Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย สู่ความยั่งยืน

    โครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย สู่ความยั่งยืน

    โครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย สู่ความยั่งยืน

    ส่องโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย สู่ความยั่งยืน

    การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เปิดตัวโครงการคาร์บอนเครดิตในสวนยางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เดินหน้าส่งเสริมสวนยางให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ควบคู่กับการสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร ผ่านการดำเนินงานตามมาตรฐาน T-VER โดยนำศักยภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นยางมาแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้

    ระยะแรกตั้งเป้านำร่องสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์และขึ้นทะเบียนกับ กยท. ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 5 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม รวม 500,000 ไร่ คาดว่าจะสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรกว่า 60,000 ครัวเรือน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร

    โครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย สู่ความยั่งยืน

    โครงการยังร่วมกับ GISTDA นำระบบ DMRV มาใช้ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลคาร์บอนเครดิต เพื่อให้การดำเนินงานมีความแม่นยำ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐาน ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. แล้วกว่า 15.6 ล้านไร่ จึงมีศักยภาพสำคัญต่อการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน และสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 พร้อมต่อยอดสวนยางไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

    #คาร์บอนเครดิต #การยางแห่งประเทศไทย #เศรษฐกิจสีเขียว #สวนยางยั่งยืน #KeepTheWorld

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/infographic/864984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o2t7rqB0zFC27TcyZkRIB

  • แลกตั๋ว OECD ไทยต้องทิ้ง ‘แรงงานราคาถูก’ สู่เศรษฐกิจรายได้สูง

    แลกตั๋ว OECD ไทยต้องทิ้ง ‘แรงงานราคาถูก’ สู่เศรษฐกิจรายได้สูง

    การเดินหน้ายื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมิติทางการทูตหรือการสร้างภาพลักษณ์บนเวทีโลก แต่คือการส่งสัญญาณปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หนึ่งในโจทย์หินที่ถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องหมายคำถามสำคัญคือ ไทยจะยังคงใช้โมเดลเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกต่อไปได้หรือไม่?

    คำตอบที่เด่นชัดจากมาตรฐาน OECD คือ ไม่ได้ เพราะหัวใจสำคัญของการเป็นสมาชิก คือการพาประเทศก้าวข้ามดักจับรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งไม่เคยมีประเทศใดในโลกบรรลุเป้าหมายนี้ได้ด้วยการกดค่าแรงให้ต่ำเพื่อดึงดูดการลงทุน

    ทางแยกเศรษฐกิจ: จากพึ่งพาแรงงาน สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ในอดีต ไทยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ด้วยจุดขายเรื่องทรัพยากรราคาถูกและแรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) แต่โมเดลนี้กำลังหมดอายุขัยอย่างสิ้นเชิง ทุนข้ามชาติยุคใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI, Data Center หรือพลังงานสะอาด ไม่ได้มองหาประเทศที่ค่าแรงถูกที่สุดอีกต่อไป แต่มองหาประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและมี แรงงานทักษะสูง (High-Skilled Labor)

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD บังคับให้ไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากล โดยเฉพาะอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งเน้นย้ำเรื่องสิทธิการรวมตัว ค่าจ้างที่เป็นธรรม และความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งหมายความว่าโมเดลการสร้างความได้เปรียบทางการค้าด้วย ‘ค่าแรงถูก’ จะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

    ยาขมของ SME ไทย: ปรับตัวหรือหลุดออกจากห่วงโซ่

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากส่งสัญญาณนี้มากที่สุดคือภาค SME ซึ่งเปรียบเสมือนฐานรากของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shaped Recovery การเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาแรงงานราคาถูกไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) นำมาซึ่งความท้าทาย 3 ด้านหลัก

    ·       แบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น: ธุรกิจแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานเป็นหลักจะต้องรับมือกับต้นทุนค่าจ้างและสวัสดิการที่ปรับตัวขึ้นตามมาตรฐานสากล

    ·       การเร่งใช้เทคโนโลยีและ Automation: SME จำเป็นต้องนำระบบอัตโนมัติ AI หรือดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มผลผลิตต่อหัวให้สูงขึ้น

    ·       การยกระดับทักษะแรงงาน (Up-skill & Re-skill): เปลี่ยนจากนายจ้างที่เน้นการสั่งงานเป็นการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้แรงงาน 1 คน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้กับธุรกิจได้มากขึ้น

    แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและพลังงาน

    การเลิกพึ่งพาแรงงานราคาถูกไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะปล่อยให้ SME แบกรับภาระเพียงลำพัง แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นของประเทศ

