Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ทะเลปะนาเระ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับงาน “Pattani Squid Fishing and Camping Festival” เทศกาลท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์รูปแบบใหม่ ณ หาดแฆแฆ จังหวัดปัตตานี ชูจุดขายวิถีชุมชนและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ หวังดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ บริเวณหาดแฆแฆ (มุมใหม่) ตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น การจัดงานในครั้งนี้ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ยกระดับภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ปัตตานีในมุมมองใหม่ กระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน แสดงความพร้อมของทรัพยากรธรรมชาติและมาตรฐานการต้อนรับนักท่องเที่ยว

    กิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือการแข่งขันตกหมึก ซึ่งจัดขึ้นเป็น 2 รอบ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มมืออาชีพและมือสมัครเล่น:

    1.รอบประมงพื้นบ้าน (8 พ.ค.) มีเรือเข้าร่วมกว่า 102 ลำ
    2.รอบนักกีฬาและบุคคลทั่วไป (9 พ.ค.): มีเรือเข้าร่วม 17 ลำ

    ผลการแข่งขันสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ร่วมงาน เมื่อพบว่าเรือลำที่ชนะเลิศสามารถจับปลาหมึกได้มากถึง 100 กิโลกรัม และเมื่อรวมยอดจากเรือทุกลำที่เข้าร่วม พบว่ามีปริมาณหมึกสดรวมกว่า 1,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลปัตตานีได้เป็นอย่างดี

    นอกจากการตกหมึกแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม อาทิ การแข่งขัน“เชฟกระทะหมึก” แปรรูปหมึกสดสู่เมนูสุดล้ำ และกิจกรรม Chef Table ริมทะเล ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงในระดับพรีเมียม
    สำหรับสายแคมป์ปิ้ง, การปั่นจักรยานชมวิถีชุมชนระยะทาง 20 กม. และเวิร์กช็อปรักษ์โลกจากกลุ่ม “ทะเลจร” ที่นำขยะและฝาขวดพลาสติกมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นพวงกุญแจและรองเท้า

    กีฬาทางน้ำ: กิจกรรม Khea Khea Surfing Games ให้ผู้สนใจได้ลองเล่นเซิร์ฟภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
    ศิลปวัฒนธรรม: การแสดงซีลัต ดีเกฮูลู และดนตรีมลายูที่สะท้อนอัตลักษณ์อันงดงามของพื้นที่

    ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าชุมชนมากกว่า 70 บูธ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในพื้นที่อำเภอปะนาเระอย่างคึกคัก งานเทศกาลนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ปัตตานีกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

    YalaToDay ยะลาทูเดย์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71633&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GQJGQL-0sIAEotja7NMqq

  • นายกฯ “อนุทิน” นั่ง EV BUS ชมภูเก็ตต้นแบบเมืองท่องเที่ยวทันสมัย ชูขนส่งพลังงานสะอาด | TOPNEWS

    นายกฯ “อนุทิน” นั่ง EV BUS ชมภูเก็ตต้นแบบเมืองท่องเที่ยวทันสมัย ชูขนส่งพลังงานสะอาด | TOPNEWS

    วันที่ 10 พ.ค. 2569 ระหว่างลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกชายหาดบางเทา หลังพบการก่อสร้างอาคารและประกอบธุรกิจรุกล้ำพื้นที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ร่วมทดลองนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า EV BUS ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปิดให้บริการรับส่งประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญของจังหวัด ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการของ อบจ.ภูเก็ต ที่นำระบบขนส่งพลังงานสะอาดมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดมลพิษ และสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมระบุว่า “ชาวภูเก็ตโชคดี มีรถโดยสารไฟฟ้าทันสมัยใช้ ถือเป็นต้นแบบของหลายจังหวัด” โดยโครงการ EV BUS ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน รองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางในเมืองภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน อบจ.ภูเก็ต ยังมีนโยบายให้บริการรถ EV BUS ฟรี สำหรับ 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา พระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยจังหวัดภูเก็ตยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพและเมืองอัจฉริยะในอนาคต

