Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จากดงตาลสู่ EEC ปราจีนบุรีเร่งเครื่องเศรษฐกิจ แต่ชุมชนหวั่นสูญอัตลักษณ์

    จากดงตาลสู่ EEC ปราจีนบุรีเร่งเครื่องเศรษฐกิจ แต่ชุมชนหวั่นสูญอัตลักษณ์

    ภูมิภาค

    จากดงตาลสู่ EEC ปราจีนบุรีเร่งเครื่องเศรษฐกิจ แต่ชุมชนหวั่นสูญอัตลักษณ์

    วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 05.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จังหวัดปราจีนบุรี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองทางผ่านสู่ภาคอีสาน หรือดินแดนแห่งสมุนไพรเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเท่านั้น แต่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น “เค้กชิ้นปลามัน” ของเหล่านักลงทุนอุตสาหกรรมที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางตึกสูงและโรงงานที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ในการเตรียมก้าวสู่การเป็นเมืองEEC.จังหวัดที่ 4 ต่อจาก จ.ระยอง จ.ชลบุรี ต.ฉะเชิงเทรา  หรือ  แปดริ้ว  
     
    คำถามที่สำคัญคือ “คนปราจีนบุรีดั้งเดิม” ได้รับประโยชน์จริงหรือ? หรือเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความเจริญที่กำลังกลืนกินวิถีชีวิตดั้งไปอย่างช้าๆ
     
    จากการเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่าการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ส่งผลบวกในแง่การจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล

     
    อย่างไรก็ตาม นายมานิตย์ สนับบุญ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดรายงานว่า ปัญหาที่ตามมาคือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่คนในชุมชนต้องเร่งปรับตัว
     
    จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า รายได้จากการเกษตรซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่เริ่มผันผวนจากสภาพภูมิอากาศและราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งกลายเป็นแรงงานโรงงานเพื่อความอยู่รอด ผู้นำชุมชนรายหนึ่งระบุว่า “เราปฏิเสธความเจริญไม่ได้ แต่ต้องอยู่กับมันโดยไม่เสียตัวตน การสนับสนุนการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน”
     

    ท่ามกลางกระแสอุตสาหกรรม กลับมีอัญมณีเม็ดงามที่ซ่อนตัวอยู่ใน หมู่บ้านโคกบ้าน, บ้านนา และบ้านอินไตรย์ (หมู่ 6, 12) ตลอดรวมถึงบ้านประเถท  ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม ที่นี่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ “ไทยเดิ้ง” กลุ่มวัฒนธรรมไทโคราชที่มีสำเนียงพูดเหน่อเป็นเอกลักษณ์ และวิถีชีวิต “คนหากินบนที่สูง”

    ในหมู่บ้านแห่งนี้มีดงป่าตาลธรรมชาตินับหมื่นต้นเรียงรายสุดสายตา ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตแบบ “พึ่งพา-พอเพียง” หน้านาทำนา หน้าแล้งปีนตาล กลายเป็นอันซีน “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่โดดเด่น

     
    “หลังจบ ป.7 ผมก็ช่วยครอบครัวทำนาและทำตาลมาตลอดกว่า 30 ปี แม้คนอื่นจะไปทำงานโรงงานกินเงินเดือน แต่ป่าตาลนี้สร้างรายได้เลี้ยงลูกจนจบ ปวส. และกำลังเรียนมหาวิทยาลัย มีรายได้จากการขายตาลเฉาะและน้ำตาลสดกว่า 15,000 บาทต่อเดือน” —ทิดช้าง วัย 63 ปี กล่าวด้วยความภูมิใจ

    กรรมวิธีที่ต้องใช้ใจและทักษะ:
    ·         การปีน: ต้องปีนต้นตาลสูงเกือบ 20 เมตร ด้วย “พะอง” (บันไดไม้ไผ่ป่า)
    ·         การนวด: ใช้ “ไม้ตะเกียบ” นวดงวงตาลให้นิ่มนาน 3-4 วัน เพื่อกระตุ้นน้ำหวาน
    ·         การปาด: ใช้มีดปาดตาลที่คมกริบดั่งมีดโกนเฉือนบางๆ รองน้ำตาลใส่กระบอกไม้ไผ่
    ·         การแปรรูป: นำน้ำตาลสดมาต้มในกระทะใบบัวจนเดือดพล่านก่อนจำหน่าย หรือหมักเป็น “น้ำตาลเมา” (กระแช่) ใส่เปลือกไม้ตะเคียนหรือสีเสียด เป็นเครื่องดื่มแก้ปวดเมื่อยยามเย็น