    1.        การเงินดิจิทัล (Open Banking / Your Data): การปลดล็อกให้ SME ใช้ข้อมูลธุรกรรมและประวัติการดำเนินงานเป็นหลักประกันสินเชื่อ (Information-based Lending) จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ นำมาใช้ปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักรเพื่อทดแทนการใช้แรงงานเข้มข้น

    2.        พลังงานสะอาด (Green Tariff & PDP): การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับมาตรฐาน OECD จำเป็นต้องมีพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ที่สร้างงานทักษะสูงและมีรายได้ดี

    การละทิ้งโมเดลแรงงานราคาถูก เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงเปรียบเสมือนยาขมที่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องกิน แม้ในระยะสั้นจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อภาคการผลิตและ SME แต่ในระยะยาว นี่คือเส้นทางเดียวที่จะปลดล็อกศักยภาพของประเทศ เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิต ไปสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ข้อมูลอ้างอิง

    ·       OECD (Organization for Economic Co-operation and Development): OECD Accession Process and Labour Market Standards

    ·       ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): รายงานการเงินและนโยบายการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัล (Open Banking & Your Data)

    ·       กระทรวงการต่างประเทศ: แนวทางการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

    ·       องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-middle-income&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a1ADSl0M8RiCtvi3TFmET

  • ‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี AI การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และเม็ดเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต “ประเทศไทย” กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่คือจะใช้โอกาสจากเงินทุน เทคโนโลยี และฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ เพื่อสร้างการเติบโตรอบใหม่ “Re-invent Thailand” ได้อย่างไร

    “กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “อาร์โนด์ ดูปัวซาต์” (Arnaud Dupoizat) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการพัฒนาภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ถึงมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โอกาสจาก AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และอีวี ตลอดจนโจทย์สำคัญในการเปลี่ยนคลื่นการลงทุนครั้งใหม่ให้สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และพาไทยขยับขึ้นไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เศรษฐกิจโลกโตช้า โจทย์น่ากังวลคือ ‘งาน’

    ดูปัวซาต์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ชะลอลง ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยกลุ่มธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวราว 2.5% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4% จากแรงกดดันทั้งราคาพลังงานและความเสี่ยงที่ราคาอาหารจะสูงขึ้นจากวิกฤติปุ๋ยและราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเหลือราว 3.5% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

    อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามความผันผวนในระยะสั้นไป ดูปัวซาต์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าก็คือ “วิกฤติการจ้างงาน” (Jobs Crisis) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในระยะยาว โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวราว 1.2 พันล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่คาดว่าจะมีการสร้างงานใหม่เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง

    “ช่องว่างดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก และนี่คือหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่เรามองว่าจะต้องรับมือในระยะยาว นอกเหนือจากปัญหาการเติบโตที่ชะลอลงในระยะสั้น”

    ‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยเหตุนี้ “การสร้างงาน” จึงถูกวางไว้เป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์กลุ่มธนาคารโลก เพราะงานไม่เพียงเกี่ยวข้องกับรายได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของคน การรักษาแรงส่งของการเติบโต และการทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง

    แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งคมนาคม พลังงาน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานในเมือง ควบคู่กับการลงทุนในทุนมนุษย์ทั้งการศึกษา ทักษะ และสาธารณสุข การปรับกฎระเบียบและนโยบายให้เอื้อต่อการเติบโตของภาคเอกชน ตลอดจนการระดมเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน กลุ่มธนาคารโลกยังมองเห็นศักยภาพการสร้างการเติบโตและการจ้างงานใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน เกษตรและธุรกิจเกษตร สาธารณสุข การท่องเที่ยว และ การผลิตมูลค่าสูง (Higher Value Manufacturing)

    ‘พื้นฐาน’ ไทยแกร่งพร้อมต่อยอดใหม่

    เมื่อกลับมามองประเทศไทย ดูปัวซาต์มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตค่อนข้างช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้าน แต่ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาด “พื้นฐาน” ที่แข็งแกร่ง

    “ประเทศไทยไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ จริงๆ แล้วไทยเริ่มต้นจากสถานะที่มีจุดแข็ง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ”

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนชะลอตัวลง ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพก็ลดลง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตแข็งแกร่งอย่างไทย

    อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยด้าน “ประชากร” ที่เคยเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยกำลังกลับกลายเป็นแรงฉุด จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำมาก ขณะที่การเติบโตที่เกิดขึ้นยังมีลักษณะกระจุกตัว ทั้งในเชิงพื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และในกลุ่มบริษัทที่มีผลิตภาพสูงเพียงบางส่วน

