Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

    “เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

    สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ “เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งเก้าอี้ประธานการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ชูประเด็นการศึกษาและสวัสดิภาพเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง ขณะที่อิหร่านโต้เดือด รุมประณามสหรัฐฯ-อิสราเอล ปมเหตุโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมีนาบ จนมีเด็กเสียชีวิตนับร้อย

    นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในหัวข้อ “เด็ก เทคโนโลยี และการศึกษาในสภาวะความขัดแย้ง” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คู่สมรสของผู้นำประเทศที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานในการประชุมของคณะมนตรีชุดนี้ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ

    การก้าวเข้ามามีบทบาทครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนประจำเดือนของ UNSC และถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดึงคนใกล้ชิดและครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    สำนักงานของนางเมลาเนียระบุว่า เป้าหมายหลักของการประชุมคือการผลักดันด้านการศึกษาเพื่อสร้างความอดทนอดกลั้นและสันติภาพของโลก โดยเธอกล่าวต่อที่ประชุมว่า “สหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างเด็กทุกคนทั่วโลก และฉันหวังว่าสันติภาพจะเป็นของพวกคุณในเร็ววัน”

    อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่คำเตือนจากยูเอ็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในภูมิภาค โดยนายอามีร์ ซาอีด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำยูเอ็นออกมาประณามว่าการจัดประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “น่าละอายและย้อนแย้งอย่างยิ่ง” เนื่องจากมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ส่งผลให้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบถูกถล่ม และมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตถึง 165 ราย

    ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้จงใจตั้งเป้าโจมตีโรงเรียนอย่างแน่นอน ขณะที่ทูตอิสราเอลประจำยูเอ็นระบุว่าได้รับรายงานที่ขัดแย้งกัน โดยมีข้อมูลว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เป็นผู้พุ่งเป้าไปที่โรงเรียนดังกล่าวเอง แต่ทั้งนี้อิสราเอลรู้สึกเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของพลเรือนทุกคน

    ขณะที่นายฟู่ คง เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็นเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างจริงจังต่อเหตุการณ์โจมตีโรงเรียน โดยย้ำว่าเป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิเด็กที่ร้ายแรงที่สุดตามบรรทัดฐานของสหประชาชาติ

    เป็นที่ทราบกันดีว่าประธานาธิบดีทรัมป์มักแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ยูเอ็นมาโดยตลอด โดยมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพและต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมียอดค้างชำระงบประมาณสนับสนุนยูเอ็นจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม การส่งนางเมลาเนียมาทำหน้าที่ประธานในครั้งนี้ นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกยูเอ็น มองว่าเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับคณะมนตรีความมั่นคงและประเด็นเด็กในภาวะสงคราม

    สำหรับนางเมลาเนีย ทรัมป์ แม้ที่ผ่านมาจะเก็บตัวเงียบจากสายตาประธารชน แต่เธอก็เคยเคลื่อนไหวในประเด็นเด็กมาแล้ว เช่น การเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2025 เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวเด็กชาวยูเครนที่ถูกนำตัวไปยังรัสเซียในช่วงสงครามกลับคืนสู่ครอบครัว.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2917573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yzq1LhXbbVYQDaTS4fKfo

  • จังหวัดสุรินทร์ จัดการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่ “งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอปราสาท” (เทศกาลของดีอำเภอปราสาทและงานกาชาด ประจำปี 2568)

    จังหวัดสุรินทร์ จัดการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่ “งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอปราสาท” (เทศกาลของดีอำเภอปราสาทและงานกาชาด ประจำปี 2568)

    จังหวัดสุรินทร์ จัดการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่ “งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอปราสาท” (เทศกาลของดีอำเภอปราสาทและงานกาชาด ประจำปี 2568)