            
    ด้าน ทิดเปี๊ยก วัย 65 ปี อดีตพนักงานโรงแรมที่กลับมาทำน้ำตาลสดหลังวิกฤตโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการหวนคืนสู่รากเหง้า ท่านใดที่โหยหาวิถีธรรมชาติ สามารถเดินทางจากถนนบ้านท่าโพธิ์-บ้านนา เข้าสู่ดงตาลนับแสนต้นเพื่อชิมรสชาติความหวานสดๆ ใต้ต้นได้ทุกวัน
     
    เส้นทางของปราจีนบุรีต่อจากนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่าง “นวัตกรรมอุตสาหกรรม” กับ “ภูมิปัญญาดงป่าตาล” หากภาครัฐหนุนเสริมให้ที่นี่เป็น Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ปราจีนบุรีจะเป็นเมืองอัจฉริยะที่เข้มแข็งจากภายใน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12J0GOfIYGHRAVp7IvCegN

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 พ.ค. 2569

    | 48 view

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 26 โดยมีนายชิมาดะ โทโมอากิ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ให้เกียรติเข้าร่วมในฐานะแขกเกียรติยศ พร้อมด้วยนายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น ผู้บริหารระดับสูงของไทย ชุมชนชาวไทยในญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงฯ ในการวางรากฐานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ญี่ปุ่น ในปี 2570

    งานดังกล่าวย้ำความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทย ได้แก่ กรมพัฒนาชุมชนกระทรวงพาณิชย์ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมทั้งหน่วยงานภาคีฝ่ายญี่ปุ่นในฐานะคณะกรรมการจัดงาน อาทิ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น บริษัท TSP Taiyo บริษัท Kyodo Osaka และบริษัท On the Line

    เทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยในต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในงานเทศกาลแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว ซึ่งดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 300,000 คนในแต่ละปี สำหรับในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” เพื่อสนับสนุนการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสประเทศไทยผ่านประสบการณ์จริง พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า บริการ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยก้าวจากระดับท้องถิ่นสู่สากล

    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการออกคูหานำเสนออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย และคูหาจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 170 คูหา ที่นำเสนอสินค้า อาหาร ผลไม้ บริการ และการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ นาฏศิลป์ไทยและการสาธิตมวยไทย รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ตและกิจกรรมพบปะแฟนคลับจากศิลปินและนักแสดงแนวหน้าของไทย ได้แก่ เป้ อารักษ์, LYKN, FELIZZ, BNK48, ส้ม มารี, นักแสดงสังกัด GMMTV และนักแสดงนำจากซีรีส์ Reloved The Series ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

    เทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการทูตเชิงวัฒนธรรมและการทูตสาธารณะของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระดับประชาชนสู่ประชาชน ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับสากล ทั้งนี้ ในปี 2569 กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี กำหนดจัดโครงการเทศกาลไทยใน 45 เมือง 36 ประเทศทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dpmfm-tokyo-thai-festival-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z6SBIffLxkDF23k1oy-YA

