติเห็นชอบลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมปี 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติร้ายแรงในพื้นที่ภาคใต้ มาตรการนี้ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีผลเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569

    รายละเอียดการปรับลดเงินสมทบ

    ผู้ประกันตนและนายจ้างตามมาตรา 33

              – ปรับลดเงินสมทบจากเดิมฝ่ายละ 5% เหลือฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง ขณะที่รัฐบาลยังคงสมทบในอัตราเดิม 2.75%

              – ลดเงินสมทบจากเดิม 432 บาทต่อเดือน เหลือ 283 บาทต่อเดือน

              มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและช่วยพยุงเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

    ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view297691.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cq-4gkmg4I1LNLvI-Ba3E

  • ธุรกิจค้าปลีกไทยยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เผชิญแข่งขันรุนแรง-เศรษฐกิจเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    ธุรกิจค้าปลีกไทยยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เผชิญแข่งขันรุนแรง-เศรษฐกิจเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีฯ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ขณะที่ เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    “ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” นายพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AqETaa4FJpQ12IA-a3UHI

  • ไอแบงก์ส่งต่อความห่วงใย รับปีใหม่ 2569 กับแคมเปญ “อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์” ดูแลลูกค้าสินเชื่อด้วยประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุและ OPD ฟรี

    ไอแบงก์ส่งต่อความห่วงใย รับปีใหม่ 2569 กับแคมเปญ “อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์” ดูแลลูกค้าสินเชื่อด้วยประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุและ OPD ฟรี

    ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ขอร่วมส่งมอบความสุขและความห่วงใยต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้กับลูกค้าที่เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันผ่านแคมเปญพิเศษ “อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์” เพื่อดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกก้าวของการเริ่มต้นทางการเงิน โดยมอบความคุ้มครอง ประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุ พร้อมค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) จากอุบัติเหตุ ฟรี เป็นระยะเวลา 90 วัน

    นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานธุรกิจรายย่อย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับไอแบงก์ ลูกค้าคือคนในครอบครัวเดียวกันกับเรา ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัย ความมั่นคง และความสบายใจของลูกค้าในทุกช่วงเวลา

    ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ไอแบงก์จึงจัดแคมเปญ ‘อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์’ เพื่อส่งต่อความห่วงใยและคำขอบคุณ โดยได้ร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการทิพยตะกาฟุล มอบความคุ้มครองประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุ พร้อมค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) สำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการ สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันทุกประเภท ผ่านสาขา หรือ ibank Application ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการเบิกใช้สินเชื่อภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

    ลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 90 วัน นับจากวันที่เบิกใช้สินเชื่อ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวไอแบงก์เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความอุ่นใจ และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/268573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZWSSfBn4besVTLPszBKIM

  • ชื่นชมพนักงานเซเว่นฯ เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชน พร้อมแจ้ง 1669 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ชื่นชมพนักงานเซเว่นฯ เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชน พร้อมแจ้ง 1669 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เซเว่น อีเลฟเว่น สาขา สมุยปาล์มบีช(B) (5733) จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเสียงรถชนดังสนั่นทำให้ คุณธีรเดช เจริญศักดิ์ พนักงานเซเว่นฯ ที่เพิ่งกลับจากการเติมสินค้าที่ตู้ vending machine ได้ยินเสียงรถชนดังมาก รีบวิ่งออกไปดู เห็นเด็กผู้ชายอายุประมาณ 17 ปี นอนอยู่ข้างทาง มีรถมอเตอร์ไซค์ตกไปข้างถนน มีอาการจุกมาก เหมือนจะเป็นลม

    คุณธีรเดช ไม่รีรอ รีบวิ่งกลับเข้ามาในร้านเพื่อแจ้งให้เพื่อนโทรแจ้งสายด่วน 1669 พร้อมกลับมาดูอาการผู้บาดเจ็บ คอยพูดคุยกับผู้บาดเจ็บให้มีสติ และให้ดมยาดมไว้ พร้อมกับช่วยโบกรถให้เบี่ยงออก เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ไม่นานหน่วยกู้ชีพมาถึงและนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสมุยอย่างปลอดภัย

    คุณธีรเดช เจริญศักดิ์ กล่าวว่า “ผู้บาดเจ็บเขาก็เป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ถ้าเกิดอุบัติเหตุ เราต้องช่วย ไม่ปล่อยให้เขานอนเจ็บอยู่ตรงนั้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/assisting-those-injured-in-a-car-accident/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LOnWZ5FjUdpfKN6uLM3ke