    3/03/2569 | 16 |

          เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 19.00 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่ “งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอปราสาท” (เทศกาลของดีอำเภอปราสาทและงานกาชาด ประจำปี 2568) 
         โดยมีนายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต 7 พันจ่าตรี ทวัช พันธุชิน นายอำเภอปราสาท รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 จังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนชาวอำเภอปราสาท เข้าร่วมพิธี
         การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่ “งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอปราสาท” (เทศกาลของดีอำเภอปราสาทและงานกาชาด ประจำปี 2568) เป็นการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งของตัวแทนผู้นำท้องถิ่น-ท้องที่ จากทุกตำบล ซึ่งผู้ชนะการประกวดจะได้เป็นตัวแทนของอำเภอปราสาท เข้าร่วมแข่งขันในกิจกรรมการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น-ท้องที่ ณ เวทีกลาง งานมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์
         สำหรับการจัด “งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอปราสาท” (เทศกาลของดีอำเภอปราสาทและงานกาชาด ประจำปี 2568) นั้น อำเภอปราสาทได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดงานดังกล่าวขึ้น ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2569 ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำสุวรรณภา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการออกร้านธารากาชาด การประกวดซุ้มของดีจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง การเดินแบบผ้าไหม การประกวดธิดาปราสาท การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ท้องถิ่น-ท้องที่ การประกวดไก่พันธ์พื้นเมือง การประกวดฉัตรที่ทำจากรวงข้าว กิจกรรม WALK Run และการแสดงประกอบแสง สี เสียง ณ ปราสาททนง 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/481784&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rZAlt59yiiTSrIuhNwODK

  • ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กให้ชัด ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่?

    ในโลกออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เสียภาษี โดยมีการระบุว่าสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 สิทธิในการนำเงินบริจาคด้านการศึกษามาลดหย่อนภาษีจะถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1 เท่า จากเดิมที่เคยได้รับสิทธิหักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า ทำให้เกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของภาครัฐ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันความสับสน โดยประสานงานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาที่ชัดเจนจากข้อกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงต้นปี 2568 นี้จริง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่มีการระบุว่า การยื่นภาษีปี 2568 สิทธิการลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเพื่อการศึกษาจะปรับลดลงเหลือเพียง 1 เท่า และมาตรการลดหย่อน 2 เท่าได้สิ้นสุดลงแล้ว?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” โดยมีรายละเอียดระบุว่า ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation)

    ข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดให้การบริจาคเงินแก่สถานศึกษาตามที่ประกาศกำหนด สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ โดยสิทธินี้มีผลบังคับใช้เฉพาะเงินบริจาคที่กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เท่านั้น

    ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ปีภาษี 2568 (ซึ่งจะยื่นแบบในช่วงต้นปี 2569) หากไม่มีการประกาศขยายเวลาหรือออกกฎหมายฉบับใหม่มารองรับ มาตรการนี้ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้การบริจาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป จะกลับไปใช้หลักเกณฑ์ปกติคือสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เพียง 1 เท่าตามกฎหมายแม่บท

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลนี้เป็นข่าวจริง โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีบริจาคเพื่อการศึกษา 2 เท่า จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จะเหลือสิทธิลดหย่อนเพียง 1 เท่า ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

    อ้างอิง

    1. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
    2. กรมสรรพากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9876358/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J672qOP39hpnhpj01FXf4

  • ยิ่งโตยิ่งสวย! วันนี้ของ “น้องขนุน ” อดีตนักวอลเลย์บอลสาวสุดน่ารักแห่งศึกไทยลีก

    ยิ่งโตยิ่งสวย! วันนี้ของ “น้องขนุน ” อดีตนักวอลเลย์บอลสาวสุดน่ารักแห่งศึกไทยลีก

    ห่างหายจากวงการวอลเลย์บอลไปนานสำหรับ “น้องขนุน” มาริสา โคกสีอำนวย ลิเบอโรสาวสุดน่ารักแห่งวงการลูกยางบ้านเรา ที่หันไปทุ่มเทกับการเรียนแบบเต็มตัว

    marisak2_1

    โดยเธอห่างหายจากการลงเล่นในลีกอาชีพไปร่วม 6 ปี แต่สามารถทำตามความตั้งใจเรียนจบปริญญาตรี จาก มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณะบริหารธุรกิจ เมื่อปี 2566

    aaa

    ซึ่งหนสุดท้ายที่ อดีตนักตบสาววัย 26 ปี ลงเล่นก็คือการเป็นตัวแทนของ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ลงแข่งขันในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยครั้งที่ 49 นนทรีเกมส์ ก่อนหยิบเหรียญเงินมาครอง

    สำหรับ มาริสา โคกสีอำนวย เริ่มฉายแววโดดเด่นตั้งแต่เป็นเยาวชน พาทีม “ไก่ฟ้าจูเนียร์” โรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา ๖ กวาดแชมป์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แชมป์รายการซีเล็คทูน่า รุ่นอายุ ไม่เกิน 18 ปี ประจำปี 2559, แชมป์รายการกีฬานักเรียนโรงเรียนกีฬาระดับประเทศ รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประจำปี 2559

    aa44

    นอกจากนี้ยังถือเคยเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งที่น่าจับตามองในวงการลูกยางบ้านเรา จนก้าวขึ้นติดทีมชาติในระดับเยาวชนเรียบร้อย ผลงานเด่นคือ เหรียญทอง กีฬามหาวิทยาลัยอาเซียน 2018 รวมทั้งเคยเล่นวอลเลย์บอลอาชีพกับ 3BB นครนนท์