  • นักลงทุนเกาหลีใต้ทิ้งคริปโตหันซื้อหุ้น มูลค่าถือครองหดเหลือ $41,000 ล้าน

    นักลงทุนเกาหลีใต้ทิ้งคริปโตหันซื้อหุ้น มูลค่าถือครองหดเหลือ $41,000 ล้าน

    Siam Blockchain

    By

    พฤษภาคม 10, 2026

    นักลงทุนเกาหลีใต้ทิ้งคริปโตหันซื้อหุ้น มูลค่าถือครองหดเหลือ $41,000 ล้าน

    สรุปข่าว
    • ธนาคารกลางเกาหลีใต้รายงานต่อรัฐสภาว่า มูลค่าคริปโตที่นักลงทุนในประเทศถือครองลดลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดราว 1.21 แสนล้านวอน (ประมาณ $83,000 ล้าน) ในต้นปี 2025 มาอยู่ที่ 6.06 หมื่นล้านวอน (ประมาณ $41,000 ล้าน) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026
    • ปริมาณซื้อขายคริปโตรายวันในเกาหลีใต้ร่วงหนักจาก 17.1 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม 2024 เหลือเพียง 4.5 ล้านล้านวอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สาเหตุหลักคือนักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า
    • แม้คริปโตโดยรวมจะหดตัว แต่ความต้องการ Stablecoin กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จาก 88,500 ล้านวอนในกลางปี 2024 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 872,300 ล้านวอนสิ้นปี 2025 สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์ในช่วงค่าเงินวอนผันผวน

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    การที่นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ซึ่งเคยเป็นกลุ่มขับเคลื่อนตลาดคริปโตในเอเชียหันหลังให้ตลาดคริปโตอย่างชัดเจน เป็นสัญญาณเชิงลบต่อความต้องการในระดับภูมิภาค ปริมาณซื้อขายที่ลดลงกว่า 73% สะท้อนว่าความสนใจยังไม่ฟื้น แม้จะเป็นข้อมูลย้อนหลังไม่ใช่สัญญาณทันที

    ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2026 ข้อมูลจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่ถูกส่งต่อไปยังรัฐสภาเผยให้เห็นว่า มูลค่าคริปโตที่นักลงทุนในประเทศถือครองรวมกันลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเพียงกว่าหนึ่งปี จากประมาณ 121.8 ล้านล้านวอน (ราว $83,000 ล้าน) ในต้นปี 2025 เหลือเพียง 60.6 ล้านล้านวอน (ราว $41,000 ล้าน) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมสินทรัพย์ที่นักลงทุนถือครองผ่านกระดานเทรด 5 แห่งหลักของเกาหลีใต้ ได้แก่ Upbit, Bithumb, Korbit, Coinone และ Gopax สาเหตุหลักที่นักวิเคราะห์ชี้คือการที่นักลงทุนย้ายเงินทุนไปยังตลาดหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ควบคู่กับราคาคริปโตที่ปรับตัวลงในช่วงเวลาดังกล่าว

    ปริมาณซื้อขายดิ่งหนัก เงินฝากในกระดานเทรดก็ลด

    ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปริมาณซื้อขายคริปโตรายวันที่ร่วงลงอย่างหนัก จาก 17.1 ล้านล้านวอน (ราว $11,600 ล้าน) ในเดือนธันวาคม 2024 เหลือเพียง 4.5 ล้านล้านวอน (ราว $3,330 ล้าน) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หรือลดลงกว่า 73% นอกจากนี้ เงินฝากสกุลวอนในกระดานเทรดซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดความพร้อมในการเทรดของนักลงทุนก็ลดลงจาก 10.7 ล้านล้านวอนสิ้นปี 2025 มาเหลือ 7.8 ล้านล้านวอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทั้งสองตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ไม่ได้แค่ขายสินทรัพย์ออก แต่ยังลดความพร้อมในการซื้อใหม่ด้วย

    เกาหลีใต้เป็นตลาดคริปโตรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และในอดีตมักมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Kimchi Premium” ซึ่งราคาคริปโตในกระดานเทรดเกาหลีใต้สูงกว่าตลาดโลกเนื่องจากความต้องการในประเทศที่แรงกว่า การที่ตัวเลขต่าง ๆ ลดลงพร้อมกันในลักษณะนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในพฤติกรรมนักลงทุนระดับภูมิภาคที่น่าจับตา

    Stablecoin โตสวนกระแส สะท้อนความต้องการดอลลาร์ในยามค่าเงินวอนผันผวน

    แม้ภาพรวมจะเป็นลบ แต่มีหนึ่งสินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสอย่างน่าสนใจนั่นคือ Stablecoin โดยมูลค่าที่นักลงทุนเกาหลีใต้ถือครองพุ่งจากเพียง 88,500 ล้านวอน (ราว $60 ล้าน) ในกลางปี 2024 ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 872,300 ล้านวอน (ราว $591 ล้าน) สิ้นปี 2025 ก่อนจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 607,100 ล้านวอน (ราว $412 ล้าน) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเติบโตของ Stablecoin มาจากความต้องการถือสินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่ค่าเงินวอนผันผวน และต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ความเสี่ยงต่ำกว่าคริปโตทั่วไป