    การเติบโตดังกล่าวยังไม่กระจายลงไปถึงผู้ประกอบการ MSMEs และบริษัทขนาดกลางอย่างทั่วถึง ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ยังมีผลิตภาพต่ำกว่า และไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำ

    3 โจทย์พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    สำหรับเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ดูปัวซาต์ระบุว่า กลุ่มธนาคารโลกสนับสนุนความมุ่งมั่นดังกล่าวของไทย แต่การไปถึงเป้าหมายในช่วงเวลาอีกเพียงกว่าหนึ่งทศวรรษจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ

    ด้านแรกคือ การลงทุนต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถเติบโตได้

    ด้านที่สองคือ “ทุนมนุษย์” (Human capital) โดยไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญและลงทุนเพิ่มเติมทั้งในด้านทักษะใหม่และการศึกษา ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ขณะที่ด้านที่สามคือ การรักษา “แรงส่ง” ของการปฏิรูปเศรษฐกิจและกฎระเบียบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้บริษัทใหม่ที่มีพลวัตสามารถเกิดและเติบโตขึ้นได้

    ‘กลุ่มเวิลด์แบงก์’ มองโอกาสประเทศไทย จาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    “เราสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งอยู่ใกล้มากแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งลงทุนในทุนมนุษย์ และเดินหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจและกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง”

    ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องไม่จบแค่ ‘เงินลงทุน’

    ท่ามกลางคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหาร IFC มองว่าไทยมีศักยภาพสูง และยุทธศาสตร์ในการดึงดูดอุตสาหกรรมเหล่านี้ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจ เพราะไทยกำลังต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่เดิม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และสถานะหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาค

    แต่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เขาย้ำว่า “การได้รับเงินลงทุน” ไม่ควรเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง

    “การได้รับเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง การลงทุนเหล่านี้ต้องถูกนำมาใช้เพื่อสร้างงานให้คนไทย และสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทไทย”

    สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องทำให้ AI ที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในระบบเศรษฐกิจไทย สร้างงานในประเทศ และถูกนำไปใช้โดยบริษัทไทยจำนวนมากขึ้น

    “สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องทำให้ AI ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้นในเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างงานในประเทศ เราต้องทำให้บริษัทจำนวนมากขึ้นนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ และต้องมียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเพื่อให้ภาคเอกชน รวมถึงภาคการผลิต นำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับการผลิตอย่างแท้จริง”

    สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไทยเองก็มีต้นทุนเดิมที่แข็งแกร่ง โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอาเซียน และประมาณ 10% ของการผลิตรถยนต์ในไทยเป็นอีวีแล้ว

    ดังนั้น โจทย์ต่อไปไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการผลิตเดิม แต่คือการทำให้ไทยสามารถ ขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า ของการผลิตมูลค่าสูงและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งดูปัวซาต์มองว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    ไทยไม่ขาด ‘เงินทุน’ แต่ต้องใช้ให้ถูกที่

    คำถามสำคัญจึงตามมาว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่

    ผู้บริหาร IFC ชี้ว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของประเทศไทยคือ “ภาคการเงินและตลาดทุนที่มีความลึก” ดังนั้น โจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการหาเงินทุนใหม่ แต่คือการทำให้เงินออมและเงินทุนที่ไทยมีอยู่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่สามารถสร้างผลิตภาพได้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา “ยังไม่ได้ใช้ให้ถูกที่มากนัก”

    “ภาคการเงินและตลาดทุนของไทยมีความลึกมาก ดังนั้น โจทย์คือการทำให้แน่ใจว่าเงินออมและเงินทุนของไทยถูกนำไปใช้ในทิศทางเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมา ผลิตภาพหรือการลงทุนไม่ได้ถูกนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่สร้างผลิตภาพสูงที่สุดเสมอไป”

    แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ หากผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทชั้นนำเพียงไม่กี่แห่ง

    “หากต้องการให้การเติบโตมีความทั่วถึง ผลประโยชน์ไม่สามารถตกอยู่กับบริษัทชั้นนำเพียง 1-2% เท่านั้น เทคโนโลยีอย่าง AI ต้องถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางขึ้นโดยบริษัทไทยและ SMEs และต้องทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกหรือบริษัทข้ามชาติได้”