    ส่วนอนาคตต่อจากนี้ของ “น้องขนุน” มาริสา โคกสีอำนวย ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไรหลังเคยสมัครเข้าประกวด มิสทีน ไทยแลนด์ เมื่อปี 2016 และสนใจในวงการถ่ายแบบ และวงการบันเทิง แต่เชื่อแน่ๆ ว่าบรรดาแฟนคลับของเธอจะต้องส่งกำลังใจกับเส้นทางที่เธอเลือกแน่นอน

    aaa88

    ข้อมูลส่วนตัว

    ชื่อ : มาริสา โคกสีอำนวย
    ชื่อเล่น : ขนุน
    วันเกิด : 11 ธันวาคม พ.ศ. 2542
    เป็นคนจังหวัด : ยโสธร
    ตำแหน่ง : ลิเบอโร
    ส่วนสูง : 165 ซ.ม.
    การศึกษา : ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณะบริหารธุรกิจ
    FB : Kanun Marisa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1633519/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04AXwCPpW-pGVkZw_8FLXG

  • สุดสลดใจลูกยางสาวสังเวยชีวิต 20 รายจากเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่าน | เดลินิวส์

    สุดสลดใจลูกยางสาวสังเวยชีวิต 20 รายจากเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่าน | เดลินิวส์

    วงการกีฬาโลกต้องพบกับข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อนักวอลเลย์บอลหญิงชาวอิหร่านต้องสังเวยชีวิตถึง 20 ราย หลังโรงยิมแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ ตามรายงานจาก “อัล มายาดีน” สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น

    “อัล มายาดีน” เปิดเผยโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า เหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงยิมในเมืองลาเมิร์ด จังหวัดฟาร์ส หลังการโจมตีอย่างดุดันของอิสราเอล เมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

    ขณะที่ องค์กรเสี้ยววงเดือนแดง ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมในประเทศมุสลิม เปิดเผยว่า ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่าง อิสราเอล และ สหรัฐ ต่อ อิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย และบาดเจ็บอีก 747 ราย โดยเฉพาะการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 รายเลยทีเดียว.

    ภาพ AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5651831/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LY70nv19JusMqwTN8PybU

  • ฉุดไม่อยู่แล้ว! ‘คาลเท็กซ์’ ตาม ‘เชลล์’ มาติดๆ ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.80 บ. โซฮอล์ 0.90 บ. | เดลินิวส์

    ฉุดไม่อยู่แล้ว! ‘คาลเท็กซ์’ ตาม ‘เชลล์’ มาติดๆ ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.80 บ. โซฮอล์ 0.90 บ. | เดลินิวส์

    หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงยืดเยื้อ และยังไม่มีใครรู้ว่า จะจบเมื่อไร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนอย่างรุนแรง

    แม้ว่าทางกระทรวงพลังงาน ระบุว่า จะใช้กองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงที่ขณะนี้เป็นบวกอยู่ 2,459 ล้านบาท เข้ามาดูแล แต่ล่าสุดผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ อย่างสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ได้ประกาศปรับราคาในช่วงเช้าวันที่ 3 มี.ค. นี้แล้ว ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลในเรื่องการปรับขึ้นราคาน้ำมัน หลังจากปั๊มเชลล์ ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันไปแล้วช่วงเช้า ล่าสุดปั๊มคาลเท็กซ์ ได้ประกาศขึ้นราคาเช่นกัน ในเวลา 11.00 น.

    ล่าสุด ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ประกาศปรับราคาน้ำมันขายปลีก ได้แก่ น้ำมันดีเซลขึ้น 1.80 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันพาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้น 0.90 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันเบนซิน โกลด์ 95 เทครอน มีผลวันนี้ 3 มีนาคม ตั้งแต่ 11.00 น.