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Rummv4-LbuAC3d9nMKSH_

  • 5 นักท่องเที่ยวอินเดีย หมดสติปริศนา 4 ก่อนดับ 1 หลังรวมกลุ่มเที่ยวคาเฟ่

    5 นักท่องเที่ยวอินเดีย หมดสติปริศนา 4 ก่อนดับ 1 หลังรวมกลุ่มเที่ยวคาเฟ่

    5 นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เที่ยวคาเฟ่ที่ภูเก็ต ก่อนล้มหมดสติปริศนา 4 ราย นำส่งโรงพยาบาล พบเสียชีวิตแล้ว 1 อีกคนไม่มีอาการอะไร เร่งชันสูตรหาสาเหตุที่แท้จริง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสลดที่ภูเก็ต เมื่อเวลาประมาณ 02.06 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ร.ต.ท.วิชยุตม์ ดำเผือก รอง สว.(สอบสวน) สภ.กมลา จ.ภูเก็ต รับแจ้งเหตุมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหมดสติภายในคาเฟ่ชื่อดังย่านหาดกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้หมดสติจำนวน 4 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.กมลา ได้เข้าช่วยเหลือ นำส่งโรงพยาบาลป่าตอง 3 ราย และโรงพยาบาลถลาง 1 ราย

    หลังรับแจ้ง พนักงานสอบสวนได้รายงานให้ พ.ต.อ.อนุรักษ์ ปริญญาสถิรกุล ผกก.สภ.กมลา ทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลป่าตอง พบชายชาวอินเดีย 3 รายอยู่ในอาการหมดสติ ไม่สามารถให้การได้ จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลถลาง พบผู้ป่วยชาวอินเดียอีก 1 รายอยู่ในอาการหมดสติเช่นกัน

    จากการสอบถามหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน ทราบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวน 5 ราย ได้มาใช้บริการภายในร้านตั้งแต่เวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

    ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 01.54 น. นักท่องเที่ยว 4 รายในกลุ่ม ได้ทยอยหมดสติลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทางร้านจึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีกหนึ่งราย ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

    ต่อมา โรงพยาบาลป่าตองได้แจ้งว่า ผู้ป่วยชาวอินเดีย 2 รายมีอาการโคม่า จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กระทั่งล่าสุด เวลา 14.30 น. วันเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตว่า นายคุชากรา อากราวาล หนึ่งในผู้ป่วยหมดสติ ได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้ป่วยรายอื่นอาการปลอดภัย

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานสถานทูตอินเดียรับทราบ พร้อมร่วมกับแพทย์นิติเวชดำเนินการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/south/2931792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Zb9cCUZ1YcfcHwJPdakE

  • ถ้าไม่มีรถคว่ำ! ไทยอาจไม่รู้ “หมิงเฉิน ซัน” ซุกระเบิดเตรียมพลีชีพใกล้พัทยา

    ถ้าไม่มีรถคว่ำ! ไทยอาจไม่รู้ “หมิงเฉิน ซัน” ซุกระเบิดเตรียมพลีชีพใกล้พัทยา

    ถ้าไม่มีรถคว่ำ! ไทยอาจไม่รู้ “หมิงเฉิน ซัน” ซุกระเบิดเตรียมพลีชีพใกล้พัทยา
    ภาพจาก : FB เพื่อนตำรวจ

    วิเคราะห์ข้อสรุป คดี หมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนซุกอาวุธสงครามและซีโฟร์ในบ้านพักชลบุรี ตำรวจเร่งสอบสวนหลังผู้ต้องหาอ้างเตรียมก่อเหตุรุนแรง พร้อมวิเคราะห์ความสูญเสียด้านความมั่นคงและการท่องเที่ยวหากเกิดเหตุจริง

    ข่าวอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่มีการรายงานไปเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา นำไปสู่การค้นพบอาวุธสงครามครั้งใหญ่ ตำรวจเข้าจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนวัย 31 ปี พร้อมขยายผลตรวจค้นบ้านพักย่านห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนและวัตถุระเบิดซีโฟร์ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านเป็นจำนวนมาก

    ผู้ต้องหากล่าวอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าเขามีแผนนำอาวุธเหล่านี้ไปก่อเหตุพลีชีพในพื้นที่พัทยา เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาครอบครองอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดรวม 5 ข้อหา ขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังตรวจสอบข้อมูลทุกมิติเพื่อหาแรงจูงใจที่แท้จริง และยังไม่ด่วนสรุปเรื่องความเชื่อมโยงกับขบวนการก่อการร้าย