     AI โอกาสใหญ่ที่ไทยยังใช้ไม่เต็มที่

    เมื่อถามถึงโอกาสที่ประเทศไทยอาจกำลัง “ประเมินต่ำเกินไป” ดูปัวซาต์ชี้ไปที่ AI โดยมองว่า หนึ่งในโอกาสสำคัญที่สุดคือการนำ AI เข้ามายกระดับฐานการผลิตของไทย โดยเฉพาะอีวีและการผลิตมูลค่าสูง เพื่อทำให้ไทยยังคงเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน AI จะต้องถูกฝังเข้าไปในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างกว้างขวางขึ้น และกลายเป็นเครื่องยนต์ของนวัตกรรม โดยเฉพาะการสร้างบริษัทใหม่และบริษัทที่มีพลวัต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องยนต์การเติบโตอื่นๆ เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

    อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของไทยยังมีอยู่มาก โดยดูปัวซาต์อ้างถึงข้อมูลที่ระบุว่า บริษัทไทยเพียงประมาณ 12% ใช้ AI ขณะที่ไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อีกราว 80,000 คน

    “มีตัวเลขหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือมีบริษัทไทยเพียง 12% ที่ใช้ AI ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะเดียวกัน เราประเมินว่าไทยยังขาดบุคลากรด้าน AI อยู่ประมาณ 80,000 คน คำถามจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสร้างหรือดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเหล่านี้เข้ามาได้อย่างไร เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสจาก AI ได้”

    ‘ภูมิอากาศ-พลังงาน’ สองความเสี่ยงไทย

    ในอีกด้านของโอกาสคือความเสี่ยง ซึ่งดูปัวซาต์มองว่าประเทศไทยมีโจทย์สำคัญที่ท้าทาย 2 ด้านคือ ความสามารถในการรับมือกับ “ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ” และ “ด้านพลังงาน”

    ในมิติแรก ไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยเฉพาะ “น้ำท่วม” ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 2 ใน 3 ของจีดีพี กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมหาอุทกภัยปี 2011 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นแล้วว่า ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจได้เพียงใด

    ดังนั้น นอกจากการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจแล้ว การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปสู่ “เมืองรอง” ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ

    ส่วนด้านพลังงาน ไทยยังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ ขณะที่ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% การกระจายแหล่งพลังงานและโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจึงมีความสำคัญต่อความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของไทยในอนาคต

    FDI ต้องเปลี่ยนเป็น ‘งาน-ผลิตภาพ’

    แม้โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น แต่ดูปัวซาต์ไม่ได้มองว่าประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงของประเทศไทยเพียงด้านเดียว แต่ยังเป็นโอกาสและสินทรัพย์อย่างหนึ่งของประเทศ และช่วยให้ไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจต่างๆ ขณะที่อาเซียนเองก็เป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตและความมั่งคั่งร่วมกันมากกว่าหลายภูมิภาค

    “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่เรากังวลมากที่สุดสำหรับประเทศไทย สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญจริงๆ คือทำอย่างไรให้การเติบโตมีความทั่วถึงและยั่งยืน”

    โจทย์ดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศกำลังไหลเข้าสู่ไทย เพราะดูปัวซาต์ย้ำว่า FDI เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างงานหรือเพิ่มผลิตภาพขึ้นโดยอัตโนมัติ

    สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือ โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ การลดคอขวดด้านโลจิสติกส์ ระบบไฟฟ้าที่สามารถสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิต รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทไทยกับห่วงโซ่มูลค่าโลก

    เมื่อมองทั้งหมดตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ AI อีวี เงินทุน ไปจนถึง FDI โจทย์ของไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะรับหรือไม่รับการลงทุนใหม่ แต่คือการทำให้การลงทุนเหล่านี้ “ลงลึก” ไปถึงเศรษฐกิจไทย เชื่อมบริษัทไทยและ SMEs เข้ากับเทคโนโลยีและห่วงโซ่มูลค่าใหม่ สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่เพียงบางบริษัทหรือบางพื้นที่

    และท้ายที่สุด ดูปัวซาต์มองว่า สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะมีจีดีพี “โตเท่าไร” แต่คือไทยจะสร้างการเติบโตแบบใด

    “สิ่งสำคัญคือคุณภาพของการเติบโต และความกว้างของการเติบโต ว่าผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นจะถูกแบ่งปันออกไปได้กว้างแค่ไหน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1251228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YluUfXNdzgFJLAAJFzdt

  • สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยส่งท้ายปี: ฝ่าคลื่นลมโลกสู่ความยั่งยืน

    สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยส่งท้ายปี: ฝ่าคลื่นลมโลกสู่ความยั่งยืน

    สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยส่งท้ายปี: ฝ่าคลื่นลมโลกสู่ความยั่งยืน