    สำหรับราคาขายปลีกใหม่ มีดังนี้ (บาท/ลิตร)
    โกลด์ 95 เทครอน : 49.51
    แก๊สโซฮอล์ 95 : 31.45 เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
    แก๊สโซฮอล์ อี20 : 29.24 เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
    แก๊สโซฮอล์ 9 1: 31.08 เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
    ดีเซล เทครอน ดี : 30.84 เพิ่มขึ้น 1.80 บาท
    พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี : 45.64 บาท

    ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่

    ส่วนราคาน้ำมันปั๊มเชลล์ที่ได้ประกาศปรับไปช่วงเช้า  

    ดีเซลปรับขึ้นราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 4.20 บาท

    แก๊สโซฮอล์ E20 ปรับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท

    แก๊สโซฮอล์ 91 ปรับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท

    แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท

    ดีเซล เพิ่มลิตรละ 4.20 บาท/ลิตร

    ส่งผลให้ราคา

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 34.14 บาทต่อลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.44 บาทต่อลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 32.28 บาทต่อลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 32.85 บาทต่อลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5652450/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XW4EYUoGgRx3JqOxsnZhV

  • รู้แล้วนะ ล้มอิหร่านได้คือล้มสิ่งนี้ได้?! 03/03/69 #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #เศรษฐกิจโลก

    รู้แล้วนะ ล้มอิหร่านได้คือล้มสิ่งนี้ได้?! 03/03/69 #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #เศรษฐกิจโลก

    เผยแพร่:

    #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #เศรษฐกิจโลก #การเมือง Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/2MC-shDtxsk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hFMax9nkAWSJdArYzdHUS

  • “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” | TOPNEWS

    “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/03/2026 17:03

    “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดกิจกรรม ฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง”

    “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” – Top News รายงาน

    กรมส่งเสริมสหกรณ์

    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นประธานในงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 110 ปี การสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและ ร่วมเทิดพระเกียรติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางรากฐานการสหกรณ์ในประเทศไทย ทรงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศ คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2459 และทรงดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ครบรอบ 110 ปีสหกรณ์ไทย ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานประกอบไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.พิธีทำบุญทางศาสนา และพิธีวางพานพุ่ม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ 2.กิจกรรมเผยแพร่นโยบายและอ่านสารนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิกสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์ ให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสหกรณ์ไปสู่เป้าหมาย3.การจัดแสดงนิทรรศการและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับความสำคัญของการสหกรณ์ในประเทศไทย ประวัติความเป็นมาและความก้าวหน้าของการพัฒนาสหกรณ์ บทบาทหน้าที่สมาชิกสหกรณ์ รวมถึงตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ 4.กิจกรรมรับบริจาคโลหิต และ 5.กิจกรรมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพจากสถาบันเกษตรกร เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ โครงการหลวง และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ภายใต้ชื่องาน “Co-op Market Fair 2026 พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น By ร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด” สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ส้มโอขาวใหญ่ ฝรั่ง โคเนื้อกำแพงแสน อาหารทะเลแปรรูป ปลาแดดเดียว น้ำพริกปรุงสำเร็จรูปข้าวแต๋นธัญพืช มะม่วงน้ำปลาหวาน หมูทุบ ข้าวสาร ไข่ไก่ ผักสด นมพร้อมดื่ม ไอศกรีม ถั่วทอดสมุนไพร กล้วยอบแผ่น ผ้าไหม ผ้าทอพื้นเมือง ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชุดผ้าซิ่น เครื่องปั้นดินเผา กระเป๋า Handmade และสินค้าของดีอีกมากมาย คัดสรรมารวมกันไว้ที่งานนี้

    อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่านอกจากการจัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ แล้ว ยังมีการจัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยในส่วนภูมิภาคจะมีการจัดกิจกรรมของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ กิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของชาวสหกรณ์ เช่น การจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทำบุญ บริจาคโลหิต การออกร้านจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ภายในจังหวัด และกิจกรรมกีฬาสร้างความสามัคคีและการรวมพลังของคนในขบวนการสหกรณ์ นอกจากนี้ ในโอกาสพิเศษครบรอบ 110 ปีการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดงานแสดงนิทรรศการ “นับ 1 ถึง 110 ปี การสหกรณ์ไทย” เพื่อย้อนรำลึกถึงความเป็นมาของการก่อตั้งสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดใช้ ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย ณ บริเวณลานหน้าสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก  รวมทั้งจัดกิจกรรมทางวิชาการและกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการผ่านช่องทางออนไลน์เพจFacebook กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD อีกด้วย

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 6,268 แห่ง สมาชิกสหกรณ์กว่า 12 ล้านครอบครัว ทุนดำเนินการ/ปริมาณธุรกิจ รวมกว่า 2.73 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก โดยมีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็ง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อน ผลักดันสร้างความรู้แก่สหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การบริหารธุรกิจ การตลาด และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