    ในด้านกฎระเบียบ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2026 รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายควบคุมการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดนฉบับใหม่ ขณะที่หน่วยงานป้องกันการฟอกเงินของประเทศยังเสนอให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลรายงานการโอนเงินจากต่างประเทศทุกรายการที่มีมูลค่า 10 ล้านวอนขึ้นไปในฐานะธุรกรรมน่าสงสัย โดยรับฟังความเห็นสาธารณะจนถึงวันที่ 11 พ.ค. 2026 ซึ่งกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลต่อพฤติกรรมนักลงทุนในระยะต่อไปด้วย


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขจากเกาหลีใต้นี้น่าสนใจมากในแง่พฤติกรรมนักลงทุน เพราะที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้มักเป็นกลุ่มที่เข้าตลาดคริปโตแรงและเร็ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเลือกหุ้นแทน ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลงานได้ดีในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยังไม่ใช่สัญญาณแบบเรียลไทม์ สิ่งที่น่าจับตาคือถ้าตลาดหุ้นเริ่มชะลอตัว นักลงทุนกลุ่มนี้จะกลับมาในตลาดคริปโตอีกครั้งหรือเปล่า เพราะประวัติศาสตร์บอกว่าพวกเขาไม่ค่อยหายไปนาน

    ที่มา: Cointelegraph

    เครดิตภาพจาก @LiveBTCNews

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/10/south-korea-crypto-holdings-halved-41-billion-stocks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15CJIvp2JZ9G2rv6OoUq0j

  • ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม

    ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม

    ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม “ประกวดกาพย์เซิ้ง-บุญบั้งไฟโบราณ” สร้างรายได้สู่ชุมชน


    10/05/2569 | 15 |

         จังหวัดยโสธร โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร นำโดย นางอารีย์ ป้องสีดา วัฒนธรรมจังหวัดยโสธร จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรม” (รุ่นที่ 2) ภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการทางวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 โดยมีว่าที่ร้อยตรีกิติวรรณ มณีล้ำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์และนักท่องเที่ยวจากจังหวัดสุรินทร์ อุบลราชธานี มุกดาหาร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ มหาสารคามและยโสธร จำนวนกว่า 80 คนเข้าร่วมกิจกรรม
    ​     สำหรับไฮไลต์กิจกรรมสำคัญ  ประกอบด้วย การสัมผัสอัตลักษณ์เมืองบั้งไฟ ณ อาคารโดมเทศบาลเมืองยโสธร ชมการประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟโบราณ การสาธิตทำมาลัยข้าวตอก ขนมจีน และลอดช่องโบราณ พร้อมตระการตากับขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ขบวนรำเซิ้ง และขบวน Pride Parade ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวิถีเกษตร เริ่มต้นด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ธาตุก่องข้าวน้อย เยี่ยมชมถ้ำพญานาคและพุทธศิลป์ ณ วัดย่อเหนือ และวัดยางตลาด อ.คำเขื่อนแก้ว ปิดท้ายด้วยการเรียนรู้วิถีเกษตรเชิงปฏิบัติการ ณ นาจันทร์สว่าง ฟาร์มสเตย์
         ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม แต่ยังเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของ “เมืองบั้งไฟ” ในมุมมองที่หลากหลาย รวมถึงการท่องเที่ยววิถีเกษตรชุมชน การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในอนาคตอีกด้วย          
         ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรม”รุ่นที่ 3 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร โทร. 0 4571 5


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/501693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06qZKVjQEzZMLdCeXzcCFR

  • เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง'แสนสิริ'อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค “ประเทศไทย” กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ

    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียง “Destination” หรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน สู่การเป็น “Global Safe Asset” หรือสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าทรัพย์สินระยะยาว

                นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางการเงินเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นควบคู่กัน ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอิสระในการใช้ชีวิตในหลายประเทศ แนวคิด “Wealth + Wellness + Mobility” จึงกลายเป็นแกนสำคัญของการตัดสินใจลงทุนและเลือกที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งประเทศไทยกำลังตอบโจทย์ได้ครบถ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข ไลฟ์สไตล์ และความสามารถในการรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว

    ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

    “ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว” นายภูมิภักดิ์กล่าว

     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า “Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก

    อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ “เสน่ห์ของความเป็นไทย” ทั้งเรื่องความเป็นมิตร ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ช่วยดึงดูดผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

     มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ที่สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

     ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

     อย่างไรก็ตาม แสนสิริ มองว่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะสามารถเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้จริง เพราะคำว่า Safe Asset ในมุมของนักลงทุนระดับ UHNWIs ไม่ได้หมายถึงเพียงทำเลหรือราคา แต่รวมถึงคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริหารจัดการ และระบบนิเวศหลังการขายที่แข็งแกร่ง เพื่อซื้อความมั่นใจว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ดังกล่าวจะยังคงรักษามูลค่า ได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ และพร้อมใช้งานได้ทันที

    ด้วยเหตุนี้ อสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ของไทย โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีประวัติการพัฒนาโครงการที่ชัดเจน และสามารถรักษามาตรฐานระดับสากลได้ จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

     นายภูมิภักดิ์กล่าวเสริมว่า บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการเพื่อขายอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท

    เมกะโปรเจกต์เหล่านี้กำลังถูกจับตาในฐานะปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านเส้นทางการขนส่งและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

     ทั้งนี้ แสนสิริยังประเมินว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศที่สามารถผสานความมั่นคง เข้ากับคุณภาพชีวิตได้อย่างสมดุล จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยกำลังสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่องในมุมมองของนักลงทุนโลก

    “แสนสิริกำลังวางบทบาทตัวเองให้เป็น Benchmark ของอุตสาหกรรม ทั้งด้านคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริการ และการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายระยะสั้น” นายภูมิภักดิ์กล่าว

    ทั้งหมดสะท้อนว่า การที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “Global Safe Asset” อาจเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งปัจจัยมหภาค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทย

    หากทั้งภาครัฐและเอกชนยังสามารถรักษาความเชื่อมั่น พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิต การลงทุน และระบบนิเวศของเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของการอยู่อาศัยและการลงทุนระดับโลกในระยะยาวได้จริง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/658689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3navsSwaj3U5d6DWbn__hu

  • กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เมืองน่าเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

    จากสถิติปี 2566-2567 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช็อปปิงและของที่ระลึก คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 3 รองจากค่าที่พัก และค่าอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าการช็อปปิงเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง

    ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงเตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วง Green Season หรือช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาระดับจำนวนนักท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประเด็นสำคัญของโครงการปี 2569 คือ การปรับแนวคิดจาก Discountdriven หรือการเน้นส่วนลด มาเป็น Discoverydriven หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทย งานคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยและนักออกแบบไทยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านกิจกรรมด้านช็อปปิง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจัดทำ Shopping Route หรือเส้นทางช็อปปิงและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้า บริการ และเรื่องราวท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ในการเดินทางและเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จากผลการดำเนินโครงการในปี 2568 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการสูงถึง 92.92% ขณะที่ 98.67% มีความต้องการบอกต่อกิจกรรมดังกล่าว สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาพรวม โครงการดังกล่าวถือเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงและการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ การส่งเสริมสินค้าไทย และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ท้ายที่สุด จากความทุ่มเทของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน และนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการเดินทางมากขึ้น.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bue4HyMnjXsKN-OF3X-eO

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน GI ‘ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก’

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน GI ‘ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก’

    10 พฤษภาคม 2569, 18:46น.

              กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) รายการล่าสุดของไทย มุ่งยกระดับผลไม้พื้นถิ่นสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

              นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน สภาพอากาศมีฝนตกชุกสลับกับแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 28 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีผลกลมแป้น เปลือกหนาสีเขียวเข้ม ผิวเปลือกหยาบขรุขระคล้ายมะกรูด มีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเปรี้ยวอมหวานติดรสขมเล็กน้อย และมีรสซ่าติดปลายลิ้น ด้วยเอกลักษณ์ของรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างจากส้มชนิดอื่น จึงนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น ม้าฮ่อ ซึ่งเป็นอาหารไทยโบราณที่ใช้ส้มซ่ามาช่วยชูรสอาหารให้มีกลิ่นหอม รวมถึงเมนูของหวานอย่างส้มฉุน น้ำส้มซ่า ชา-กาแฟส้มซ่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำส้มซ่ามาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามได้หลากหลาย เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว ลิปกลอส ยาสระผม ยาดมสมุนไพรเปลือกส้มซ่า น้ำหอมปรับอากาศ เป็นต้น โดยปัจจุบันส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีปริมาณการผลิตประมาณ 120,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 3.6 ล้านบาทต่อปี