    วิเคราะห์ข้อสรุป คดีชายชาวจีนซุกอาวุธสงครามและซีโฟร์ในบ้านพักชลบุรี
    ภาพจาก : FB เพื่อนตำรวจ

    หากอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นและนายหมิงเฉิน ซัน ลงมือก่อเหตุได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับผลกระทบมหาศาลดังนี้

    อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

    • ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่พัทยาอาจได้รับอันตรายถึงขั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    • พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เหตุการณ์รุนแรงจะทำให้ผู้คนยกเลิกการเดินทาง ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ซบเซาลงทันที

    สูญเสียความเชื่อมั่นตลาดจีน

    • ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เหตุการณ์นี้จะทำให้ความเชื่อมั่นลดลงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน

    ภาพลักษณ์ระดับนานาชาติ

    • ต่างชาติอาจมองประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิงและสถานที่ซ่องสุมอาวุธของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ

    คำถามต่อระบบคัดกรอง

    • สังคมจะตั้งข้อสงสัยกับการทำงานของระบบตรวจคนเข้าเมือง การออกวีซ่า และการตรวจสอบเอกสารอนุญาตให้คนต่างชาติพำนักระยะยาว

    ช่องโหว่ด้านความมั่นคง

    • หน่วยงานรัฐต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า อาวุธสงครามและวัตถุอันตรายหลุดรอดเข้ามาอยู่ในบ้านพักกลางเมืองท่องเที่ยวได้อย่างไร

    ข่าวลือและความตื่นตระหนก

    • ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนจะก่อให้เกิดข่าวปลอมในโลกออนไลน์ และสร้างความหวาดระแวงต่อชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยเฉพาะแรงจูงใจที่แท้จริง เครือข่ายสนับสนุน และวัตถุประสงค์ของการครอบครองของกลาง ตำรวจเองระบุว่ายังไม่พบความเชื่อมโยงชัดเจนถึงการก่อเหตุร้ายในเบื้องต้น และต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุทั้งหมดต่อไป

    บทเรียนที่ประเทศไทยควรถอดจากคดีนี้มี 3 เรื่องใหญ่ หนึ่ง ระบบติดตามคนต่างชาติที่พำนักระยะยาวต้องแม่นกว่านี้ สอง การตรวจสอบการซื้อขายอาวุธและยุทธภัณฑ์นอกระบบต้องตามให้ถึงต้นทาง และสาม เมืองท่องเที่ยวหลักต้องมีแผนรับมือเหตุรุนแรงที่ไม่ใช่แค่ซ้อมบนกระดาษ เพราะถ้าเหตุเกิดจริง ความเสียหายจะไม่รอให้รัฐตั้งคณะกรรมการ

    หากแผนที่ถูกกล่าวอ้างสำเร็จ ประเทศไทยจะเสียมากกว่าชีวิตผู้คนในพื้นที่เกิดเหตุ ไทยจะเสียความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว เสียภาพลักษณ์เมืองพัทยา เสียเครดิตด้านความมั่นคง เสียความมั่นใจของนักลงทุน และเสียเวลานานมากในการกู้ชื่อประเทศกลับมา เหตุครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คดีชายต่างชาติซุกอาวุธ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบป้องกันภัยภายในประเทศต้องทำงานให้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่รอให้โชคดีจากอุบัติเหตุอีกครั้ง

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1565056/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SzO2IQPtQZewv4Z3-oGCB

  • ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 2 ยอดซื้อทะลุ 27 ล้าน

    ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 2 ยอดซื้อทะลุ 27 ล้าน

    ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 พร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 217,619 คน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินโครงการในครั้งที่ 2 มีร้านค้าเข้าร่วมรวม 9,721 ร้าน ประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านค้า OTOP และร้านค้าชุมชน/SMEs พร้อมนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมจำนวนสินค้ากว่า 153,856 ชิ้น

    ผลการดำเนินงานสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 27.11 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 6.23 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อรวมผลการดำเนินงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พบว่า สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 60.85 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 13.66 ล้านบาท แล้ว

    สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดราชบุรี ขณะที่อำเภอที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