         

    ปก web ล้อมจับเสือโคร่ง

    ปก web ผวาสงครามแห่เติมน้ำมัน

    ยายวัย 73 ปี สู้ชีวิตปีนต้นตาลเก็บลูกขาย พลาดตกเสียชีวิต

    ฮือฮา ปาฏิหาริย์เจ้าแม่จินดา! ลมพัดแรงกุมารเข้าทรง แจกเลขเด็ดแก้บนอุตรดิตถ์

    อบจ.นครฯ จัดโชว์มโนราห์ร้อยชีวิต-นางเอกหนังลุง งานมาฆบูชาปี 2569

    นครสวรรค์ วุ่น! แห่ขนถัง 200 ลิตรตุนน้ำมัน หลังบางยี่ห้อพุ่งลิตรละ 4.20 บาท

    ชาวเบตงแห่เติมน้ำมันล้นปั๊ม หวั่นสู้รบตะวันออกกลางกระทบราคาพุ่ง-ขาดแคลน

    หลวงตาสินทรัพย์ สนทนาธรรม หัวข้อ “ไม่มีพระ ป่าไม่เหลือ” โดยมีญาติธรรมเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1504903&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fwz36eCaEp_Jxk0g76G2X

  • เสถียรภาพและการเติบโต ทำอย่างไรไปด้วยกัน

    เสถียรภาพและการเติบโต ทำอย่างไรไปด้วยกัน

    “เสถียรภาพดี แต่เศรษฐกิจโตต่ำ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะจะกระทบเสถียรภาพเช่นกัน ดังนั้น เสถียรภาพและการเติบโตจึงต้องเดินคู่กัน ต้องได้ทั้งคู่” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงของผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ทำให้เห็นการปรับบทบาทแบงก์ชาติกันค่ะ

    แม้เป้าหมายหลักของแบงก์ชาติ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เรื่องการเติบโตก็เป็นเรื่องสำคัญ การมองภาพทั้งมิติระยะสั้นและระยะยาวเป็นเรื่องจำเป็น ทุกภาคส่วนไม่ควรเน้นเพียงกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้นแต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และเน้นการโตแบบทั่วถึง กระจายสู่รายย่อย

    เสถียรภาพและการเติบโต ทำอย่างไรไปด้วยกัน

    คำว่า เศรษฐกิจ สามารถมองได้ 2 มิติ คือ 1. GDP หรือ เศรษฐกิจจริง ที่ปีนี้ คาดว่าโตราว 1.9% กับ 2. Potential GDP หรือ ศักยภาพของเศรษฐกิจ ของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%

    โจทย์สำคัญที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวไว้ คือ การช่วยกันผลักดันให้ GDP ที่โตราว 1.9% ไปแตะระดับศักยภาพและ การปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อขยายศักยภาพที่ 2.7% ให้สูงขึ้นเป็น 3-3.5% ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ

    GDP สะท้อน การใช้จ่ายมวลรวมของประเทศ ในกรณีเศรษฐกิจซบเซา โตต่ำต่อเนื่อง ภาครัฐจึงออกนโยบายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ เช่น มาตรการคนละครึ่งพลัส ด้านนโยบายการเงิน กนง. ก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ เช่นกัน

    ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดเป็น 1% เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ ยังบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ และลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป

    เลขานุการ กนง. คนใหม่ ดร. ดอน นาครทรรพ จึงได้ให้เหตุผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ว่า “เราเห็นความสำคัญในการช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน หากจะลดอยู่แล้ว ก็ลดครั้งนี้เลย ก็เหมือน front load ขึ้นมา การที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้”

    ดร. ดอน ยังได้ขยายความว่า ในการตัดสินนโยบายการเงินแต่ละครั้ง กนง. จะพิจารณาสามด้านด้วยกัน ได้แก่ เสถียรภาพราคา (เงินเฟ้อ) การขยายตัวของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของระบบการเงิน

    โดยในสามด้านนี้ มีเพียงเสถียรภาพราคาที่เป็นเป้าหมายทางการ (Official target) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ จึงสะท้อนความมุ่งมั่น (Commitment) ของ กนง. ต่อเป้าหมายเงินเฟ้อด้วย

    ที่ผ่านมา แม้เงินเฟ้อต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% แต่มองไประยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ประมาณการเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ล่าสุดพบว่า มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเข้ากรอบเป้าหมายช้ากว่าเดิม จากครึ่งแรกของปี 2570 เป็นครึ่งหลังของปี 2570 ตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มเติม