    10/09/2569 | 50 |

    เมื่อย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย จะได้ทบทวนและประเมินทิศทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจโลกจะเต็มไปด้วยปัจจัยความผันผวน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ แต่ เศรษฐกิจไทย ยังคงแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) และเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง จนสามารถพยุงการเติบโตและรักษาความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

    1. การเติบโตเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก

    ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก ภาคการท่องเที่ยว และ การบริโภคภาคเอกชน ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้การส่งออกสินค้าในบางกลุ่มจะได้รับผลกระทบจากความชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก แต่การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ มีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ การเติบโตแบบทยอยเป็นทยอยไปนี้ สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความทนทานต่อแรงกระแทกภายนอก (External Shocks) มากยิ่งขึ้น

    2. เสถียรภาพการคลัง การเงิน และค่าเงินบาท: เกราะคุ้มกันสำคัญ

    หัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นความผันผวนของตลาดการเงินโลกมาได้ คือ พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ใน 3 มิติหลัก:

    • เสถียรภาพด้านการเงินและค่าเงินบาท: เงินบาทและระบบการเงินไทยมี “เกราะป้องกัน” ที่แกร่ง จากการที่ประเทศไทยมีระดับ ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค อีกทั้งหนี้ต่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงินบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดภาวะเก็งกำไรที่รุนแรง

    • เสถียรภาพด้านการคลัง: แม้ภาครัฐจะมีการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating Agencies) ยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade)

    3. ไทยในฐานะ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์อาเซียน”

    อีกหนึ่งจุดแข็งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นส่งท้ายปี คือความโดดเด่นของไทยในการเป็น HUB ของภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยไม่เพียงแต่เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ในหลายด้าน:

    • ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) และเศรษฐกิจดิจิทัล: การดึงดูดเงินทุนเคลื่อนย้าย (FDI) จากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

    • ศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟความเร็วสูง การขยายท่าเรือ และสนามบิน ทำให้ไทยกลายเป็นจุดเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บทสรุป (Executive Summary)

    การเดินทางของเศรษฐกิจไทยในรอบปีที่ผ่านมา เป็นพิสูจน์ให้เห็นว่า “เสถียรภาพ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่น แม้แรงลมจากเศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่ด้วย การมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง นโยบายการเงินการคลังที่รัดกุม และตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางอาเซียน ได้ทำให้ไทยเป็นเซฟเฮเวน (Safe Haven) สำหรับการลงทุนในภูมิภาค

    สำหรับปีถัดไป โจทย์สำคัญของไทยคือการนำเสถียรภาพที่มีอยู่นี้ ไปยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้การเติบโตส่งผลอย่างยั่งยืนถึงทุกภาคส่วนในสังคม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/540364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13z2QrLzXREooUG-V5OToU

  • รายงาน กนง. ชี้นโยบายการเงินผ่อนคลาย+มาตรการเฉพาะจุด ช่วยหนุนศก.ฟื้นตัวได้ยั่งยืน : อินโฟเควสท์

    รายงาน กนง. ชี้นโยบายการเงินผ่อนคลาย+มาตรการเฉพาะจุด ช่วยหนุนศก.ฟื้นตัวได้ยั่งยืน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ จากแรงส่งต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สนับสนุนให้การส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาด แต่การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิม ส่วนหนึ่งจากการระมัดระวังการใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

    โดยการบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ แต่จะชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ 4 หลังจากมาตรการสิ้นสุดลง ขณะที่ประเมินว่าการบริโภคในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวตามค่าครองชีพที่ปรับลดลงตามราคาพลังงาน และรายได้ภาคครัวเรือนที่ทยอยปรับดีขึ้น

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวต่ำ และไม่ทั่วถึง โดย (1) การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง กระจุกตัวอยู่ในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรปัญญาประดิษฐ์ (2) การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล (data center) และ (3) SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัว และปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง

    “คณะกรรมการฯ เห็นว่าวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI จะช่วยสนับสนุนการส่งออกิและการลงทุนที่เกี่ยวข้องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่ผลต่อเศรษฐกิจไทยอาจยังอยู่ในวงจำกัด โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม” รายงาน กนง.ระบุ

    ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อการบริโภคภาคเอกชนที่ถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง แนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงฐานะทางการเงินที่เปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เผชิญแรงกระแทก (shocks) บ่อยขึ้น ส่งผลให้ฐานะทางการเงินของทั้งภาคธุรกิจ และครัวเรือนปรับแย่ลง อีกทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัว ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นมาก โดยต้องติดตามกำลังซื้อครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำ ภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง

    ด้านอัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่น้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิม จากราคาพลังงานในประเทศที่ปรับลดลงจากช่วงไตรมาสที่ 2 ตามราคาน้ำมันดิบโลก และมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนที่ต่ำกว่าคาด

    “อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในช่วงปลายปี 2569 ถึง ต้นปี 2570 ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากราคาน้ำมันในประเทศและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ต่อราคาอาหารสด ก่อนจะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐาน และแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่จำกัดภายใต้ เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ” รายงาน กนง.ระบุ

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และจะยังกดดันราคาพลังงานโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง จึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการ และแนวโน้มราคาพลังงานโลก รวมถึงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูแลราคาพลังงานในประเทศ และนัยต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด

    ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค โดยผันผวนตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาด ต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปี อยู่ในกลุ่มอ่อนค่าเทียบสกุลภูมิภาค

    สินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกสาขาธุรกิจ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาคการเงิน ควรมีบทบาทในการเสริมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพ โดยสนับสนุนให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และ SMEs ผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการปรับตัวและดำเนินธุรกิจ

    *การพิจารณานโยบายการเงิน

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงิน ที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่า การดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    – คณะกรรมการฯ เห็นว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ร่วมกับนโยบายการคลัง และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    – คณะกรรมการฯ เห็นว่า แม้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังไม่ใช่ระดับต่ำสุด แต่การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ไม่ได้ภาวะวิกฤต อาจมีผลดีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับผลข้างเคียง

    – คณะกรรมการฯ อภิปรายถึงความเสี่ยงของการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน (low for long) โดยปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินอย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องติดตามผลข้างเคียงของการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นเวลานานไป

    – คณะกรรมการฯ เห็นว่าการรักษา policy space ยังมีความสำคัญ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/645974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vIaMhr_hVJBfb6SYuyTa-

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 3.25% เบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ ฉุดดาวโจนส์ร่วง 405.41 จุด เช็กราคาน้ำมัน 10/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 3.25% เบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ ฉุดดาวโจนส์ร่วง 405.41 จุด เช็กราคาน้ำมัน 10/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งแรง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่แรงกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด กดดันตลาดหุ้นนิวยอร์ก ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงกว่า 400 จุด ขณะที่นักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือนตุลาคม ปิดตลาดวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ระดับ 96.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.02 ดอลลาร์ หรือ 3.25% ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ หรือ 3.36%

    การปรับตัวขึ้นดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันเบรนท์ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และถือเป็นระดับปิดสูงสุดของทั้ง WTI และเบรนท์นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม สะท้อนความวิตกของนักลงทุนต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก

    ตลาดพลังงานได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่าอิหร่านโจมตีเรือ 10 ลำบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการจมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ หลังกล่าวหาว่าอิหร่านพยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ

    ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นสร้างความกังวลว่าการสู้รบอาจยืดเยื้อและกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก

    ข้อมูลการเดินเรือจาก Kpler ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 6 ลำ ลดลงจาก 9 ลำในวันก่อนหน้า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12 ลำต่อวัน การลดลงดังกล่าวสะท้อนความวิตกของผู้ประกอบการเดินเรือต่อความปลอดภัยในพื้นที่ และทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันอาจหยุดชะงัก

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดปิดลดลงในวันที่ 9 กันยายน หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้น และส่งผลให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,380.66 จุด ลดลง 405.41 จุด หรือ 0.77% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,636.36 จุด ลดลง 37.16 จุด หรือ 0.48% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,253.34 จุด ลดลง 168.07 จุด หรือ 0.64%

    นอกจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุน เนื่องจากตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวจากราคาพลังงาน จะทำให้เฟดต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน

    นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมครั้งต่อไป

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. และเป็นราคาที่อัปเดต ณ วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. พบว่าราคาน้ำมันจาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ มีรายละเอียดดังนี้

    ปั๊ม ปตท. ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 30.03 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 48.08 บาทต่อลิตร

    ปั๊มบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ปั๊ม PT ราคาดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.84 บาทต่อลิตร เบนซินอยู่ที่ 48.58 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร

    ส่วนปั๊มเชลล์ ราคาฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.29 บาทต่อลิตร ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.22 บาทต่อลิตร ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.59 บาทต่อลิตร วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร ฟิวเซฟ ดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.84 บาทต่อลิตร และวี-เพาเวอร์ ดีเซลอยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวเป็นราคาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร โดยราคาหน้าสถานีบริการอาจแตกต่างกัน ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาก่อนเติมน้ำมันทุกครั้ง

    สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นและกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่อง อาจทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานทั่วโลก ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องติดตามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/320606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I9DKTrVISt3AsPB611J1Q

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 10 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 10 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    10 กันยาฯ การเมืองร้อนฉ่า! รัฐบาลเผชิญศึกสองด้าน “ม็อบนอกสภา-ด่านงบปี 70” ขณะคนเมืองรับมือฝนถล่ม-ไฟดับ-น้ำประปาอ่อน

    เปิด 4 ประเด็นร้อนกระทบชีวิตประชาชน: เกษตรกรนัดบุกกรุงกดดันราคาพืชผล, รอยแตกร้าวสภาปมโยกงบกลาง, รัฐอัดฉีดเงิน 3 กลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางกระแสถกเถียง iPhone 18

    ศึกการเมืองรุมล้อมและแรงกดดันปากท้องเกษตรกร 

    บรรยากาศทางการเมืองไทยในวันที่ 10 กันยายน 2569 ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรัฐบาลต้องรับศึกพร้อมกันทั้งในและนอกสภา โดยนอกสภามีการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมแกนนำภาคประชาชนที่รวมตัวยื่นหนังสือ ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงต้องเฝ้าระวังกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่นัดหมายเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและภาระค่าครองชีพ ส่วนภายในสภาผู้แทนราษฎร เกิดรอยแตกร้าวในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 หลังปรากฏประเด็นการปรับตัดงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทแล้วโยกเข้าสู่หมวดงบกลาง

    มาตรการอัดฉีดสวัสดิการรัฐ ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน 

    เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระดับฐานราก รัฐบาลเตรียมโอนเงินช่วยเหลือ 3 กลุ่มเปราะบางประจำเดือนกันยายน 2569 เข้าบัญชีธนาคาร ได้แก่ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างคึกคักในโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน

    เตือนภัยฝนถล่ม กทม. และการตัดไฟ-น้ำประปาหลายพื้นที่ 

    ในมิติชีวิตความเป็นอยู่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนร่องมรสุมพาดผ่าน ส่งผลให้พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ประชาชนจึงต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมขัง นอกเหนือจากนี้ การไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวงยังได้แจ้งเตือนจุดดับไฟและน้ำประปาไหลอ่อนชั่วคราวเพื่อปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่สำคัญ เช่น พหลโยธิน, พระราม 9, แจ้งวัฒนะ และติวานนท์

    กระแสฮอตระดับโลกบนโลกออนไลน์ 

    ปิดท้ายด้วยกระแสฮอตบนโซเชียลมีเดียหลังผ่านพ้นงาน Apple Event 2026 เข้าสู่อรุณสวัสดิ์วันที่ 10 กันยายน โดยผู้ใช้ในโลกออนไลน์ต่างถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับงานเปิดตัว iPhone 18 Series ทั้งในประเด็นสเปก ชิปประมวลผล AI และราคาเปิดตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/320579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw034sTsoZYNUnsOOhIoZwPY

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 10 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 10 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตาเศรษฐกิจโลก-ไทย 10 ก.ย. 69: ลุ้นมติบอร์ด EV-โอนเงินสวัสดิการ รอลุ้นดอกเบี้ย ECB และ PPI สหรัฐฯ 

    ตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ การเคลื่อนไหวในภาคอุตสาหกรรม และปัจจัยความผันผวนจากภายนอกประเทศ

    เข็มทิศเศรษฐกิจไทย: โครงสร้างพลังงาน นโยบาย EV และสวัสดิการสังคม

    ความเคลื่อนไหวในประเทศวันนี้ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณากรอบทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงข้อเสนอจากภาคเอกชนและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เสนอให้พิจารณาปรับอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อปกป้องและหนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ในฝั่งสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลเตรียม โอนเงินช่วยเหลือ 3 กลุ่มเปราะบางประจำเดือนกันยายน ได้แก่ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ เข้าบัญชีธนาคารตามกำหนด เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระดับฐานราก

    ด้านราคาน้ำมันขายปลีกและราคาทองคำในประเทศยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังได้รับแรงดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวผันผวนต่อเนื่อง

    สายตาจับตาโลก : ดอกเบี้ย ECB และตัวเลขเงินเฟ้อผู้ผลิตสหรัฐฯ

    สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ตลาดการเงินโลกพุ่งเป้าไปที่ การประชุมมติอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งจะส่งสัญญาณทิศทางการเงินสำคัญของฝั่งยุโรป

    นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผย ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน รวมถึงรายงาน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (เวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางเงินเฟ้อและการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะถัดไป รวมถึงรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์จาก EIA ในช่วงดึกคืนนี้