    ด้านสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และน้ำตาล ส่วนสินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายดี ได้แก่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าชุมชนที่ประชาชนเลือกซื้อจำนวนมาก ได้แก่ อาหารสด วัตถุดิบประกอบอาหาร และอาหารแปรรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-products-buy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QBL4CqGeOdybDB9ErUInD

  • “พิพัฒน์” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ พลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

    “พิพัฒน์” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ พลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

     วันที่ 10 พฤษภาคม 2569  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานี เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาข้อติดขัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ติดตามการให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานี แผนขุดลอกร่องน้ำปัตตานี โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับและโครงการขยายทางหลวงสายสำคัญ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ร่วมลงพื้นที่

    โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดด้านการคมนาคมที่เรื้อรังมานาน เพื่อสร้างโครงข่ายทางบกที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบถึงปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางสายหลัก จึงได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการทางบกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะนี้เรากำลังเร่งรัดโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 2 แห่งสำคัญ ได้แก่ แยกดอนยาง (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.43) ซึ่งคืบหน้าร้อยละ 28.47 เร็วกว่าแผน และ แยกตะลุโบะ (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.410) คืบหน้า 53.69% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2570

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาว เรากำลังขยายทางหลวงหมายเลข 42 (สายคลองแงะ – จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้ไร้รอยต่อ การขยายโครงข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้าการท่องเที่ยว และพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้สู่ความยั่งยืนตามนโยบายเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าว

    ด้าน นายสรรเพชญ  บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าปลดล็อกปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำว่า กระทรวงฯ กำลังเร่งสางปมปัญหา ท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่งปัตตานี ที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านอัตราค่าเช่าตามระเบียบธนารักษ์ และความซับซ้อนทางกฎหมายในการบริหารจัดการ

    เราต้องเร่งปลดล็อกปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นจะพิจารณาส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เข้าบริหารจัดการท่าเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง และในระยะยาวต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายโอนภารกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจน เพื่อให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น” 

    นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดงานขุดลอกร่องน้ำปัตตานี ซึ่งขณะนี้คืบหน้ากว่า 56.48 %(เร็วกว่าแผน 15.39%) คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2569 และเตรียมแผนงานต่อเนื่องปี 2569 – 2570 เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชยนาวีในอนาคต

    โดยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในกระทรวงคมนาคม ทั้งการแก้ปัญหาจราจรทางบกและการปลดล็อกศักยภาพทางน้ำ คือการเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอและวางแผนเผื่ออนาคต เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่คู่กับชุมชน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2931852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TUR-L_X4q9zHZR_KA8i96

  • รัฐบาล-กรมที่ดิน ลุยออกโฉนด 80,000 แปลงต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไทย

    รัฐบาล-กรมที่ดิน ลุยออกโฉนด 80,000 แปลงต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไทย

    รัฐบาล-กรมที่ดิน ลุยออกโฉนด 80,000 แปลงต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไทย

    รัฐบาลและกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ผ่านนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย ด้วยการเร่งออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชนมีหลักประกันในทรัพย์สิน สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างมั่นคง ทั้งเพื่อการอยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และต่อยอดเป็นหลักทรัพย์เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    นโยบายดังกล่าวยังถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชน เพราะเมื่อประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุน พัฒนาที่ดิน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดรับเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าโครงการ “มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน” ล่าสุดลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มอบโฉนดกว่า 212 แปลง เร่งเป้าหมายออกเอกสารสิทธิ์ทั่วประเทศ 80,000 แปลงต่อปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีความมั่นคงในทรัพย์สิน และสามารถนำเอกสารสิทธิ์ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านโครงการ “มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน”

    ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัด ลงพื้นที่โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อมอบโฉนดที่ดิน จำนวน 212 แปลง ให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลเม็กดำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่

    อย่างไรก็ตามกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีข้อมูลการดำเนินงานที่น่าสนใจ ดังนี้

    • เป้าหมายระดับประเทศ : เร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้ได้เกือบ 80,000 แปลงต่อปี
    • พื้นที่ภาคอีสาน : ศูนย์เดินสำรวจ (ขอนแก่น–ชัยภูมิ–มหาสารคาม–กาฬสินธุ์–ร้อยเอ็ด) ตั้งเป้าหมายเฉพาะโซนนี้กว่า 6,368 แปลงต่อปี
    • การพัฒนาระบบ : เพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีการสำรวจเพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