              ในอดีตส้มซ่าถูกนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านโดยชาวจีนไหหลำที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อกว่า 100 ปีก่อน โดยมีการปลูกอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “บ้านวังส้มซ่า” ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีนไหหลำไว้อย่างเหนียวแน่น ดังเห็นได้จากการมีศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศูนย์รวมจิตใจ และมีการจัดเทศกาลไหลเรือไฟในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาเจ้าแม่ทับทิมเทพธิดาแห่งท้องทะเล และเสริมความเป็นสิริมงคล โดยใช้ผลส้มซ่าเป็นเครื่องไหว้ สะท้อนให้เห็นว่าส้มซ่าไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของชุมชน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและประเพณีที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี

              การขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นสินค้า GI ของไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลไม้ไทย สะท้อนมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือ และช่วยป้องกันการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าโดยที่ผลผลิตไม่ตรงตามคุณลักษณะหรือไม่ได้ผลิตในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชุมชนผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน

              หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมฯ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนใช้ประโยชน์จาก GI อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาด การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการพัฒนาแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชนเก่าแก่ เรียนรู้กระบวนการผลิต ทดลองชิมเมนูอาหารและอุดหนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากส้มซ่า เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้า GI ได้อย่างต่อเนื่อง

              ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกนับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดพิษณุโลก ต่อจาก กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และแป้งแห้วนาหนองกุลาพิษณุโลก และเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 258 ของไทย ส่งผลให้มูลค่ารวมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยขยับเพิ่มเป็น 116,111 ล้านบาท โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งหวังว่าการขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนทั่วประเทศเห็นถึงศักยภาพของสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าและภูมิปัญญา อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

    ….

    https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/1841

    #ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่า

    #กรมทรัพย์สินทางปัญญา

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24I66NcYU2crLagbDzJTld

  • ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ

    ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ

    วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภา หอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่

    ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

    หอการค้าไทย เห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

    ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย”

    พจน์ ย้ำว่า “วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-chamber-400b-loan-decree/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XDS_9s-Cy-gTvCb0upl-e

  • กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เมืองน่าเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

    จากสถิติปี 2566-2567 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช็อปปิงและของที่ระลึก คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 3 รองจากค่าที่พัก และค่าอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าการช็อปปิงเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง

    ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงเตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วง Green Season หรือช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาระดับจำนวนนักท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประเด็นสำคัญของโครงการปี 2569 คือ การปรับแนวคิดจาก Discountdriven หรือการเน้นส่วนลด มาเป็น Discoverydriven หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทย งานคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยและนักออกแบบไทยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านกิจกรรมด้านช็อปปิง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจัดทำ Shopping Route หรือเส้นทางช็อปปิงและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้า บริการ และเรื่องราวท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ในการเดินทางและเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จากผลการดำเนินโครงการในปี 2568 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการสูงถึง 92.92% ขณะที่ 98.67% มีความต้องการบอกต่อกิจกรรมดังกล่าว สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาพรวม โครงการดังกล่าวถือเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงและการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ การส่งเสริมสินค้าไทย และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ท้ายที่สุด จากความทุ่มเทของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน และนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการเดินทางมากขึ้น.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994019/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bue4HyMnjXsKN-OF3X-eO

  • นายกฯนั่งหัวโต๊ะเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF

    นายกฯนั่งหัวโต๊ะเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 พรุ่งนี้ ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 191 ประเทศ 

    10 พ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศคือ ญี่ปุ่นและตุรกี  สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ  โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    นายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก

    ทั้งนี้  รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า  “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/993770/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XLvHGYb9dj19NrHJNrYt-