    ทิศทางเศรษฐกิจตลอดวันพฤหัสบดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ทั้งในแง่ของนโยบายอุตสาหกรรมในประเทศและการดำเนินนโยบายการเงินระดับโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางตลาดทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/320563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw244yQeLvbMkJHX-YPWtQXt

  • เมืองน่านขับเคลื่อนศูนย์สุขภาพ! จัดอบรมผู้สูงอายุปลูกผักตามเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    เมืองน่านขับเคลื่อนศูนย์สุขภาพ! จัดอบรมผู้สูงอายุปลูกผักตามเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    เทศบาลเมืองน่าน เดินหน้าขับเคลื่อน “เมืองแห่งคนอายุยืน” จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ให้แก่นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ พร้อมดึงทหารพันธุ์ดีติวเข้ม

    วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ดูแลสุขภาพเทศบาลเมืองน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนศูนย์ดูแลสุขภาพเทศบาลเมืองน่าน ประจำปี 2569 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ สำหรับผู้สูงอายุ โดยมี นายเสนอ เวชสัมพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม และนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 40 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ซึ่งมี นายพิทักษ์ ฟักประไพ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดกิจกรรม

    เทศบาลเมืองน่าน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันมีจำนวน 6,002 คน คิดเป็นร้อยละ 33.17 และเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาให้เป็น “เมืองแห่งคนอายุยืน” จึงจัดกิจกรรมในศูนย์ดูแลสุขภาพฯ เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และฝึกปฏิบัติทักษะตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ สร้างความผ่อนคลาย และเห็นคุณค่าในตนเองผ่านการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ปลูกผักสวนครัว เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับผู้สูงอายุ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้อย่างยั่งยืน

    การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากโครงการทหารพันธุ์ดีน่าน 2 ท่าน ได้แก่ ร.ท.ศรีผล มูลสิงห์ ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการทหารพันธุ์ดีน่าน และ จ.ส.อ.เดชา เกรัมย์ เจ้าหน้าที่โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน สังกัดมณฑลทหารบกที่ 38 มาให้ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การฝึกปฏิบัติปลูกพืชครัวเพื่อสุขภาพ บริเวณแปลงปลูกด้านหลังศูนย์ดูแลสุขภาพอีกด้วย

    ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1687450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UPFZVn3sGeTr1UlwEWXv2

  • ‘นที’ ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    ‘นที’ ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    'นที' ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    จากงานสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สะท้อนมุมมองต่อร่างแผนพลังงานสะอาดฉบับใหม่ โดยชี้ว่า ภาพรวมของการกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดในระดับ 65% ถือเป็นขั้นต่ำที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในฉากทัศน์ที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน (RE) สัดส่วนพลังงานสะอาดอาจพุ่งสูงได้ถึง 89% หรืออยู่ในระดับ “ทางสายกลาง” ที่ประมาณ 73%

    นายนที ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนพลังงานสะอาดดังกล่าวนั้นเป็นการผสมผสานระหว่าง พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) และ โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งแม้ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียนโดยตรงแต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นั่นก็คือ กรอบเวลาของแผนซึ่งครอบคลุมยาวนานถึง 25 ปี (ปี 2026–2037 และ 2038–2050) โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีแรกหากมีการผูกพันสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ อาจกลายเป็นภาระผูกพันที่ยาวนานจนขาดความยืดหยุ่น

    นายนที ระบุว่า การขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับโรงไฟฟ้าเดิมออกไป ครั้งละ 5–10 ปี แทนการนำเข้าโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดเพื่อรอรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและมีราคาที่เหมาะสมในอนาคต โดยเน้นย้ำว่า แผน PDP ต้องเป็นแผนที่เคลื่อนไหวและทบทวนได้ตลอดเวลา ทุก ๆ 1–2 ปี ไม่ใช่แผนที่หยุดนิ่ง นอกจากเป้าหมายการมุ่งสู่  Net Zero และ NDC (Nationally Determined Contributions) แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในสมการพลังงาน คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายนที เน้นย้ำว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ไฟฟ้าที่เพียงพอและราคาเหมาะสมเท่านั้นแต่ต้องการ “ไฟฟ้าสีเขียว” (Green Energy) เพื่อการส่งออกและการลงทุนยุคใหม่ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่สัดส่วนพลังงานสะอาดกี่เปอร์เซ็นต์แต่อยู่ที่ว่า ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้จริงและรวดเร็วเพียงใดซึ่งการเปิดให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) และระบบ Utility Access จะเป็นตัวตอบโจทย์ที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    'นที' ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HiWQvSy2LINnXnkmDfb42