    “การมีโฉนดที่ดินไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว แต่คือหลักประกันความมั่นคงที่ประชาชนสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างอาชีพและพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน”นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าว

    สรุปประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

    1. ความมั่นคง: มีสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    2. โอกาสทางเศรษฐกิจ: ใช้โฉนดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    3. คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น: ลดปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับครอบครัว

    รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้า โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนคนไทยจะมีสิทธิในที่ดินของตนเองอย่างเท่าเทียมและเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/658708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vc2eBsTSTe1FTsE13aWaY

  • “พลพีร์” รุกนโยบายรัฐแก้ปัญหาสิทธิที่ดิน ลุยมอบโฉนด 212 แปลง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในทรัพย์สิน เพิ่มโอกาสศก.ให้ประชาชน | TOPNEWS

    “พลพีร์” รุกนโยบายรัฐแก้ปัญหาสิทธิที่ดิน ลุยมอบโฉนด 212 แปลง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในทรัพย์สิน เพิ่มโอกาสศก.ให้ประชาชน | TOPNEWS

    นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อมอบโฉนดที่ดินจำนวน 212 แปลง ให้กับประชาชนในพื้นที่ ตำบลเม็กดำ โดยมีผู้บริหารกรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพบปะประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิในครั้งนี้

    ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินให้ความสำคัญกับการเร่งรัดออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนที่ยังรอรับบริการ โดยปัจจุบันมีการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศเกือบ 80,000 แปลงต่อปี พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบการทำงานและเพิ่มเป้าหมายการออกโฉนดให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิในที่ดินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

    ขณะเดียวกัน กรมที่ดินยังเดินหน้าสำรวจและออกโฉนดอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เดินสำรวจ ขอนแก่น–ชัยภูมิ–มหาสารคาม–กาฬสินธุ์–ร้อยเอ็ด ซึ่งตั้งเป้าการออกโฉนดรวมกว่า 6,368 แปลงต่อปี เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิ และสร้างหลักประกันด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_gEwp1_Yj6z6YQomtcWkv

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 | เดลินิวส์

    อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5847511/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Gr7zEQuQCKoOeWaGSmRd

  • จีนเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 32 เดือน พ.ค. นี้

    จีนเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 32 เดือน พ.ค. นี้

    ปักกิ่ง, 10 พ.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (9 พ.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่าจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 ในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. นี้

    หลี่เฉิงกัง ผู้แทนการค้าระหว่างประเทศประจำกระทรวงพาณิชย์ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ กล่าวในการแถลงข่าวว่าจีนจะทำงานร่วมกับสมาชิกเอเปคเพื่อสร้างฉันทามติใน 2 ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และความท้าทายที่ซับซ้อน

    จีนมุ่งส่งเสริมการประสานงานด้านกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาค เสริมแกร่งความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนที่ช่วยเพิ่มพูนความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างระเบียบทางเศรษฐกิจและการค้าในระดับภูมิภาคและพหุภาคีที่เปิดกว้างและคาดการณ์ได้

    จีนจะหารือเชิงลึกกับสมาชิกเอเปคเกี่ยวกับแนวทางขยายและยกระดับความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนที่มีพลวัต

    หลี่เสริมว่าจีนคาดหวังให้การประชุมครั้งนี้ส่งสัญญาณสนับสนุนการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง การเสริมสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนการส่งเสริมการเติบโตที่ทั่วถึงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ระหว่างการประชุม จีนยังจะจัดการหารือในหลายประเด็น ได้แก่ การเกื้อหนุนด้านการลงทุน ระบบใบตราส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายท่าเรือดิจิทัล

    จีนเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคมาแล้วในปี 2001 และ 2014 ขณะที่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 มีกำหนดจัดขึ้นที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจีนคาดว่าจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ราว 300 รายการในหลายเมืองทั่วจีนในปี 2026 เนื่องในโอกาสที่จีนเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/71625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kzMSq7o0dGEJ5mEgOoXdP