    รวมถึงปัจจัยฉุดรั้งจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ดังนั้น แม้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation expectations) ในระยะปานกลางที่ กนง. ติดตาม จะยังอยู่ในกรอบ1-3% แต่โน้มลดลงต่อเนื่องในระยะหลัง ทำให้ กนง. มีความเป็นห่วงแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำแล้ว ยังเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย

    โดย กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง สะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า 

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่โตต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ มองว่า ต้องช่วยกันลงมือทำ โดยแบงก์ชาติต้องขยายบทบาท สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพิ่มเติมจากการดูแลเสถียรภาพ และประคับประคองเศรษฐกิจ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ 4 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออก 4 มาตรการ ประกอบด้วย

    1.โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยโดย SAM ที่ปรับเป็น Social AMC เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ 

    2.โครงการ “SMEs Credit Boost” เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในด้านที่จะขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เท่าทันโลกยุคใหม่

    3.การกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำบนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลการซื้อขายทองคำที่มีมูลค่าสูง และยกระดับให้การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมีความโปร่งใสและมีมาตรฐานขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในบางช่วงพบว่าธุรกรรมขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

    4.การจัดการทุนเทา/ ธุรกรรมไม่พึงประสงค์ โดยดำเนินการในหลายมิติ อาทิ การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการฝาก-ถอนเงินสดมูลค่าสูง การจำกัดวงเงินรับซื้อธนบัตรต่างประเทศ การติดตามธุรกรรมซื้อ/ขาย USDT ของ Non-resident

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยังได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ซึ่งมีความหลากหลาย โดยจะกำหนดมาตรฐานให้เป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการทางการเงิน

    “เราต้องปรับบทบาทแบงก์ชาติ จากเดิมแบงก์ชาติทำหน้าที่กำกับดูแลดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว แต่เราขยายบทบาทออกมาเป็นมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในจุดต่างๆ” เป็นคำกล่าวของผู้ว่าการฯ คุณวิทัย รัตนากร ที่สื่อถึงบทบาทเชิงรุก โดยการผสมผสานเครื่องมือ ทั้งดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการเฉพาะจุด เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งเสถียรภาพและการเติบโตที่ทั่วถึง

    * บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1223414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bSR0A8TrMvbXAe4FxoWOG

  • “สว.ไชยยงค์”ชี้วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่ล้นตลาด แต่กลไกบิดเบี้ยวร้องรัฐเร่งจัดระเบียบล้ง | เดลินิวส์

    “สว.ไชยยงค์”ชี้วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่ล้นตลาด แต่กลไกบิดเบี้ยวร้องรัฐเร่งจัดระเบียบล้ง | เดลินิวส์

    สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 จนปัจจุบันราคารับซื้อหน้าสวนเหลือลูกละ 2 บาท และบางส่วนเหลือเพียง 1 บาท กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกหลักของประเทศ โดยเฉพาะภาคกลาง

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยกับเดลินิวส์ว่า จากการติดตามข้อมูลในพื้นที่และรับฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร พบว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากผลผลิตล้นตลาดตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน เนื่องจากราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานครยังอยู่ที่ 30–35 บาทต่อผล ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งจำหน่ายในช่วง 40–75 บาท และยังมีความต้องการบริโภคต่อเนื่อง

    ส.ว.ไชยยงค์ ระบุว่า โครงสร้างตลาดมะพร้าวน้ำหอมมีลักษณะกระจุกตัว โดยกลุ่มผู้รับซื้อหรือ “ล้ง” ซึ่งมีทุนต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อในพื้นที่ผลิต ขณะที่การส่งออกไปตลาดหลักอย่างประเทศจีนก็อยู่ในมือกลุ่มทุนดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง

    “หากไม่เร่งจัดการที่ต้นเหตุ คือกลไกตลาดที่บิดเบี้ยว ปล่อยให้ผู้รับซื้อกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว เกษตรกรจะไม่มีทางอยู่ได้” นายไชยยงค์กล่าว พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ เข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบด้วย การกำหนดราคากลางที่สะท้อนต้นทุนการผลิต การตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของจุดรับซื้อในพื้นที่ และการขยายช่องทางส่งออกที่ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินการได้โดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาผู้ซื้อรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

    วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ท้าทายรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650446/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pqfV8P2pkH1gp2p51E43e